LOGINFILM Talks.
“เฮ้ยฟิล์ม!” เสียงสะดุ้งตกใจของแก้วทำให้ฉันตั้งหลักยืนแทบไม่อยู่ “ทำไมขอบตาดำปี๋เป็นหมีแพนด้าแบบนี้อ่ะเนี่ย”
เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะตกใจที่เห็นขอบตาฉันคล้ำ เพราะโดยปกติแล้วฉันเป็นคนที่ผิวค่อนข้างขาว ถ้านอนดึกหรือนอนน้อยก็จะขอบตาดำจนเห็นชัดเจน ซึ่งฉันก็นอนดึกจริงๆนั่นแหละ ก็เมื่อคืนหลังจากรู้ว่าพี่เฟียตอยู่หอตรงข้ามกัน ฉันก็กระวนกระวายกระสับกระส่าย อาหารไม่ย่อย ลิ้นกร่อย อยู่ทั้งคืน
“เรานอนไม่หลับอ่ะแก้ว” ฉันบอกด้วยอาการเหนื่อยอ่อน เนื่องจากนอนน้อย
“ไปทำอะไรมา” แก้วลูบไหล่ฉันพร้อมเอ่ยถาม
“ก็จะอะไรซะอีกอ่ะ เรื่องพี่เฟียตนั่นแหละ เราอยากขอโทษพี่เขาอ่ะ” ฉันหลุบตามองพื้นเมื่อนึกถึงรอยยิ้มของพี่เฟียต
“เฮ้ย! ขอโทษทีนะที่มาสาย อาจารย์มายัง” ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรต่อ ปิ่นก็วิ่งเข้ามานั่งด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“ยังๆ ทันพอดี” แก้วบอกแทนฉันที่ดูเหมือนสติจะหลุดลอยไปกับอากาศแล้ว
“วันนี้พาร์ทไม่ได้มานะ เห็นว่าท้องเสีย” ปิ่นบอกก่อนจะหยิบสมุดออกมาจากกระเป๋าเมื่อเห็นอาจารย์เดินเข้ามา
ฉันมองอาจารย์อย่างเหม่อลอย รู้สึกต้องการเตียงนอนหรืออะไรก็ได้ที่สามารถทำให้ฉันหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
“เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะควิซเรื่องการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งนะคะนักศึกษา”
ราวกับว่าเป็นยาชั้นดีที่ช่วยปลุกฉันให้หายจากอาการง่วงเหงาหาวนอน วันนี้เป็นคาบแรกที่เราเรียนวิชาฟิสิกส์ ซึ่งอาจารย์สอนฟิสิกส์จะควิซ! ทั้งๆที่ยังไม่ได้สอนอะไรเลยด้วยซ้ำ
“ที่อาจารย์ควิซเพื่อจะทดสอบดูว่าพวกคุณได้ทบทวนความรู้ช่วงม.ปลายมากันบ้างหรือเปล่านะคะ เพราะฉะนั้นใครที่อ่านหนังสือเป็นประจำคงไม่เดือดร้อนหรอก แต่สำหรับใครที่ขี้เกียจตัวเป็นขน อาจารย์บอกเลยว่าพวกคุณหนักแน่”
ฉันพยักหน้ารับรู้เจตนารมณ์ของอาจารย์ ก็จริงอย่างที่อาจารย์บอกนั่นแหละ การทบทวนความรู้ในสิ่งที่เราเรียนมาอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ค่อนข้างรวดเร็ว เพราะเรามีความรู้ขั้นพื้นฐานอยู่
“ที่พวกคุณสามารถสอบเข้ามาเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ก็เพราะความตั้งใจของพวกคุณเอง เพราะฉะนั้นอาจารย์หวังว่าพวกคุณจะยังคงตั้งใจแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆในอนาคตนะคะ อาจารย์ไม่อยากเห็นลูกศิษย์ของอาจารย์ติดเอฟหรือซิ่วออกไปอีกแล้ว ขอให้พวกคุณโชคดีค่ะ”
สิ้นเสียงของอาจารย์ บรรดาพี่ๆนักศึกษาก็ช่วยกันแจกกระดาษควิซจนทั่วทั้งห้อง หากแต่ฉันยังคงมีข้อสงสัยบางอย่างที่อยากไขให้กระจ่าง ถึงได้ยกมือขึ้นแล้วเอ่ยถามอาจารย์
“อาจารย์คะ คือว่าเพื่อนของหนูท้องเสียค่ะ เขาไม่ได้มาเรียน ไม่ทราบว่าควิซวันนี้มีคะแนนไหมคะ”
“ควิซวันนี้ไม่มีคะแนนนะคะ อาจารย์เพียงแค่อยากทดสอบความรู้เดิมของพวกคุณเฉยๆ อ้อ! ใครที่ทำบาร์โค้ดรหัสนักศึกษามาแล้ว ติดบาร์โค้ดลงบนกระดาษด้วยนะคะ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ทำมาก็เขียนรหัสนักศึกษาให้ชัดเจนด้วย อาจารย์จะเริ่มควิซตอนเก้าโมงสิบนาที”
ฉันเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง เหลือเวลาอีกห้านาทีเท่านั้น เมื่อคืนฉันนอนน้อยด้วย เลยกลายเป็นว่าตอนนี้กังวลไปหมดเนื่องจากกลัวจะจำสิ่งที่ตัวเองทบทวนมาไม่ได้
ฉันนั่งถอนหายใจเพื่อรอเวลา จนกระทั่งทั้งห้องเริ่มเงียบเสียงลงเพื่อบ่งบอกสัญญาณว่าควิซจะเริ่มอีกในไม่กี่วินาทีข้างหน้า ฉันมองใบกระดาษควิซสีขาวนิ่ง ละทิ้งเรื่องวุ่นวายใจทั้งหมดไป จดจ่ออยู่กับปัจจุบันและการเรียน
เพราะฉันมาเรียน... มันคือบทบาทของฉัน
“เริ่มควิซได้ค่ะ” เสียงอาจารย์บอกพร้อมกับจอโปรเจคเตอร์ที่ฉายคำถามยาวเหยียดจำนวนสี่บรรทัดเต็มขึ้น
โอเค... ฉันอ่านคำถามเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะกำพระที่ห้อยคออยู่ไว้แน่น ร่ายมนต์คาถาลงไป
พระเจ้า! นี่มันโจทย์ควิซอะไรเนี่ย! ฉันจำไม่ได้! T^T
หลังจากเลิกคลาสเรียนฟิสิกส์วันแรกก็สูบพลังงานฉันพอสมควรเลยทีเดียว ตอนมัธยมอาจารย์ในห้องจะสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ใครไม่เข้าใจอะไรก็ให้ยกมือขึ้นถามได้ แต่มหาวิทยาลัยนี่ต่างกันสิ้นเชิงเลย นอกจากจะสอนเร็วปานขี่จรวด แถมยังยกมือถามขัดตอนอาจารย์สอนก็ไม่ได้ด้วย
ลาก่อนเอฟิสิกส์ของฟิล์ม...
“ทำควิซได้ป่ะฟิล์ม” ปิ่นที่มีอาการเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กันเอ่ยถาม
“ได้ทำมากกว่าอ่ะปิ่น” ฉันตอบเนือยๆ พลางหันไปหาแก้วที่ยังคงนั่งนิ่ง “แล้วแก้วล่ะทำได้ไหม”
“ฮึก.. ฮือ..” แก้วโผเข้าสวมกอดฉันอย่างรวดเร็ว ส่วนฉันก็ได้แต่มึนงงกับอาการของเธอ
“เป็นอะไรแก้ว” ฉันเอ่ยถามพลางลูบแผ่นหลังบางของแก้วเพื่อปลอบโยน
“เราทำไม่ได้เลยอ่ะฟิล์ม ฮือ.. เราต้องเอฟแน่ๆ”
“เฮ้ย! ไม่หรอก อย่าคิดแบบนั้นดิ” ฉันเอ่ยปลอบแก้วที่ยังกอดฉันแน่นิ่งไม่ขยับไปไหน
“ใช่แก้ว เราก็ทำไม่ได้” ส่วนปิ่นก็ช่วยปลอบอีกแรง
ฉันเข้าใจความรู้สึกของแก้วนะ บางครั้งเวลาที่เราทำอะไรแล้วมันไม่ได้เป็นแบบที่เราหวัง ความเสียใจจะถาโถมเข้าใส่จนเราแทบจะตั้งรับไม่อยู่กันเลยทีเดียว ฉันเคยเจอเรื่องแบบนั้นมาแล้วเมื่อตอนมัธยม คะแนนข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ตอนกลางภาคฉันได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ตอนปลายภาคเลยขยันอ่านหนังสือจนเก็บเกรดสี่มาได้ แต่ก็ฉิวเฉียดเอาการอยู่เหมือนกัน
“ฮึก.. มันยากอ่ะฟิล์ม” แก้วผละออกจากตัวฉัน ฉันตกใจเมื่อเห็นน้ำตาของเธอไหลจริงๆ
ตอนแรกนึกว่าโอดครวญทั่วไปแบบแค่ไม่สบายใจเฉยๆซะอีก ฉันสังเกตแก้วตั้งแต่โดนพวกพี่เฟียตรุมตอนนั้นแล้ว เธอดูเป็นคนอ่อนไหวง่ายมาก แม้ภายนอกจะแสดงออกว่าร่าเริงก็ตามที
“ไม่ต้องกลัวนะแก้ว เดี๋ยวเราช่วยติวให้ ถึงเราจะไม่เก่งขนาดท็อปของมอ แต่เราก็พอได้ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคะแนนหรอก แค่แก้วสัญญากับเรามาว่าจะขยันอ่านหนังสือและติวกับเราก็พอแล้ว” ฉันมองหน้าแก้วนิ่ง รู้สึกคาดหวังกับคำตอบของแก้วจริงๆ
“โอเค เราจะอ่านหนังสือ” พอเห็นแก้วพยักหน้าพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่เปื้อนตรงแก้มออก รอยยิ้มฉันก็ปรากฏทันที
แต่ตอนนี้... ฉันหิวข้าวมาก!
“งั้นพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ” ฉันหันไปบอกปิ่นก่อนจะหันมามองแก้ว
ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องต้องใจกัน ดังนั้นจุดมุ่งหมายคือโรงอาหารดอยดาวที่อยู่ใกล้กับตึกเรียนนี้ที่สุด
FIATT Talks.
เสียงดนตรีเพลงของ Dead by April ดังออกมาจากโทรศัพท์ของไอ้คินทร์ ทำให้บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างโอเคขึ้นมาก ตอนนี้ผมกับมันกำลังนั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ที่โรงอาหารดอยดาวเพราะรอเรียนช่วงบ่าย
“ไอ้เฟียต น้องคนนั้นเมื่อคืนนี้ไหวป่ะวะ ฮ่าๆๆ!” มันสไลด์จอไอแพดเพื่อเปิดเข้าแอพเกมส์ยอดฮิตอย่างROV
“ไม่รู้” ผมตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
แค่โปรเจคต์ที่ต้องทำส่งอาจารย์ตั้งสองโปรเจคต์ก็มีเรื่องให้คิดจนหนักสมองแล้ว บางครั้งสมองคนเราก็ต้องการที่ว่างเพื่อให้มีเรื่องที่มีสาระอยู่ในนั้น ไม่ใช่วันๆเอาแต่ทำกับคิดเรื่องไร้สาระทั้งวัน ผลสุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย
“นั่นไง พูดถึงก็มาเลย” ไอ้คินทร์พยักหน้าไปด้านหลังผม ทำให้ผมต้องเอี้ยวตัวหันไปมอง
เด็กผู้หญิงเฟรชชี่ปีหนึ่งสามคนกำลังเดินขึ้นมายังโรงอาหาร หนึ่งในนั้นพอสบตากับผมก็เป็นอันต้องหันหนี เธอรีบลากเพื่อนๆร่วมชะตากรรมให้เดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่อยู่อีกฟากที่ไกลจากโต๊ะที่ผมอยู่พอสมควร
“น้องเขาดูกลัวๆมึงนะเฟียต” ไอ้คินทร์พูดในขณะที่ยังคงยิงป้อมฝ่ายตรงข้ามอย่างเมามันจนเสียงเอฟเฟกต์ในเกมยอดฮิตอย่างROVดังรัวๆ
“กูมีอะไรให้น่ากลัว” ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปมองเธออีกครั้ง
หน้าตาก็ดี.. แต่ก็นะ ไม่ใช่สเปค
FIATT Talks.บางครั้งความรักก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด...บางคนพยายามไล่ตามทั้งชีวิตก็ไม่เคยพบเจอ แต่กับบางคนแค่เดินผ่านกันไปมา จู่ๆก็ได้มาลงเอยกันแบบงงๆ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักมันเกิดขึ้นมาแบบไหน นิยามสำหรับมันคืออะไร ใครเป็นคนสร้างมันให้เกิดขึ้นมาแต่กับคนตรงหน้า... คนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในชีวิตผม คนที่ทำให้ผมปวดหัวและสับสนในความรู้สึกของตัวเอง คนที่ทำให้ผมร้องไห้ได้เพียงเพราะเธอรับดอกไม้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผมไม่เคยพบเจอ มันเกิดขึ้นกับผมแล้วในตอนนี้เด็กผู้หญิงผมม้า ตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มตรงหน้าผม ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมกับเธอจะได้มาเป็นแฟนกัน วันแรกที่เราเจอกันไม่ได้สวยหรูอย่างคู่รักคู่อื่น เราไม่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นทีละนิดอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์หลายอย่างรอบตัวของเราทั้งคู่ล้วนเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ“พี่เฟียตต้องเก็บเกียร์อันนี้ไว้ให้ดีๆนะคะ” ฟิล์มบอกเมื่อผมรับเกียร์กระดาษจากเธอมาสวมเรียบร้อยแล้วเกียร์กระดาษที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นแค่กระดาษแข็งที่เธอตัดเป็นรูปเกียร์แล้วเอามาห้อยกับ
เพี๊ยะ!“พี่เฟียต!!!”ฉันตีแขนเขาไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้เมื่อจู่ๆเขาก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังจนทั้งร้านหันมามองที่เราสองคนเป็นตาเดียว เพื่อนฉันที่นั่งเงียบอยู่ในตอนแรกถึงกับนั่งตาถลนมองฉันกับพี่เฟียตไปแล้ว“ฮ่าๆๆ! พี่ล้อเล่น” พี่เฟียตระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนจะก้มหน้ามองฉันที่กำลังเบะปากให้เขาอยู่“โห่พี่...” เสียงพาร์ทดังขึ้นมา เรียกสายตาจากทุกคนในกลุ่มให้หันไปมอง “มากินชาบูนะครับ ไม่ได้ให้มานั่งจีบเพื่อนผมแบบไม่ไว้หน้าพวกผมแบบนี้”“…” ทั้งโต๊ะก็เงียบเสียงลงโดยฉับพลัน“ดูดิ เพื่อนผมเขินจนตัวพองออกแล้วเนี่ย”“พาร์ท!!!” ฉันถลึงตาใส่พาร์ทที่เอ่ยแชวฉันอีกคนวันนี้ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย ยุ่งกับน้ำหนักตัวฉันกันจัง อ้วนแล้วไงล่ะ อ้วนก็ไม่ได้ไปหนักที่ส่วนไหนของใครนี่!“อ๋อแอ๋ๆ ล้อเล่นน่า... ไม่งอนนะฟิล์ม” พาร์ทยื่นมือมาแกว่งต่อหน้าต่อตาฉันเหมือนกับต้องการจะง้อ“น้ำหนักตัวของแฟนพี่มันเอามาล้อเล่นกันได้เหรอครับ” แต่แล้วพี่เฟียตก็สวนกลับขึ้นมา“…”ทั้งโต๊ะเกิดความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เรียกว่าเงียบกริบกันทุกคน แม้แต่คนที่คุยเยอะอย่างพี่วิวก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยขึ้นมา บรรยากาศตึงเครียดลงไปทุกขณะ ฉันห
“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่แชทไลน์หานะ ตอนนี้ขอไปกินข้าวก่อน หิวจะแย่แล้ว” พี่ไบรท์ทำท่าลูบท้องวนๆให้ฉันดู พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมขึ้นมาอีกหน่อยมาให้ฉัน“โอเคค่ะ” ฉันยกมือข้างขวาขึ้นทำเป็นสัญลักษณ์ตกลงส่งให้เขาพี่ไบรท์ยิ้มตบท้ายกลับมาให้ฉันอีกเป็นรอบที่สาม เขาเดินออกไปพร้อมกับโบกมือลาไปด้วยและฉันก็หวังแค่ว่าจะมีใครสักคนที่เข้ามาเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากความรักครั้งนี้ของเขาโดยเร็ววัน...ครืด!ยังไม่ทันที่ฉันจะได้กลับออกจากตึกของพี่ไบรท์ เสียงสั่นจากโทรศัพท์ก็ทำให้ฉันชะงักฝีเท้าที่กำลังเดินลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันออกมาจากกระเป๋าสะพายของตัวเอง พบว่าเป็นข้อความเมสเซนเจอร์จากกลุ่มเพื่อนตัวแสบของฉันเองพาร์ท : หิวชาบูววววว~ปิ่น : เราไปด้วยแก้ว : ดีลลลลล~ฉันฉีกยิ้มให้กับความหิวโหยของเพื่อนทั้งสามคน ก่อนจะพิมพ์ตอบพวกนั้นกลับไป เพราะท้องของตัวเองตอนนี้ก็เริ่มจะเรียกร้องอาหารแล้วเหมือนกันฟิล์ม : ที่ไหนนนนนพาร์ท : ชาบูย่าหน้ามอเถอะ ใกล้สุดแล้วรอบๆมหาวิทยาลัยของฉันนอกจากจะล้อมรอบไปด้วยร้านนั่งเล่นชิลๆและร้านเหล้าแล้ว ก็เห็นจะมีร้านหมูกระทะกับร้านชาบูนี่แหละที่คนเต็มร้านทุกวัน เรียกได
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว จะเหลือก็แต่พี่ไบรท์ที่ยังไม่ยอมตอบไลน์และรับสายฉันเท่านั้น ตอนนี้ฉันมาดักรอพี่ไบรท์อยู่ที่ตึกเรียนที่เพื่อนพี่ไบรท์บอกว่าเขามักจะมาเรียนบ่อยๆ พี่เฟียตอนุญาตให้ฉันมาหาพี่ไบรท์ได้ เขาเข้าใจว่าฉันลำบากใจที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ และยังบอกอีกด้วยว่าอยากให้ฉันมาคุยกับพี่ไบรท์ด้วยตัวเองดีกว่าพิมพ์แชทหา เพราะการพูดคุยกันมันดูจริงใจกว่าการพิมพ์แชทไปอธิบายเรื่องราวหลายเท่า“เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวที่โรงอาหารสามนะ มีใครฝากอะไรไหม” เสียงของพี่ไบรท์ดังแว่วมาตามสายลมฉันรีบชะเง้อคอไปแอบมอง พบว่าพี่ไบรท์กำลังเดินมากับกลุ่มเพื่อนๆ เขาสวมชุดหมีเหมือนเดิม แต่ที่แตกต่างจากเดิมคงจะเป็นใบหน้าของพี่ไบรท์ที่ดูหมองคล้ำลงอยู่หลายส่วน เขาไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเลย ซึ่งพอมาเห็นแบบนี้แล้วฉันยิ่งรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่“ไม่เอาๆ เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวกับแฟนนอกมอ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยตอบพี่ไบรท์“กูจะไปซื้อของหน่อย มึงไปเลย” เพื่อนอีกคนว่าตาม“กูจะไปเซเว่น ขี้เกียจไปต่อแถวซื้อข้าว คนเยอะ” เพื่อนคนสุดท้ายในกลุ่มเอ่ยปิดท้ายแล้วทุกคนก็แยกย้ายกัน ฉันอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งเข้าไปหาพี่ไ
“โอเค เดี๋ยวอาจะพาไปกินข้าวข้างนอกนะหนู” พ่อของพี่เฟียตพูดกับฉันฉันพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ท่าน ความรู้สึกประหม่าถูกแทนที่ด้วยความเป็นกันเองของครอบครัว มันทำให้หัวใจของฉันพองโตขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ดีใจที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่กีดกันเราทั้งสองคน การคบกันเป็นแฟนระหว่างฉันกับพี่เฟียตเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ทั้งต่อหน้าสาธารณชนและต่อหน้าพ่อแม่ของพวกเราบางทีการคบกันอย่างเปิดเผยแบบนี้มันก็ดีกว่าการคบกันในสถานะลับๆอีกนะ...20 : 43 น.หลังจากที่พวกเราออกไปกินข้าวและพูดคุยกันในเรื่องต่างๆเสร็จเรียบร้อย พ่อแม่ของพี่เฟียตก็ขอตัวกลับบ้านที่กรุงเทพเลยทันที ที่อยู่นานไม่ได้เพราะมีงานที่ต้องสะสางอีกมากมาย ส่วนพี่คินทร์ก็มีนัดดื่มฉลองกับเพื่อนที่ได้ทุนไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศต่อ ฉันกับพี่เฟียตเลยตกลงว่าจะกลับหอกัน แต่พอฉันตื่นขึ้นจากการหลับในรถอีกที ก็พบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่หอ แต่กลับอยู่ที่สระน้ำหลังมหาวิทยาลัยแทนฉันปรายตาไปมองคนตัวสูงที่นั่งกำพวงมาลัยรถอยู่ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ไม่กลับหอเหรอคะ”“พี่แค่อยากมาสูดอากาศ ลงจากรถกันเถอะ” พี่เฟียตบอกเสียงเรียบ เขาเปิดประตูลงจากรถไปฉันขม
พอเขากดอ่านข้อความก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมากลับเป็นบานประตูห้องของพี่เฟียตที่เปิดกว้างออก ร่างสูงแสนคุ้นเคยของพี่เฟียตก้าวออกมาจากห้อง เขาหลุบตามองฉัน ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดมุ่น พลางยื่นมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า เหงื่อแตกมาก” พี่เฟียตถามเสียงเรียบ แต่สีหน้าแววตาของเขากลับเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด“ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี” ฉันส่ายหน้ารัวๆมือเย็นมากเลย แถมยังสั่นมากอีกด้วย...“พ่อแม่พี่รอน้องอยู่ ไม่ต้องกลัวนะ พ่อแม่พี่เป็นกันเอง” โอเค... เป็นกันเองพี่เฟียตผละมือทั้งสองข้างออกจากไหล่ฉัน ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าฉัน เขามองฉันแน่นิ่ง ฉันสบตากับพี่เฟียต ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือที่เย็นเฉียบจากอาการตื่นเต้นของตัวเองไปให้เขาจับ พี่เฟียตบีบมือฉันเบาๆคล้ายกับให้กำลังใจ เขาพาฉันเดินเข้าห้องไปพร้อมกันทันทีที่เดินเข้ามาในห้องของพี่เฟียต สิ่งแรกที่ตาฉันเห็นคือประกายวิ๊งๆจากฟันของพี่คินทร์ที่ยิ้มแฉ่งอยู่ ต่อมาก็เป็นร่างของผู้หญิงและผู้ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานนั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลางห้องพอดี บนใบหน้าของทั้งสองคนประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา







