Masuk"เกมเด็กประถมชัดๆ" วีรวิชญ์สบถเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหน
"เอาสิคะ อินไม่เห็นมีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว" อินทิรายืดอกรับคำท้าด้วยความมั่นใจเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เริ่มสูบฉีดในเส้นเลือดทำให้เธอมีความกล้ามากกว่าปกติ
"ดี... งั้นกูเริ่มก่อน" ไทม์วางขวดเบียร์ลงบนพื้นที่ว่างกลางโต๊ะ ออกแรงหมุนจนขวดแก้วหมุนติ้วเป็นวงกลม
ทุกคนลุ้นระทึกมองตามทิศทางของปากขวด เมื่อความเร็วเริ่มลดลง ปลายขวดก็ค่อยๆ ชะลอและหยุดนิ่งลงโดยชี้ตรงไปที่หน้าของอินทิราพอดิบพอดี
"แจ็กพอตแตกตั้งแต่รอบแรกเลยนะหนู" ไทม์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ยกมือขึ้นกอดอก "เลือกมา จะตอบความจริงหรือทำตามคำสั่ง"
"ตอบความจริงค่ะ" อินทิราตอบเสียงหนักแน่น
ไทม์ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิงคำถามที่ทำเอาคนถูกถามถึงกับชะงัก
"สเปกผู้ชายที่อินอยากได้มาเป็นแฟน... ต้องเป็นคนแบบไหน"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงถนัดตา เทมส์หยุดมือที่กำลังคีบหมู วีรวิชญ์วางกระป๋องเบียร์ลง ทั้งสามคนต่างรอคอยคำตอบจากริมฝีปากบางอย่างตั้งใจ
อินทิราเม้มปากเล็กน้อย ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย เธอพยายามหาคำตอบที่ดูเป็นกลางที่สุด แต่สุดท้ายแอลกอฮอล์ก็บังคับให้เธอพูดความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกมา
"อินชอบคนที่เป็นผู้ใหญ่ค่ะ... คนที่คอยดูแล ปกป้องอินได้เวลาที่อินรู้สึกอ่อนแอ ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของอินโดยที่อินไม่ต้องร้องขอ" เธอเว้นจังหวะไปนิด สบตากับชายหนุ่มทีละคน "และที่สำคัญ... เขาต้องทำให้อินรู้สึกปลอดภัยและไม่คิดจะทิ้งอินไปไหน"
คำตอบของอินทิราตรงสเปกของชายหนุ่มทั้งสามคนอย่างน่าประหลาดใจ การปกป้องแบบดิบๆ ของวีรวิชญ์ ความใส่ใจรายละเอียดของเทมส์ และความอ่อนโยนที่มอบความรู้สึกปลอดภัยของไทม์
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งมองตรงมาที่เธอ อินทิรารู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า รีบคว้าขวดมาหมุนเพื่อเปลี่ยนเรื่องทันที
ปลายขวดหมุนไปหยุดที่ไทม์บ้าง
"ตาพี่ไทม์แล้ว... เลือกอะไรคะ" อินทิราถาม
"พี่เลือกทำตามคำสั่ง ใครจะเป็นคนสั่ง" ไทม์ยักคิ้วท้าทาย
"กูเอง" วีรวิชญ์สวนขึ้นมาทันที รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนมุมปาก "กูสั่งให้มึงจูบคนที่นั่งอยู่ฝั่งขวามือของมึงเดี๋ยวนี้"
คนที่นั่งอยู่ฝั่งขวามือของไทม์... คืออินทิรา
หญิงสาวเบิกตากว้าง หันขวับไปมองวีรวิชญ์ด้วยความตกใจ "พ...พี่วี สั่งอะไรบ้าๆ แบบนี้คะ ไม่เอา อินไม่เล่นแล้ว"
"กติกาคือกติกาอิน มึงบอกเองว่ากล้าเล่น" วีรวิชญ์กดเสียงต่ำ นัยน์ตาดุดันจ้องมองปฏิกิริยาของไทม์อย่างท้าทาย เขาตั้งใจสั่งแบบนี้เพื่อดูว่าไทม์จะกล้าข้ามเส้นความเกรงใจหรือไม่
ไทม์ไม่ได้มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย เขายกยิ้มมุมปาก ขยับตัวเข้าไปใกล้อินทิราจนไหล่แทบจะเกยกัน มือหนาเอื้อมไปประคองท้ายทอยของหญิงสาวไว้หลวมๆ ไม่ให้เธอหันหนี
"พี่ไทม์... อย่านะคะ" อินทิราเสียงสั่น พยายามยกมือขึ้นดันแผงอกกว้าง
"พี่แค่ทำตามบทลงโทษ... หลับตาสิคนเก่ง"
สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักก็ประทับลงบนพวงแก้มเนียนใสของอินทิราอย่างแนบแน่นและเนิ่นนาน มันไม่ใช่แค่การหอมแก้มแบบฉาบฉวย แต่มันเป็นการกดจูบที่แฝงไปด้วยความปรารถนาและอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งสูงขึ้น
อินทิราตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก สัมผัสอุ่นร้อนที่ข้างแก้มทำเอาสมองเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
ภาพตรงหน้าทำให้เทมส์คว้ากระป๋องเบียร์ขึ้นมากระดกรวดเดียวจนหมดกระป๋อง กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ส่วนวีรวิชญ์ก็สบถคำหยาบออกมาเบาๆ สบตาไทม์ที่เพิ่งผละริมฝีปากออกจากแก้มของอินทิราด้วยความไม่สบอารมณ์นัก
"เกมจบแล้ว อินไปนอน"
เทมส์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะมาคว้าข้อมือเล็กของอินทิราแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืนตาม
"ส่วนมึงสองคน... เก็บกวาดซากตรงนี้ให้หมดด้วย"
ข้อมือเล็กถูกดึงรั้งให้เดินตามจังหวะก้าวที่ยาวและมั่นคงของร่างสูงใหญ่ เทมส์ไม่ได้ออกแรงบีบจนเจ็บ แต่ความหนักแน่นในสัมผัสนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่อนุญาตให้เธอขัดขืน อินทิราก้าวเท้ายาวๆ ตามแผ่นหลังกว้างจนมาถึงหน้าประตูห้องนอนของตัวเอง ชายหนุ่มปล่อยมือเธอออก ดันลาดไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงบังคับให้เธอเข้าไปด้านใน
อินทิราก้าวเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย สมองของเธอยังคงขาวโพลน ภาพรอยยิ้มมุมปากของไทม์และสัมผัสอุ่นร้อนที่ข้างแก้มยังคงฉายซ้ำไปมา สลับกับสายตาดุดันของวีรวิชญ์ และแววตานิ่งลึกที่อ่านไม่ออกของเทมส์
บานประตูไม้ถูกดึงปิดลง อินทิรายืนนิ่งอยู่กลางห้อง แสงไฟสีสลัวจากโคมไฟหัวเตียงส่องกระทบใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้แดงก่ำไปจนถึงใบหู หญิงสาวยกมือขึ้นทาบทับตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำรัวเร็ว มันเต้นแรงเสียจนเธอปวดหนึบไปทั้งอก ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในช่องท้อง แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปไม่ได้ช่วยให้ความกล้าของเธอคงอยู่ แต่มันกลับไปกระตุ้นความปรารถนาบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกให้ปะทุขึ้นมา
เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติ บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเมื่อครู่มันคือเกม มันคือบทลงโทษ พี่ไทม์แค่ทำตามคำสั่งของพี่วี และพวกเขาก็เป็นแค่เพื่อนของพี่ชาย
พายุใช้โทสะ ใช้กำลัง ใช้เสียงตวาดข่มขู่ดั่งไฟป่าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างจนมอดไหม้ ส่วนศิลาก็ใช้ตรรกะ ใช้สัญญา ใช้กรงขังและกฎเกณฑ์อันเย็นชามาบีบรัด ทั้งสองคนคิดว่าความกลัวจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ยอมจำนน แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใจ... ว่ายิ่งใช้ความรุนแรงและกฎเกณฑ์กดทับมากเท่าไหร่ ปราการในใจของข้าวหอมกลับยิ่งก่อตัวหนาแน่นและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นมนุษย์ไม่ได้ยอมแพ้เพราะความเจ็บปวดแต่มนุษย์จะยอมจำนนอย่างสิ้นท่า... เมื่อถูกต้อนให้พ่ายแพ้ต่อความต้องการลึกๆ ในสัญชาตญาณของตัวเองต่างหากอคินสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ข้างเตียง ข้าวหอมกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ใบหน้าเนียนซุกอยู่ระหว่างท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านเป็นจังหวะถี่ๆ จากแรงสะอื้นที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เธออยู่ในสภาพเปราะบางดั่งเครื่องเคลือบดินเผาที่มีรอยร้าวรอบด้าน เพียงแค่ลงน้ำหนักมือไม่ถูกจุด ชิ้นงานศิลปะชิ้นเอกนี้ก็อาจจะแตกสลายคามือไปตลอดกาลเขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างกายเธอ กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำตาจางๆ จากตัวเธอลอยเข้าแตะจมูก"น้องหอม..."อคินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม หวานล้ำและอ่อนโยนดั่ง
นัยน์ตาคมกริบของศิลากระตุกวูบไปเสี้ยววินาที ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไร้ตรรกะรองรับแล่นพล่านเข้ามาในอกซ้าย มันคือความเจ็บแปลบที่คล้ายกับตอนที่เขาเห็นรอยช้ำบนเข่าของเธอในกล้องวงจรปิด... ความรู้สึกขัดใจที่เห็นดวงตาคู่สวยคู่นี้มองเขาด้วยความชิงชัง แทนที่จะเป็นรอยยิ้มสดใสตอนที่เธอเล่าเรื่องเมล็ดกาแฟเมื่อคืนก่อนแต่ด้วยความทะนงตนและตรรกะที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ศิลาไม่อาจแสดงความอ่อนแอทางอารมณ์ออกมาให้เห็นได้เขาเพียงแค่เหยียดริมฝีปากบางตรง ดันกรอบแว่นตาขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้"ในโลกของความเป็นจริง ข้าวหอม... คุณค่าของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษามันไว้ และราคาของเธอนั้น สูงเกินกว่าที่ฉันจะยอมปล่อยให้ใครมาชุบมือเปิบไปได้... แม้แต่ตัวเธอเอง"ศิลาผละสายตาออกจากใบหน้าหวาน เขายกมือขึ้นชี้ตรงไปยังประตูห้องทำงาน"กลับไปที่ห้องนอนของเธอซะ" ศิลาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด "บอดี้การ์ดสองคนจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เธอจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเฉพาะเวลาทำอาหารและเวลาร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้น... ไปได้แล้ว"ข้าวหอมมอ
"เธอแอบย่องออกจากบ้านพักในเวลาวิกาลโดยไม่แจ้งให้ผู้ควบคุมระบบทราบ และเธอออกไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งใต้ต้นไม้ในสวนสาธารณะ... ผู้ชายที่สวมหมวกและแว่นตาดำ ผู้ชายที่ส่งมอบเอกสารใส่ร้ายบริษัทฉบับนี้ให้เธอ" ศิลาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลเบาๆ "เธอคิดจริงๆ หรือ ว่าการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเต็มไปด้วยช่องโหว่แบบนี้ จะรอดพ้นสายตาของระบบไปได้"ข้าวหอมนิ่งอึ้ง ใบหน้าเนียนซีดเผือดจนไร้สีเลือด เธอไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่สายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของศิลาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ"เขา... เขาไม่ได้เป็นคนร้าย..." เธอพยายามเค้นเสียงแก้ต่าง ละล่ำละลักพูด "เขาแค่... เอาเอกสารมาให้ฉันดู...""เอกสารปลอม" ศิลาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงไปอีกระดับ "การโอนเงินในเอกสารฉบับนี้ระบุรหัสสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกยุบไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อน ตราประทับของบริษัทร่วมทุนถูกวางตำแหน่งผิดพลาดไปสองเซนติเมตร และลายเซ็นของฉันกับพายุในรายงานการประชุมลับ เป็นการคัดลอกจากไฟล์สแกนหนังสือมอบอำนาจเก่า... มีเพียงคนที่โง่เขลาและถูก
ทว่า ความผิดพลาดของพายุไม่ได้ทำให้ศิลาแปลกใจเท่ากับพฤติกรรมของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ข้าวหอมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ร่างเล็กของเธอยังคงสวมเสื้อสเวตเตอร์หนาสีเทาเข้มตัวเดิม ชายเสื้อยับย่นจากการถูกกระชาก ข้อมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของศิลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คือท่วงท่าการเม้มริมฝีปากแน่นสนิท และแววตาที่จ้องมองพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างดื้อดึงแววตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้มิดชิดความลับที่หนักหนาพอจะทำให้ผู้หญิงที่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ กล้าแอบหนีออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่เช้ามืดศิลาเลื่อนสายตามองไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กที่เขายึดมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ มันวางสงบนิ่งอยู่ข้างแท็บเล็ตส่วนตัวของเขา ตราประทับปลอมและรายงานการเดินบัญชีที่พิมพ์ออกมาอย่างหยาบๆ ในซองนั้น ถูกเขากวาดสายตาตรวจเช็กความถูกต้องทางนิติวิทยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้เอกสารปลอมแปลงขั้นพื้นฐาน... ฝีมื
ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผสมผสานกับความแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำสอง บีบให้สติสัมปชัญญะของพายุขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง"มึงกล้าเปรียบเทียบกูกับมันงั้นเหรอ..."พายุกัดฟันพูดทีละคำ เสียงแหบต่ำจนฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ไร้การควบคุมเขาปล่อยมือจากแขนของเธอก่อนจะเงื้อหมัดขวาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรอยสักเปลวไฟขึ้นสูงในอากาศ!แรงโทสะสั่งการให้เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบอกแตกตายข้าวหอมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอผงะถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่จนไร้ทางหนี เมื่อเห็นหมัดหนักๆ เงื้อขึ้นสุดแขน หญิงสาวหลับตาแน่น ย่อตัวลง และยกสองแขนขึ้นมาปิดศีรษะเพื่อรอรับแรงกระแทกอันทารุณตามชะตากรรมเธอนึกว่าเขาจะชกเธอ... นึกว่าจุดจบของเธอได้มาถึงแล้ววูบ!ลมหมัดที่รุนแรงเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตรพลั่ก! เปรี้ยง!เสียงกำปั้นหนัก
หมับ!มือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของข้าวหอมอย่างแรง แรงบีบมหาศาลทำให้เนื้อเนียนแทบแหลกคามือ ข้าวหอมหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บแปลบใบหน้าคมเข้มของพายุโน้มลงมาประชิดจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เปรอะเปื้อนกลิ่นบรั่นดีเป่ารดผิวแก้มซีดเซียวดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงลั่นสุรเสียงแหบต่ำ ลึก และเต็มไปด้วยความคุกคามอันดิบเถื่อนดังรอดไรฟันออกมา บีบให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบหยุดหมุนเวียน"มึงออกไปไหนมาตั้งแต่เช้ามืด... ข้าวหอม" พายุเค้นเสียงถาม แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่ง "ลงไปร่านรอกระดูกชิ้นไหนมา... ตอบกูมาเดี๋ยวนี้!"กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นซีดาร์วูดในห้องรับแขกไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกของพายุได้เลยแม้แต่น้อยมือหนาของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนตรงต้นแขนของข้าวหอม เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใต้เสื้อสเวตเตอร์หนาที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ นั้นบอบบางจนเหมือนกิ่งไม้แห้งที่เขาออกแรง







