Se connecterทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับว่องไวดุจพยัคฆ์ เขาคว้าเม็ดหมากนั้นไว้ได้ก่อน ทว่าแทนที่จะส่งคืนนาง เขากลับรวบเอาฝ่ามือบางของนางไว้ในอุ้งมือหนาของเขาเสียแน่น
“มือของเจ้า... ช่างนุ่มนิ่มเกินกว่าจะสัมผัสเม็ดหมากหยกที่เย็นเยียบเช่นนี้” เขาใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือคลึงวนไปตามร่องนิ้วของนางอย่างหยอกเย้า
“ใต้เท้า... ท่านกำลังทำผิดกติกา...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว
“ข้าเพียงช่วยเจ้าเก็บหมาก... และอยากรู้เพียงว่า ผิวเนียนละเอียดของเจ้ากับหยกขาวชั้นเลิศนี้ สิ่งใดจะลื่นไหลรัญจวนมือกว่ากัน”
เขาปล่อยมือจากนางอย่างเชื่องช้า สายตาคมปลาบยังคงจ้องเขม็ง
“เดินหมากต่อเถิด ฮวาหลิง ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าหากอาภรณ์ชิ้นต่อไปหลุดร่วงลง เจ้าจะยังคงนิ่งเฉยเช่นนี้ได้อีกหรือไม่”
ดวงตาคู่สวยกวาดมองหาช่องโหว่ในแนวกำแพงหมากขาวที่เซี่ยอวิ๋นวางไว้อย่างรัดกุม
‘ตรงนี้... หากข้าสกัดไว้ได้ รูปเกมจะเปลี่ยน!’ นางคิดในใจพลางวางหมากดำลงในจุดอับที่ดูคล้ายการฆ่าตัวตาย ทว่าแท้จริงแล้วมันคือกับดักซ้อนกล
ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปาก มือหนาหยิบหมากขาววางลงในตำแหน่งที่นางคาดไม่ถึง มันมิใช่การตั้งรับ แต่เป็นการตัดขาดเส้นลำเลียงหมากของนางออกเป็นสองส่วนอย่างอำมหิต
“หมากตาที่สามสิบสอง... เจ้าเดินได้ใจเด็ดนัก ฮวาหลิง แต่น่าเสียดายที่มังกรบนกระดานของข้านี้ มิได้ต้องการเพียงพื้นที่ครอบครอง แต่มันต้องการกลืนกินหงส์เช่นเจ้าให้สิ้นซาก”
ฮวาหลิงใจหายวาบ หมากกลุ่มใหญ่ของนางถูกโอบล้อมไว้จนหมดทางหนี คราวนี้นางพ่ายแพ้อย่างไร้ข้อแก้ตัว
“ชิ้นที่สาม... ชุดคลุมตัวนอกของเจ้า จงปลดมันทิ้งไปเสีย”
ฮวาหลิงเม้มริมฝีปากแน่น หากถอดอาภรณ์ชิ้นนี้ออก สิ่งที่เหลืออยู่ย่อมมิอาจปกปิดความลับใดได้อีก ทว่าสัจจะแห่งเดิมพันคือสิ่งที่นางมิอาจบิดพริ้ว นางค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดปมเชือกที่รัดตรึงอยู่กลางอก
บัดนี้สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของขุนนางหนุ่ม คือร่างอรชรที่มีเพียง ‘ตู้โตว’ (เอี๊ยมตัวใน) สีแดงปักลายโบตั๋นดิ้นทองปกปิดทรวงอกไว้เพียงเบื้องหน้า แผ่นหลังเนียนละเอียดทั้งหมดถูกเปิดเปลือยสู่ลมหนาวของราตรี ส่วนล่างมีเพียงกางเกงผ้าไหมสีขาวบางเบาที่แนบไปกับเรียวขาสวย จนเห็นเงารำไรของเนินเนื้อนุ่มนิ่ม
“ช่างงดงามปานเทพธิดาตกสวรรค์ ตู้โตวสีแดงชาดตัดกับผิวขาวราวหิมะของเจ้า ทำให้ข้าอยากรู้นักว่า หากข้าใช้คมพู่กันวาดลวดลายลงบนแผ่นหลังของเจ้า รอยหมึกจะเด่นชัดเพียงใด”
ฮวาหลิงแสร้งเมินเฉยต่อคำชมที่รบกวนสมาธิ นางเปลี่ยนท่วงท่านั่งใหม่ ท่าทางนั้นทำให้ชายผ้ากางเกงไหมเลิกขึ้นจนเผยให้เห็นข้อเท้าเรียวและปลีน่องขาวผ่อง นางจงใจโน้มกายไปเบื้องหน้าเล็กน้อยเพื่อจะหยิบเม็ดหมาก ส่งผลให้เอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงนั้นหย่อนลงเผยให้เห็นร่องปทุมถันที่อวบอิ่มจนแทบจะล้นปรี่ออกมา
“ใต้เท้าชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ...” นางเอ่ยพร้อมใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ตกมาปรกอกให้พ้นทาง ท่าทางนั้นทำให้ทรวงอกของนางสั่นไหวเบาๆ “หมากกระดานนี้ยังไม่จบ... ข้าน้อยอาจพอมีกลเม็ดที่จะทำให้ท่านต้องเปลื้องอาภรณ์บ้างก็ได้”
นางจงใจสบตาเขาด้วยแววตาฉ่ำวาว พร้อมกับปลายลิ้นเล็กๆ เลียริมฝีปากตนเองแผ่วเบา เป็นจริตที่นางรู้ดีว่ายากจะหาบุรุษใดต้านทาน
เซี่ยอวิ๋นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องเขม็งไปยังทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่เริ่มติดขัด
“เจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไร ในเมื่อยามนี้สติของเจ้ามิได้อยู่ที่กระดานหมาก แต่อยู่ที่ความร้อนผ่าวบนผิวเนื้อยามที่ข้าจ้องมอง... ดูสิ ฮวาหลิง ยอดปทุมถันของเจ้าชูชันดันเนื้อผ้าจนข้าเห็นรอยเป็นไตชัดเจนเพียงนี้”
คำพูดนั้นทำให้ฮวาหลิงหน้าแดงก่ำ ยอดอกของนางแข็งตัวขึ้นจริงๆ ภายใต้ตู้โตวสีแดงเพราะกระแสความต้องการที่รุนแรง
“แรงลมยามนี้ช่างเย็นนัก ใต้เท้าคงเข้าใจผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
“เย็นอย่างนั้นหรือ แต่ข้ากลับเห็นเม็ดเหงื่อใสๆ ผุดพรายอยู่ตรงร่องอกของเจ้า...” เซี่ยอวิ๋นโน้มตัวเข้ามาจนใบหน้าเกือบชิดกระดาน กลิ่นกายชายหนุ่มหอมกรุ่นผสมปนเปกับกลิ่นอายตัณหาเริ่มมอมเมานางอย่างช้าๆ
“หยาดเหงื่อที่อาบไล้ผ่านยอดปทุมถันของเจ้า... ข้าอยากจะใช้ปลายลิ้นรองรับมันไว้เหลือเกิน”
ฮวาหลิงรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่เริ่มเอ่อล้นอยู่กึ่งกลางกายสาว นางปล่อยเม็ดหมากในมือร่วงหล่นลงโถไม้ ก่อนจะเอื้อมมือไปข้างลำตัว ค่อยๆ กระตุกปมเชือกที่รัดรึงกางเกงไหมสีขาวออกเพียงนิด เผยให้เห็นขอบเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องรำไร
“หากใต้เท้าปรารถนาหยดเหงื่อถึงเพียงนั้น... เหตุใดไม่ลองเดินหมากตาต่อไปให้ชนะล่ะเจ้าคะ ข้าน้อยรอให้ท่านปลดพันธนาการชิ้นสุดท้ายอยู่นะเจ้าคะ...”
เซี่ยอวิ๋นถึงกับชะงักในความใจกล้าของสตรีเบื้องหน้า แก่นกายภายใต้อาภรณ์ของเขาแข็งขึงจนปวดร้าว ความเย้ายวนของคณิกาสาวที่กำลังเล่นกับไฟ ทำให้นักล่าเช่นเขาตัดสินใจจบเกมนี้อย่างไม่ปรานี
“ได้... ในเมื่อเจ้าเรียกร้อง ข้าก็จะทำให้เจ้าพ่ายจนไม่เหลือแม้เพียงด้ายสักเส้นปกปิดกาย!”
ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังจุดกึ่งกลางกระดาน บัดนี้หมากขาวของเซี่ยอวิ๋นได้กลืนกินบุปผาดำของนางจนสิ้นซาก ไร้ซึ่งหนทางกอบกู้ ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหลีก
“หมากกระดานนี้... จบลงแล้ว” เซี่ยอวิ๋นวางโถหมากลงช้าๆ สายตาคมกริบเลื่อนจากกระดานขึ้นมาหยุดที่ดวงหน้าแดงก่ำของโฉมงาม
“ข้าน้อย... พ่ายแล้วเจ้าค่ะ”
นางเตรียมจะขยับมือเพื่อปลดปมเชือกเอี๊ยมสีเพลิงที่คล้องคออยู่ตามสัจจะเดิมพัน ทว่า...
“หยุดก่อน” มือหนาของเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือเล็กไว้มั่น
“ข้าจะเป็นคนปลดเปลื้องพันธนาการสุดท้ายนี้ด้วยตัวเอง”
เขาเดินอ้อมกระดานหมากอย่างคุกคาม โน้มกายลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอขาวเนียน ก่อนจะใช้ริมฝีปากแตะเบาๆ ที่ลาดไหล่เปลือยเปล่าอย่างหยอกเย้า มือใหญ่เลื่อนขึ้นไปยังปมเชือกผ้าไหมที่คล้องอยู่บนลำคอระหง เขาค่อยๆ ใช้นิ้วเขี่ยปมนั้นให้คลายออกอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทรมานหัวใจคนรอ
เมื่อพันธนาการสุดท้ายหลุดสิ้น ตู้โตวสีแดงก็ร่วงหล่นลงสู่ตักนางอย่างแช่มช้า ทันทีที่ปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างหลุดพ้นจากอาภรณ์ สัมผัสกับอากาศเย็นยามราตรี ยอดอกสีหวานของฮวาหลิงก็ชูชันท้าทายสายตาขึ้นมาทันที
เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร
ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ
เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ
เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง
ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า
แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล







