Masuk“งั้นเราก็ต้องเคลียร์กันหน่อยแล้วล่ะ” ฉันต้องถามเขาให้รู้ไปเลย ไม่งั้นคงนอนไม่หลับ
ทว่ากี่สายต่อกี่สายที่ติดต่อเฮียไปกลับไร้แววว่าเขาจะรับหรือโทรกลับ จนฉันถอดถอนลมหายใจ นั่งหน้าอมทุกข์เหมือนคนอึไม่ออก ไม่ถึงสิบนาทีสายเรียกเข้าจากคนที่อยากคุยด้วยมากที่สุด ณ เวลานี้ก็ติดต่อกลับมา เรียกได้ว่าแทบจะเป็นการตะครุบโทรศัพท์มือถือรับสาย (โทรมาป่านนี้มีอะไร ไม่หลับไม่นอน) จะให้ฉันบอกตรงๆ ว่าที่ไม่นอนเพราะใจมันเอาแต่คิดเรื่องเฮียก็กระไรอยู่ “มุกนอนไม่หลับ มุกปวดท้องมากเลย เฮียอยู่ที่ไหนคะ มาหามุกหน่อยได้ไหม” เสียงหวานหยดของผู้หญิงร้อยเล่ห์มารยาอย่างฉัน งัดออกมาให้หมด (ปวดท้องก็ไปหาหมอไม่ใช่โทรมาหาฉัน) ดูพูดเข้าเถอะ ใจร้ายซะจริง “แต่มุกลุกไม่รอดเลยเฮีย ปวดมาก ปวดไปหมด” พูดกับปลายสายและทำสีหน้าประหนึ่งเจ็บปวดจริงๆ มือก็กุมหน้าท้องไปด้วย (หายาทานแล้วนอนพักซะจะได้ดีขึ้น) “มุก…” ติ๊ด! เชื่อเขาเลย ฉันโดนวางสายใส่ ขนาดแกล้งเจ็บจะป็นจะตายเฮียยังไม่สนใจ เศษเสี้ยวในความคิดเขาเคยรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยฉันเหมือนเมื่อก่อนบ้างไหมนะ สูดลมหายใจได้ไม่เต็มปอดนัก มันร้อนรุ่มในอกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปกติเฮียก็เย็นชากับฉันมากอยู่แล้ว พอมีผู้หญิงเข้ามาคงได้ตัดขาดกันไปเลย แล้วจะให้ฉันทนอยู่เฉยๆ อีกได้ยังไง นั่นเขานะ…เขาทั้งคน คิดแล้วเสียใจชะมัด ฉันนอนทำใจสักพัก พยายามอย่างมากที่จะให้อาการกระสับกระส่ายของตัวเองลดลง อยากเลิกคิดเรื่องเฮียไปเลยเหมือนกันแต่จะทำไงได้ในเมื่อทุกลมหายใจเข้าออกมันมีแต่เขา เวลาล่วงเลยเที่ยงคืนพอสมควร ตอนที่ฉันตัดสินใจลุกขึ้นดับไฟ กลับได้ยินเสียงรถคุ้นหูแล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน รู้ได้ในทันทีว่าเป็นใคร สมองประมวลผลอัตโนมัติ รีบปีนขึ้นเตียงและซุกตัวนอนใต้ผ้าห่มผืนหนา แสดงสีหน้าท่าทางน่าสงสารเข้าไว้ เสียงไขประตูข้างนอกดังก๊อกแก๊กและไม่นานเสียงไฟในบ้านก็สว่างวาบมาจนถึงข้างใน แกร๊ก! เฮียคิเรย์เปิดประตูห้องนอน ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นของเขาที่เดินเข้ามาทรุดกายนั่งลงบนเตียงข้างๆ ฉัน กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นน้ำหอมไม่คุ้นจมูกทำหัวใจฉันปวดแปลบ อดคิดไม่ได้ว่าคงเป็นน้ำหอมของผู้หญิงที่เฮียไปหา แล้วสมองมันก็ดันไหลคิดไปเองต่างๆ นาๆ เขาและเธอทำอะไรกันบ้าง ใจหนึ่งก็บอกว่าเฮียจะทำแบบนั้นกับฉันจริงๆ เหรอ ไม่หรอกมั้ง ที่ผ่านมาเฮียครองตัวเป็นโสดไม่เคยคิดคบใครจริงจังเลยนะ แต่ทว่าอีกใจกลับแย้งอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงคนนี้คุยกับเฮียได้เกือบหนึ่งเดือนเชียวนะ ถ้าเฮียคิดจะจริงจังกับเธอล่ะ จะมีเรื่องอย่างว่าก็คงไม่แปลก ภายใต้เปลือกตาสีไข่ที่ปิดสนิทแกล้งหลับ จะรู้หรือเปล่าว่าซ่อนหยาดน้ำตาอุ่นๆ เอาไว้ ทำไมถึงได้ปวดไปทั้งใจแบบนี้กันนะ “มุกดา..” เสียงเรียบนิ่งแผ่วเบาเอ่ยเรียกชื่อ มือสากลูบหัวอย่างนุ่มนวล บทจะเย็นชาก็ทำให้หน่วงใจแต่พออ่อนโยนทีไรฉันดันอ่อนไหวทุกทีเลย “เฮีย..” ฉันเล่นละครต่อ แกล้งตื่นทำเป็นสะลึมสะลือมองหน้าเขา ขยับใกล้เฮียอีกนิดก่อนจะคว้าแขนแกร่งกอดไว้ ซบใบหน้าสวยออดอ้อนพร้อมน้ำเสียงหวาน “เฮียขา~ มุกปวดท้อง” ไม่มีใครทนความน่ารักของฉันได้สักคน แต่ทำไมมันใช้ไม่ได้ผลกับเฮียคิเรย์บ้างนะ “ไปกินอะไรมาล่ะ” “มุกไม่ได้กินอะไร ประจำเดือนมามันเลยปวด” “แต่เดือนก่อนๆ ไม่เห็นเป็นงี้” “ก็นั่นน่ะสิ” ฉันยู่ปากอ้อนเขา ในขณะที่คุยกับเฮีย มือหนาแสนอบอุ่นยังคงลูบหัวราวปลอบประโลมให้ความปวดจางหายไป รู้สึกดีมากๆ เลย “ถ้าปวดเยอะก็ลุก จะพาไปหาหมอ” “มุกกินยาแล้ว นอนพักสักหน่อยอาการคงทุเลาลงบ้าง แต่คืนนี้เฮียนอนกับมุกได้ไหมคะ” ใช้สายตาที่คิดว่าน่าสงสาร แม้มัดใจเขาไม่ได้แต่งัดทุกมารยามัดตัวเขาไว้ให้นานที่สุด เฮียคิเรย์ทำเพียงมองกันนิ่งๆ นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นราบเรียบไม่รู้ว่าในหัวกำลังขบคิดอะไร เฮียวางมือบนหน้าท้องแบนราบของฉันและลูบมันเบาๆ เริ่มมั่นใจแล้วว่าคืนนี้คงได้นอนกอดเขาเป็นแน่ ทว่าดีใจได้ไม่ทันไร หัวใจกลับเต้นรัวแรงในตอนที่มือสากล้วงเข้าในกางเกงและสอดนิ้วผ่านช่องทางคับแคบที่แห้งเหือดไร้ของเหลวใดๆ ทั้งสิ้น “อ๊ะ..อื้อ” “นี่อะไร” เฮียชูนิ้วมือข้างที่พึ่งล้วงของฉันมาหมาดๆ เพราะมันไม่มีอะไรเลยนี่ยังไงล่ะ เฮียถึงส่งสายตาอำมหิตแบบนั้น “คือว่ามุก…” “โกหกฉันทำไมมุกดา” เสียงดุดันทำใจฉันหดเหลือจิ๋วเดียว และดูเหมือนว่าตัวจะหดตามไปด้วย ฉันย่นคอหลบในผ้าห่ม กลืนน้ำลายหลายอึกให้กับความโป๊ะแตกของตัวเอง ลืมเสียสนิทว่าเขาไม่ใช่คนที่ฉันจะโกหกกันได้ง่ายๆ แต่ใครจะไปคิด ว่าเฮียถึงขั้นล้วงหาความจริง…ล้วงเลยนะ “มุกแค่อยากให้เฮียสนใจมุกบ้าง” ตอบเสียงหงอย หน้าก็หงอยพอๆ กับเสียง “เรียกร้องความสนใจไม่เข้าเรื่อง สนุกมากรึไง เวลานี้เธอสมควรนอนมากกว่าโทรมาสร้างเรื่องโกหกฉันไม่ใช่เหรอ” เฮียยังดุกันไม่เลิก ทุกคำของเขาทำฉันคอตก “ถ้ามุกไม่ทำแบบนี้เฮียจะมาหามุกเหรอ ถ้าบอกตรงๆ ว่ามุกอยากนอนกับเฮีย เฮียจะยอมทิ้งผู้หญิงคนนั้นมาหามุกแบบนี้มั้ย” ฉันผุดลุกนั่งในทันมี มือที่จับมือของเขากลับถูกเจ้าตัวสลัดออก เฮียคิเรย์ลุกขึ้นยืน ร่างสูงปรายตาลงมอง แววตาแข็งกระด้างเย็นเยียบไม่ต่างอะไรจากมนุษย์น้ำแข็ง “เธอก็ไม่สมควรโกหกฉันอยู่ดี รู้รึเปล่าว่ายิ่งเธอทำแบบนี้ฉันยิ่งไม่อยากมาเจอเธออีก” “เฮีย..” เสียงสั่นเครือของฉันไม่ต่างอะไรจากคนโดนบอกข่าวร้ายเลยสักนิด “มุกต้องทำยังไงคะ เฮียถึงจะรักมุกสักที เวลาที่ผ่านมาทั้งหมดมันไม่ได้ทำให้เฮียใจอ่อนเลยเหรอ” “อย่าพูดเรื่องไร้สาระ” “มุกไม่ได้ไร้สาระ มุกพูดเรื่องจริงและก็จริงจังมาก เฮียตอบมุกมาสิว่าเฮียคิดกับมุกยังไง อย่าปล่อยให้ต้องคิดไปเองได้มั้ย” เขามองหน้าฉัน จ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมสวยที่สั่นระริก เขาเห็นถึงความอ่อนไหวในตัวฉันเสมอ ในขณะที่ฉันเดาความรู้สึกของเขาไม่ได้เลย “ฉันว่าเธอก็รู้คำตอบดีแก่ใจว่าฉันคิดกับเธอยังไง เพราะฉะนั้นเลิกหลอกตัวเอง” “เฮียแม่ง..” ฉันกัดปาก กลั้นเสียงสะอื้นที่เกือบหลุดออกไปเต็มที สีหน้ากล้ำกลืนฝืนความเจ็บปวด มันทรมานเหลือเกิน “อย่าเรียกร้องความรักจากฉันเพราะฉันไม่มีให้ สิ่งเดียวที่เธอจะได้คือร่างกายตอนที่เราอยู่บนนี้” เขาชี้ลงบนเตียง มันคือการตอกย้ำฉันให้ยอมรับความจริงสักที “ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ออกจากชีวิตฉันไปซะ แล้วไม่ต้องหาวิธีกลับเข้ามาอีก แต่ถ้าจะอยู่ก็แค่จำกฏของเราให้ขึ้นใจ” กฎบ้ากฎบอ…คนตั้งกฎไม่รู้สึกอะไร แต่คนฝืนทำตามเพียงเพราะอยากเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ในชีวิตเขาอย่างฉัน มันเจ็บทุกครั้งที่เขาย้ำเรื่องนี้ “เลิกทำตัวงี่เง่าเรียกร้องความสนใจอยากมีบทบาทในชีวิตฉันซะ เพราะถ้าเธอยังทำแบบนี้อีก เราก็คงได้ตัดขาดกันจริงๆ” นี่ขนาดเรียกผัวได้ไม่เต็มปากเต็มคำยังเจ็บจี๊ดทุกดอก เฮียทิ้งสายตาเย็นชามองฉันอีกชั่วอึดใจก่อนจะเดินกลับออกไปจากห้องในที่สุด คงเหลือแค่มวลอากาศของความอึดอัดจางๆ และความรู้สึกเจ็บระบมที่ก่อตัวในใจดวงน้อยของฉัน จากความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ต่อไปมันคงได้ยุ่งเหยิงกว่าเดิมร้อยเท่าพันเท่าแน่ๆ แค่คิดก็ไม่อยากรับมือแล้ว“เฮียรู้ไหมทำไมผมถึงห้ามไม่ให้เฮียยุ่งกับอีน้ำฟ้า” เมาปุ๊บสรรพนามเปลี่ยนเลยนะมึง “ทำไมวะ” “ก็นี่อีนี่มันเล่นยา เล่นด้วยกันกับผมนี่แหละ แม่ง..ใครจะไปคิดว่าลูกคุณหนูอย่างมันก็ทำเรื่องแบบนี้ได้วะเฮีย โคตรใจถึงอะ” เสียงหัวเราะราวกับเรื่องที่กำลังเล่าเป็นเรื่องตลก คิเรย์ได้ยินเต็มชัดสองหูยังตกใจ แต่เขายังคงทำตัวปกติ สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยปากถามต่อ “จริงเหรอ” “จริงสิเฮีย ถ้าไม่เชื่อผมมีนี่ให้ดู” หมอกยิ้มตาเยิ้ม เปิดคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือตัวเองให้คิเรย์ดู สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นมันชัดเสียยิ่งกว่าชัด แน่เสียยิ่งกว่าแน่ น้ำฟ้าเคยเล่นยาจริงๆ… ในคลิปมีกันหลายคนทั้งชายหญิง ตัวน้ำฟ้าเองนั่งบนพื้นรวมกับคนอื่นๆ กำลังสูดผงสีขาวละเอียดเข้าจมูกโดยตรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือยาเสพติดชนิดไหน ไม่พอแค่นั้น ในคลิปยังมีแบบฉีดเข้าร่างกาย เรียกว่าแหล่งมั่วสุมได้เลย “เฮีย..เชื่อ..ผมยัง” คนถามปรือตามองคิเรย์ ร่างกายเริ่มโงนเงนจวนเจียนจะหลับตามเพื่อนไปอีกคน “กูเชื่อมึงแล้ว” คิเรย์พูดจบเหมือนสับสวิตซ์อีกฝ่าย หมอกเอนตัวล้มราบกับเตียง หลับเป็นตายไม่รู้เรื่อง โอกาสนี้จึงเป็นทีของเขา คิเรย์รีบจัดการส่งข้
มาร์ตินขับรถกลับไปแล้ว หลังจอดนิ่งสนิทหน้ารั้วบ้านของเธออยู่นานสองนาน พอไม่มีเขาอยู่ด้วยถึงได้ระบายลมหายใจแสนอึดอัดทิ้งไป มุกดาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ปกติเธอจะไม่นอนในทันทีแม้ว่าง่วงมากแค่ไหนก็ตาม มือเรียวหยิบสมาร์ตโฟนทำการส่งข้อความผ่านช่องแชตหาคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด มันกลายเป็นกิจวัตรอีกอย่างในชีวิตประจำวันไปแล้ว รู้ตัวอีกที..ชีวิตเธอเหมือนจะขาดเขาไปไม่ได้เลย รอหลายนาทีไม่มีวี่แววตอบกลับ แม้แต่กดอ่านเขาก็ยังไม่ทำ เธอได้แต่นอนกลิ้งเกลือกบนเตียง จ้องสมาร์ตโฟนด้วยใจจดจ่อรอคอย เขาหายจ้อยไปเลย ทำเหมือนเรื่องระหว่างเราไม่สลักสำคัญอะไร มีแต่เธอฝ่ายเดียวที่อยู่ไม่สุข เอาแต่เป็นบ้าเป็นหลังคิดถึงเขา “เฮ้อ เอายังไงดีนะ โทรหาเฮียดีมั้ยเนี่ย” กฏเหล็กที่เริ่มอยากจะแหกมันเต็มที คิเรย์ย้ำนักย้ำหนา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เธอไม่ควรโทรหาเขา แล้วเรื่องที่เธอคิดถึงเขาแทบบ้าเนี่ย…นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากเลยได้ไหม มุกดาลังเลอยู่สักพัก ความคิดถึงก็ชนะเหตุผลทั้งปวง เธอรีบต่อสายหาคิเรย์ในทันที ใจก็ลุ้นระทึกว่าเขาจะรับสายไหม “ฮัลโหล~” รับสายด้วย แต่น่าเสียใจที่เสียงปลายสายไม่ใช่เขา “ฮัลโหลค่ะ ใ
คิเรย์เดินหายเข้าไปในห้องสักพัก น้ำฟ้าถึงได้หายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย เมื่อครู่เมือนโดนสายตาคมดุคู่นั้นดูดเอาอากาศรอบตัวจากเธอไปจนหมด แค่โดนเขามองเฉยๆ และใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่เพราะเป็นคิเรย์มันถึงได้น่ากลัวแบบที่ใครต่อใครก็ต้องเกรงกลัว น้ำฟ้าก็หนึ่งในที่ว่ามา เธอไม่เคยต้องศิโรราบให้ใคร เธออยู่เหนือทุกคนมาตลอด แต่มันก็ไม่ใช่เขาคนหนึ่งล่ะ เธอบังคับหรือควบคุมอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย คิดแล้วแค้นใจชะมัด คิเรย์กลับออกมาจากห้องอีกทีอยู่ในชุดที่พร้อมออกไปด้านนอก เขาปรายหางตาดุดันคู่นั้นมองน้ำฟ้าเล็กน้อย ไม่พูดไม่เอ่ยอะไรก็ทิ้งกันไปในทันที “หึ! เฮียเป็นห่วงมันนักใช่ไหม คอยดูนะหนูจะช่วยให้เฮียตินสมหวังกับนังนั่น แล้วเฮียจะต้องเสียใจที่เมินหนูแบบนี้” เธอควบคุมเขาไม่ได้ก็จริง แต่ก็ทำให้เขาเสียใจได้นี่นา หลายวันผ่านไป ช่วงนี้มุกดาจะขยับตัวทำอะไรก็ดูลำบากไปเสียหมด ไม่ได้ลำบากตัวแต่ลำบากใจ สาเหตุมาจากการที่มาร์ตินทำตัวติดเธอเป็นตังเม เช้ามารับไปทานข้าว เย็นมารับไปทำงาน เลิกดึกๆ ดื่นๆ ก็คอยอยู่รอและพากลับไปส่งที่บ้านอีกที เรียกได้ว่าแม้สถานะระหว่างเรายังเป็นแค่พี่น้องก้ำกึ่งคนคุย (ที่เฮีย
“อีกไม่กี่อาทิตย์ก็วันเกิดน้องมุก กูจะขอน้องเป็นแฟนให้ได้ มึงช่วยกูด้วยนะ” เมื่อเห็นว่าคิเรย์ยังมีท่าทีนิ่งเฉย มาร์ตินจึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา เผื่อจะเห็นพิรุธบางอย่างจากอีกฝ่ายบ้าง สายตาที่เคยนิ่งเฉย วูบไหวเล็กน้อยแล้วจึงรีบกลับมาสงบนิ่งดังเดิม แม้จะรู้สึกตกใจกับคำบอกกล่าวไม่ทันตั้งตัวของเพื่อน คิเรย์ก็ยังปั้นหน้าสู้ยิ้มตอบ “อืมได้ดิ กูช่วยมึงอยู่แล้ว” เป็นคำพูดธรรมดาเรียบง่ายแต่ทำไมถึงได้เจ็บเหมือนจะกระอักเลือดตายเลยวะ มาร์ตินและคิเรย์ยังคงจ้องตาอีกฝ่ายไปมา คนหนึ่งเค้นหาความจริงขณะที่อีกคนพยายามปกปิดให้ลึกที่สุด ทันใดนั้นเองหูของชายหนุ่มทั้งสองก็แว่วเสียงหัวเราะของผู้หญิงภายในห้อง มาร์ตินขมวดคิ้วส่งสายตาไปยังต้นตอที่มาของเสียง ก่อนจะได้เข้าใจผิด เจ้าของเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่เดินคุยโทรศัพท์มือถือออกมาพอดี เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนก็ยกยิ้มให้เล็กน้อย “แค่นี้ก่อนนะแกเดี๋ยวค่อยโทรไปเม้าท์ใหม่ บายจ้า” ผู้หญิงคนที่ว่าคือน้ำฟ้า เธอเดินเข้าหาสองหนุ่มพร้อมทักทายมาร์ตินตามประสา “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ” ประโยคนั้นดูเหมือนจะถามน้ำฟ้า แต่สายตาสงสัยใคร่รู้ส่งหาคิเรย์ ผู้ที่หน้าบอกบุญ
รถสปอร์ตหรูจอดสนิทเมื่อมาถึงที่หมาย เจ้าของคือชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากแต่หน้าหล่อๆ นั่นติดจะเคร่งขรึมดูเข้าถึงยากไปหน่อย ซึ่งผิดจากเวลาปกติมักเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเสมอ ร่างสูงย่างฝีเท้าเข้าในคอนโดแห่งหนึ่ง กดลิฟต์ยังชั้นปลายทางที่ต้องการจนมาโผล่ยังชั้นบนสุด สายตาคมวาวเพ่งมองห้องเป้าหมาย ก๊อก! ก๊อก! รออยู่แค่ชั่วอึดใจ เจ้าของห้องรูปร่างสูงโปร่งไม่ต่างกันเปิดประตูด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อย ไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญก็เป็นฝ่ายเดินเข้าห้องเสียก่อน “มาหากูถึงนี่ ไม่บอกไม่กล่าวก่อนวะ” “จำเป็นด้วยเหรอ ปกติมึงไปหากู มึงไม่เห็นจะบอกบ้าง” มาร์ตินเอนกายทอดตัวนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ กวาดสายตามองจนทั่วห้องก่อนความดุดันจากตาคู่นั้นจะหยุดกึกที่คิเรย์ “หรือมึงมีความลับอะไรที่ไม่อยากให้กูรู้” “เพ้อเจ้อ” อีกคนตอบกลับสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ตกลงแล้วที่มาหากูนี่คือ? จะมากวนตีน” มาร์ตินเหยียดยิ้มเล็กน้อย “แขกมาทั้งทีไม่มีน้ำท่ามาเสิร์ฟหน่อยเหรอวะ” “อย่ามาลีลาไอ้ติน มีเหี้ยไรก็พูด กูรู้ว่ามึงคงไม่ถ่อมาหากูถึงนี่เพราะแค่จะชวนแดกเหล้าแน่ๆ” แค่มองตาก็รู้ใจอะไรประมาณนั้น คิเรย์ถึงได้หวิวในอกเพราะคิ
“ทำไมหนูมีความรู้สึกว่าที่เฮียมาหาหนู เฮียมีจุดประสงค์อย่างอื่นกันนะ”“ฉลาดเหมือนกันนะเรา” นั่นประไร ทำเป็นห่วงใยน้องนุ่ง ที่แท้ก็มาหาเพราะเรื่องอย่างอื่น “เฮียอยากรู้ว่าแกสนิทกับเพื่อนไอ้คิเรย์ไหม” ถามแปลกๆ“ก็ไม่สนิทอะไรมากนะ แต่หนูรู้จักกับทุกคน” “เหรอ งั้นรู้จักไอ้พายัพใช่ไหม” น้ำฟ้าพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้จักพายัพอยู่แล้ว เขาคือหนึ่งในแก๊งเพื่อนคิเรย์ รูปหล่อ บ้านรวย ระดับบอสองค์กรแบล็คเรด ทุกอย่างที่พูดมาดีหมด ติดอยู่นิดเดียวตรงมีภรรยาแล้ว พึ่งแต่งงานสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง“แล้วแกเคยไปเที่ยวคลับมันบ้างมั้ย”“ไปครั้งสองครั้งเองเฮีย ถามทำไม หรือว่า…เฮียแอบเหล่สาวที่นั่นไว้” น้ำฟ้าชี้นิ้วถามอย่างรู้แกวพี่ชาย พสุธายิ้มขันที่น้องตัวแสบรู้ทันไปเสียหมด“อื้ม เล็งไว้คนนึง สวยมากกก” ลากเสียงยาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ไม่รู้ว่าแกเคยเห็นเธอบ้างรึเปล่า”“ลูกค้าประจำหรือพนักงานล่ะเฮีย”“พนักงาน” พสุธาเปิดรูปผู้หญิงที่ตนหมายปองแรกเห็นให้น้องสาวช่วยดู น้ำฟ้าถึงกับหายใจแรง สายตาขึงขังจ้องรูปที่ว่าสลับกับพี่ชายตัวเองเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ“นี่น่ะเหรอคนที่เฮียเล็งไว้ หนูถามจ







