LOGINค่ำคืนที่ผ่านมาฉันนอนไม่เต็มอิ่มนัก กว่าจะข่มตาหลับขับตานอนให้ร่างกายจมสู่ห้วงนิทรา สมองก่อนหน้านั้นคิดอะไรเยอะแยะจนปวดหัวไปหมด
ตื่นเช้านี้ถึงได้ดูไม่สดใสเอาซะเลย… “หนูว่าเจ้ตัดใจจากเขาเถอะนะ ” ซาร่าห์นั่งกัดปาท่องโก๋ตรงกันข้ามเอ่ยเสนอความคิดเห็นที่ฟังแล้วทำได้ยากที่สุด ตัดใจเหรอ…ต้องใช้กรรไกรใหญ่ขนาดไหนกันล่ะ “ถ้าเจ้ทำได้จริงๆ คงทำไปนานแล้วซาร่าห์ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเจ็บจี๊ดๆ มาจนถึงตอนนี้หรอก” ฉันตอบน้องเสียงหงอย ใบหน้าหมอบราบไปกับโต๊ะ มองแก้วกาแฟที่กำลังคนไปมาอย่างไม่รู้จะทำอะไร “นั่นไง ก็ถ้าเจ้ไม่อยากเจ็บแบบที่เป็นอยู่ เจ้ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย พยายามตัดเขาออกไปจากชีวิตที่ล่ะเล็กล่ะน้อย อย่าไปคิดสิว่าถ้าไม่มีเขา เจ้จะอยู่ไม่ได้” “…” ฉันเอาแต่เงียบ ฟังที่น้องมันพูด “เมื่อก่อนตอนยังไม่เจอเฮียคิเรย์ เจ้ก็อยู่ของเจ้เองได้ แล้วทำไมตอนนี้ต้องเอาชีวิตตัวเองไปผูกติดกับเขาด้วยล่ะ” จริงอย่างที่น้องมันพูดทุกอย่าง ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ถ้าจะให้ปฏิบัติตาม ฉันฝืนหัวใจตัวเองไม่ได้ เพราะการตัดเขาออกไปจากชีวิต มันก็เจ็บหนักไม่ต่างอะไรจากที่เป็นอยู่ “เจ้ลองเปิดโอกาสให้เฮียตินดูไหม ถึงเฮียตินจะดูทรงเจ้าชู้นิดๆ กะล่อนหน่อยๆ แต่เขาก็ดูจริงใจกับเจ้ดีนะ ไม่อย่างนั้นคงถอดใจไปนานแล้ว” ฉันปรึกษาเรื่องนี้กับน้องบ่อยจนถึงขั้นยอมให้ฉันเปิดใจให้เฮียตินแล้วเหรอเนี่ย ซาร่าห์ไม่ค่อยถูกฉโลกกับเฮียเขาสักเท่าไรนัก อาจเพราะมีบางอย่างคล้ายกันจนเกินไป เหมือนผีเห็นผี ซาร่าห์ไม่เคยพิศวาสในตัวเฮียติน พอๆ กับเฮียที่เข็ดขยาดผู้หญิงประเภทตัวแม่แบบนี้ ฉันถอนหายใจรอบที่ล้านกับคำเสนอของน้อง คือมันก็ดีนะ ดีเลยแหละ…แต่ดีแค่ไหนก็ไม่ทำให้ฉันรู้สึกคล้อยตามได้สักที “เจ้ไม่ได้รักเฮียตินนี่นา เจ้…” “เจ้รักเฮียคิเรย์คนเดียว หนูรู้ว่าต้องพูดแบบนี้” ซาร่าห์ถอนหายใจปลงตก มื้อเช้า ณ ร้านกาแฟโบราณดันกลายเป็นที่ปรับทุกข์ของฉันไปซะได้ แล้วกาแฟรสชาติอร่อยกลับต้องมากร่อยเพียงเพราะเรื่องปัญหาหัวใจของฉัน “ทำใจสักทีเถอะเจ้จะได้หลุดวงโคจรนี้เร็วๆ อยู่กับเฮียคิเรย์ เจ้มีความสุขแค่ชั่วครู่ชั่วยามแต่ความทุกข์มาเป็นระยะ โถมใส่เป็นระลอกคลื่น หัวใจของเจ้มันสะบักสะบอมมากพอแล้วนะ สงสารมันหน่อยเถะ” นี่สินะธรรมมะแท้ไม่มีปลอบ ฉันระบายลมหายใจอึดอัดคับแน่นหน้าอก รักคนที่ไม่ได้รักเรา ผลตอบแทนห่วยแตกเสมอ หากคนที่ฉันรักคือเฮียติน อะไรๆ มันก็คงง่ายกว่านี้ไปแล้ว นั่งฟังซาร่าห์ปลอบใจพร้อมเทศนาจนรู้สึกปั่นป่วนท้อง เหมือนจะย่อยข้าวไม่ลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกประโยคของน้องมันแทงจึ๊กตรงใจทุกดอก ขยี้แล้ว ขยี้อีกจนพี่สาวคนนี้สำนึกแทบไม่ทัน เวลาผ่านไปสักพัก เช็คบิลที่เคาน์เตอร์เสร็จกำลังจะเดินออกจากร้าน ทว่าจังหวะใกล้ถึงประตู ฉันกลับถูกผู้หญิงคนหนึ่งเดินชนเข้าอย่างจัง โชคดีที่ซาร่าห์ประคองไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงเซล้มก้นจ้ำเบ้า “โทษนะเป็นอะไรมากรึเปล่า” น้ำเสียงถามไถ่ที่ดูรีบเร่งเหมือนไม่ได้คิดอยากขอโทษจริงๆ ทำฉันตวัดสายตาเฉี่ยวคมขึ้นมอง เธอมีรูปร่างสูงและผอมเพรียวหุ่นดี ใบหน้าสวยตรึงสายตาคนมองได้ไม่ยาก กลิ่นตัวมีน้ำหอมราคาแพงที่ประโคมฉีด มุกดามองคนตรงหน้าถี่ถ้วนถึงจำได้ว่าเคยเห็นเธอคนนี้ผ่านนิตยสารและสื่อข่าวอยู่บ้าง เธอเป็นนางแบบหน้าใหม่มาแรงที่ได้มีโอกาสโกอินเตอร์ เดินแบบให้กับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าแบรนด์หรูยังต่างประเทศ “เจ็บตรงไหนรึเปล่า ถ้าไม่จะได้ขอตัว” คิ้วเลิกสูงและสีหน้าเรียบนิ่งรอคำตอบทำให้ฉันพอเข้าใจได้ในทันที บางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่เหมือนในทีวีเสมอไป “ไม่ค่ะ” “…” “แต่คราวหน้าเดินดูคนบ้างก็ดีนะคะ” ก่อนเธอจะเดินออกไป ไม่วายขอฉันแขวะกลับหน่อยเถอะ คนอะไรเดินชนคนอื่นแท้ๆ แทนที่จะขอโทษดีๆ กลับมาทำหน้าตึงใส่ เห็นแล้วมันขัดหูขัดตาจนยั้งใจไม่พูดไม่ได้ เธอหันกลับมามองหน้าฉันเล็กน้อย ใช้สายตาแบบที่มองออกว่ากำลังเหยียด มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งแน่ล่ะ…ฉันแค่ออกมาหาอะไรทานกับซาร่าห์ เป็นปกติอยู่แล้วที่จะแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ขาสั้นอะไรแบบนี้ แต่แล้วมันทำไม ต้องใช้สายตาหยามกันขนาดนั้นเลยเหรอ เห็นแล้วก็ของขึ้นจนอยากประทะสักยก “มองอะไรเหรอคะ” “เปล่า ตลกดี” รอยยิ้มเหยียดปรากฏตรงมุมปากแม่นางแบบไฮโซนั่น แล้วหล่อนก็เดินเชิดหน้าออกไป ซึ่งหากซาร่าห์ไม่รั้งฉันล่ะก็ เห็นทีคงตามไปถามเอาคำตอบว่ามันมีอะไรให้ตลก “เจ้ก็ใจเย็นหน่อยสิ จะไปมีเรื่องกับคนแบบนั้นทำไม ดูก็รู้ว่าเป็นพวกมีเงินแต่ไม่มีมารยาท ช่างมันเหอะ” น้องตบไหล่ฉันปุๆ คำพูดของซาร่าห์ทำให้ใจเย็นลงตามลำดับ เรากำลังจะเดินไปตรงรถที่จอดไว้ เสียงของซาร่าห์ก็ดังขึ้นทำเอาฉันตกใจ รีบมองตามนิ้วชี้ที่สั่นระริกไปยังต้นสายปลายเหตุ “นั่นรถเฮียคิเรย์นิเจ้ มาทำอะไรแถวนี้” ฉันเองทันเห็นแว๊บๆ แต่ดูก็รู้ว่าเป็นรถของเฮียจริงๆ เขาควรจะกลับคอนโดหรือไม่ก็ผับตัวเอง แต่ทำไมถึงยังเห็นเจ้าตัวขับรถเล่นแถวๆ นี้ล่ะ ฉันเริ่มคิดไปไกลจนออกทะเล หรือว่าเมื่อคืนที่เฮียมาหาฉัน เสร็จแล้วเขากลับไปหาผู้หญิงคนนั้นต่อ เขาค้างกับผู้หญิงคนนั้นเหรอ? “เจ้เป็นไร หน้าซีดแล้วเนี่ย” “ปะ…เปล่า รีบกลับกันเถอะ เจ้อยากพัก” ฉันรีบกลบเกลื่อนสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติที่สุด แต่ถึงอย่างไรคิดว่าซาร่าห์คงพอจะดูออกว่าฉันต้องกังวลใจอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเฮียคิเรย์ น้องแค่เลือกไม่ถามให้ฉันลำบากใจจะตอบก็แค่นั้น หลายวันผ่านไปไม่มีอะไรคืบหน้า ฉันยังคงไม่รู้ว่าผู้หญิงปริศนาคนนั้นเป็นใคร มิหนำซ้ำยังขาดการติดต่อจากเฮีย ฉันแค่ลองใจเขาไม่เป็นฝ่ายตื้อ ไม่ทักก่อน ไม่ส่งข้อความหรือโทรหาเขาก่อน แล้วสิ่งที่ฉันได้รับคือความเย็นชา บางทีเฮียอาจจะกำลังลองใจฉันเหมือนกันก็ได้ มันนิ่งกริบซะจนเป็นฉันเองที่กระวนกระวาย ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะตัดใจจากเขาได้จริงๆ ฉันเบื่อความใจอ่อนของตัวเองชะมัด (โทรมามีอะไร?) สุ้มเสียงเย็นเยียบพอจะทำให้คนฟังหายใจไม่คล่องคอ กระนั้นก็ยังดีใจที่เฮียยอมรับสาย “อยากโทรหาต้องมีธุระอะไรด้วยเหรอคะ” (เพื่อนเล่นเหรอ จะคุยอะไรก็ว่ามาถ้าจะมาไร้สาระ ฉันวาง) “มุกอยู่หน้าห้องเฮีย เปิดประตูให้หน่อย” พูดรัวลิ้นสะบัด กลัวเฮียวางสายใส่กันจริงๆ เพราะเขาไม่ทำแค่ขู่อยู่แล้ว และอย่างที่พึ่งพูดไปว่าอยู่หน้าห้องเขา ฉันไม่ได้แกล้งเล่นเพราะแบกหน้าหนาๆ ของตัวเองมาหาเขาจริงๆ รู้ตารางงานของเฮียหมดแล้ว ฉันเลยมั่นใจว่าเขาต้องอยู่ที่คอนโดแน่ (มาทำไม ฉันไม่ได้เรียก) “แล้วมุกต้องรอให้เฮียเรียกด้วยเหรอถึงจะมาได้” (พูดยากชะมัด รีบกลับไปซะก่อนจะมีใครมาเห็น) ”ไม่มีใครเห็นหรอกค่ะถ้าเฮียเดินมาเปิดประตูให้มุก” ฉันยังคงเดินหน้าทำแต้มเพิ่มระดับความปวดให้เฮียเรื่อยๆ ตอนนี้เส้นเลือดข้างขมับคงเต้นตุบๆ แย่แล้ว (เธอนี่มันรนหาที่จริงๆ มุกดา) เสียงสบถไม่พอใจก่อนตัดสายทิ้ง แต่มันก็ทำให้ฉันยิ้มได้เพราะในเวลาไม่ถึงชั่วอึดใจ เฮียเปิดประตูให้ฉันเข้าห้องเขาในทันทีเส้นทางที่ชายหนุ่มพามาไม่พ้นไปจากคอนโดเขา ทั้งที่ปลายทางมันไกลจากคลับพายัพแต่กลับถึงที่หมายภายในเวลารวดเร็วด้วยสกิลขับรถของเจ้าตัว “พามุกมาที่นี่ทำไมคะ” ใจหญิงสาวเริ่มหวั่น สองขาก้าวตามแผ่นหลังร่างสูงเชื่องช้าจนเขาต้องกลับมาคว้าหมับเอาข้อมือให้เร่งเดินตามมาด้วยกันแบบติดๆ“เดี๋ยวเธอก็รู้” เสียงยะเยือกเย็นตอบกลับ มุกดาหายใจไม่ทั่วท้องในทันที ขณะที่ลิฟต์กำลังขึ้นชั้นบนเธอก็คิดหาคำตอบให้ตัวเองหรือว่ามันจะเป็นเรื่องรอยที่คอ คิเรย์ถึงได้ดูแปลกไปขนาดนี้ ปกติเขาเก็บอาการเก่ง ไม่ใช่คิดอยากทำอะไรก็ทำ เขารอบคอบและระวังตัวเสมอ ส่วนตอนนี้ตรงกันข้ามกับทุกอย่างที่พูดมา ประตูห้องถูกเปิดออกยังไม่ทันให้เวลาตั้งตัว ร่างเล็กของมุกดาโดนกดติดผนัง ร่างสูงใหญ่ตรึงข้อมือเล็กไว้อย่างเหนียวแน่น ใบหน้าดุดันจู่โจมริมฝีปากรวดเร็ว“อึก…อื้ออออ” พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงผลักร่างกำยำของเขาออกห่าง ทว่าไม่เป็นผล นอกจากคิเรย์จะไม่ขยับเขยื้อนแล้วเข้ายังรุกหาเธอมากขึ้นจนกลายเป็นจูบกระชากวิญญาณ ริมฝีปากอิ่มบวมเจ่อรับรสคาวเลือด ลิ้นหนาบุกรุกกวาดต้อนทั่วโพรงปากหวานก่อนจะโดนคนตัวเล็กกัดลิ้นแน่นจนต้องยอมปล่อยจูบ“อึก! เ
แม้ว่าพสุธาจะไม่เห็นด้วยมากๆ กับเรื่องที่น้องสาวก่อเอาไว้ แต่ยังไงขึ้นชื่อว่าน้องเขาก็ต้องปกป้องน้ำฟ้า อีกอย่างเรื่องคลิปที่น้องสาวเคยเล่นยามันสมควรหายไปตั้งนานแล้ว ไม่น่าจะเหลือไว้อีก น้ำฟ้ามีความสุขดีมาตลอดจนกระทั่งคลิปนั่นตกไปอยู่กับคิเรย์ เห็นเธอทุกข์ใจจนสติกระเจิงแบบนี้ พสุธาจำต้องยื่นมือเข้าช่วย “ถ้าอยากได้คลิปคืน ช่วงนี้แกก็อยู่เฉยๆ ก่อน อย่าไปวอแวหาเรื่องไอ้คิเรย์ให้มันมาก ถือว่าเฮียขอ”“แต่หนู…หนูไม่ชอบที่เขาใช้อำนาจกดขี่ เฮียก็รู้ไม่เคยมีใครทำกับหนูแบบที่เขาทำ”“ลดทิฐิแกลงบ้างน้ำฟ้า ถ้าอยากให้เฮียช่วย อยากทำลายคลิปนั่นทิ้งก็ทำตามที่เฮียพูดซะ” เพราะจนปัญญาน้ำฟ้าถึงได้พยักหน้ายอมตามน้ำไปกับพี่ชาย หากยังดันทุรังจะเล่นเกมนี้ด้วยตัวเอง มีหวังเธอคงได้ตายก่อนจบคลับพายัพ“เจ้! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมเพิ่งมาบอก”“ชู่ว..เงียบๆ ไว้ เจ้อยากให้รู้แค่เราสองคนพอ เสียงดังแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้แตกตื่นกันหมดหรอก” มุกดาจุ๊ปากให้ซาร่าห์อยู่ในความสงบหลังจากเธอเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังแล้วเพื่อนรุ่นน้องอุทานเสียงดังออกมา “โชคดีนะเนี่ยที่ผู้ชายคนนั้นมาช่วยเจ้ทัน ไม่งั้นล่ะได้เจอคลิ
พูดได้เลยว่าเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงทำเธอฝังใจและเข็ดหลาบกับผู้ชายไปอีกนาน ทว่าพอหัวถึงหมอนมุกดาไม่ได้เอาแต่คิดถึงเหตุการณ์เกือบโดนปลุกปล้ำ ร่างกายเธอชัตน์ดาวไปเอง หลับเป็นตายจนถึงเช้าตรู่“ดูคุณหลับสบายดีนะ หน้าตาก็สดชื่นขึ้นเยอะ” เจ้าของบ้านยิ้มแซวหลังจากเป็นคนเข้าไปปลุกหญิงสาวเองถึงเตียง มิหนำซ้ำยังรอจนอีกฝ่ายอาบน้ำอาบท่าเสร็จถึงได้ลงมาทานมื้อเช้าด้วยกัน มื้อเช้าแบบที่มุกดาเห็นแล้วต้องร้องว้าวออกมา เธอไม่แน่ใจว่าอาหารมากมายบนโต๊ะใช่สำหรับสองคนหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นในห้องอาหารนอกจากเธอและพสุธา ก็มีแม่บ้านใหญ่อย่างน้าแววและลูกมืออีกสองคน “ผมไม่รู้ว่ามื้อเช้าคุณชอบทานอะไร เลยให้น้าแววจัดเตรียมไว้ให้เท่าที่พอจะหาได้” พสุธาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของหญิงสาว มุกดาไม่รู้เหมือนกันว่าเธอต้องเริ่มทานอะไรก่อน มันดูน่าลิ้มลองไปหมด ตอนนี้แม้ไม่แตะอาหาร เธอชักจะอิ่มขึ้นมาแล้วสิมุกดาเลือกทานอเมริกันเบรกฟาสต์ ก้มหน้าก้มตาทานเงียบๆ ไม่พูดคุยกับคนตรงข้าม แม้ว่าฝ่ายนั้นจะคอยมองเธออยู่ตลอดก็ตาม เหมือนจับผิดกันอย่างไรอย่างนั้น “ฉันก็อึดอัดเป็นนะคะ”“ขอโทษครับ มองเพลินไปหน่อย” ปากบอก
เหล่าชายฉกรรจ์คลุมไอ้โม่งเห็นว่าพสุธาได้รับบาดเจ็บคงไม่คิดสู้ต่อ จึงรีบฉวยโอกาสนี้พากันหนีโดยไม่ลืมกล้อง กล้องซึ่งไม่ได้ถ่ายคลิปอย่างที่ผู้ว่าจ้างสั่งมา มุกดาปรี่เข้าพยุงร่างพสุธา โดนเขาออกคำสั่งให้พาไปที่รถและช่วยขับไปตามทางที่เจ้าตัวสั่ง ไม่ยอมให้เธอได้พาไปทำแผลยังโรงพยาบาล “คุณเลือดไหลเยอะนะ แน่ใจเหรอ…”“ขับไป ผมยังไหว”เม้มปากแน่นด้วยใจหวาดหวั่น สบสายตามองเขาแล้วก็ต้องพยักหน้าออกมา ยอมทำตามอีกฝ่ายต้องการ กระทั่งมาถึงที่หมายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเหยียบคันเร่งได้ตีนแตกขนาดนี้ สถิติใหม่เลยล่ะสถานที่ที่พสุธาให้มุกดาพามาคือเซฟเฮาส์ของเขาเอง ชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ ท่าทางทุลักทุเลสะบักสะบอมมีมุกดาเข้ามาช่วยพยุง มือหนาของชายหนุ่มกดปิดแผลไว้แน่นไม่ให้เลือดไหลเยอะไปกว่านี้ “นาย! นายไปโดนอะไรมาครับเนี่ย”“อย่าพึ่งถาม มึงพากูเข้าไปด้านในก่อนดิ” เค้นเสียงสั่งลูกน้องสองคนที่รีบเข้ามาหาเขาทันทีเมื่อเห็นสภาพเจ้านายกลับมาพร้อมเลือดอาบแขน มากับผู้หญิงที่นายบอกจะตามไปเฝ้าดูเธอสักหน่อย ไม่ให้ลูกน้องคนสนิทอย่างพวกเขาตามไปด้วยพสุธาถูกนำตัวเข้ามากลางห้องนั่งเล่น ร่างสูงเอนกา
ถ้าไม่เป็นเพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองและส่งให้คนทางบ้าน มุกดาไม่อยากลุกไปไหน อยากนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยตามลำพังมากกว่า เอาแบบไม่ต้องออกจากห้อง ไม่ต้องทำอะไรเลยได้ยิ่งดี สิ่งที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ มีร่างกายและยังหายใจแต่เหมือนหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก ไม่อยากโบ้ยชี้ความผิดไปหาเขา คนที่รู้ๆ กันอยู่ว่าใคร ผู้ชายไม่มีหัวใจคนนั้น เฮียคิเรย์ก็ดูจะเป็นการกล่าวหากันเกินไป และมันก็ตลกด้วยเพราะเขาไม่เคยขอให้เธอมารู้สึก มีแต่เธอที่รู้สึกและปล่อยใจถลำลึกอยู่คนเดียว พอเกิดอาการที่เรียกว่าไม่สมหวัง ผิดหวัง เสียใจ ต้นเหตุหลักๆ จึงกลายเป็นชี้ศรมาหาเธอแทน เธอนี่แหละทำตัวเอง“เจ้”“…”“เจ้!”“วะ..ว่าไง ตกใจหมด” เจ้าของดวงหน้าหวานเจือความเซ็กซี่ที่หาได้ยากจนเหมือนกลายเป็นของแรร์หันมองรุ่นน้องคนสนิทผู้ซึ่งเรียกเธอในขณะคิดอะไรเพลินๆ เพลินจนเทเหล้าใส่แก้วล้นและลูกค้ากำลังมองแรง“ขะ..ขอโทษนะคะ เดี๋ยวจะรีบทำให้ใหม่ค่ะ” ละล่ำละลักบอกลูกค้าที่เอาแต่ส่ายหน้าราวกับระอาใจเต็มที ก็แหงล่ะ..เธอให้อีกฝ่ายรอมาตั้งนาน แล้วยังมาทำพลาดอีก “เจ้เป็นไรเนี่ย ไหวไหม จะไปพักก่อนรึเปล่า ตรงนี้หนูทำเองก็ได้นะ”“
“เฮียรู้ไหมทำไมผมถึงห้ามไม่ให้เฮียยุ่งกับอีน้ำฟ้า” เมาปุ๊บสรรพนามเปลี่ยนเลยนะมึง “ทำไมวะ” “ก็นี่อีนี่มันเล่นยา เล่นด้วยกันกับผมนี่แหละ แม่ง..ใครจะไปคิดว่าลูกคุณหนูอย่างมันก็ทำเรื่องแบบนี้ได้วะเฮีย โคตรใจถึงอะ” เสียงหัวเราะราวกับเรื่องที่กำลังเล่าเป็นเรื่องตลก คิเรย์ได้ยินเต็มชัดสองหูยังตกใจ แต่เขายังคงทำตัวปกติ สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยปากถามต่อ “จริงเหรอ” “จริงสิเฮีย ถ้าไม่เชื่อผมมีนี่ให้ดู” หมอกยิ้มตาเยิ้ม เปิดคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือตัวเองให้คิเรย์ดู สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นมันชัดเสียยิ่งกว่าชัด แน่เสียยิ่งกว่าแน่ น้ำฟ้าเคยเล่นยาจริงๆ… ในคลิปมีกันหลายคนทั้งชายหญิง ตัวน้ำฟ้าเองนั่งบนพื้นรวมกับคนอื่นๆ กำลังสูดผงสีขาวละเอียดเข้าจมูกโดยตรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือยาเสพติดชนิดไหน ไม่พอแค่นั้น ในคลิปยังมีแบบฉีดเข้าร่างกาย เรียกว่าแหล่งมั่วสุมได้เลย “เฮีย..เชื่อ..ผมยัง” คนถามปรือตามองคิเรย์ ร่างกายเริ่มโงนเงนจวนเจียนจะหลับตามเพื่อนไปอีกคน “กูเชื่อมึงแล้ว” คิเรย์พูดจบเหมือนสับสวิตซ์อีกฝ่าย หมอกเอนตัวล้มราบกับเตียง หลับเป็นตายไม่รู้เรื่อง โอกาสนี้จึงเป็นทีของเขา คิเรย์รีบจัดการส่งข้







