LOGINคำสั่งที่รวดเร็วและเฉียบขาดของวีรวิชญ์ทำให้ชายหนุ่มอีกสองคนแยกย้ายกันไปจัดการตามหน้าที่โดยไม่มีใครเสียเวลาตั้งคำถาม
เทมส์เดินกลับมาพร้อมกะละมังใบเล็กบรรจุน้ำอุณหภูมิห้องและผ้าขนหนูผืนนุ่ม เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างโซฟา บิดผ้าขนหนูจนหมาด มือใหญ่ที่เคยวางมาดนักธุรกิจผู้เคร่งขรึมค่อยๆ ซับผ้าลงบนใบหน้าแดงจัดของอินทิราอย่างเบามือที่สุด
ความเย็นจากผ้าทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย พยายามเบือนหน้าหนี
"อยู่นิ่งๆ อิน พี่เช็ดตัวให้ จะได้สบายตัวขึ้น" เทมส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวล ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากชื้นเหงื่อออกให้อย่างทะนุถนอม
เขาซับผ้าไล่ลงมาตามลำคอระหง เรื่อยมาจนถึงท่อนแขนเรียวเล็ก การกระทำของเทมส์เชื่องช้าทว่าใส่ใจทุกรายละเอียด เขาระมัดระวังไม่ให้สัมผัสล่วงเกินไปมากกว่าจุดที่จำเป็น สายตาคมกริบจดจ้องเพียงใบหน้าที่หลับตารับความทรมานจากพิษไข้
"พี่เทมส์... อินปวดหัว" อินทิราพึมพำ น้ำตาหยดใสซึมรื้นที่หางตา
"อดทนหน่อยนะคนดี เดี๋ยวพี่ไทม์เอายามาให้กินแล้ว" เทมส์ซับน้ำตาที่หางตาให้อย่างเบามือ หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นความอ่อนแอของผู้หญิงตรงหน้า
ไทม์เดินกลับมาพร้อมชามข้าวต้มควันฉุยและยาเม็ดในมือ เขาวางชามลงบนโต๊ะกระจก แทรกตัวเข้ามานั่งซ้อนด้านหลังอินทิราเพื่อพยุงร่างเล็กให้ลุกขึ้นนั่งพิงแผ่นอกกว้างของเขา
"มากินข้าวกินยาก่อนนะคนเก่ง" ไทม์ตักข้าวต้มพอดีคำเป่าจนคลายความร้อนแล้วจ่อที่ริมฝีปากบาง
อินทิราส่ายหน้าไปมา ปิดปากสนิท "ไม่อยากกิน... ขมคอ"
"ไม่ดื้อสิหนู กินไปแค่นิดเดียวก็ยังดี จะได้กินยาได้" ไทม์กดเสียงให้อ่อนโยนที่สุด แขนข้างหนึ่งโอบเอวเล็กไว้หลวมๆ เพื่อประคองไม่ให้เธอฟุบลงไป "พี่ป้อนนะ อ้าปากเร็วคนเก่ง"
ความเอาใจใส่และน้ำเสียงออดอ้อนของไทม์ทำให้อินทิรายอมเผยอปากรับข้าวต้มเข้าไปเคี้ยวอย่างเชื่องช้า เธอฝืนกินไปได้เพียงสี่ห้าคำก็ส่ายหน้าปฏิเสธ ไทม์ไม่บังคับต่อ เขาส่งแก้วน้ำและยาให้เธอกลืนตามลงไป
เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์บวกกับความอ่อนเพลีย อินทิราก็เริ่มมีอาการละเมอ หญิงสาวหลับตาพริ้ม น้ำตาไหลอาบแก้ม สองมือไขว่คว้าหาที่พึ่งพิงในความมืดมิด
"พี่กฤต... พี่กฤตอย่าทิ้งอินนะ... อินกลัว"
เสียงสะอื้นเรียกหาพี่ชายทำเอาชายหนุ่มทั้งสามคนชะงัก วีรวิชญ์กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้ดีว่าลึกๆ แล้วอินทิรามีความหวาดระแวงเรื่องการถูกทิ้งมาตั้งแต่อดีต และตอนที่ป่วยหนัก ร่างกายที่อ่อนแอจะดึงเอาความเปราะบางในจิตใจออกมาทั้งหมด
ไทม์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือหนาคว้ามือน้อยที่ไขว่คว้าสะเปะสะปะมากุมไว้แนบแก้มของตัวเอง
"พี่อยู่นี่แล้วหนู ไม่มีใครทิ้งหนูไปไหนทั้งนั้น" ไทม์กระซิบชิดขมับชื้นเหงื่อ ริมฝีปากหยักกดจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มซ้ำๆ "นอนพักซะนะ พวกพี่จะเฝ้าหนูอยู่ตรงนี้แหละ"
คำปลอบประโลมและไออุ่นจากฝ่ามือหนาทำให้อินทิราค่อยๆ สงบลง ลมหายใจเริ่มเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มือบางที่สั่นเทาเปลี่ยนเป็นบีบมือของไทม์ไว้หลวมๆ ราวกับหาที่ยึดเหนี่ยว
