เข้าสู่ระบบFILM Talks.
“ว่ากันว่า.. มหาวิทยาลัยนี้มีรุ่นพี่คนหนึ่ง...”
เสียงเจื้อยแจ้วปานนกการเวกของเพื่อนตรงหน้าดึงสติทั้งหมดของฉันไปไว้ในกำมือได้เป็นอย่างดี หลังจากที่เมื่อวานโดนอาฟเตอร์ช็อคไป ฉันก็เป็นลมล้มพับอยู่ตรงนั้น ตื่นมาอีกทีก็โดนหามมาส่งที่ห้องพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
ใบหน้าของคนคนนั้นยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของฉัน ผมยุ่งๆพร้อมกับใบหน้านิ่งๆแต่มีรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากฉันโดนเขายิ้มใส่พร้อมกับประโยค ‘เหยียบตีนพี่..อยากลองดีเหรอครับน้อง J’ เข้าไป จู่ๆหัวใจฉันก็เต้นเร็วผิดปกติจนเกิดอาการลมจับ
ไม่เคยมีใครยิ้มแบบนั้นใส่ฉันมาก่อน มันดูเป็นยิ้มที่หวานจนแทบหลอมละลายใครหลายคนให้ตกหลุมรัก แต่สำหรับฉันมันดูเป็นยิ้มที่เหมือนจะคุกคามข่มขู่กันชัดๆ ยิ่งคิดขนก็ยิ่งลุก
บรื๋อ....
ฉันสะบัดหัวเพื่อไล่ภาพสยองออกไป ก่อนจะจดจ่ออยู่กับเรื่องเล่าของเพื่อนที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อห้านาทีก่อน
“รุ่นพี่คนนี้เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนเข้ามาปีหนึ่งนะ พี่เขาโคตรเฟี้ยวเลยเว้ย มีเรื่องกับอาจารย์ แตะหมา รังแกแมว พี่แกทำมาหมด จนรุ่นพี่ปีสองปีสามปีสี่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วย คือมีคนบอกว่าพี่คนเนี้ยโคตรโหดโคตรห่าม ที่สำคัญนะ...” มันหยุดพูดก่อนจะจ้องฉันและหันไปจ้องเพื่อนอีกสองคนที่กำลังนั่งฟังอยู่ด้วย
“ที่สำคัญอะไร รีบๆเล่าดิ” เพื่อนอีกคนใจร้อนไม่ต่างกับฉัน รบเร้ามันด้วยอาการตื่นเต้น
“ที่สำคัญ..พี่เขาโคตรขี้หวงไงล่ะ”
ขี้หวง?
แล้วมันน่าตกใจตรงไหนกันล่ะเนี่ย..
“แล้วขี้หวงนี่มันสำคัญตรงไหนอ่ะพาร์ท” เพื่อนในกลุ่มอีกคนที่นั่งเงียบมานานถึงขั้นเอ่ยถาม
ไม่แตกต่างกับฉันที่ยังสงสัยไม่แพ้กัน ไอ้ ‘ขี้หวง’ เนี่ย มันสำคัญยังไง ทำไมต้องเน้นความสำคัญขนาดนั้นด้วย
“พวกเธอไม่รู้อะไร ก็ไอ้ขี้หวงนี่แหละที่ทำใครต่อใครเดือดร้อนมานักต่อนักละ”
“ยังไงอ่ะ” ด้วยความที่ฉันสงสัยจึงเอ่ยถามออกไปตรงๆไม่อ้อมค้อม
“พี่เขาจะมีทุกอย่างประจำเว้ย” ฉันอึ้งไปนิดหน่อย ก่อนที่คิ้วตัวเองจะขมวดอีกครั้ง “อะ..งง งงอ่ะดิ” เพื่อนคนเดิมยิ้มแกมหัวเราะพร้อมกับชี้นิ้วใส่ฉัน “ก็ไอ้ที่บอกว่ามีทุกอย่างประจำอ่ะ ก็อย่างเช่นที่จอดรถประจำ ที่กินข้าวประจำ โต๊ะเรียนประจำ ที่เล่นกีฬาประจำ อะไรพวกเนี้ย”
“มหาวิทยาลัยของรัฐมันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ” เพื่อนในกลุ่มถามขึ้นอีกครั้ง
“เหอะ! ไม่มีได้ไงล่ะ มันกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วไม่รู้เหรอ”
ธรรมเนียม..?
ฉันยังคงไม่เข้าใจกับคำพูดเหล่านี้อยู่ดี ธรรมเนียมบ้าบออะไรกัน ที่จอดรถประจำงั้นเหรอ ที่กินข้าวประจำ โต๊ะเรียนประจำ ที่เล่นกีฬาประจำ นี่มันยุคไหนกันแล้ว ยังมีอะไรแบบนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหรือไง ความเท่าเทียมอยู่ตรงไหนกัน คิดแล้วก็ได้แต่กลอกตาขึ้นมองเพดานอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“นักศึกษาคะ!”
ราวกับเสียงฟ้าผ่าลงกลางวงสนทนา ฉันและเพื่อนๆในห้องเรียนที่จับกลุ่มกันคุยเม้าท์มอยหอยสังข์ต่างพากันแตกฮือราวกับผึ้งแตกรังเมื่ออาจารย์เดินเข้ามาพร้อมตะโกนลั่น
“วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่พวกเธอได้ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนี้ เพราะฉะนั้นพึงสำนึกเอาไว้ด้วยว่าพวกเธอมีหน้าที่มาเรียน ไม่ใช่มานั่งจับกลุ่มเม้าท์เรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่องแบบนี้ เข้าใจนะคะ!”
เป็นคำตำหนิติเตียนที่ถึงพริกถึงขิงมาก..
ตอนฉันเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมในกรุงเทพก็โดนว่ามาแบบนี้เป๊ะเลย แต่แตกต่างกันตรงที่ตอนนี้อาจารย์ที่ว่าไม่ถือไม้เรียว แต่อาจารย์ในห้องเรียนของโรงเรียนมัธยมถือไม้เรียวตลอดเวลา
“หูเราจะชาอยู่ละ” เพื่อนที่นั่งข้างๆฉันบ่นอุบ
ก่อนหน้านี้ฉันทักทายเพื่อนไปแล้วสามคน คนแรกคือคนที่เปิดประเด็นเล่าเรื่องรุ่นพี่คนโหดประจำมหาวิทยาลัยชื่อ ‘พาร์ท’ ส่วนคนที่สองคือเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมฟังเรื่องเล่ากับฉันชื่อ ‘ปิ่น’ ส่วนคนที่สามก็เพื่อนที่ร่วมวงสนทนาที่นั่งบ่นอยู่ข้างๆฉันตอนนี้ชื่อ ‘แก้ว’
“เอาน่า..” ฉันบอกเพื่อนให้ใจเย็นก่อนจะหยิบสมุดออกมาจากกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างลำตัวพร้อมกับปากกาไว้เตรียมจดเนื้อหาที่อาจารย์กำลังจะเริ่มสอน
“นี่ฟิล์ม.. เที่ยงนี้ไปกินข้าวกัน” พาร์ทที่นั่งอยู่ด้านหน้าฉันหันมาชวน
พาร์ทเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามาคุยกับฉัน เขามาจากกรุงเทพเหมือนกับฉัน แต่เราอยู่คนละเขต มหาวิทยาลัยที่เรามาเรียนคือมหาวิทยาลัยประจำเมืองเชียงใหม่ ส่วนปิ่นมาจากนครราชสีมา แก้วมาจากกำแพงเพชร
“ชวนแต่ฟิล์มแหละนะพาร์ท แล้วเราอ่ะ” แก้วที่นั่งอยู่ข้างๆหันมาถาม
“ก็กะจะชวนอยู่เนี่ย ใจร้อนจัง” พาร์ทยิ้มพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ
“ชวนปิ่นด้วยดิพาร์ท” ฉันบอกพร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางปิ่นที่นั่งอยู่ด้านหน้าแก้วซึ่งเป็นที่นั่งข้างๆกับพาร์ท
“เคๆ ตามนั้น” พาร์ทขยิบตาให้ฉันสองทีก่อนจะหันไปจดจ่อกับบทเรียนตรงหน้าต่อ
วันนี้เป็นวันที่สองในรั้วมหาวิทยาลัยของฉันแล้ว...
การจากพ่อแม่เพื่อมาเรียนในที่ไกลๆมันก็รู้สึกหน่วงใจเหมือนกันนะ เคยเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน แต่จากนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เคยกินข้าวร่วมโต๊ะคุยสังสรรค์เฮฮา แต่ต่อไปนี้ก็ไม่ได้คุย คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
แต่ฉันพึงท่องไว้เสมอเลยว่า.. เรามาทำหน้าที่ที่เราควรทำ การเรียนหนังสือก็เป็นเหมือนบทบาทของลูกอย่างฉัน เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งถอนหายใจ นั่งร้องไห้ที่ห่างไกลพ่อแม่เพียงเพราะมาเรียน ถ้าพวกท่านรู้คงไม่สบายใจ
ฉันละทิ้งเรื่องทั้งหมดไว้ข้างหลังก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบอร์ดที่อาจารย์กำลังสอนอยู่
FIATT Talks.บางครั้งความรักก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด...บางคนพยายามไล่ตามทั้งชีวิตก็ไม่เคยพบเจอ แต่กับบางคนแค่เดินผ่านกันไปมา จู่ๆก็ได้มาลงเอยกันแบบงงๆ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักมันเกิดขึ้นมาแบบไหน นิยามสำหรับมันคืออะไร ใครเป็นคนสร้างมันให้เกิดขึ้นมาแต่กับคนตรงหน้า... คนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในชีวิตผม คนที่ทำให้ผมปวดหัวและสับสนในความรู้สึกของตัวเอง คนที่ทำให้ผมร้องไห้ได้เพียงเพราะเธอรับดอกไม้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผมไม่เคยพบเจอ มันเกิดขึ้นกับผมแล้วในตอนนี้เด็กผู้หญิงผมม้า ตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มตรงหน้าผม ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมกับเธอจะได้มาเป็นแฟนกัน วันแรกที่เราเจอกันไม่ได้สวยหรูอย่างคู่รักคู่อื่น เราไม่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นทีละนิดอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์หลายอย่างรอบตัวของเราทั้งคู่ล้วนเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ“พี่เฟียตต้องเก็บเกียร์อันนี้ไว้ให้ดีๆนะคะ” ฟิล์มบอกเมื่อผมรับเกียร์กระดาษจากเธอมาสวมเรียบร้อยแล้วเกียร์กระดาษที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นแค่กระดาษแข็งที่เธอตัดเป็นรูปเกียร์แล้วเอามาห้อยกับ
เพี๊ยะ!“พี่เฟียต!!!”ฉันตีแขนเขาไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้เมื่อจู่ๆเขาก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังจนทั้งร้านหันมามองที่เราสองคนเป็นตาเดียว เพื่อนฉันที่นั่งเงียบอยู่ในตอนแรกถึงกับนั่งตาถลนมองฉันกับพี่เฟียตไปแล้ว“ฮ่าๆๆ! พี่ล้อเล่น” พี่เฟียตระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนจะก้มหน้ามองฉันที่กำลังเบะปากให้เขาอยู่“โห่พี่...” เสียงพาร์ทดังขึ้นมา เรียกสายตาจากทุกคนในกลุ่มให้หันไปมอง “มากินชาบูนะครับ ไม่ได้ให้มานั่งจีบเพื่อนผมแบบไม่ไว้หน้าพวกผมแบบนี้”“…” ทั้งโต๊ะก็เงียบเสียงลงโดยฉับพลัน“ดูดิ เพื่อนผมเขินจนตัวพองออกแล้วเนี่ย”“พาร์ท!!!” ฉันถลึงตาใส่พาร์ทที่เอ่ยแชวฉันอีกคนวันนี้ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย ยุ่งกับน้ำหนักตัวฉันกันจัง อ้วนแล้วไงล่ะ อ้วนก็ไม่ได้ไปหนักที่ส่วนไหนของใครนี่!