Se connecterเวดสั่นหัว “ไม่มีทาง หยุดพูดแบบนั้นได้แล้วออสซี่”
“ออสโล่ ชื่อออสโล่โว้ย” หนุ่มผมแดงตะคอก “เบล ทำไมเธอทำแบบนี้ล่ะ” เขาหันไปหา
เบลินดาแทน เวดไม่จุดชนวนทะเลาะแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีมาก เขาปิดปากเงียบ คงอยากรู้สาเหตุเหมือนกันเบลินดากอดอกตัวเองแน่น แล้วเขยิบถอยไปที่มุมห้อง ตอบกลับสั้น ๆ ว่า “ฉันทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นย่ะ”
เวดหัวเราะอย่างดูถูก “ยัยนี่ ทุกคนเขารู้กันหมดแล้วโว้ยว่าเธอพยายามจะกำจัดพวกเราออกจากลิสต์ เธออาจหลอกตัวเองได้นะ คิดตามที่เธอพอใจเลย...ยัยบ้าเอ๊ย” เขาเขยิบถอยห่างจากเด็กสาวราวกับเธอเป็นแมลงที่น่ารังเกียจที่สุดจนเขาทนไม่ได้แม้แต่จะอยู่ใกล้ ขณะเดียวกัน อเล็กซิสกับออสโล่ได้แต่ถอนหายใจ
อเล็กซิสเข้าใจเวดดีที่เขาฉุนเฉียวง่าย แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเค้นเอาความจริงจากคนที่ไม่แม้แต่จะรู้สึกผิดเลยสักเศษเสี้ยวหนึ่ง สถานการณ์ในตอนนี้ต่างหากที่เธอพะวงมากกว่า และมากกว่ามานั่งโทษเบลินดาด้วย เพราะมันเกี่ยวกับอนาคตของเธอ
ฉันจะยังเชื่อพี่ได้อยู่หรือเปล่า ฉันยังเชื่อพี่ได้ใช่ไหม เจสซี่ เธอรำพันในใจ เจสซี่ไม่เคยผิดสัญญาหรือพูดโกหกเพื่อให้เธอสบายใจ แต่มันต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ ๆ เธอแน่ใจว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น
วันต่อมา เจ้าหน้าที่คนเดิมปลุกพวกเขาในตอนเช้า ทีแรกพวกเขาดีใจคิดว่าจะถูกปล่อยตัว แต่กลับเจอความผิดหวังอีกระลอก เมื่อนายตำรวจแค่นำขนมปังมาให้กินเป็นอาหารเช้าเท่านั้น เวดไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เหมือนเดิม เขาเริ่มโทษเบลินดาเหมือนเมื่อวาน แต่ครั้งนี้คู่กรณีเลือกที่จะใช้วิธีนอนหลับและไม่สนใจเขาแทน ซึ่งมันทำให้บรรยากาศสงบลงมากเมื่อเวดไม่มีคนให้ทะเลาะด้วย อย่างไรก็ตาม บรรยากาศยังคงคุกรุ่นเมื่อเวดพยายามที่จะให้เบลินดาตอบเขาให้ได้ว่าทำไมเธอถึงทำลายงานปาร์ตี้ของเขา จนกระทั่งออสโล่หมดความอดทนที่จะฟัง
“มิลเลอร์! นายช่วยหุบปากสักทีได้ไหม น่ารำคาญเป็นบ้า ฉันจะประสาทแดกเพราะนายนี่แหละ!”
ก่อนที่เวดจะตอกกลับ อเล็กซิสรีบห้ามทัพทั้งคู่ได้ทัน ดีกว่าปล่อยให้เกิดมวยคู่ใหม่ “อย่าทะเลาะกันเลย ขอร้องล่ะ พวกเราทำอะไรไม่ได้หรอก อย่าเถียงกันอีกเลยนะ เวด เชื่อฉันเถอะ ต่อให้นายตะโกนหรืออ้อนวอนหรือกล่าวโทษใครต่อใคร ก็ไม่มีใครมาปล่อยตัวพวกเราหรอก ถ้าพวกตำรวจไม่ได้รับคำสั่งก็เปล่าประโยชน์ ทำใจให้สงบเถอะนะ ฉันขอล่ะนะ อย่าลืมที่พี่ชายฉันเคยเตือนสิ”
เธอวางมือลงบนไหล่ของเขาเป็นการปลอบโยน ดูเหมือนว่าอเล็กซิสเพิ่งรู้วิธีกดปุ่มควบคุมสติและปุ่มอดกลั้นของเวดได้ เด็กหนุ่มเหมือนนึกขึ้นได้ว่าเธอเคยเตือนเขาเรื่องทำนองนี้มาก่อนจึงหุบปากในที่สุด ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเดินมา
“พวกเธอตามฉันมา คณะสอบสวนรอพวกเธออยู่”
ทั้งหมดมองหน้ากัน ส่วนเบลินดาเอาแต่พึมพำกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรหรอก”
“ทำไมพวกเราต้องถูกสอบสวนด้วยคะ” อเล็กซิสถามเจ้าหน้าที่สาว
เธอไม่ตอบ เด็กทั้งหมดจำต้องตามเธอไปเหมือนเดิม ไม่มีใครให้ข้อมูล ไม่มีใครอธิบาย เจ้าหน้าที่พวกนี้ไม่ชอบให้พวกเขาถามมากความ ทั้งหมดทำสีหน้าไร้อารมณ์ด้วยกันทุกคน พวกตำรวจไม่ใช่คนในเมือง แต่เป็นคนที่มาจากเมืองอื่น เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะสลับกันมาประจำในพื้นที่ทุก ๆ สองหรือสามปี จึงไม่มีใครสนิทสนมหรือรู้จักคนในพื้นที่เท่าไรนัก
เมื่อไปถึงห้องสอบสวน อเล็กซิสพบว่ามันไม่เหมือนกับห้องที่เธอเคยเห็นในหนังเลยสักนิด ห้องสืบสวนที่เธอรู้จักจะมีโต๊ะหนึ่งตัววางไว้ตรงกลางระหว่างตำรวจที่ทำหน้าที่สอบสวนกับผู้ต้องหา ขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นจะยืนฟังบทสนทนาหลังหน้าต่างกระจก ห้องที่อยู่ตรงหน้าห่างไกลจากในหนังมาก หนำซ้ำยังน่ากลัวกว่า เพราะมันไม่มีโต๊ะสักตัว มีแต่เก้าอี้สำนักงานจำนวนสี่ตัว กับเก้าอี้ไฟฟ้าอีกสี่ตัวที่ดูเหมือนเครื่องทรมานในหนังสยองขวัญ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเก้าอี้ไฟฟ้าพวกนั้นเตรียมไว้ให้ใคร นอกจากพวกอเล็กซิส บรรยากาศเริ่มไม่ชอบมาพากลแล้ว พวกเจ้าหน้าที่จะทำอะไรกับพวกเขากันแน่ อเล็กซิสไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนพวกนี้ถึงปฏิบัติกับพวกเธอราวกับเป็นอาชญากรร้ายแรง
มือของเธอเย็นเยียบ
ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวยังคงอยู่
พวกเขาให้เบลินดานั่งเก้าอี้ตัวแรก เด็กสาวร้องไห้หวาดผวาจนถูกกดลงไป เวดนั่งตัวที่สอง เด็กหนุ่มปิดปากเงียบ คงอึ้งพอสมควร อเล็กซิสนั่งตัวที่สามและยังคงเชื่อฟังแต่โดยดี ส่วนออสโล่นั่งตัวสุดท้าย
ขาของอเล็กซิสเหมือนอ่อนแรงลงประเดี๋ยวนั้น เธอมองเจ้าหน้าที่ที่กำลังล็อกแขนของเธอกับที่วางแขน จากนั้นเขาหยิบหมวกเหล็กมาสวมให้เธอ มันมีสายไฟโยงหากันกับเก้าอี้ ออสโล่และอเล็กซิสสบตากันอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วย และทำไมต้องวิธีนี้ ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่สอบสวนในชุดสีดำเดินเข้ามาพร้อมกันสี่คน พวกเขานั่งลงบนเก้าอี้ว่างที่เหลือ เป็นชายสองหญิงสอง ผู้หญิงนั่งตรงข้ามกับเด็กผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั่งตรงข้ามกับเด็กผู้ชาย เจ้าหน้าที่สาวตรงหน้าอเล็กซิสมีใบหน้ารูปไข่ เธอปั้นหน้านิ่งราวกับรูปปั้น ดวงตาจดจ่ออยู่กับอเล็กซิส ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่พาพวกเขามาที่นี่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่โจเซฟยืนเฉย ๆ เหมือนกับเป็นเพียงผู้ช่วย ความเงียบค่อย ๆ เขย่าประสาทคนที่นั่งรออยู่ เวลาที่กำลังไหลไปช้า ๆ ทำลายกำลังใจไปทีละนิด ทีละนิด อเล็กซิสได้ยินเสียงตัวเองกลืนน้ำลายดังเอื๊อก กับเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
เธอยังไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
“สวัสดีนะพวกเธอ สบายดีกันหรือเปล่า ที่พวกเราพาพวกเธอเข้ามาในห้องนี้ก็เพื่อขอสอบถามข้อมูลที่มีประโยชน์และความจริงจากปากเท่านั้น อย่ากลัวไปเลย” ชายที่นั่งตรงข้ามกับเวดเกริ่นนำ “เรามีคำถามธรรมดาจะถามพวกเธอ ขอเพียงแค่พูดความจริง พวกเธอก็เห็นว่านั่งอยู่บนเครื่องจับเท็จ อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องจับเท็จเพียงอย่างเดียว เพราะหากพวกเธอพูดโกหก เก้าอี้จะปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อกร่างทันที”
เขาหยุดแล้วยิ้มเหมือนเอ็นดู คงคิดว่าตัวเองกำลังสาธิตวิธีแปรงฟันให้เด็กอนุบาลฟังอยู่ “ฟังให้ดี โกหกครั้งหนึ่ง เพื่อนของพวกเธอทางด้านซ้ายจะถูกไฟฟ้าช็อกทันที และเจ้าหนุ่มหัวแดง” เขาพูดกับออสโล่ “นายโกหกเมื่อไร คุณคาร์เตอร์โดนแน่ ๆ
“ขอเตือนไว้ก่อนนะ หากไม่อยากให้เพื่อนตัวเองเจ็บตัวก็อย่าเสี่ยง เข้าใจกันใช่ไหม”
พวกเขาพยักหน้าช้า ๆ เวดจ้องอเล็กซิสเขม็ง พยายามจะสื่อสารผ่านดวงตาว่าเขาไม่ควรนั่งข้างเบลินดาเลย เพราะคนที่โกหกได้หน้าตาเฉยก็คือเบลินดานี่แหละ
“ฉันโดนย่างสดแน่ ๆ” เธอได้ยินเสียงเขากระซิบ ซึ่งมันไม่ใช่มุก แต่เป็นน้ำเสียงที่กล่าวออกมาจากความกลัวข้างใน
“เอาล่ะ เริ่มกันเลยดีกว่านะจ๊ะ คุณคาร์เตอร์” หญิงสาวทางด้านขวาสุดพูดขึ้น “คุณคาร์เตอร์ ตอบฉันได้ไหมจ๊ะ ว่าคุณแจ้งความเท็จหรือไม่ โดยกล่าวหาว่าเพื่อนของคุณที่อยู่ในงานปาร์ตี้ที่คฤหาสน์ครอบครัวมิลเลอร์มีพฤติกรรมบางอย่างตรงกับคุณสมบัติที่เข้าข่ายว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง”
“เปล่าค่ะ”
เวดร้องโหยหวนเสียงดังทันทีเมื่อกระแสไฟฟ้าช็อกเข้าตัว อเล็กซิสตัวแข็งทื่อขึ้นมาเดี๋ยวนั้น เธอตกตะลึงเมื่อเห็นร่างกำยำของเพื่อนชายดิ้นพล่านรุนแรง เสียงร้องของเขาทำให้เลือดในตัวเย็นเฉียบ กระแสไฟฟ้านั้นช็อกร่างเด็กหนุ่มเพียงหนึ่งวินาที ใช่ แค่หนึ่งวินาที แต่เป็นวินาทีที่ทำลายความหวังในใจลงจนหมด ไม่มีรอยไหม้ปรากฏบนตัวเวด แต่เด็กหนุ่มหายใจหอบแรง แล้วยังตัวสั่นอยู่อีกหลายนาที
“สัตว์! อีนี่” แต่อย่างน้อยก็ยังมีแรงไว้ด่าคู่กรณี
“นายเป็นอะไรหรือเปล่า” อเล็กซิสถาม ยังคงตกใจอยู่ หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นไปแล้วเมื่อครู่ เพราะเสียงร้องที่บ่งบอกว่าเจ็บปวดไปถึงกระดูกของเวด เด็กหนุ่มส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นอะไร อเล็กซิสมองไม่เห็นเบลินดา แต่ได้ยินเสียงร้องไห้ดังลั่น บางทีเธออาจจะเสียใจที่เผลอทำร้ายเวด หรือไม่ก็กลัวว่าตัวเองจะโดนบ้าง
พ่อพูดถูก ไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด นี่มันห้องทรมานชัด ๆ ไม่ใช่ห้องสอบสวนสักหน่อย อเล็กซิสพยายามอย่างยิ่งที่จะหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมพวกเจ้าหน้าที่ถึงทำแบบนี้กับพวกเธอ แต่นึกเท่าไรก็หาเหตุผลมาตอบไม่ได้
“ฉันขอถามคุณอีกครั้งนะจ๊ะ คุณ-โก-หก-พวก-เรา-หรือ-เปล่า” หญิงสาวเน้นคำ
“...ค่ะ”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครถูกไฟฟ้าช็อก เวดถอนหายใจโล่งอก
“ทำไมคุณถึงโกหกจ๊ะ”
แทนที่จะตอบคำถาม เบลินดาเลือกที่จะร้องไห้แทน ไม่กี่วินาที เวดร้องอีกครั้ง พอตัวเองตั้งหลักหายใจได้ เขาตวาดทันที “ตอบไปเซ่”
“ฉะ...ฉะ...ฉันอยากจะชนะทุนค่ะ ฉันอยากกำจัดเธอออกไป ถ้าเธอถูกถอนชื่อออก ฉันคิดว่าฉันจะชนะทุน”
เธอเหรอ เบลินดาต้องการให้เราถูกจับเพียงคนเดียวเหรอ นี่มันอะไรวะเนี่ย อเล็กซิสลืมความกลัวไปชั่วขณะ เธออยากจะร้องตะโกนออกมาดัง ๆ ระบายความซวยที่โถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
“เธอที่ว่า หมายถึง คุณเดวิสเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ...ใช่ค่ะ...ถูกแล้ว เดวิสมีโอกาสชนะมากที่สุด...ฉันอยากได้ทุนมาก ไม่ได้ตั้งใจจะใส่ร้ายคนอื่น ตะ...แต่ ฉันหาวิธีกำจัดเดวิสคนเดียวไม่ได้ค่ะ”
“โธ่เด็กน้อย ต่อให้คุณเดวิสชนะ คุณก็ยังสามารถชนะทุนได้อยู่ดี ทุนการศึกษาของรัฐมีไว้เฉพาะนักเรียนห้าคนที่คุณสมบัติผ่านเท่านั้นก็จริง แต่เราไม่ได้จำกัดโควตาเฉพาะเขตสักหน่อย โอกาสที่พวกคุณทั้งสี่คนจะชนะพร้อมกันก็เป็นไปได้เหมือนกัน”
เบลินดาร้องไห้หนักกว่าเดิม
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ คุณคาร์เตอร์ คุณทำผิดกฎหมายตามรัฐบัญญัติเฝ้าระวังและควบคุมกลุ่มเสี่ยงภัยต่อมนุษยชาติปี 2966 มาตรา 31 บทลงโทษต่อการกล่าวหาเท็จด้วยจุดประสงค์เพื่อใส่ร้ายผู้อื่นว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มต้องสงสัย ผู้กระทำผิดจะถูกระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และคุณถูกตัดสินว่ากระทำผิดด้วยความผิดนี้”
จำคุกตลอดชีวิตเลยเหรอ
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า