เทมส์ดึงผ้าห่มมาคลุมทับร่างเล็กให้จนถึงหน้าอก เขานั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่หลับสนิทอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
วีรวิชญ์ที่ยืนเงียบอยู่พักใหญ่ขยับตัวเข้ามาใกล้โซฟา เขาก้มหน้าลงจนปลายจมูกแทบจะชิดกับใบหน้าเนียนใส ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของคนป่วยอย่างแผ่วเบา เป็นการกระทำที่นุ่มนวลขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ไทม์หรี่ตามองการกระทำนั้นทันที มือหนายังคงกุมมือของหญิงสาวไว้แน่น
"มึงจูบหน้าผากน้องทำไมไอ้วี"
"กูแค่เช็กว่าตัวเย็นลงหรือยัง... มึงจะทำไม"
สามวันต่อมา อาการไข้หวัดของอินทิราหายสนิทราวกับปลิดทิ้ง ร่างกายกลับมาแข็งแรงและสดใสเหมือนเดิมเพื่อเป็นการฉลองเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนป่วยที่กลับมามีชีวิตชีวา วีรวิชญ์จึงรับอาสาจัดการสั่งชุดหมูกระทะชุดใหญ่มาจัดเตรียมไว้ที่ระเบียงกว้างของเพนต์เฮาส์
ลมเย็นยามค่ำคืนพัดโชยมาปะทะใบหน้า เตาถ่านร้อนระอุส่งกลิ่นหอมของเนื้อหมูหมักและน้ำซุปกระดูกหมูลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ อินทิราในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวและกางเกงขาสั้นนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับไทม์ คีบเนื้อหมูชิ้นโตเข้าปากด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
กระป๋องเบียร์เย็นเฉียบถูกเปิดออกและส่งต่อให้กันในวงสนทนา เทมส์รับหน้าที่ย่างเนื้อและคอยคีบใส่จานให้อินทิราอย่างรู้หน้าที่ ส่วนวีรวิชญ์ก็นั่งจิบเบียร์เงียบๆ คอยเติมน้ำซุปไม่ให้แห้งติดกระทะ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเสียงหัวเราะ หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ความรู้สึกบางอย่างระหว่างพวกเขาทั้งสี่คนก็ดูเหมือนจะขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นโดยไม่มีใครเอ่ยปากพูด
"กินแต่หมูเดี๋ยวก็อ้วนหรอกอิน กินผักบ้าง" เทมส์คีบผักบุ้งลวกใส่จานให้หญิงสาว
"อินเพิ่งหายป่วยนะคะ ต้องกินโปรตีนเยอะๆ จะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ" อินทิราเถียงกลับหน้าตาย คีบผักบุ้งเข้าปากแต่ก็ไม่ลืมคีบหมูสามชั้นตามลงไปติดๆ
ไทม์หัวเราะร่วน มือหนาเอื้อมไปหยิบขวดเบียร์เปล่าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กด้านข้างมาถือไว้กลางวงสนทนา
"กินไปคุยไปมันน่าเบื่อว่ะ มาเล่นเกมกันดีกว่า" ไทม์เสนอไอเดีย นัยน์ตาพราวระยับจับจ้องไปที่คนตัวเล็กข้างกาย "เกมหมุนขวดถามความจริง ใครโดนปลายขวดชี้ต้องเลือกตอบคำถามตามความจริงหนึ่งข้อ หรือไม่ก็ต้องทำตามคำสั่งของคนหมุน... กล้าเล่นไหม"
"พ...พี่ๆ ทำอะไรกันคะ คุกเข่าทำไม" อินทิราละล่ำละลักถาม มือบางยกขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความตกใจและคาดไม่ถึงเทมส์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาเปิดช้าๆ ภายในกล่องไม่ได้มีแหวนเพชรเม็ดชูใหญ่โตอลังการเพียงวงเดียว แต่มันกลับมีแหวนทองคำขาวดีไซน์เรียบหรูสามวง ที่ถูกออกแบบมาให้ส่วนโค้งเว้าของแต่ละวงสามารถสอดประสานประกบเข้าด้วยกันได้อย่างพอดิบพอดีจนกลายเป็นแหวนวงเดียวที่สมบูรณ์แบบอินทิรามองแหวนในกล่องสลับกับใบหน้าของผู้ชายทั้งสาม น้ำตาแห่งความตื้นตันเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่
"หนูนอนอิ่มแล้วใช่ไหม หิวหรือเปล่า""นิดหน่อยค่ะ แต่เดี๋ยวอินค่อยไปหาอะไรในตู้เย็นกินก็ได้" อินทิราลูบเส้นผมสีเข้มของเทมส์อย่างเบามือ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างกายของเขา "เมื่อกี้พวกพี่คุยอะไรกันคะ อินแอบได้ยินเสียงพี่กฤตหัวเราะดังเชียว"เทมส์เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตากลมโต นัยน์ตาคมกริบของเขาสะท้อนแสงไฟยามค่ำคืน "คุยเรื่องของหนูนั่นแหละ พี่กฤตมันยอมรับพวกพี่เต็มร้อยแล้วนะ มันฝากให้พวกพี่ดูแลหนูให้ดีที่สุด"อินทิรายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสและปราศจากความกังวลใดๆ "อินรู้มาตั้งนานแล้วค่ะว่าพี่กฤตยอมรับพวกพี่ แค่เขาฟอร์มจัดไปหน่อยเท่านั้นเอง""งั้นหนูก็รู้ใช่ไหม... ว่าพวกพี่รักหนูมากแค่ไหน" เทมส์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักประทับจูบลงบนหน้าท้องของเธอผ่านเนื้อผ้าชุดนอน"รู้สิคะ... ถ้ายิ่งกว่านี้อินคงต้องตั้งศาลพระภูมิให้พวกพี่แล้วล่ะ" หญิงสาวตอบติดตลก สอดประสานนิ้วเข้ากับมือใหญ่ของเขาเทมส์หัวเราะในลำคอ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย "งั้นเราเข้าไปข้างในกันเถอะ ปล่อยให้ผู้ชายสามคนนี้นอ
"เออ ตอนนั้นกูหน้ามืดตามัว กูมองแต่ในมุมของพี่ชายที่กลัวน้องจะเจ็บปวด" กฤตหันกลับมาสบตาเพื่อนรักทั้งสามคน นัยน์ตาคมเข้มของเขาไม่มีความโกรธเคืองหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความจริงใจและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น "แต่พอเวลาผ่านไป... กูถึงได้เห็น ว่าพวกมึงดูแลอินดีกว่าที่กูทำซะอีก"ประโยคนั้นทำให้วีรวิชญ์ต้องเลิกคิ้วขึ้น "มึงพูดจริงเหรอวะไอ้กฤต""กูจะตอแหลพวกมึงทำไม" กฤตหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "กูเป็นพี่มัน กูรู้ดีว่าอินมันขี้ระแวงและขาดความมั่นใจแค่ไหน ตอนมันโดนแฟนเก่าทิ้ง กูทำได้แค่ลูบหัวปลอบใจมัน แต่พวกมึง... พวกมึงใช้ความอดทน พวกมึงใช้ความรักของพวกมึงทำลายความหวาดกลัวในใจน้องกูจนหมดสิ้น มึงทำให้กูเห็นรอยยิ้มที่กูไม่ได้เห็นจากมันมานานหลายปี"กฤตยกกระป๋องเบียร์ขึ้นชูไว้ระดับสายตา "กูขอบใจพวกมึงมากนะ... ขอบใจที่ดึงน้องกูขึ้นมาจากความเศร้า และขอบใจที่ไม่เคยทิ้งน้องกูไปไหน"บรรยากาศวงเหล้าที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหยอกล้อเปลี่ยนเป็นความซาบซึ้งใจ ไทม์ยิ้มกว้าง ยกกระป๋องเบียร์ของตัวเองขึ้นชนกับกฤต "ไม่ต้องขอบใจหรอกเว้ยกฤต อินคือความสุขของพวกกูเหมือนกัน การได้ดูแลอินมันไม่ใช่หน้า
"คราวหลังห้ามถอดแหวนออกอีก ต่อให้ต้องผสมสีหรือล้างส้วมก็ห้ามถอด เข้าใจไหมอิน" วีรวิชญ์ตวาดเสียงดุ ขณะที่เขากำลังสอดแทรกแกนกายแข็งขึงเข้าไปในช่องทางรักของเธออย่างหนักหน่วง กระแทกกระทั้นเน้นย้ำความความเป็นเจ้าของในทุกจังหวะ"อ๊ะ... เข้าใจแล้วค่ะพี่วี อินจะไม่ถอดอีกแล้ว... อ๊า!" อินทิราหวีดร้อง ร่างกายบิดเร้าไปตามแรงอารมณ์ที่ถูกปรนเปรออย่างดิบเถื่อนไทม์ขยับเข้ามาดูดเม้มยอดอกของเธออย่างรุนแรงจนเกิดรอยแดงช้ำ "ต้องทำรอยไว้เยอะๆ ไอ้เด็กนั่นมันจะได้รู้ว่าหนูมีผัวแล้วตั้งสามคน ตอดพี่แน่นๆ เลยคนเก่ง" แฝดน้องครางต่ำ ใช้ปลายนิ้วบดบี้จุดกระสันจนอินทิราดิ้นพล่านเทมส์ยืนมองอยู่ปลายเตียง รังสีความหวงแหนของเขายังคงแผ่ซ่าน เขาจับเรียวขาของอินทิราแยกออกกว้างขึ้น ปล่อยให้เพื่อนและน้องชายลงทัณฑ์เธอจนพอใจ ก่อนที่เขาจะเข้าไปสานต่อความเร่าร้อนนั้นด้วยตัวเองการร่วมรักในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความดุดันและเอาแต่ใจ พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้อินทิราได้พักหายใจ สลับกันเติมเต็มความปรารถนาและตอกย้ำให้เธอจดจำว่าร่างกายและหัวใจของเธอเป็นของใครเมื่อพายุความหึงหวงสงบลง อินทิรานอนหมดสภาพอยู
"ขอบใจมากนะนนท์ พี่กำลังหิวน้ำพอดีเลย" อินทิราละสายตาจากหน้าจอ หันมาส่งยิ้มหวานให้รุ่นน้อง เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วชาเย็นขึ้นมาดูดเพื่อคลายความเหนื่อยล้านนท์ลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ อินทิรา นัยน์ตาของเด็กหนุ่มกวาดมองใบหน้าเนียนใสของรุ่นพี่อย่างชื่นชม ก่อนที่สายตาของเขาจะสะดุดเข้ากับมือซ้ายของอินทิราที่จับแก้วน้ำอยู่ นิ้วนางข้างซ้ายที่ว่างเปล่าไร้เครื่องประดับใดๆ ทำให้รอยยิ้มของเด็กหนุ่มกว้างขึ้นไปอีก"พี่อินทำงานเก่งขนาดนี้ แถมยังน่ารักอีก... ไม่มีแฟนคอยมารับมาส่งบ้างเหรอครับ นิ้วนางว่างเชียว" นนท์แกล้งหยั่งเชิงถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ท่าทางกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัดอินทิราชะงักไปนิด เธอก้มลงมองมือตัวเองแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมสวมแหวนกลับเข้าไป หญิงสาวกำลังจะอ้าปากอธิบายว่าเธอถอดวางไว้บนโต๊ะ แต่ยังไม่ทันที่เสียงใดจะหลุดลอดออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็แผดร้องขึ้นมาเสียก่อนหน้าจอแสดงชื่อ 'พี่วี' อินทิรากดรับสายทันที"ฮัลโหลค่ะพี่วี อินกำลังจะเก็บของกลับแล้วค่ะ" อินทิรากรอกเสียงลงไป"กูอยู่หน้าบริษัทมึงแล้ว ลงมาเดี๋ยวนี้เลยอิน" เสียงทุ้มห้
"ของขวัญวันเกิดของมึงไงอิน รับรองว่ามึงต้องชอบ" วีรวิชญ์หัวเราะในลำคอด้วยความเจ้าเล่ห์ เขาจัดการจ่อของเล่นที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างแรงเข้าที่จุดกระสันของหญิงสาว กดน้ำหนักลงไปบดบี้อย่างไม่ออมแรง"อ๊า! พี่วี! เอาออกไป... อินไม่ไหว... มันเสียวเกินไป!" อินทิราหวีดร้องสุดเสียง ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ความสั่นสะเทือนจากเครื่องเล่นชิ้นนั้นโจมตีจุดอ่อนไหวจนเธอแทบจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ"ร้องดังๆ เลยหนู คืนนี้ไม่มีใครได้ยินเสียงหนูหรอก" เทมส์พูดเสียงแหบพร่า โน้มตัวลงมาดูดเม้มยอดอกของเธออย่างเมามัน สลับกับการใช้ฟันขูดขีดเบาๆ เพื่อเพิ่มความทรมานที่แสนหวานวีรวิชญ์ขยับของเล่นชิ้นนั้นเข้าออกบริเวณปากทางรัก สลับกับการกดแช่ไว้ที่จุดเดิม บังคับให้อินทิราต้องบิดเร้าและครางเสียงแหบแห้ง เธอไม่สามารถทนรับความเสียวซ่านที่มากเกินขีดจำกัดนี้ได้เพียงลำพัง"พี่วี... ได้โปรด... อินทรมาน เข้ามาเถอะค่ะ... เอาอินที" อินทิรายอมจำนนต่อความต้องการของร่างกาย ร้องขอสัมผัสที่แท้จริงจากพวกเขาอย่างตะกละตะกลาม ไม่มีคำปฏิเสธ ไม่มีท่าทีขัดขืน มีเพียงความโหยหาที่พุ่งทะลุขีดจำกัด"ร่านนั







