LOGINพอเจสซี่บอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ อเล็กซิสคลายใจลง สุดท้ายเธอสามารถข่มตานอนหลับได้สนิท แม้ต้องนอนบนพื้นที่ทั้งแข็งและเย็นก็ตาม เธอหลับไปไม่นานมากนักและตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมั่นใจว่าจะถูกปล่อยตัวในวันนี้ อเล็กซิสเห็นว่ายังมีเพื่อนบางคนที่ยังหลับไม่ลง แม้ทุกคนทราบแล้วว่าเบลินดา คาร์เตอร์ เป็นคนแจ้งความกับตำรวจว่ามีกลุ่มเสี่ยงปะปนอยู่ในงานปาร์ตี้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะนิ่งนอนใจว่าขั้นตอนการตัดสินจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว บางคนรู้สึกเฉย ๆ บางคนยังลุกลี้ลุกลน อาจเป็นเพราะกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับเคสเอชโอวันโดยตรง ทางการจึงมองกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มต้องสงสัยเป็นตัวอันตรายต่อสหพันธรัฐ ดังนั้น ถึงแม้ยังไม่มีคำตัดสิน คนที่ถูกจับก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงสายตาของเจ้าหน้าที่ที่มองพวกเขาอย่างจับผิด ทว่าในทางกลับกัน เพราะพวกอเล็กซิสถูกจับกุมตัวอันเนื่องจากมีการแจ้งความเท็จ ถ้าหากกฎหมายเข้มงวดแต่คงไว้ซึ่งหลักยุติธรรม ทางการจะไม่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนกับอาชญากรแน่นอน อเล็กซิสเชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมของกฎหมายและเจสซี่ พี่ชายของตัวเอง
ต้องขอบคุณโชคหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ช่วยให้เธอไม่ต้องอยู่ร่วมห้องขังห้องเดียวกับเวดและเบลินดา ทั้งสองดันถูกขังไว้ด้วยกัน ไม่ต่างจากคุณมิลเลอร์และคุณนายคาร์เตอร์ รุ่นลูกต่างตะโกนเถียงกันอย่างเมามัน พอหยุดพักเหนื่อยก็กลับมาทะเลาะกันใหม่ อเล็กซิสมองเห็นไอร้อนเป็นวงกว้างรอบตัวสองคนนั้น ซึ่งคงร้อนกว่าความร้อนในหน้าร้อนแน่ ๆ เพราะเพื่อน ๆ ต่างถอยห่างออกจากรัศมีของคนทั้งคู่ ปล่อยให้พวกเขาปะทะกันตรงกลาง เวดและเบลินดาไม่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน จนกระทั่งวันนี้
เบลินดาถูกกดดันจากสายตาโกรธเคืองหลังจากที่พ่อแม่ของทุกคนบอกว่าใครเป็นคนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายนี้ขึ้น พวกเขากล่าวโทษเบลินดาทุกเรื่อง มันอาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่จะเชื่อว่าประธานนักเรียนทำเรื่องพรรค์นี้ ทีแรก อเล็กซิสรู้สึกเฉย ๆ กับพฤติกรรมของเบลินดา แต่หลัง ๆ เริ่มมีน้ำโหตามคนอื่น เพราะเพื่อนคนนี้เอาแต่ยืนกรานว่าเธอทำในสิ่งที่ถูกต้อง บางครั้งพวกคนฉลาดก็อาจทำเรื่องโง่โดยที่ไม่มีใครคาดคิดได้ แต่อเล็กซิสอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงมากกว่า ว่าทำไมเบลินดาถึงทำแบบนี้ ซึ่งเธอก็ไม่ยอมรับผิดสักที
เวลาผ่านไป พอเวดกับเบลินดาทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเกือบลงไม้ลงมือ เพื่อนคนอื่นจำต้องยื่นมือเข้ามาขวางไว้ มิฉะนั้น ทั้งสองอาจจะฆ่ากันตายก่อนที่จะได้รับอิสรภาพก็เป็นได้ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป พวกเขาทะเลาะกันใหม่อีกรอบ พฤติกรรมน่ารำคาญวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น
ผ่านไปครึ่งวัน พวกตำรวจเริ่มปล่อยตัวเพื่อนบางคนออกจากห้องขัง อย่างน้อยทีมเชียร์ลีดเดอร์ก็ถูกปล่อยยกทีม อเล็กซิสและออสโล่นั่งมองเพื่อนออกจากห้องขังตาปริบ ๆ บางคนร้องไห้ไปด้วยเพราะดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ พวกอเล็กซิสที่เหลือรอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไรจะถึงตาโดนเรียกบ้าง แต่จวบจนแสดงอาทิตย์หายไปจากช่องหน้าต่างบานเล็กที่อยู่เหนือหัว ความวิตกกังวลที่หายไปแล้วกลับผุดขึ้นมาใหม่และหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะมีแต่อเล็กซิส ออสโล่ เวด และ
เบลินดาเท่านั้นที่นั่งคอยคำสั่งปล่อยตัว แม้แต่เวดกับเบลินดายังหยุดทะเลาะกันชั่วคราว ทั้งหมดนั่งจ้องหน้ากัน สับสน เคว้งคว้าง“ทำไมถึงเหลือแต่พวกเรา” ออสโล่ถามขึ้น คิ้วทั้งสองข้างย่นเข้าหากัน ดูเหมือนพยายามใช้ความคิดอย่างหนัก
“มีคนเยอะมั้ง พวกเราอาจจะแค่กลุ่มสุดท้าย” อเล็กซิสพยายามอธิบายสถานการณ์ที่เป็นอยู่
“ทำไมถึงไม่ปล่อยฉันนะ” เบลินดาครวญ
อเล็กซิสเห็นเส้นเลือดบนหน้าผากของเวดกระตุก เธอจึงชวนเขาคุยเพื่อกันไม่ให้ทะเลาะกันอีก “ไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวพวกเขาก็มาเรียกพวกเราเอง”
“มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ พวกเราล้วนเป็นนักเรียนที่เข้าชิงทุนด้วยกันทั้งนั้นนะ” ออสโล่ยังคงตั้งคำถาม และมันค่อนข้างมีเหตุผลให้น่าคิดพอสมควร
“โอ๊ย ไอ้หัวแคร์รอต พวกเราไม่ใช่ผู้ชิงทุนกันแล้ว ต้องขอบคุณยัยนี่” เวดตอบ ไม่วายส่งสายตาเคืองไปที่เด็กสาวข้างกาย
ไม่กี่นาทีต่อมา อเล็กซิสเริ่มที่จะเข้าใจประเด็นของออสโล่มากขึ้น เพราะมันนานเกินไปแล้วจริง ๆ แถมพวกที่ยังอยู่คือหัวกะทิของโรงเรียนทั้งนั้น พวกเขาควรได้รับคำสั่งปล่อยตัวตั้งแต่เช้า หรือพร้อมกับคนอื่นถึงจะถูก นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
“ต้องใช้เวลา ๆ” อเล็กซิสท่อง ไขว้นิ้วสองนิ้วให้กำลังใจตัวเอง
ย่างเข้าช่วงดึก โจเซฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจชายคนหนึ่งเรียกให้กลุ่มวัยรุ่นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่พ่อแม่ของพวกเขาจัดมาให้ ทั้งหมดตกใจกันถ้วนหน้า วัยรุ่นทั้งสี่ขอร้องให้นายตำรวจตอบว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในห้องขัง
“ทำไมพวกคุณไม่ปล่อยพวกเราคะ”
“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ”
“ได้โปรดเถอะ ผมอยู่นานกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ”
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ
“พวกเธอ...ใจเย็นก่อน เราพบว่าข้อมูลของพวกคุณผิดปกติ จริง ๆ แล้ว ผมก็ไม่มีหน้าที่จะมาอธิบายหรอกนะ ดังนั้น ต่อไปนี้อย่าถามอะไรให้มากความอีก ตามมาเงียบ ๆ ก็แล้วกัน” ตำรวจหนุ่มคนนี้ดูเย็นชากว่าทุกคน
“เย็นชาชะมัด” อดีตหัวหน้าทีมฟุตบอลพึมพำ
ออสโล่กับอเล็กซิสมองตากัน เห็นความสับสนในใจคนทั้งคู่ เธอนึกถึงคำแนะนำของเจสซี่ให้ทำตัวเรียบร้อยเข้าไว้ ดังนั้น เธอจึงยอมเชื่อฟังแต่โดยดีและบอกให้ทุกคนทำตาม พวกเด็กผู้หญิงถูกพาไปอาบน้ำฝั่งผู้หญิง ห้องอาบน้ำจะแยกเป็นห้องเล็ก ๆ เหมือนกับห้องอาบน้ำในโรงยิมของโรงเรียน แต่สัดส่วนเล็กกว่ามาก พวกเธอได้รับอนุญาตให้สวมชุดที่พ่อแม่เตรียมมาให้ และเพราะมันไม่ใช่ชุดนักโทษ อเล็กซิสเลยสบายใจขึ้นมาหน่อย
เจสซี่ ฉันยังเชื่อใจพี่ได้ใช่ไหม
มันเป็นการอาบน้ำที่ยาวนานที่สุดเท่าที่อเล็กซิสเคยเจอ การที่ต้องมาอยู่กับเบลินดาสองต่อสองไม่ต่างจากนั่งแช่ก้นลงบนก้อนน้ำแข็งขนาดเท่าภูเขา ในฐานะเพื่อนที่รู้จักกันอย่างผิวเผิน แต่เดิมทั้งอเล็กซิสและเบลินดาปฏิบัติต่อกันปกติ ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายแล้วแต่โอกาส แต่ตอนนี้
เบลินดากลับทำท่าเย็นชาใส่ราวกับเป็นศัตรูกันมาชาติกว่า ถึงกระนั้น ความเปลี่ยนแปลงของอดีตประธานนักเรียนไม่ได้ทำให้อเล็กซิสหัวเสียเท่ากับใบหน้าที่ปราศจากความรู้สึกผิด เบลินดาเชื่อว่าเธอทำถูก แม้แต่พูดโกหกออกไปจนทุกคนเดือดร้อน มันน่าโมโหที่ต้องอยู่กับคนประเภทนี้ พวกที่ชอบโทษคนอื่นแต่ไม่โทษตัวเอง เกลียดทุกสิ่งแต่ลืมแก้ทัศนคติของตัวเองตอนแรกก็จูน ตอนนี้มาเจอเบลินดาอีก...อเล็กซิสถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายที่เจอกับปัญหาไม่รู้จบ
เธอมั่นใจว่าครอบครัวของเด็กทั้งหมดจะต้องมาเยี่ยมและหวังว่าจะพาพวกเขากลับบ้านได้ในวันนี้ แต่เพราะยังไม่มีคำสั่งปล่อยตัว พ่อแม่ของแต่ละคนคงนั่งรออยู่สักที่ไหนสักแห่งในสถานีตำรวจ หรือไม่ก็นั่งหน้าเศร้ารอคอยข่าวดีอยู่ที่บ้าน
“พวกนายคิดว่าพวกเราจะได้ออกไปไหม” ออสโล่ถามเมื่อทั้งหมดกลับมานั่งในห้องขัง พร้อมกับเนื้อตัวหอมสะอาดสะอ้าน เวลานี้เด็กวัยรุ่นที่เหลือถูกนำมาขังในห้องเดียวกัน ห้องขังห้องอื่นจึงโล่ง ว่างเปล่า เพราะซานโบซ่าเป็นเมืองที่สงบและมีอัตราการเกิดอาชญากรรมเพียงแค่ 0.02 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอเหลือผู้ต้องขังอยู่เพียงสี่คน บรรยากาศจึงเงียบลงทันตา
“ฉันไม่รู้สึกแบบนั้นแล้วสิ” อเล็กซิสยอมรับว่าความเชื่อมั่นที่มีต่อคำพูดเจสซี่ลดลงทุกวินาที ยิ่งเมื่อเห็นเข็มนาฬิกาขยับไปเรื่อย ๆ ความหวังของเธอเริ่มหมดลง เธอต้องการแค่ความยุติธรรม แต่ความหวังที่ไร้ซึ่งแสงสว่างก็ไม่ต่างอะไรจากความสิ้นหวัง
“เราต้องได้ออกสิ บางทีอาจต้องใช้เวลาตรวจสอบว่าเราบริสุทธิ์ วิดีโอที่ฉันถ่ายก็เป็นมายากลธรรมดา ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายัยสารเลวข้าง ๆ ฉันเนี่ย แจ้งความเท็จ”
เบลินดาเหลือบมองเวดตาขวาง อเล็กซิสพยายามไม่มองหน้า เพราะรำคาญท่าทางที่อีกฝ่ายเชิดหน้าทำราวกับว่าเป็นผู้ถูกกระทำ มันทำให้อเล็กซิสยิ่งรู้สึกโกรธ
“เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกว่าข้อมูลของพวกเราผิดปกติ” ออสโล่ทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้ยินให้ทุกคนฟัง “แต่ว่า ไอ้ความผิดปกติที่ว่าคืออะไร อันนี้แหละที่ฉันคิดไม่ออก”
ทุกคนนั่งเงียบ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
“ถ้าเกิด...ถ้าเกิดพวกเราไม่ได้ออกไปล่ะ”
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า
ช็อกโกแลตที่เด็กหญิงบ้านฝั่งตรงข้ามยื่นให้อยู่ในมือ เธอสะพายกระเป๋าเป้สีเหลืองเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน พอเห็นเขากลับจากซื้อของก็โบกมือแล้ววิ่งเข้ามาหา ประกายในดวงตาบ่งบอกว่าเธอรู้สึกดีกับเขามาก เขารับมันไว้ มุมปากกระตุกนิดหนึ่ง คิดว่านั่นคือรอยยิ้ม จนเมื่อเธอกลับบ้านไปเขาก็เข้าบ้านเช่นกัน เมื่อรอดพ
“เธอไปซานโบซ่า วันต่อมาคาเลบทำเรื่องย้ายโรงพยาบาล ทั้งครอบครัวจะย้ายไปอยู่เมืองอื่น เธอทำอะไร จูน เธอไปพูดอะไร แล้วเจสซี่ไปไหน ฉันโทรหาไบรซ์ก็ไม่ยอมพูด ได้แต่บอกว่ามันไม่เหมือนเดิมตั้งแต่อเล็กซิสไปแล้ว มันอะไรกัน เธอทำอะไร ยัยบ้า อี...โอ๊ย ฉันนึกหาคำด่าไม่ออกแล้ว!”เพี๊ยะ!
เขาเข้าใจความหมายของเธอ แต่ยังส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไปไกลขนาดนั้นไม่ได้ แต่ฉันจะฝึกให้มากกว่านี้ บางที พวกเราอาจจะกลับบ้านได้โดยไม่ต้องพึ่งยาน ไม่ต้องเสี่ยงกับอาวุธของใครก็ตาม หรือถ้ามันอันตรายมากนัก ฉันจะพาครอบครัวของฉัน ของทุกคนมาหาพวกเรา”รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของแต่ละคน ยกเว้นอเ
พวกมันรู้ว่าเขาจะทำอะไรคำเตือนของลูเซียนทำให้ทั้งหมดกลัว จนกระทั่งพวกมันบุกมาจริง ๆ อเล็กซ์จึงตระหนักได้ว่าความกลัวดังกล่าวไม่ใช่เพราะกลัวในแสนยานุภาพของไลบราเรีย เพราะคิดว่าสามารถกำจัดได้ทันทีใช่หรือไม่ถึงมาด้วยกองทัพโดด ๆ หรือเป็นเพราะว่าฝ่ายอเล็กซ์ต่างหากที่แข็งกล้าขึ้น เขาหวาดกลัวน้อย







