Masuk“อ๊ะ! อ่า...” ฮวาหลิงเบิกตาโพลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตที่เริ่มรุกล้ำเข้ามา แม้จะเพียงน้อยนิดแต่ความยิ่งใหญ่นั้นก็เติมเต็มความว่างเปล่าในใจนางได้บ้าง ทว่าเขากลับถอนออกมาจนเกือบหมด แล้วกดเข้าไปใหม่อีกครั้งในระดับเดิม จังหวะที่เชื่องช้าและเน้นย้ำทำให้นางรู้สึกถึงทุกรอยหยักและความร้อนแรงที่บดเบียดกับผนังเนื้ออ่อนภายใน
“ช่างแน่นนัก... ฮวาหลิง...” เขาพึมพำขณะเริ่มขยับสะโพกวนเป็นวงกลม บดเบียดส่วนหัวมังกรเข้ากับปากทางรักที่บวมเป่งจากการถูกกระตุ้น “เจ้ารู้สึกไหมว่าข้ากำลังพยายามจะเข้าไปหาเจ้า...”
“รู้สึกเจ้าค่ะ ข้าน้อยรู้สึกถึงท่าน อื้ออ... ช่างใหญ่โตเหลือเกิน”
ฮวาหลิงสะอื้นไห้ด้วยความเสียวซ่าน มือของนางขยุ้มต้นแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาแน่น ร่างกายบิดเร่าคล้ายปลาขาดน้ำ ความร้อนแรงที่ปากทางรักทวีความรุนแรงจนนางรู้สึกเหมือนจะมีบางอย่างระเบิดออกมา เมื่อเห็นว่านางถูกทรมานจนถึงขีดสุด และช่องทางรักของนางขยายตัวพร้อมที่จะโอบอุ้มความยิ่งใหญ่ของเขาไว้ทั้งหมดแล้ว เซี่ยอวิ๋นจึงค่อยๆ กดสะโพกตามลงไปอย่างแช่มช้า
นิ้วมือที่ประคองสะโพกมนเปลี่ยนเป็นกำรัดไว้มั่น บังคับให้นางรับตัวตนของเขาเข้าไป ความคับแน่นที่ค่อยๆ ขยายตัวออกสร้างความรู้สึกเต็มเปี่ยมอย่างที่ไม่เคยพบพาน
“อ๊าาาาาา... ใต้เท้า!”
ในวินาทีที่เขากดแทรกเข้าไปจนสุดความยาว ความปรารถนาที่ถูกกักขังไว้ก็ระเบิดออก ฮวาหลิงครางลั่นห้อง ร่างกายกระตุกเกร็งรับความยิ่งใหญ่ที่เติมเต็มจนไร้ช่องว่าง เซี่ยอวิ๋นยังคงค้างตัวตนที่ใหญ่โตไว้ในกายของนาง ปล่อยให้ผนังเนื้อนุ่มที่ตอดรัดเป็นจังหวะถี่รัวได้ปรับตัวรับความยิ่งใหญ่ที่นางไม่เคยพานพบจากชายใดมาก่อน เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านของมดลูกที่ถูกยอดมังกรกดทับไว้แน่น เขารอจนกระทั่งความเจ็บปวดในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความหิวโหยที่ฉายชัดในดวงตาคู่สวย
“ฮวาหลิง... กายเจ้าช่างต้อนรับข้าได้รุนแรงนัก”
เซี่ยอวิ๋นเริ่มบดเบียดลำเนื้อร้อนผ่าวเข้ากับจุดกระสันภายในอย่างรู้จังหวะ ปลายยอดของมังกรยักษ์ครูดผ่านผนังเนื้อที่ไวต่อสัมผัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อ๊า... ใต้เท้า...” ฮวาหลิงสะบัดหน้าไปมา ความเสียวซ่านที่จู่โจมทำให้จิตใจเริ่มพร่าเลือน นางเคยผ่านบุรุษมามากหน้าหลายตา บ้างก็เร่งรีบเพื่อระบายตัณหา บ้างก็โอ้อวดพละกำลังที่ไร้ชั้นเชิง แต่เซี่ยอวิ๋นกลับต่างออกไป สัมผัสของเขาทั้งดิบเถื่อนในขนาดที่รุกล้ำและละมุนละไมในท่วงท่าที่ทะนุถนอม
“เจ้าเคยต้อนรับขุนนางมากมาย แต่ทำไมข้างในนี้กลับคับแน่นและไร้เดียงสานัก” เซี่ยอวิ๋นถามพลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาโน้มตัวลงมา มือหนาข้างหนึ่งรั้งท้ายทอยของนางขึ้นมาเพื่อบังคับให้ริมฝีปากอิ่มมารับจุมพิตที่ดุดัน
ลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นเล็กอย่างโหยหา ในขณะที่ฝ่ามืออีกข้างเลื่อนต่ำลงไปยังเบื้องล่าง เรียวนิ้วแกร่งแทรกผ่านปากทางรักที่เปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำวสันต์ ลูบไล้และบดขยี้ลงบนยอดเกสรที่สั่นระริกไปพร้อมกับการกระแทกกระทั้นกายที่เริ่มถี่กระชั้นรุนแรงขึ้น
พั่บ... พั่บ... พั่บ...
เสียงเนื้อนุ่มกระทบมัดกล้ามดังถี่รัว กลิ่นสวาทรัญจวนหลั่งชุ่มออกมาจากช่องทางรักชโลมลงบนต้นขาขาวผ่อง กลิ่นอายแห่งกามารมณ์ที่อบอวลยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายขุนนางหนุ่มให้ลุกโชนจนยากจะดับ
เซี่ยอวิ๋นค่อยๆ ถอนตัวตนออกมาจนเกือบสุดท่วงท่า ทิ้งให้ฮวาหลิงรู้สึกถึงความวูบโหวงโหยหาเพียงครู่ ก่อนที่เขาจะกระแทกสวนกลับเข้าไปรวดเดียวจนมิดลำเนื้อแกร่ง!
“ฮร๊างค์!... ใต้เท้า!”
นางกรีดร้องลั่นด้วยความเสียวซ่านถึงขีดสุด เรียวนิ้วจิกเกร็งลงบนท่อนแขนแกร่งของเขาจนเกิดรอยแดง ความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ทำให้สมองของนางขาวโพลนไปหมด นางมิเคยรู้สึกถึงความลึกล้ำเพียงนี้มาก่อน บุรุษอื่นเพียงผ่านเข้ามาแล้วจากไป แต่เซี่ยอวิ๋นกลับเหมือนกำลังตอกลิ่มสลักตราประทับลงในวิญญาณของนาง
เขาเริ่มเร่งจังหวะกระแทกกระทั้นอย่างรู้ทิศทาง ทุกครั้งที่เขาโถมกายลงมา ลำเนื้อร้อนผ่าวจะบดเบียดเข้ากับจุดที่อ่อนไหวที่สุดภายในกายสาวอย่างจงใจ ความร้อนระอุจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในตัวนางจนฮวาหลิงรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างกำลังจะละลายกลายเป็นหยาดน้ำ
“ข้าจะทำให้เจ้ารู้... ว่าบัณฑิตเช่นข้า เขียนบทกวีลงบนกายเจ้าได้เร่าร้อนเพียงใด”
เขาคำรามพร่าพลางรวบเรียวขาของนางให้รัดเอวเขามั่น ก่อนจะพลิกเปลี่ยนท่วงท่าให้เขาเป็นผู้คุมเกมอย่างเบ็ดเสร็จ เซี่ยอวิ๋นกระชากร่างอรชรขึ้นมาให้นั่งคร่อมทับบนตักแกร่งในท่าหันหน้าเข้าหากัน ตัวตนที่ยังคงเชื่อมสนิทร้อยรัดแน่นขึ้นตามแรงโน้มถ่วง ฮวาหลิงที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยวจึงโอบกอดคอเขาแน่น ปทุมถันอวบอัดบดเบียดกับแผ่นอกกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ
เขาสอดประสานสะโพกขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ท่วงท่านี้ทำให้มังกรยักษ์มุดลึกเข้าไปบดขยี้ใจกลางเกสรบุปผาได้ถนัดถรี่ เซี่ยอวิ๋นใช้มือทั้งสองข้างบีบขยำบั้นท้ายนวลเนียน ดึงรั้งให้นางกระแทกสวนลงมาหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงแฉะชื้นยามที่ร่างกายบดเบียดกันดังสะท้อนไปทั่วห้องนพรัตน์อย่างน่าอาย
“อ๊าาา... อึก... มะ... ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ... ใต้เท้า... ข้าน้อยจะตายเพราะความสุขสมแล้ว...”
ฮวาหลิงสะอื้นไห้ด้วยความรัญจวนใจที่เกินจะต้านทาน ร่างกายของนางเริ่มกระตุกเกร็งถี่รัว ร่องรักที่เคยเปียกชุ่มบัดนี้ตอดรัดแก่นกายของเขาแน่นประดุจจะดูดกลืนตัวตนของเขาเข้าไปทั้งหมด
“เช่นนั้นก็ปล่อยความปรารถนาออกมา... ฮวาหลิง... ปล่อยมันออกมาให้ข้า!”
เซี่ยอวิ๋นคำราม เขาเร่งจังหวะกระแทกกระทั้นในเฮือกสุดท้ายอย่างไม่ยั้งแรง ร่างของนางสั่นคลอนดุจใบไม้กลางพายุคลั่ง ความเสียวซ่านพวยพุ่งขึ้นมาถึงลำคอ ก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิดออก
ฮวาหลิงเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง กรีดร้องออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า ช่องทางรักของนางขยิบตอดรัดและพ่นหยาดน้ำหวานสีใสออกมาชโลมกายเขาจนชุ่มโชก
ในวินาทีนั้นเอง เซี่ยอวิ๋นก็กระแทกกายเน้นย้ำเข้าไปเป็นครั้งสุดท้ายอย่างลึกซึ้งที่สุด ก่อนจะปลดปล่อยธารน้ำรักที่ร้อนระอุและข้นคลักเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของนาง ความร้อนแรงนั้นทำให้นางสะดุ้งสุดตัว สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่เติมเต็มจนล้นทะลักออกมาด้านนอก
ทั้งคู่หอบหายใจรดรินกันท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ ฮวาหลิงซบหน้าลงกับไหล่หนาของเขา ร่างกายยังคงสั่นสะท้านไม่หาย หยาดคาวสวาทไหลเยิ้มลงมาตามง่ามขาหยดลงบนพื้นโต๊ะ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของการสมรสทางกายที่วิจิตรที่สุดเท่าที่นางเคยประสบมา
เรียวขาขาวผ่องบีบเข้าหากันแน่น นางค่อยๆ กดสะโพกมนลงหามังกรที่แท้จริงที่ยังคงผงาด ความคับแน่นที่สอดประสานจากด้านหลังทำให้ตัวตนของเขาเข้าลึกถึงจุดรัญจวนใจที่สุดจนนางต้องเชิดหน้าแหงนคอขึ้นรับความเสียวซ่านที่พุ่งทะลุถึงขีดสุด“อ๊า... ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ...”เซี่ยอวิ๋นประคองเอวบางของนางไว้มั่น เขาออกแรงกระแทกเสยขึ้นไปสอดรับกับจังหวะขย่มของนางอย่างรู้ใจ สองมือหนาเอื้อมมาเบื้องหน้าขยำปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง บดบี้ยอดถันที่แดงระเรื่อซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นให้พญาหงส์ครางระงมด้วยความสุขสมที่ล้นปรี่แม้หยาดน้ำสวาทจะไหลย้อนซึมออกมาตามโคนขาและเปรอะเปื้อนบัลลังก์ทองคำที่เคยถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้า เซี่ยอวิ๋นกระชากสะโพกนางเข้าหาอย่างแรงในทุกจังหวะที่นางกดกระแทกลงมาในจังหวะที่อารมณ์รักพุ่งสูงจนถึงจุดยอด ฮวาหลิงเอี้ยวตัวกลับมาสบตาเขา แววตานางส่องประกายด้วยความรักใคร่“ใต้เท้า... ฟังข้าน้อยให้ดีนะเจ้าค่ะ... ลูกในท้องของข้าน้อยคือลูกของท่าน... มีเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านเท่านั้นที่ข้าน้อยยอมให้หยั่งรากฝากชีวิตในกายนี้”คำสารภาพนั้นประหนึ่งโอสถทิพย์ที่ทำให้
เซี่ยอวิ๋นประคองเรียวขาขาวผ่องของฮวาหลิงให้แยกออกกว้างยิ่งขึ้น แล้วสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปอย่างแช่มช้า เขาจงใจแทรกซอนเข้าไปทีละน้อยเพื่อให้ฮวาหลิงซึมซับความหฤหรรษ์"ดูสิ... รังรักของภรรยาข้าช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก แม้เพียงปลายนิ้วยังต้อนรับข้าด้วยความอบอุ่นถึงเพียงนี้"เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้กลางกายสาวอีกครั้ง ดูดกลีบเนื้อสีหวานทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง สลับกับการใช้ริมฝีปากรวบเอาความอ่อนนุ่มนั้นไว้แล้วออกแรงดึงทึ้งเบาๆ เพื่อเร่งเร้าให้นางทะยานสู่ขอบสวรรค์บนบัลลังก์แห่งอำนาจนี้มือหนาแหวกกลีบบุปผาที่บวมเป่งออกจนเผยให้เห็นเนื้อนุ่มระเรื่อที่สั่นระริกอวดโฉม เซี่ยอวิ๋นใช้เรียวลิ้นสากปาดเลียซ้ำๆ ลงบนจุดไวสัมผัสที่สุดอย่างถี่รัว ลิ้นร้อนตวัดผ่านเนื้อนุ่มที่เต้นตุบตามชีพจร ทำให้ฮวาหลิงแอ่นสะโพกเข้าหาการรุกรานนั้น นางรั้งศีรษะของเขาไว้มั่น เกรงว่าเขาจะหยุดหย่อนการปรนนิบัติที่แสนรัญจวนนี้“ร่องรักของข้าปลิ้นออกมาสู้ลิ้นท่านถึงเพียงนี้แล้ว... ใต้เท้า... ได้โปรดอย่าหยุดนะเจ้าคะ”ฮวาหลิงมิได้เพียงแต่นอนนิ่งเป็นหงส์ในกรงทอง ทว่านางกลับแอ่นสะโพกมนให้ลอยเด่นขึ้นเหนืออาสน์มังกร จงใจจ่อจุดยุทธศาสตร์ที่กำ
ตำหนักเย็น ในเวลานี้ถูกกลบด้วยกลิ่นกำยาน ยาจันทราคลั่ง ยาพิษในคราบโอสถรัญจวนที่ฮวาหลิงปรุงขึ้นจากเกสรดอกไม้ต้องห้าม มีฤทธิ์กัดกร่อนสติสัมปชัญญะกลางห้องบรรทม ร่างของอดีตฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ที่ไร้ลวดลายมังกร สภาพของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำแผ่นดินบัดนี้ช่างน่าเวทนาจนหาที่เปรียบไม่ได้ฉลองพระองค์สีเหลืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันหอม เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นระเบียบสยายยุ่งเหยิง“อึก... หลิงเอ๋อร์... เจ้าอยู่ไหน...”สุรเสียงที่เคยทรงพลัง บัดนี้เหลือเพียงเสียงครางพร่าที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ พระองค์ทรงไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะคว้าชายเสื้อของสตรีที่พระองค์ทั้งรักและชังสุดหัวใจ นางกำนัลสี่ห้าคนที่ขยับกายเข้าหาตามคำสั่งของนางพญาผู้ครองอำนาจใหม่นางกำนัลเหล่านั้นปรนนิบัติพระองค์ด้วยท่วงท่าที่ไร้ชีวิตจิตใจ พวกนางเป็นเพียงเครื่องมือที่ฮวาหลิงทิ้งไว้เพื่อตอกย้ำความอัปยศ เจ้าเสวียนจินถูกกักขังอยู่ในภวังค์ความใคร่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ร่างกายของพระองค์ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา พระองค์กระหายสัมผัสอย่างบ้าคลั่งที่มุมมืดหลังม่านฉากกั้น ฮวาหลิงจ้องมอง
“อึก... หลิงเอ๋อร์...” เจ้าเสวียนจินคำรามแผ่วในลำพระศอ เมื่อความร้อนระอุภายในรังรักของนางโอบรัดตัวตนของพระองค์ไว้ประหนึ่งถูกกลืนกินลงสู่มหาสมุทรที่คับแน่นฮวาหลิงมิได้ขยับกายอย่างรวดเร็วเหมือนคราก่อนๆ ทว่านางกลับใช้ความอ่อนตัวที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงในหอคณิกา มารังสรรค์บทกวีแห่งกามารมณ์ที่วิจิตรยิ่งกว่าเดิมนางโน้มตัวไปข้างหน้าจนแผ่นหลังโค้งมนประหนึ่งคันศร ปล่อยให้ทรวงอกอิ่มบดเบียดแนบชิดไปกับพระอุระ ขณะที่ช่วงล่างยังคงบีบรัดเน้นย้ำทุกจังหวะการหายใจพระสนมรูปงามขยับสะโพกเป็นจังหวะที่เชื่องช้า ใช้เข่าทั้งสองข้างยันฟูกหนาไว้มั่น ก่อนจะแอ่นสะโพกขึ้นสูงจนแก่นกายแกร่งเกือบจะหลุดพ้นจากปากทางรัก แล้วจึงทิ้งน้ำหนักกระแทกลงไปใหม่รวดเดียว จังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกันอย่างมิขาดสายทำให้เจ้าเสวียนจินทรงรู้สึกประหนึ่งถูกมนตราสะกดให้ล่องลอยอยู่ในพายุพระหัตถ์แกร่งที่เคยถือดาบสังหารคน บัดนี้กลับทำได้เพียงยึดสะโพกนางไว้แน่นด้วยความรัญจวนฮวาหลิงพลิกเปลี่ยนท่วงท่าอย่างแนบเนียน นางเอนกายไปด้านหลังจนเส้นผมยาวสลวยกวาดผ่านแข้งของพญามังกร สองมือค้ำยันลงบนฟูกนุ่มข้างกายของเขา ท่าทางที่เปิดเปลือยทุ
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านพระตำหนักกลางน้ำ สถานที่ลี้ลับที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสระโบกขรณีอันเงียบสงัด ม่านไหมสีขาวบางเบาปลิวไสวสะบัดไปตามแรงลมประหนึ่งปีกของดวงวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินประทับนั่งด้วยวรกายที่แผ่กลิ่นอายคุกคาม ดวงพระเนตรแดงก่ำด้วยเพลิงแห่งความระแวงสงสัย เบื้องหน้าของพระองค์คือฮวาหลิง นางถูกเรียกตัวมายามดึกสงัด ความงามของนางในยามนี้ดูเปราะบางประหนึ่งกลีบบุปผาที่กำลังจะปลิดปลิวเคร้ง!คมดาบวาววับพุ่งเข้าประชิดลำคอระหงของในชั่วพริบตา“โองการลับนั่นเป็นฝีมือเจ้าหรือไม่หลิงเอ๋อร์... จงบอกความจริงแก่ข้า ก่อนที่ดาบเล่มนี้จะกระชากวิญญาณของเจ้าออกไปเสีย” เสียงของเจ้าเสวียนจินเปี่ยมไปด้วยโทสะที่กดข่มไว้จนสั่นพร่าฮวาหลิงไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีคมดาบที่จ่ออยู่ที่จุดตาย ดวงตาคู่สวยของนางไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อมรณภัยตรงหน้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยความร้าวรานอย่างสุดแสน นางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรมังกรคลั่ง หยาดน้ำตาเม็ดใสเริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา“ฝ่าบาท... ทรงดำริว่าหม่อมฉันจักกล้าทรยศพระองค์เพื่อสิ่งใดหรือเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
นางใช้น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่เหลืออยู่บนฝ่ามือลูบไล้ไปตามยอดถันและหน้าพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระองค์ สัมผัสที่ลื่นไหลทำเอาฮ่องเต้ทรงครางหอบออกมาอย่างหมดท่า แววตาที่พระองค์มองนางในยามนี้เต็มไปด้วยความบูชา ประหนึ่งนางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ต้องกราบกรานเพื่อขอเศษเสี้ยวแห่งความสุขสม“เจ้ามันนางแม่มด... หลิงเอ๋อร์...”“หากหม่อมฉันเป็นแม่มด... พระองค์ก็คือเชลยที่หม่อมฉันจะกักขังไว้ในมนต์ขลังนี้ตลอดกาลเพคะ”ฮวาหลิงใช้ร่างกายส่วนล่างบดเบียดลงบนจุดกึ่งกลางของพระองค์อย่างจงใจ นางกดสะโพกสวมทับความยิ่งใหญ่ที่แข็งขืนแทรกซอนเข้าสู่กลีบกุหลาบที่แดงระเรื่อ นางจงใจหยุดค้างไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้พระองค์สัมผัสถึงความคับแน่นที่ปากทางเข้าที่แสนเย้ายวน เมื่อนางทิ้งน้ำหนักตัวลงจนสุด ตัวตนของพระองค์ก็เข้าลึกถึงจุดที่รัญจวนใจที่สุดทุกครั้งที่ฮวาหลิงขยับโยกสะโพกขึ้นลง กลีบกุหลาบสีสดจะเผยอออกและโอบหุ้มลำมังกรไว้จนมิดชิด ผิวเนื้อที่เนียนละเอียดและนุ่มลื่นขยับรูดรั้งไปตามความยาวที่เส้นเลือดปูดโปน ประหนึ่งดอกไม้กระหายน้ำที่กำลังกลืนกินหยาดน้ำค้างอย่างตะกรุมตะกรามภาพของกลีบเนื้อที่ขยายและโอบรัดความแกร่งกร้าวไว้อย
พระองค์ทรงเหวี่ยงร่างของนางลงบนตั่งไม้ อาภรณ์ที่เหลือเพียงไม่กี่ชั้นหลุดลุ่ยจนเห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เจ้าเสวียนจินมิได้ให้เวลานางได้พักหายใจ ร่างสูงใหญ่กำยำประดุจขุนเขาถาโถมเข้าหาทันที พระองค์ทรงใช้มือหนาหยาบกร้านจับเข่าทั้งสองข้างของนางแยกออกกว้างจนสุดแรง"แหกขารับของข้าซะ อย่าทำให้ข้า
ตามปกติแล้วยามพลบค่ำที่หอชิงโหลว มักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งร่ำและเสียงพิณที่หวานซึ้งชวนฝัน ทว่าในวันนี้ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องครักษ์เสื้อแพรสวมชุดเกราะสีเข้มถือดาบยาวข้างกาย ยืนประจำจุดทุกๆ ห้าก้าวฮวาหลิงยืนอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องภายในห้องพักส่วนตัว เรียวนิ้วที่เคยฝนหมึกอย่
เซี่ยอวิ๋นโน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกสัมผัสกับกลิ่นหอมกรุ่นของผิวเนื้อ ริมฝีปากของเขาแตะลงบนรอยเลอะที่เนินอกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งปลายลิ้นร้อนผ่าวออกมาซับน้ำหมึกที่เปียกเยิ้มออกทีละจุด“ฮื่อ... ใต้เท้า...”ฮวาหลิงครางกระเส่าพลางเชิดหน้าขึ้น ลำคอระหงเกร็งจนเห็นเส้นสายสวยงาม รสชาติของหมึกกวางที่สกัดจาก







