LOGINมู่เสวี่ยบันทึกชื่อของทั้งสองคนลงในรายชื่อเพื่อนเสร็จก็ทิ้งโทรศัพท์ส่ง ๆ ลงในถุงผ้าอย่างไม่ใส่ใจ โดยไม่รู้เลยว่าโทรศัพท์เครื่องนี้สนนราคาที่สูงถึงแปดหลัก มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง การโทรไม่ได้ใช้คลื่นสัญญาณปกติแต่โทรผ่านดาวเทียมโดยตรง หากดาวเทียมครึ่งโลกไม่ตกพร้อมกัน โทรศัพท์เครื่องนี้จะสามารถใช้งานได้อย่างไร้ข้อจำกัดในทุกกรณีไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
แน่นอนว่านิ่งหลงไม่หวังให้เธอใช้ประโยชน์เช่นนั้นจากมัน เขาแค่ต้องการพิกัดของเครื่องเพื่อติดตามหญิงสาวคู่หมั้นเท่านั้น “ฉันต้องไปรายงานตัวแล้วค่ะ” มู่เสวี่ยชี้นิ้วไปทางห้องที่ผู้คนเริ่มเบาบางลง “เดี๋ยวยังไงตอนกลางวันพวกพี่ติดต่อไปนะ” หวังเจี้ยนส่งยิ้ม ก่อนจะมองตามร่างบางที่เดินจากไป “ไปเร็ว เดี๋ยวเด็กนั่นวีนอีก” หมิงเจ๋อดึงตัวเพื่อนไปอีกทาง เพราะเมื่อดูนาฬิกา พวกเขาเสียเวลาไปมากแล้ว ความจริงพวกเขามาหาน้องสาวของหวังเจี้ยนเพื่อส่งเอกสารที่อีกสาขาหนึ่ง *** เวลา 11.00 น. มู่เสวี่ยมาที่หอพักนักศึกษา สภาพหอพักแห่งนี้แม้จะดูเก่าไปบ้างตามกาลเวลาแต่ภายนอกก็ยังคงความสะอาดเรียบร้อย บรรยากาศบริเวณหน้าอาคารเต็มไปด้วยความคึกคักเพราะมีนักศึกษาจำนวนมากเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ห้องของมู่เสวี่ยอยู่ที่ชั้นสาม หมายเลขห้องคือ 302 ซึ่งห่างจากบันไดทางขึ้นแค่หนึ่งห้องกั้น ระเบียงทางเดินด้านหน้าสามารถมองเห็นลานเล็ก ๆ ข้างล่าง ทั้งตรงนี้ยังเห็นอาคารอีกฝั่ง มู่เสวี่ยสังเกตดูแล้วว่าที่นี่ไม่มีลิฟต์ แต่ตัวตึกสูงถึงแปดชั้น เธอออกจะสงสัยนิดหน่อยว่าคนที่อยู่ชั้นบน ๆ จะเดินขึ้นลงทุกวันไหวได้ยังไง พอมาถึงหน้าห้อง มู่เสวี่ยก็ไขกุญแจแล้วก้าวเท้าเข้าสู่ห้องพักขนาดเล็กนี้ ภายในมีเตียงสองชั้นสองเตียงพร้อมโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ให้คนละชุด เหนือเพดานมีพัดลมเก่า ๆ ตัวหนึ่งที่เหมือนอาจตกลงมาใส่ผู้อาศัยได้ตลอดเวลา หญิงสาวย่อมคุ้นเคยกับที่นี่ แต่เมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้นอนพักที่นี่นานนัก พอทุกคนในห้องรู้ว่าเธอมีคอนโดอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยห้องหนึ่งก็พากันขอให้เธอพาไปที่นั่นแล้วจับจองกันเป็นห้องพักแทนที่นี่ไปเสียเลย ห้องตรงนั้นพ่อของเธอซื้อไว้ให้ล่วงหน้าเผื่อว่าเธออยู่ในหอประจำไม่สะดวก อุปกรณ์ด้านในจึงครบครันแต่แรก มู่เสวี่ยเดินผ่านกระจกที่เต็มไปด้วยฝ้าในห้อง เธอหันมองแล้วเดินเข้าไปใกล้ “ใครจะเป็นเหยื่อรายที่หนึ่งนะ เธอต้องจัดการให้หมดนะเสวี่ยเสวี่ย อย่าใจอ่อน เธอทำได้อยู่แล้ว” หญิงสาวส่งยิ้มแล้วพูดกับตนเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก ทั้งยังสร้างกำลังใจให้ตัวเองด้วยความมุ่งมั่น มู่เสวี่ยเปิดตู้เสื้อผ้าปลายเตียงออกดูสำรวจดูภายใน เธอค่อนข้างพอใจกับชุดที่พี่เลี้ยงนำมาเก็บไว้ให้มาก เสื้อผ้าสีสันไม่ฉูดฉาด ทุกชิ้นเรียบง่ายและออกไปทางโทนสีอ่อน แต่ละชุดราคาสูงลิ่วแตะหมื่นหยวนได้ ทอด้วยขนแกะแท้เนื้อผ้าจึงนุ่มลื่นเป็นพิเศษ หากมองโดยรวมย่อมมองไม่ออกว่าราคามันสูงขนาดไหน ซึ่งตรงกับความต้องการของหญิงสาวพอดี ตอนนี้มู่เสวี่ยกำลังสนุกอยู่กับการสำรวจข้าวของของตนเองเพื่อรอเวลาเที่ยง ก่อนจะออกไปหาอะไรกินตามคำชวนของรุ่นพี่ *** เวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อย จู่ ๆ มู่เสวี่ยก็ได้รับแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์ เมื่อเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นนิ่งหลงส่งมา (รูหนูเป็นไงบ้าง) หญิงสาวเบะปาก รู้สึกว่าอาการปากเสียของคุณชายนิ่งนั้นลามมาจนถึงแม้กระทั่งการพิมพ์ ตอนเธอนี้ชักอยากจะพุ่งไปอ่านใจเขาว่าที่จริงแล้วความคิดตอนนี้นั้นโลดโผนเพียงแค่ไหน (มันไม่ได้เล็กขนาดนั้นสักหน่อย อยู่ได้ สบายมาก) มู่เสวี่ยตอบกลับ (มีปัญหาอะไรไหม อย่าทำตัวให้ตระกูลมู่เสียชื่อ) นิ่งหลงยังคงเป็นนิ่งหลงเสมอ แม้จะพิมพ์มาก็ยังวาจาร้ายกาจ หญิงสาวส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่ค่อยชอบใจก่อนจะตอบกลับ (ฉันปลอมตัวอยู่ไหมล่ะ ไม่ใช่คุณหนูใหญ่มู่เสียหน่อย เป็นแค่มู่เสวี่ย นักศึกษาจากต่างเมืองที่บ้านจนด้วยน่ะ) (อีกอย่าง ช่วยพิมพ์ให้ดูน่ารักกว่านี้หน่อยเถอะ นะคะคุณว่าที่สามี~) พอมู่เสวี่ยตอบกลับไปแบบนั้นอีกฝั่งก็เงียบหายไปทันที หญิงสาวอยากเห็นอาการของเขาสุด ๆ กำลังคิดว่าคราวหลังคุยกันแบบเปิดกล้องจะดีกว่าไหม (พรุ่งนี้เย็นทำตัวให้ว่างไว้) กว่าสิบนาทีประโยคนี้ถึงพิมพ์กลับมา (รับทราบ) มู่เสวี่ยส่งภาพกระต่ายน้อยพยักหน้าให้เขาไป ความจริงเธอกับนิ่งหลงปะทะคารมกันบ่อย แต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดกัน ออกไปทางแนวเพื่อนสนิทที่สามารถกระทบกระทั่งโดยไม่โกรธกันมากกว่า หลายครั้งก็นัดกันออกไปกินข้าวบ้าง ไปเที่ยวกันบ้างเป็นเรื่องปกติ น่าเสียดายที่ก่อนหญิงสาวจะถูกรถชน เธอโวยวายใส่เขาหนักจนผิดใจกันยกใหญ่ก็เลยห่างกันออกไป แต่นิ่งหลงก็ไม่เคยคิดถอนหมั้นแม้ว่าเธอจะเคยขอถอนหมั้นไปหลายครั้งด้วยความไม่พอใจก็ตาม พอคิดแล้วมู่เสวี่ยก็อยากกอดอีกฝ่ายแน่น ๆ สักที ตามหาความอบอุ่นของเขาที่ไม่แสดงออกมาภายนอกสักครั้ง ทั้งยังหมายหมั้นปั้นมือว่าต่อไปจะรุกให้หนักหน่อย เพราะเวลาเห็นเขามีอาการหลุด ๆ เหมือนจะน่ารักดีผ่านไปเกือบสองอาทิตย์หลังจากวันไปออกงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จู่ๆวันหนึ่งนิ่งหลงก็โทรเข้ามาเพื่อชวนกลับบ้านของเขาอีกครั้ง“คุณปู่กลับจากต่างประเทศแล้ว อยากให้เธอไปเยี่ยม เย็นนี้ฉันจะไปรับ”มู่เสวี่ยยิ้มทันทีที่ได้ยิน อดคิดถึงคุณปู่ไม่ได้เหมือนกัน เธอจำได้แค่ว่าท่านเป็นคนใจดี ตั้งแต่เด็กก็เอาใจใส่เธอเสมอเมื่อเธอไปหา“ได้ค่ะ” เธอตอบรับเมื่อวางสายเธอก็หันไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ เมื่อก่อนไม่ได้คิดมากเรื่องก่รแต่งกายนัก แต่เมื่อพร้อมตกลงปลงใจกับนิ่งหลงแล้วก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาบ้างถ้าจำไม่ผิดพ่อของเธอพาไปเที่ยวเล่นที่ตระกูลนิ่งครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึงสิบขวบดี แต่เหมือนทางฝั่งตระกูลนิ่งจะแวะเวียนไปมาหาสู่ตระกูลมู่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้แล้วสรุปแล้วในเย็นวัน มู่เสวี่ยเพียงแค่แต่งตัวสบาย ๆ เหมือนไปพบผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้น จะอย่างไรแบบนี้กลับเป็นกันเองมากกว่าพอรถแล่นผ่านประตูรั้วเข้าคฤหาสน์ เธอและนิ่งหลงก็ถูกพาไปที่ห้องทำงานของนายท่านใหญาตระกูลนิ่งทันทีเมื่อมู่เสวี่ยเดินเข้าไปถึง ชายชราที่กำลังนั่งอ่านเอกสารบนโต๊ะก็ยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยความดีใจอย่างเห็นได้ชัด“เสวี่ย
*** ระหว่างที่หวังเจี้ยนกำลังตกตะลึง มู่เสวี่ยที่เดินผ่านไปก็หันมาสบตากับเขาพอดี เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนอีกฝ่ายตระกูลหวังยังไม่ล้มสินะ หญิงสาวคิดเมื่อผู้คนเริ่มละความสนใจจากเธอและคู่หมั้น เธอจึงขอตัวจากนิ่งหลงที่หน้าบึงตึงออกมาแล้วเดินไปหาที่นั่งมุมห้อง หวังเจี้ยนจึงได้โอกาสเข้าไปคุยกับเธอหลังจากที่รอจังหวะอยู่นาน แต่ความจริงที่มู่เสวี่ยออกมาที่ตรงนี้เพราะต้องการให้เขาเข้าหานั่นแหละ“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” มู่เสวี่ยเอ่ยทักทายก่อน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่มีร่องรอยความอึดอัดใจที่ความลับเรื่องฐานะของตนเองถูกเปิดเผย“น้องมู่เสวี่ย…” หวังเจี้ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ถูกหญิงสาวตรงหน้าขัดขึ้นมาก่อน“เรียกฉันว่าคุณหนูมู่เหมือนคนอื่นจะดีกว่านะคะ” เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกทีหวังเจี้ยนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ปกติเป็นเขาที่ต้องโอ้อวดฐานะของตนเอง พอรู้ว่าเทียบเธอไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี“ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องน้องสาวของรุ่นพี่มา ถ้าจะบอกว่ายินดีคงเป็นการเยาะเย้ยคราวเคราะห์ของเธอ แต่สมควรหรือเปล่าคะที่ใช้ชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมา หวังเจี้ยนได้รับเชิญไปงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนแห่งหนึ่งในฐานะตัวแทนบริษัทของครอบครัว แม้สถานะทางธุรกิจจะเล็กลงกว่าเดิมมากจากเหตุการณ์ของพ่อ แต่ก็ถูกสามีของหวังปิงปิงช่วยพยุงเอาไว้ ถึงอีกฝ่ายจะทำไปเพราะคิดไม่ซื่อก็ตาม เขาก็ต้องยอมรับการช่วยเหลือนี้อยู่ดี อีกทั้งยังต้องสานสัมพันกับบริษัทอื่นต่อไปจึงมาร่วมงานนี้ความจริงงานนี้จัดมาค่อนข้างยิ่งใหญ่ แต่เพราะยิ่งใหญ่นั่นแหละจึงมีผู้คนถูกเชิญมาด้วยเป็นจำนวนมาก ใครมีเส้นสายก็พยายามดันตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่อสร้างคอนเนคชันให้มากขึ้นหวังเจี้ยนก็เดินวนเวียนทักทายผู้คนในงาน ทุกคนก็ตอบรับอย่างดี เหล่านักธุรกิจย่อมรู้ดี ผู้ล้มในวันนี้ วันหน้าอาจกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ พวกเขาจึงไม่หักหน้ากันซึ่งหน้าหากไม่ใช้ศัตรูชั่วชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทตระกูลหวังจะตกต่ำก็ตามในขณะที่งานกำลังดำเนินไปได้สวย จู่ๆ ผู้คนทางหนึ่งก็ฮือฮาขึ้นมาและพากันเฮโลไปทางนั้น หวังเจี้ยนที่กำลังกระชับมิตรกับบริษัทคู่ค้าเดิมก็หันมองตาม“หืม ทำไมทายาทตระกูลนิ่งถึงมางานนี้ด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเบียดตัวเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเหตุการณ์แล้วถูกพลักออกม
***ทางด้านมู่เสวี่ยอาจสงบสุขแล้ว แต่ทางด้านหวังเจี้ยนยังคงมีแต่คำถามในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ตำรวจเข้าจับกุมพ่อของเขาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงานจนธุรกิจของตระกูลหวังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน หวังเจี้ยนเอาแต่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้มาตลอดว่าทำไมพ่อผู้รอบคอบมาตลอดชีวิตของเขาถึงกระทำเช่นนั้นอย่างไม่ระวังตัวแน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อผิด จะอย่างไรเขาเห็นการยัดเงินใต้โต๊ะแบบนี้มาตั้งแต่เด็กโต คล้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การที่มีคนรู้ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมาย แต่คือทำไมเรื่องอื้อฉาวนี้ถึงประเดประดังเข้ามาใช่ช่วงจังหวะที่ธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงพอดีต่างหากตอนนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลาย น้องสาวต้องจำใจแต่งงานเพื่อแลกเงินมาประคองกิจการที่เหลืออยู่ หวังเจี้ยนจึงต้องการหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางกับดักครั้งนี้กันแน่ เพราะดูอย่างไรมันก็เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะเกินไปด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เขาจึงติดต่อขอพบกับผู้จัดการของเยี่ยนไท่คนหนึ่งที่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าคำอธิบายอย่า
“เย็นนี้ต้องไปไหนไหม” นิ่งหลงถามขึ้นมา“ไม่นะคะ วันนี้ฉันว่างทั้งวันเลย” มู่เสวี่ยส่ายศีรษะตอนนี้คือเวลาบ่ายสามแล้ว และเป็นช่วงสุดสัปดาห์ เธอมีแพลนว่าจะไปนอนพักที่บ้าน อีกทั้งย้ายมาอยู่ที่คอนโดจึงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านหนังสือ“งั้นไปกินข้าวกับฉันที่บ้าน” นิ่งหลงสรุปแผนการให้เบ็ดเสร็จโดยไม่ถามสักคำความเผด็จการของเขานั้น มู่เสวี่ยเคยชินจนไม่รู้จะชินอย่างไรแล้ว แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นบ้านเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ ก็ตาม แต่เธอก็อดประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เพราะไม่ได้ไปที่นั่นมานานพอดู“เธอนั่งเล่นไปก่อน ฉันต้องเคลียร์งาน” นิ่งหลงค่อนข้างตามใจคู่หมั้นของตนเอง แต่กับงานแล้วเขาก็จริงจังเช่นกัน จึงไม่ได้นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายและปล่อยให้เธอเล่นโทรศัพท์รอมู่เสวี่ยก็ไม่ได้อยากให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน บางครั้งการได้นั่งมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็เพลินดีเหมือนกันจวบกระทั่งห้าโมงเย็น นิ่งหลงขับรถพามู่เสวี่ยไปที่บ้านด้วยตนเอง หยางเทาถูกส่งให้ไปทำงานอื่น และหากไม่จำเป็นเลขาหญิงของเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่มาขับรถให้จึงไม่ได้เรียกใช้ ที่ด้านหลังจึงตามติดมาด้วยรถบอดี้การ์ดสองคันโดย
***ปัญหาบางส่วนของมู่เสวี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ศัตรูบ้างทำลายตัวเอง บ้างยุติความแค้นลง คงเหลือเพียงน้องสาว แม่เลี้ยง และผู้บงการเบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลมู่ล่มสลาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาไปจัดการคนเหล่านั้น เธอต้องเรียนให้จบเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น“นิ่งหลงอยู่ไหมคะ” มู่เสวี่ยถามเลขาหน้าห้องของนิ่งหลง“สวัสดีค่ะคุณมู่ เจ้านายอยู่ข้างในกับคุณเลขาหยางค่ะ” เลขาสาวหน้าห้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามู่เสวี่ย“เอ๋ มีธุระเหรอคะ เดี๋ยวฉันนั่งรอก่อนก็ได้” มู่เสวี่ยตอบกลับ เธอค่อนข้างเกรงใจที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่ม“คุณมู่สามารถเข้าไปได้เลยค่ะ เจ้านายสั่งไว้ว่าถ้าคุณมา สามารถเข้าไปหาได้เลยทุกกรณี” เธอพูดพลางผายมือไปทางประตู ทำท่าจะเปิดให้เมื่อพูดมาแบบนั้นมู่เสวี่ยย่อมไม่เกรงใจแล้ว วันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวเองไม่ได้ให้นิ่งหลงหรือคนของเขาไปรับ อีกทั้งยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เธอแค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเพราะหลินซานซานขอตัวกลับบ้านไปงานแต่งญาตคนหนึ่งจึงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนในวันหยุดก๊อก ๆ“คุณมู่มาค่ะท่าน” เลขสาวเพียงแค่แจ้งเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีเธอคนนี้เป็นผู้ช่วยอีกหนึ่งคนข







