Masukเสียงผู้จัดการร่างอ้วนท้วนพยายามยื่นข้อเสนออีกครั้ง ทว่าผิงยังคงยืนยันคำเดิม แม้จะไม่มีเงินจ่าย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือวิโรจน์กับพวกที่คบหากันมาตั้งนาน ตอนนี้กลับถอยห่างจากเธอ
เป็นเพราะอะไรนั่นเหรอ? เหตุผลมีมากมาย เพราะตอนนี้พวกเขากลายเป็นพนักงานในบริษัทใหญ่ที่มีเงินเดือน 50,000-60,000 บาท ส่วนเธอ... เป็นแค่สตรีมเมอร์ที่มีรายได้เพียง 2-3 หมื่นต่อเดือน พวกเขาไม่อยากคบเธออีกต่อไป ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่บ้านของเธอยังทำธุรกิจรุ่งเรือง คนเหล่านั้นก็พร้อมจะเกาะกินอย่างไม่ละอาย ที่แย่ไปกว่านั้นคือเมื่ออาทิตย์ก่อน วิโรจน์เมาหนัก — และเธอก็อยู่ที่นั่น คืนนั้น เขาพยายามลวนลามเธอเหมือนกับว่าเธอเป็นเพียงของเล่นของเขา “ชื่อเสียงของเธอน่ะ...ห่วยจะแย่ ดีเท่าไหร่แล้วที่ฉันยังลดตัวมาหา” เขาว่าอย่างเหยียดหยาม “คืนนี้มาสนุกกับฉันสิ เดี๋ยวฉันจ่ายให้ ช่วงนี้เธอก็ขัดสนไม่ใช่เหรอ ฉันไม่รังเกียจหรอกนะที่เธอผ่านมือใครต่อใครมา เดี๋ยวใส่ถุงก็พอ” “พูดบ้าอะไรของนาย! เราเป็นเพื่อนกันนะ เมาแล้วก็กลับบ้านไปนอนซะเถอะ!” วิโรจน์ยิ้มเย้ยหยันก่อนจะกระชากตัวเธอเข้าหา แล้วกดริมฝีปากแข็งกระด้างลงบนกลีบปากของเธอ — หวาน เย้ายวน และ...เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ผิงไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมให้ใครมาทำอะไรตามอำเภอใจง่ายๆ เธอไหวตัวทัน ตบหน้าเขาเสียงดังลั่น วิโรจน์โกรธมาก ตอนนั้นเขาเมาเลยยังไม่ทำอะไรมาก แต่เธอรู้… เขาไม่ปล่อยเธอไว้แน่ เมื่อคิดถึงเรื่องคืนนั้น เธอก็พอเข้าใจ มิตรภาพเกือบสิบปีของเขามีค่าแค่นี้เองเหรอ? “ตอนนี้มันดึกมากแล้วนะ ถ้ายังไม่มีข้อสรุป ฉันจะโทรแจ้งตำรวจแล้วนะ" ผู้จัดการเร่งรัด สายตาเลื่อนลงจากใบหน้าของเธอไปหยุดอยู่ที่หน้าอกขาวเนียนราวกับจะกลืนกิน ผิงแค่นยิ้มบาง แม้จะเครียด แต่ใบหน้ารูปไข่ของเธอยังคงสง่างาม ผิวขาวอมชมพูและดวงตาเรียวยาวที่มักทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นดารา เธอเงยหน้าตอบเสียงเรียบ “จ่ายแน่ ขอเวลาฉันสักครู่ ฉันกำลังจะให้คนที่บ้านเอาเงินมาให้” ใช่แล้ว...ตอนนี้เธอจำเป็นต้องขายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน แม้มันจะเป็นอาวุธหาเลี้ยงชีพเพียงชิ้นเดียวของเธอก็ตาม เธอโทรหาเพื่อนอีกคนให้ช่วยหาคนมาซื้อ แต่มันไม่ง่าย ไม่มีใครรับสาย ไม่มีใครช่วย ราวกับมีใครบางคนจงใจให้เธอจมลงไปในความอับจน ในขณะที่เธอกำลังมืดแปดด้าน เอส...ก็นั่งอยู่ตรงนั้น เขานั่งพิงพนักโซฟา ผ่อนคลายราวกับอยู่ในคฤหาสน์ของตัวเอง สูทเก่าๆ ไม่อาจบดบังรูปร่างสูงโปร่งและท่วงท่านิ่งสงบของเขาได้เลย ผิวขาวซีดอย่างคนที่อยู่ในร่มมานาน ผมดำสนิทจัดทรงอย่างลวกๆ กลับขับให้ใบหน้าคมเข้มของเขาดูมีเสน่ห์แปลกตา ดวงตาเรียวยาวของเขามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาก็คงลำบากเหมือนผิง แต่ตอนนี้...เขากลับมีวิธีจ่ายทุกอย่างได้ง่ายดาย ทว่าเขายังนั่งเงียบ...เพราะเขาอยากให้เธอเป็นฝ่ายขอ ผิงเดินวนไปวนมา ก่อนจะหันขวับมามองเขา “นายดูไม่เป็นกังวลเลยนะ ก็แหงสิ นายไม่มีงาน ไม่มีสังคม ต่อให้โดนโทษก็ไม่เป็นอะไร คนอย่างนาย...ก็เป็นได้แค่นี้แหละ” เขายิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ หันมาสบตาเธอ “ผิดแล้ว ที่ฉันนิ่งๆ แบบนี้ ไม่ใช่เพราะไม่มีปัญญาจ่าย เงินแค่นี้ ฉันจ่ายไหว” เขาลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แผ่นหลังกว้างของเขาเคลื่อนเข้าใกล้ราวกับหมาป่าที่รู้จังหวะล่า ก่อนจะนั่งลงข้างเธอ แล้วเอาขามาถูไถเหมือนที่เธอเคยทำกับเขา ผิงขมวดคิ้วทันที “อย่ามาทำตัวแบบนี้กับฉัน ก็บอกแล้วไงว่าคนอย่างนาย หางตาฉันยังไม่อยากมอง” เสียงของเธอแข็งขึ้น ต่างจากเมื่อตอนเริ่มงานเลี้ยงที่เคยพยายามอ่อยเขา เธอไม่ชอบคนจน เพราะเธอก็จนอยู่แล้ว...เธออยากได้ผู้ชายรวยๆ เท่านั้น “ถ้าฉันจ่ายให้เธอ เธอจะยอมเล่นสนุกกับฉันไหม?” เอสกระซิบข้างหู เสียงของเขาแหบต่ำอย่างจงใจ ผิงหัวเราะออกมาอย่างขบขันจนตัวสั่น เธอไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดทำนองนั้นจากชายที่ดูเหมือนขอทาน เธอหัวเราะ แล้วมองเขาอย่างสมเพช “คิดว่าตัวเองเป็นใคร เงินในบัญชีนายมีถึงพันเหรอ? ถ้านายจ่ายได้ ฉันจะไปเล่นสนุกกับนายก็ได้” เธอพูดเพราะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เอสมองสีหน้าระรื่นของเธอ ใบหน้าหวานของเธอกำลังหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ปากอวบอิ่มแดงสดที่เขาเห็นมาหลายครั้งกำลังเคลื่อนไหวอย่างยั่วเย้า "ก็เอาสิ ถ้าจ่ายได้จริง ฉันจะไปเล่นสนุกกับนายให้สมใจเลย” เธอพูดพลางยืนขึ้น กอดอก ยักไหล่ส่งท้ายอย่างท้าทาย เอสไม่ตอบอะไรทันที เขาเพียงยกมือเรียกพนักงาน “ฉันจะเป็นคนจ่ายเอง เอาบัตรนี้ไปรูด” ทุกสายตาในห้องต่างหันขวับไปที่เขา บัตรที่เขายื่นออกมาดูไม่คุ้นตา สีดำด้านเรียบไม่มีแม้แต่โลโก้ แต่มันดูแพง...และอันตรายอย่างประหลาด พนักงานรับบัตรด้วยมือสั่นๆ เหลือบมองหน้าผิง กับผู้จัดการ แล้ววิ่งออกจากห้องไปราวกับกลัวจะช้า ผิงขมวดคิ้ว...สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปในทันที ความมั่นใจที่เคยล้นปริ่มตอนนี้กลับมีรอยร้าวเล็กๆ “อย่าบอกนะว่ามีจริง...นายจ่ายได้จริงเหรอ?” เธอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ผู้จัดการเองก็หน้าซีด เขาไม่เคยเห็นลูกค้าห้องนี้คนไหนกล้ายื่นบัตรแบบนั้น พนักงานของเขาก็ไม่มีใครเคยเห็นเหมือนกัน เอสยืนสงบนิ่ง สายตายังมองมาที่ผิงไม่วางตา “ฉันทำตามที่พูดแล้วนะ หวังว่าเธอคงไม่เบี้ยว” “อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ” ผิงตอบเสียงเบา แววตาเริ่มไม่แน่ใจ “ตอนนี้ยังไม่ชำระเงินเลยนะ นายคิดว่าตัวเองมีเงินมากพอขนาดนั้นเลยเหรอ?” เธอแค่นหัวเราะกลบเกลื่อนอีกครั้ง “บัตรอะไรก็ไม่รู้ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน อย่าทำให้ฉันเสียเวลาเลย ไม่งั้น...นายเจ็บตัวแน่” เธอหันไปพูดกับผู้จัดการเพื่อดึงเกมกลับมา แต่ยังไม่ทันที่ผู้จัดการจะเปิดปาก เสียงโทรศัพท์ของพนักงานก็ดังขึ้น “...รูดผ่านครับ” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ — เสียงเดียวที่ได้ยินคือไวน์ในแก้วของเอสที่ยังไม่หมดกำลังไหลลงคอเขาอย่างเนิบนาบ ผิงยืนตัวแข็ง ราวกับถูกตบหน้าแรงๆ ทั้งที่ไม่มีใครแตะต้อง ผู้จัดการอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบโค้งหัวให้อย่างรวดเร็ว พร้อมผละออกไปแบบไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว เอสลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ผิงช้าๆ “พูดเองนะ ว่าถ้าฉันจ่าย เธอจะยอมเล่นสนุกกับฉัน...” ผิงเบิกตากว้าง สีหน้าเครียดจัด ปากที่เคยแย้มยิ้มกลายเป็นเม้มแน่น “ฉะ...ฉันพูดเล่น นายไม่คิดจะเอาจริงหรอกใช่ไหม?” “ฉันจ่ายจริง เธอก็ต้องจริง” น้ำเสียงของเขานิ่ง เย็น เยือก — แต่สายตากลับลุกวาวด้วยความสนุกแบบแปลกๆ ผิงถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนที่หลังจะชนกับผนัง ตอนนั้นเอง เธอเพิ่งรู้ว่าเธอเล่นกับคนที่ไม่ควรเล่นด้วย เขาไม่ใช่คนจนอย่างที่เธอคิด เขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เธอเคยดูถูก และเธอ...อาจจะเพิ่งเปิดเกมที่ไม่ควรเล่นตั้งแต่แรก แต่ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาเงินก้อนนี้อาจจะเป็นก้อนสุดท้ายของเขาก็ได้ แค่พยายามจะเอาชนะเธอเท่านั้นสุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นเขาเองที่เดือดร้อน “ได้ฉันคิดว่านั่นคือเงินก้อนสุดท้ายของนาย” เธอเชิดหน้ามองเขาที่อยู่สูงกว่าสายตาจับจ้องไม่กระพริบ “แค่เล่นสนุกกับนายถือว่าสงเคราะห์ก็แล้วกัน” ใช้มือเดียวคล้องคอเขาพร้อมเขย่งไปกระซิบข้างหูเบาๆ น้ำเสียงท้าทายไม่เกรงกลัวสักนิดสมแล้วกับชื่อเสียงของเธอ สายตาเจ้าเล่ห์ของเอสจ้องมองริมฝีปากสีเชอรี่ของเธอสุดจะยั่วยวน ยิ่งอยู่ใกล้ขนาดนี้ยิ่งน่าหลงใหล เธอก็ไม่เลวนี่นาถ้าไม่ติว่าเป็นคนกินไม่เลือกเขาก็สนใจอยู่บ้าง ถึงยังไงในที่สุดเขาก็ได้ในสิ่งที่ต้องการผู้หญิงหยิ่งๆอย่างเธอก็มีวันนี้เหมือนกันแต่จะทำยังไงดีคืนนี้นัดกับมินนี่เอาไว้แล้วเมื่อตัวเต็งอย่างกลุ่มอีลิท กับชิปประมวลสุดล้ำของพวกเขา กลายเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น ทำให้ค่ำคืนนี้ยังคงเป็นบริษัทใหญ่จากตะวันตก และ เอเชียที่เป็นจุดเด่นเช่นเคยผู้คนในงานพูดคุยกันหนาหูว่า ชิปที่ล้ำหน้าแบบนั้นคงต้องรอใช้อีกร้อยปี ไม่มีทางจะสามารถผลิตให้สำเร็จได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีของพวกเขาก็คงเป็นอย่างนั้นเอสนั่งยิ้มมุมปากเมื่อยาหยีที่นั่งดูถ่ายทอดสดร้องอุทานขึ้นมา สีหน้าหวานตกใจไม่น้อยทุกคนจึงรู้ว่าตอนนี้กลุ่มอีลิทไปไม่รอดแล้ว แถมยังกลายเป็นตัวตลกที่คนทั้งโลกหัวเราะเยาะพวกสาว ๆ นั่งยิ้มหวานพูดคุยกันเรื่องนี้ และ เดาได้ว่าทุกอย่างต้องเป็นฝีมือของเอส เขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไร เมื่อพวกเธออยากรู้เขาก็จะบอก"ก็แค่คุยกับนักวิศวกรพวกนั้นก่อน จากนั้นให้พวกเขาผลิตชิปคุณภาพต่ำ และ ให้ใช้ชิปคุณภาพสูงในการทดสอบ ทำให้พวกเขาติดว่าสามารถผลิตชิปรุ่นนั้นได้จริง ๆ ที่เหลือก็อย่างที่ทุกคนรู้"เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง พลางมองดูคลื่นริมทะเลอย่างสบายใจ"แต่ว่าชิปของเราก็ไม่ใช่ระดับต่ำเหรอ" ยาหยีเอ่ยถามด้วยความสงสัย"ของเราเหรอ อาจจะเรียกว่าต่ำก็ได้ แต่ว่านะ...ก็น่าจะทำให้ผู้คนสนใจไม่น้อย""หมายความว่าไงเ
พิธีกรร่างสูงโปร่ง ยืนอยู่บนเวทีใหญ่ ท่ามกลางผู้คนนับพันที่เข้ามาเป็นสักขีพยานในงานเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมโลกให้ต่างไปจากเดิมงานนี้จัดขึ้นทุกปี มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเข้าร่วม เพราะงานนี้จะช่วยทำให้เจ้าของบริษัทพบกับโอกาสมากมาย จากทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนเวทีแจ้งเกิดของพวกเขาคืนนี้มีคนเข้าร่วมเยอะกว่าทุกปี เพราะข่าวของกลุ่มอีลิททำให้มีคนสนใจ อยากรู้ว่าหน้าตาของชิปมือถือที่จะเปลี่ยนโลกจะเป็นแบบไหนกลุ่มอีลิทจากประเทศไทยมีเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทน เขานั่งอยู่แถวหน้าข้าง ๆ หนึ่งในห้าตัวแทนระดับโลกของกลุ่มอีลิท ประกบคู่กับประธานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ ทั้งเอเชีย และ ยุโรปการที่จะได้ที่นั่งติดกันกับคนของกลุ่มอีลิทคืนนี้ พวกเขาได้ทุ่มเงินไปเยอะพอสมควรพวกเขาสนทนากันเรื่องธุรกิจ ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็อยากเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายคนแรก ยิ่งฝั่งเอเชีย กับยุโรปขัดแย้งกันอยู่แล้วด้วย แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือของกลุ่ม พวกเขาสองคนไม่สามารถตัดสินใจเองได้"ผมหวังว่าจะได้เป็นตัวแทนของคุณนะครับ""แน่นอน ผมต้องช่วยพูดให้อยู่แล้ว"ทั้งสองฝั่งถูกตอบกลับไม่ต่างกันมาก ทำให้ทั้งสองฝั่งสงบลง
ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทราคาแพงดูสะอาดตา ทั้งหมดห้าคนนั่งล้อมโต๊ะกลมด้วยท่าทางสบาย ๆ ใบหน้าแต่ละคน ได้แสดงออกมาถึงความน่าเกรงขามพวกเขาคือกลุ่มอีลิทของประเทศไทย กลุ่มนี้มีอยู่ทั่วโลก และมีสมาชิกของแต่ละประเทศมาร่วมกัน จะเลือกอีกห้าคนจากทั่วโลกเพื่อเป็นผู้นำระดับโลกเมื่อมีอำนาจจากคนระดับสูงของโลกทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และ มีอำนาจควบคุมทุกอย่าง โดยเฉพาะ เศรษฐกิจ และ การเมืองของแต่ละประเทศอย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามีเป้าหมายใหญ่นั้นคือการเข้าซื้อบริษัท supfm หลังจากที่บริษัทนี้สามารถผลิตชิปที่ดีกว่าฝั่งตะวันตก หรือพวกแผ่นดินใหญ่ พวกเขาจึงอยากเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับแนวหน้าแทน"ทุกอย่างราบรื่นดีใช่ไหม อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ อย่าให้มีปัญหานะ"ชายวัยกลางคนท่าทางอาวุโสกว่าคนอื่นในที่นี้ เขาได้เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มมุมปาก แม้ทุกคนจะเท่าเทียมกันในด้านอำนาจ แต่ชายคนนี้ดูจะเป็นคนที่เหนือกว่าอยู่มาก"เรียบร้อยดี ต้องขอบคุณหมากตัวสำคัญอย่างอีเดน เขาทำให้งานเราง่ายขึ้น และ ไม่ต้องเปื้อนมือตัวเองด้วย""ได้ยินว่าถูกตำรวจดำเนินคดี คงจบแล้วล่ะ แต่ก็ดีแล้ว ทุกอย่างจะได้จบตามเขาไ
เธอพลาดเองที่ไม่พาบอดี้การ์ดมาด้วย ทั้งที่ตอนนี้เป็นศัตรูของใครหลายคน ทั้งเก่าและใหม่ ถ้าหากเธอพาคนมาด้วยสองสามคน ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้แม้จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว ภาพตรงหน้าคืออีเดนที่ขยับเท้าเข้ามา เธอได้แต่ถอยหลัง ไม่กล้าถอยอย่างรวดเร็ว เธอหวังแค่เพียงสิ่วเดียวคือห้องน้ำจะช่วยให้เธอปลอดภัย ขอแค่วิ่งให้เร็วทว่าร่างของเธอหยุดนิ่ง ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างทันใด แต่กลับมีรอยยิ้มตรงมุมปากเผยให้เห็น สายตาคมสวยสว่างขึ้นมา"เปลี่ยนใจแล้วเหรอ...เธอควรคิดได้แบบนี้สิ" อีเดนยิ้มกว้างให้เธอ เมื่อเห็นท่าทางของผู้หญิงที่เย็นชาใส่เขา ตอนนี้ยอมสยบให้แล้ว"แน่นอนค่ะ ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้ว"เสียงหวานของเธอเอ่ยเนิบช้า พร้อมยกยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า ทำให้เขามีความหวังขึ้นมาในใจ"ดีแล้ว พี่จะทำให้เธอไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้ เธอจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด"อีเดนหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งใจ เขารอต่อไปไม่ได้ เมื่อเห็นเธอหยุดรอเขา จินตนาการในหัวก็นึกถึงเรือนร่างเย้ายวนของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้เร่งฝีเท้าไปหาเพื่อทำตามเสียงในหัวทว่าร่างกายของเขาหยุดนิ่ง ราวกับโลกหมุนกลับ แผ่นดินพลิกคว่ำ หรือท้
ยาหยีนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินต่างประเทศ พร้อมกับความมั่นใจในระดับหนึ่ง เพราะเคยพบกับนักวิศวกรมากฝีมือเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่นี่เธอขึ้นรถส่วนตัวของเพื่อนหลังจากลงเครื่อง เพื่อตรงไปที่โรงแรม ตอนนี้เธอต้องเตรียมตัวก่อน พอขึ้นมาบนรถ ทั้งสองก็ทักทายกันตามประสาของสาว ๆ"เราไม่ได้เจอกันหลายเดือนเลยนะ เธอเป็นไงบ้าง" ยาหยีหันมาถามเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน"ก็โอเค...ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันตกใจมากที่รู้ว่าเธอเป็นประธานบริษัทใหญ่ แม้แต่บริษัทที่นี่ยังต้องการร่วมงานด้วย""ฉันเป็นแค่คนดูแลเรื่องภายในบริษัท แต่ไม่ใช่เจ้าของนะ เป็นพนักงานรับเงินเดือนเหมือนกัน" ยาหยียิ้มบาง ๆ ให้เธอทั้งสองคนคุยกันเรื่องอื่น ๆ จนกระทั่งยาหยีถามเรื่องของศาสตราจารย์ที่เป็นเป้าหมายของเธอสีหน้าของเพื่อนสาวก็เปลี่ยนไป"เธอมาเพื่อดึงตัวเขาเหรอ""ใช่...มีอะไรหรือเปล่า"เธอเห็นสีหน้าของเพื่อนดูตกใจจึงอดใจหายไม่ได้ บางทีอาจจะเกิดเรื่องบางอย่าง"เธอมาช้าไปแล้ว เพราะเขาร่วมงานกับกลุ่มอีลิท รวมถึงนักวิศวกรหัวกะทิคนอื่นก็เหมือนกันถูกดึงตัวไปหมดแล้ว"เป็นข่าวร้ายสำหรับเธอ นับว่าครั้งนี้มาเสียเที่ยว ไม่ได้ต่อสู้แต่ก็แพ้ไปแล้ว พวก
"เธอ...เป็นอะไรกับเอสเหรอ" พนิดาถามขึ้นทั้งสองปรึกษากันแล้วว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสัยมาก สายตาที่เอสมองเธอไม่เหมือนคนอื่น และ สายตาของเธอที่มองเอาผู้หญิงด้วยกันดูออก"พี่คงไม่ใช่ผู้หญิงของเขาหรอกนะ"ผิงหันไปมองยาหยีที่จ้องเธอไม่กะพริบตา ไหนจะพนิดาอีกคนที่สีหน้าจริงจัง คาดหวังคำตอบของเธอ ใบหน้าสวยคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พลางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมจึงหันไปพูดกับพวกเธอ"อันที่จริงฉันกับเอสรู้จักกันก่อนพวกเธออีก เพราะฉันเป็นรักแรกของเขาตอนเรียนมัธยม และ แต่ที่จริงฉันกับเขาเป็นของกันและกันเมื่อสามเดือนก่อน"แน่นอนว่ามีบางอย่างที่เธอโกหก แต่ก็มีเรื่องจริงอยู่ด้วย ถึงยังไงเธอก็คิดว่าไม่มีใครจะรู้ได้ นอกจากเอส และคำตอบของเธอก็ทำให้สองสาวทำตัวไม่ถูก"รักแรกเหรอ""ก็ว่าอยู่ทำไมเขาถึงทำตัวแปลก ๆ แต่ถึงจะเป็นรักแรก แต่เธอก็ถือว่ามาทีหลังยาหยี" พนิดากอดอกพูด ริมฝีปากสวยยกยิ้ม"ฉันจะยังไงก็ได้ แค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขาก็พอ พวกเธอเองก็คิดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ"พวกเธอก็คิดแบบนั้น เพราะไม่มีใครที่คิดว่าตัวเองสามารถเป็นเจ้าของเขาได้ ในสายตาของเอสคนที่อยากเป็นแบบนั้นคงมีแต่จะถูกขับออกไปมากกว่า นั้นทำใ