“อ๋อแอ๋ๆ ล้อเล่นน่า... ไม่งอนนะฟิล์ม” พาร์ทยื่นมือมาแกว่งต่อหน้าต่อตาฉันเหมือนกับต้องการจะง้อ“น้ำหนักตัวของแฟนพี่มันเอามาล้อเล่นกันได้เหรอครับ” แต่แล้วพี่เฟียตก็สวนกลับขึ้นมา“…”ทั้งโต๊ะเกิดความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เรียกว่าเงียบกริบกันทุกคน แม้แต่คนที่คุยเยอะอย่างพี่วิวก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยขึ้นมา บรรยากาศตึงเครียดลงไปทุกขณะ ฉันห
“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่แชทไลน์หานะ ตอนนี้ขอไปกินข้าวก่อน หิวจะแย่แล้ว” พี่ไบรท์ทำท่าลูบท้องวนๆให้ฉันดู พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมขึ้นมาอีกหน่อยมาให้ฉัน“โอเคค่ะ” ฉันยกมือข้างขวาขึ้นทำเป็นสัญลักษณ์ตกลงส่งให้เขาพี่ไบรท์ยิ้มตบท้ายกลับมาให้ฉันอีกเป็นรอบที่สาม เขาเดินออกไปพร้อมกับโบกมือลาไปด้วยและฉันก็หวังแค่ว่าจะมีใครสักคนที่เข้ามาเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากความรักครั้งนี้ของเขาโดยเร็ววัน...ครืด!ยังไม่ทันที่ฉันจะได้กลับออกจากตึกของพี่ไบรท์ เสียงสั่นจากโทรศัพท์ก็ทำให้ฉันชะงักฝีเท้าที่กำลังเดินลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันออกมาจากกระเป๋าสะพายของตัวเอง พบว่าเป็นข้อความเมสเซนเจอร์จากกลุ่มเพื่อนตัวแสบของฉันเองพาร์ท : หิวชาบูววววว~ปิ่น : เราไปด้วยแก้ว : ดีลลลลล~ฉันฉีกยิ้มให้กับความหิวโหยของเพื่อนทั้งสามคน ก่อนจะพิมพ์ตอบพวกนั้นกลับไป เพราะท้องของตัวเองตอนนี้ก็เริ่มจะเรียกร้องอาหารแล้วเหมือนกันฟิล์ม : ที่ไหนนนนนพาร์ท : ชาบูย่าหน้ามอเถอะ ใกล้สุดแล้วรอบๆมหาวิทยาลัยของฉันนอกจากจะล้อมรอบไปด้วยร้านนั่งเล่นชิลๆและร้านเหล้าแล้ว ก็เห็นจะมีร้านหมูกระทะกับร้านชาบูนี่แหละที่คนเต็มร้านทุกวัน เรียกได
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว จะเหลือก็แต่พี่ไบรท์ที่ยังไม่ยอมตอบไลน์และรับสายฉันเท่านั้น ตอนนี้ฉันมาดักรอพี่ไบรท์อยู่ที่ตึกเรียนที่เพื่อนพี่ไบรท์บอกว่าเขามักจะมาเรียนบ่อยๆ พี่เฟียตอนุญาตให้ฉันมาหาพี่ไบรท์ได้ เขาเข้าใจว่าฉันลำบากใจที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ และยังบอกอีกด้วยว่าอยากให้ฉันมาคุยกับพี่ไบรท์ด้วยตัวเองดีกว่าพิมพ์แชทหา เพราะการพูดคุยกันมันดูจริงใจกว่าการพิมพ์แชทไปอธิบายเรื่องราวหลายเท่า“เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวที่โรงอาหารสามนะ มีใครฝากอะไรไหม” เสียงของพี่ไบรท์ดังแว่วมาตามสายลมฉันรีบชะเง้อคอไปแอบมอง พบว่าพี่ไบรท์กำลังเดินมากับกลุ่มเพื่อนๆ เขาสวมชุดหมีเหมือนเดิม แต่ที่แตกต่างจากเดิมคงจะเป็นใบหน้าของพี่ไบรท์ที่ดูหมองคล้ำลงอยู่หลายส่วน เขาไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเลย ซึ่งพอมาเห็นแบบนี้แล้วฉันยิ่งรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่“ไม่เอาๆ เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวกับแฟนนอกมอ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยตอบพี่ไบรท์“กูจะไปซื้อของหน่อย มึงไปเลย” เพื่อนอีกคนว่าตาม“กูจะไปเซเว่น ขี้เกียจไปต่อแถวซื้อข้าว คนเยอะ” เพื่อนคนสุดท้ายในกลุ่มเอ่ยปิดท้ายแล้วทุกคนก็แยกย้ายกัน ฉันอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งเข้าไปหาพี่ไ
“โอเค เดี๋ยวอาจะพาไปกินข้าวข้างนอกนะหนู” พ่อของพี่เฟียตพูดกับฉันฉันพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ท่าน ความรู้สึกประหม่าถูกแทนที่ด้วยความเป็นกันเองของครอบครัว มันทำให้หัวใจของฉันพองโตขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ดีใจที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่กีดกันเราทั้งสองคน การคบกันเป็นแฟนระหว่างฉันกับพี่เฟียตเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ทั้งต่อหน้าสาธารณชนและต่อหน้าพ่อแม่ของพวกเราบางทีการคบกันอย่างเปิดเผยแบบนี้มันก็ดีกว่าการคบกันในสถานะลับๆอีกนะ...20 : 43 น.หลังจากที่พวกเราออกไปกินข้าวและพูดคุยกันในเรื่องต่างๆเสร็จเรียบร้อย พ่อแม่ของพี่เฟียตก็ขอตัวกลับบ้านที่กรุงเทพเลยทันที ที่อยู่นานไม่ได้เพราะมีงานที่ต้องสะสางอีกมากมาย ส่วนพี่คินทร์ก็มีนัดดื่มฉลองกับเพื่อนที่ได้ทุนไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศต่อ ฉันกับพี่เฟียตเลยตกลงว่าจะกลับหอกัน แต่พอฉันตื่นขึ้นจากการหลับในรถอีกที ก็พบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่หอ แต่กลับอยู่ที่สระน้ำหลังมหาวิทยาลัยแทนฉันปรายตาไปมองคนตัวสูงที่นั่งกำพวงมาลัยรถอยู่ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ไม่กลับหอเหรอคะ”“พี่แค่อยากมาสูดอากาศ ลงจากรถกันเถอะ” พี่เฟียตบอกเสียงเรียบ เขาเปิดประตูลงจากรถไปฉันขม
พอเขากดอ่านข้อความก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมากลับเป็นบานประตูห้องของพี่เฟียตที่เปิดกว้างออก ร่างสูงแสนคุ้นเคยของพี่เฟียตก้าวออกมาจากห้อง เขาหลุบตามองฉัน ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดมุ่น พลางยื่นมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า เหงื่อแตกมาก” พี่เฟียตถามเสียงเรียบ แต่สีหน้าแววตาของเขากลับเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด“ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี” ฉันส่ายหน้ารัวๆมือเย็นมากเลย แถมยังสั่นมากอีกด้วย...“พ่อแม่พี่รอน้องอยู่ ไม่ต้องกลัวนะ พ่อแม่พี่เป็นกันเอง” โอเค... เป็นกันเองพี่เฟียตผละมือทั้งสองข้างออกจากไหล่ฉัน ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าฉัน เขามองฉันแน่นิ่ง ฉันสบตากับพี่เฟียต ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือที่เย็นเฉียบจากอาการตื่นเต้นของตัวเองไปให้เขาจับ พี่เฟียตบีบมือฉันเบาๆคล้ายกับให้กำลังใจ เขาพาฉันเดินเข้าห้องไปพร้อมกันทันทีที่เดินเข้ามาในห้องของพี่เฟียต สิ่งแรกที่ตาฉันเห็นคือประกายวิ๊งๆจากฟันของพี่คินทร์ที่ยิ้มแฉ่งอยู่ ต่อมาก็เป็นร่างของผู้หญิงและผู้ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานนั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลางห้องพอดี บนใบหน้าของทั้งสองคนประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา







