Se connecterราตรีที่สองในหอชิงโหลว แสงจันทร์นวลลอออาบย้อมลงบนผิวน้ำในสระบัวจนเกิดประกายระยิบระยับ ฮวาหลิงนั่งสงบนิ่งอยู่บนอาสนะ นางสวมเพียงชุดคลุมผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลที่แทบจะโปร่งแสงยามต้องแสงจันทร์ ชายผ้าทิ้งตัวลงตามสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวน เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนประดุจหยกสลักและรอยแยกของสาบเสื้อที่เปิดกว้างอย่างจงใจ เรียวนิ้วสวยกำลังจัดวางเม็ดหมากหยกขาวและดำลงในโถไม้อย่างแช่มช้า
เซี่ยอวิ๋นมาถึงแล้ว ขุนนางหนุ่มมิได้รวบผมเกล้าปิ่นหยกดั่งเช่นวันก่อน เขาปล่อยเรือนผมดำขลับราวน้ำหมึกให้ทิ้งตัวสลวยลงมาตามแผ่นหลังกว้าง ดูลดทอนความเคร่งขรึมลงทว่ากลับเพิ่มพูนเสน่ห์อันดิบเถื่อนที่ทำให้ใจสตรีต้องสั่นสะท้าน เขาหยุดยืนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาคมปลาบโลมเลียไปตามผิวพรรณที่โผล่พ้นอาภรณ์ของนางอย่างเปิดเผย
“เจ้าดู... เตรียมพร้อมยิ่งนัก ฮวาหลิง”
“ในเมื่อใต้เท้านัดหมายว่าจะมาแก้มือเรื่องบทกวี ข้าน้อยจึงคิดว่าการสนทนาด้วยวาจาเพียงอย่างเดียวอาจจืดชืดเกินไป หมากล้อมกระดานนี้... น่าจะเหมาะกับคนใจคอหนักแน่นเช่นท่านมากกว่าเจ้าค่ะ”
เซี่ยอวิ๋นทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม ระยะห่างที่กั้นด้วยกระดานหมากไม้จันทน์หอมนั้นทำให้เขาได้กลิ่นกายหอมหวานและสัมผัสถึงไออุ่นจากร่างอรชรได้อย่างชัดเจน
“เล่นหมากเพียงอย่างเดียวนั้นน่าเบื่อหน่ายเกินไปสำหรับคืนที่จันทร์นวลเด่นเช่นนี้ ข้าต้องการเดิมพัน... เดิมพันที่คู่ควรกับความงามของเจ้า และความกระหายของข้า”
“ใต้เท้าต้องการเดิมพันด้วยสิ่งใดหรือเจ้าคะ ทองคำ หรืออัญมณีล้ำค่า”
“สิ่งเหล่านั้นข้ามีจนท่วมคลัง เดิมพันในคืนนี้คือ... อาภรณ์ของเราทั้งคู่ ใครก็ตามที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบในกระดาน หรือถูกกินหมากแม้เพียงกลุ่มเดียว... ผู้นั้นต้องปลดเปลื้องเครื่องแต่งกายออกทีละชิ้น”
มุมปากของขุนนางหนุ่มหยักรอยยิ้ม “หากข้าพ่ายแพ้ ข้าจะยอมเปลือยเปล่าต่อหน้าเจ้า ทว่าหากเจ้าพ่าย... เจ้าต้องเปิดเผยทุกสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้ภายใต้ผ้าไหมผืนบางนี้ ให้ข้าได้เชยชมอย่างถ้วนถี่ทุกซอกทุกมุม”
เดิมพันนี้ทั้งไร้ยางอายและอันตรายยิ่งนัก ทว่านางคือคณิกาที่ขึ้นชื่อว่ามีกลหมากล้ำเลิศที่สุดในเมืองหลวง บรรดาบัณฑิตหรือขุนนางเฒ่าผู้เจนจัดล้วนพ่ายแพ้ให้นางมานับไม่ถ้วน
‘ขุนนางหนุ่มผู้นี้ช่างโอหังนัก เขาคิดจริงๆ หรือว่าจะเอาชนะข้าได้ในเกมที่ข้าเชี่ยวชาญที่สุด’ นางค่อนขอดในใจ
“ใต้เท้าแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะ ข้าน้อยเกรงว่าท่านอาจจะต้องกลับจวนไปทั้งที่ไร้อาภรณ์ปกปิดกายท่ามกลางลมหนาว”
เซี่ยอวิ๋นหัวเราะต่ำในลำคอ “หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยินดี... แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนนะฮวาหลิง ในกลหมากข้าอาจจะดูเย็นชา ทว่าในกลรัก... ข้าไม่เคยปล่อยให้เหยื่อของข้าเหลือสิ่งใดไว้ปกปิดร่างกายแม้แต่ชิ้นเดียว”
ความตื่นเต้นที่ก่อตัวทำให้ทรวงอกอวบอิ่มภายใต้อาภรณ์บางเบากระเพื่อมไหวจนเซี่ยอวิ๋นต้องหรี่ตาลง นางวางเม็ดหมากหยกดำลงบนจุดกึ่งกลางกระดานด้วยปลายนิ้วสั่นระริกเล็กน้อย
“ตกลงเจ้าค่ะ... ข้าน้อยรับคำท้า”
บนกระดานหมากบัดนี้เต็มไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายที่ทั้งสองฝ่ายต่างสาดใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร หมากสีดำของนางพยายามโอบล้อมพื้นที่อย่างรัดกุม ทว่าหมากสีขาวของเซี่ยอวิ๋นกลับพุ่งทะลวงเข้ากลางวงล้อมอย่างอาจหาญและไร้ปรานี
ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป บรรยากาศรอบศาลาริมน้ำพลันเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ ฮวาหลิงที่เคยพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมเริ่มขมวดคิ้วมุ่น นางมองดูรูปเกมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หมากขาวของเซี่ยอวิ๋นมิได้เดินตามตำราเล่มใดที่นางเคยศึกษา แต่มันคือการเดินหมากของผู้ล่าที่ซ่อนเขี้ยวเล็บรอคอยจังหวะให้เหยื่อตายใจก่อนจะลงมือสังหาร
“แม่นางดูจะว้าวุ่นใจนะ หรือว่ากลหมากของข้า... จะทำให้เจ้าเริ่มมองเห็นความพ่ายแพ้ที่รออยู่เบื้องหน้า”
ฮวาหลิงเม้มริมฝีปากสีชาดเข้าหากัน ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังจุดวิกฤตกลางกระดาน ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่นางลังเล เซี่ยอวิ๋นก็วางหมากขาวลงในตำแหน่งที่ตัดล้อมหมากดำกลุ่มใหญ่ของนางได้ในคราเดียว
“หมากกลุ่มนี้ของเจ้า... ข้าขอรับไป”
นางพยายามสะกดอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ทว่ามือบางกลับเริ่มสั่นเทา
“สัญญาต้องเป็นสัญญา ฮวาหลิง” สายตาของขุนนางหนุ่มเลื่อนจากกระดานขึ้นมาจับจ้องที่ปิ่นหยกขาวบนเรือนผมของนาง
“ชิ้นแรก... ปลดมันออกเสีย”
ฮวาหลิงค่อยๆ เอื้อมเรียวนิ้วขึ้นไปดึงปิ่นหยกขาวที่สลักเสลาอย่างวิจิตรออกอย่างแช่มช้า ทันทีที่พันธนาการสุดท้ายหลุดออก เส้นผมดำขลับนุ่มสลวยประดุจแพรไหมก็ทิ้งตัวลงมาอาบไล้แผ่นหลังและลาดไหล่เนียน
เซี่ยอวิ๋นจ้องมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนา เขามองเห็นเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผมของนาง มันยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้สตรีที่กำลังจนมุมดูน่ารังแกและยั่วยวนใจยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว
กลหมากบนกระดานไม้จันทน์ดำเนินต่อไปอย่างเคร่งเครียด ทว่ายามนี้สมาธิของฮวาหลิงกลับเริ่มแตกซ่านดุจสายฝนที่พร่างพรมลงบนผิวน้ำ นางต้องคอยรั้งเรือนผมที่หลุดรุ่ยลงมาปรกหน้าไปไว้เบื้องหลัง ทว่าการขยับกายแต่ละครากลับทำให้อาภรณ์ตัวนอกที่สวมอยู่อย่างหลวมพริ้วเริ่มเลื่อนหลุด จนกระทั่งในที่สุด หมากขาวอีกชุดของเซี่ยอวิ๋นก็รุกล้ำเข้ากลืนกินพื้นที่ของนางอีกครา
“ชิ้นที่สอง... ผ้าคลุมไหล่ของเจ้า มันดูเกะกะสายตาข้าเหลือเกิน”
ฮวาหลิงค่อยๆ รั้งผ้าไหมบางเบาสีขาวสะอาดตาออกจากลาดไหล่เนียนอย่างแช่มช้า นางพยายามเรียกสติกลับมาที่กระดานหมาก เอื้อมเรียวนิ้วไปหยิบเม็ดหมากสีดำในโถไม้ ทว่าด้วยความประหม่าที่เริ่มเกาะกินใจ นางจึงเผลอทำเม็ดหมากร่วงหล่นลงบนกระดานและกลิ้งเข้าไปใกล้กับมือของเซี่ยอวิ๋น
“ข้าน้อย... ขออภัยเจ้าค่ะ” นางรีบเอื้อมมือหมายจะคว้าเม็ดหมากนั้นคืน
เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร
ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ
เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ
เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง
ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า
แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล






