LOGINทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับว่องไวดุจพยัคฆ์ เขาคว้าเม็ดหมากนั้นไว้ได้ก่อน ทว่าแทนที่จะส่งคืนนาง เขากลับรวบเอาฝ่ามือบางของนางไว้ในอุ้งมือหนาของเขาเสียแน่น
“มือของเจ้า... ช่างนุ่มนิ่มเกินกว่าจะสัมผัสเม็ดหมากหยกที่เย็นเยียบเช่นนี้” เขาใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือคลึงวนไปตามร่องนิ้วของนางอย่างหยอกเย้า
“ใต้เท้า... ท่านกำลังทำผิดกติกา...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว
“ข้าเพียงช่วยเจ้าเก็บหมาก... และอยากรู้เพียงว่า ผิวเนียนละเอียดของเจ้ากับหยกขาวชั้นเลิศนี้ สิ่งใดจะลื่นไหลรัญจวนมือกว่ากัน”
เขาปล่อยมือจากนางอย่างเชื่องช้า สายตาคมปลาบยังคงจ้องเขม็ง
“เดินหมากต่อเถิด ฮวาหลิง ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าหากอาภรณ์ชิ้นต่อไปหลุดร่วงลง เจ้าจะยังคงนิ่งเฉยเช่นนี้ได้อีกหรือไม่”
ดวงตาคู่สวยกวาดมองหาช่องโหว่ในแนวกำแพงหมากขาวที่เซี่ยอวิ๋นวางไว้อย่างรัดกุม
‘ตรงนี้... หากข้าสกัดไว้ได้ รูปเกมจะเปลี่ยน!’ นางคิดในใจพลางวางหมากดำลงในจุดอับที่ดูคล้ายการฆ่าตัวตาย ทว่าแท้จริงแล้วมันคือกับดักซ้อนกล
ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปาก มือหนาหยิบหมากขาววางลงในตำแหน่งที่นางคาดไม่ถึง มันมิใช่การตั้งรับ แต่เป็นการตัดขาดเส้นลำเลียงหมากของนางออกเป็นสองส่วนอย่างอำมหิต
“หมากตาที่สามสิบสอง... เจ้าเดินได้ใจเด็ดนัก ฮวาหลิง แต่น่าเสียดายที่มังกรบนกระดานของข้านี้ มิได้ต้องการเพียงพื้นที่ครอบครอง แต่มันต้องการกลืนกินหงส์เช่นเจ้าให้สิ้นซาก”
ฮวาหลิงใจหายวาบ หมากกลุ่มใหญ่ของนางถูกโอบล้อมไว้จนหมดทางหนี คราวนี้นางพ่ายแพ้อย่างไร้ข้อแก้ตัว
“ชิ้นที่สาม... ชุดคลุมตัวนอกของเจ้า จงปลดมันทิ้งไปเสีย”
ฮวาหลิงเม้มริมฝีปากแน่น หากถอดอาภรณ์ชิ้นนี้ออก สิ่งที่เหลืออยู่ย่อมมิอาจปกปิดความลับใดได้อีก ทว่าสัจจะแห่งเดิมพันคือสิ่งที่นางมิอาจบิดพริ้ว นางค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดปมเชือกที่รัดตรึงอยู่กลางอก
บัดนี้สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของขุนนางหนุ่ม คือร่างอรชรที่มีเพียง ‘ตู้โตว’ (เอี๊ยมตัวใน) สีแดงปักลายโบตั๋นดิ้นทองปกปิดทรวงอกไว้เพียงเบื้องหน้า แผ่นหลังเนียนละเอียดทั้งหมดถูกเปิดเปลือยสู่ลมหนาวของราตรี ส่วนล่างมีเพียงกางเกงผ้าไหมสีขาวบางเบาที่แนบไปกับเรียวขาสวย จนเห็นเงารำไรของเนินเนื้อนุ่มนิ่ม
“ช่างงดงามปานเทพธิดาตกสวรรค์ ตู้โตวสีแดงชาดตัดกับผิวขาวราวหิมะของเจ้า ทำให้ข้าอยากรู้นักว่า หากข้าใช้คมพู่กันวาดลวดลายลงบนแผ่นหลังของเจ้า รอยหมึกจะเด่นชัดเพียงใด”
ฮวาหลิงแสร้งเมินเฉยต่อคำชมที่รบกวนสมาธิ นางเปลี่ยนท่วงท่านั่งใหม่ ท่าทางนั้นทำให้ชายผ้ากางเกงไหมเลิกขึ้นจนเผยให้เห็นข้อเท้าเรียวและปลีน่องขาวผ่อง นางจงใจโน้มกายไปเบื้องหน้าเล็กน้อยเพื่อจะหยิบเม็ดหมาก ส่งผลให้เอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงนั้นหย่อนลงเผยให้เห็นร่องปทุมถันที่อวบอิ่มจนแทบจะล้นปรี่ออกมา
“ใต้เท้าชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ...” นางเอ่ยพร้อมใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ตกมาปรกอกให้พ้นทาง ท่าทางนั้นทำให้ทรวงอกของนางสั่นไหวเบาๆ “หมากกระดานนี้ยังไม่จบ... ข้าน้อยอาจพอมีกลเม็ดที่จะทำให้ท่านต้องเปลื้องอาภรณ์บ้างก็ได้”
นางจงใจสบตาเขาด้วยแววตาฉ่ำวาว พร้อมกับปลายลิ้นเล็กๆ เลียริมฝีปากตนเองแผ่วเบา เป็นจริตที่นางรู้ดีว่ายากจะหาบุรุษใดต้านทาน
เซี่ยอวิ๋นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องเขม็งไปยังทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่เริ่มติดขัด
“เจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไร ในเมื่อยามนี้สติของเจ้ามิได้อยู่ที่กระดานหมาก แต่อยู่ที่ความร้อนผ่าวบนผิวเนื้อยามที่ข้าจ้องมอง... ดูสิ ฮวาหลิง ยอดปทุมถันของเจ้าชูชันดันเนื้อผ้าจนข้าเห็นรอยเป็นไตชัดเจนเพียงนี้”
คำพูดนั้นทำให้ฮวาหลิงหน้าแดงก่ำ ยอดอกของนางแข็งตัวขึ้นจริงๆ ภายใต้ตู้โตวสีแดงเพราะกระแสความต้องการที่รุนแรง
“แรงลมยามนี้ช่างเย็นนัก ใต้เท้าคงเข้าใจผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
“เย็นอย่างนั้นหรือ แต่ข้ากลับเห็นเม็ดเหงื่อใสๆ ผุดพรายอยู่ตรงร่องอกของเจ้า...” เซี่ยอวิ๋นโน้มตัวเข้ามาจนใบหน้าเกือบชิดกระดาน กลิ่นกายชายหนุ่มหอมกรุ่นผสมปนเปกับกลิ่นอายตัณหาเริ่มมอมเมานางอย่างช้าๆ
“หยาดเหงื่อที่อาบไล้ผ่านยอดปทุมถันของเจ้า... ข้าอยากจะใช้ปลายลิ้นรองรับมันไว้เหลือเกิน”
ฮวาหลิงรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่เริ่มเอ่อล้นอยู่กึ่งกลางกายสาว นางปล่อยเม็ดหมากในมือร่วงหล่นลงโถไม้ ก่อนจะเอื้อมมือไปข้างลำตัว ค่อยๆ กระตุกปมเชือกที่รัดรึงกางเกงไหมสีขาวออกเพียงนิด เผยให้เห็นขอบเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องรำไร
“หากใต้เท้าปรารถนาหยดเหงื่อถึงเพียงนั้น... เหตุใดไม่ลองเดินหมากตาต่อไปให้ชนะล่ะเจ้าคะ ข้าน้อยรอให้ท่านปลดพันธนาการชิ้นสุดท้ายอยู่นะเจ้าคะ...”
เซี่ยอวิ๋นถึงกับชะงักในความใจกล้าของสตรีเบื้องหน้า แก่นกายภายใต้อาภรณ์ของเขาแข็งขึงจนปวดร้าว ความเย้ายวนของคณิกาสาวที่กำลังเล่นกับไฟ ทำให้นักล่าเช่นเขาตัดสินใจจบเกมนี้อย่างไม่ปรานี
“ได้... ในเมื่อเจ้าเรียกร้อง ข้าก็จะทำให้เจ้าพ่ายจนไม่เหลือแม้เพียงด้ายสักเส้นปกปิดกาย!”
ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังจุดกึ่งกลางกระดาน บัดนี้หมากขาวของเซี่ยอวิ๋นได้กลืนกินบุปผาดำของนางจนสิ้นซาก ไร้ซึ่งหนทางกอบกู้ ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหลีก
“หมากกระดานนี้... จบลงแล้ว” เซี่ยอวิ๋นวางโถหมากลงช้าๆ สายตาคมกริบเลื่อนจากกระดานขึ้นมาหยุดที่ดวงหน้าแดงก่ำของโฉมงาม
“ข้าน้อย... พ่ายแล้วเจ้าค่ะ”
นางเตรียมจะขยับมือเพื่อปลดปมเชือกเอี๊ยมสีเพลิงที่คล้องคออยู่ตามสัจจะเดิมพัน ทว่า...
“หยุดก่อน” มือหนาของเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือเล็กไว้มั่น
“ข้าจะเป็นคนปลดเปลื้องพันธนาการสุดท้ายนี้ด้วยตัวเอง”
เขาเดินอ้อมกระดานหมากอย่างคุกคาม โน้มกายลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอขาวเนียน ก่อนจะใช้ริมฝีปากแตะเบาๆ ที่ลาดไหล่เปลือยเปล่าอย่างหยอกเย้า มือใหญ่เลื่อนขึ้นไปยังปมเชือกผ้าไหมที่คล้องอยู่บนลำคอระหง เขาค่อยๆ ใช้นิ้วเขี่ยปมนั้นให้คลายออกอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทรมานหัวใจคนรอ
เมื่อพันธนาการสุดท้ายหลุดสิ้น ตู้โตวสีแดงก็ร่วงหล่นลงสู่ตักนางอย่างแช่มช้า ทันทีที่ปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างหลุดพ้นจากอาภรณ์ สัมผัสกับอากาศเย็นยามราตรี ยอดอกสีหวานของฮวาหลิงก็ชูชันท้าทายสายตาขึ้นมาทันที
เรียวขาขาวผ่องบีบเข้าหากันแน่น นางค่อยๆ กดสะโพกมนลงหามังกรที่แท้จริงที่ยังคงผงาด ความคับแน่นที่สอดประสานจากด้านหลังทำให้ตัวตนของเขาเข้าลึกถึงจุดรัญจวนใจที่สุดจนนางต้องเชิดหน้าแหงนคอขึ้นรับความเสียวซ่านที่พุ่งทะลุถึงขีดสุด“อ๊า... ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ...”เซี่ยอวิ๋นประคองเอวบางของนางไว้มั่น เขาออกแรงกระแทกเสยขึ้นไปสอดรับกับจังหวะขย่มของนางอย่างรู้ใจ สองมือหนาเอื้อมมาเบื้องหน้าขยำปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง บดบี้ยอดถันที่แดงระเรื่อซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นให้พญาหงส์ครางระงมด้วยความสุขสมที่ล้นปรี่แม้หยาดน้ำสวาทจะไหลย้อนซึมออกมาตามโคนขาและเปรอะเปื้อนบัลลังก์ทองคำที่เคยถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้า เซี่ยอวิ๋นกระชากสะโพกนางเข้าหาอย่างแรงในทุกจังหวะที่นางกดกระแทกลงมาในจังหวะที่อารมณ์รักพุ่งสูงจนถึงจุดยอด ฮวาหลิงเอี้ยวตัวกลับมาสบตาเขา แววตานางส่องประกายด้วยความรักใคร่“ใต้เท้า... ฟังข้าน้อยให้ดีนะเจ้าค่ะ... ลูกในท้องของข้าน้อยคือลูกของท่าน... มีเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านเท่านั้นที่ข้าน้อยยอมให้หยั่งรากฝากชีวิตในกายนี้”คำสารภาพนั้นประหนึ่งโอสถทิพย์ที่ทำให้
เซี่ยอวิ๋นประคองเรียวขาขาวผ่องของฮวาหลิงให้แยกออกกว้างยิ่งขึ้น แล้วสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปอย่างแช่มช้า เขาจงใจแทรกซอนเข้าไปทีละน้อยเพื่อให้ฮวาหลิงซึมซับความหฤหรรษ์"ดูสิ... รังรักของภรรยาข้าช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก แม้เพียงปลายนิ้วยังต้อนรับข้าด้วยความอบอุ่นถึงเพียงนี้"เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้กลางกายสาวอีกครั้ง ดูดกลีบเนื้อสีหวานทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง สลับกับการใช้ริมฝีปากรวบเอาความอ่อนนุ่มนั้นไว้แล้วออกแรงดึงทึ้งเบาๆ เพื่อเร่งเร้าให้นางทะยานสู่ขอบสวรรค์บนบัลลังก์แห่งอำนาจนี้มือหนาแหวกกลีบบุปผาที่บวมเป่งออกจนเผยให้เห็นเนื้อนุ่มระเรื่อที่สั่นระริกอวดโฉม เซี่ยอวิ๋นใช้เรียวลิ้นสากปาดเลียซ้ำๆ ลงบนจุดไวสัมผัสที่สุดอย่างถี่รัว ลิ้นร้อนตวัดผ่านเนื้อนุ่มที่เต้นตุบตามชีพจร ทำให้ฮวาหลิงแอ่นสะโพกเข้าหาการรุกรานนั้น นางรั้งศีรษะของเขาไว้มั่น เกรงว่าเขาจะหยุดหย่อนการปรนนิบัติที่แสนรัญจวนนี้“ร่องรักของข้าปลิ้นออกมาสู้ลิ้นท่านถึงเพียงนี้แล้ว... ใต้เท้า... ได้โปรดอย่าหยุดนะเจ้าคะ”ฮวาหลิงมิได้เพียงแต่นอนนิ่งเป็นหงส์ในกรงทอง ทว่านางกลับแอ่นสะโพกมนให้ลอยเด่นขึ้นเหนืออาสน์มังกร จงใจจ่อจุดยุทธศาสตร์ที่กำ
ตำหนักเย็น ในเวลานี้ถูกกลบด้วยกลิ่นกำยาน ยาจันทราคลั่ง ยาพิษในคราบโอสถรัญจวนที่ฮวาหลิงปรุงขึ้นจากเกสรดอกไม้ต้องห้าม มีฤทธิ์กัดกร่อนสติสัมปชัญญะกลางห้องบรรทม ร่างของอดีตฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ที่ไร้ลวดลายมังกร สภาพของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำแผ่นดินบัดนี้ช่างน่าเวทนาจนหาที่เปรียบไม่ได้ฉลองพระองค์สีเหลืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันหอม เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นระเบียบสยายยุ่งเหยิง“อึก... หลิงเอ๋อร์... เจ้าอยู่ไหน...”สุรเสียงที่เคยทรงพลัง บัดนี้เหลือเพียงเสียงครางพร่าที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ พระองค์ทรงไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะคว้าชายเสื้อของสตรีที่พระองค์ทั้งรักและชังสุดหัวใจ นางกำนัลสี่ห้าคนที่ขยับกายเข้าหาตามคำสั่งของนางพญาผู้ครองอำนาจใหม่นางกำนัลเหล่านั้นปรนนิบัติพระองค์ด้วยท่วงท่าที่ไร้ชีวิตจิตใจ พวกนางเป็นเพียงเครื่องมือที่ฮวาหลิงทิ้งไว้เพื่อตอกย้ำความอัปยศ เจ้าเสวียนจินถูกกักขังอยู่ในภวังค์ความใคร่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ร่างกายของพระองค์ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา พระองค์กระหายสัมผัสอย่างบ้าคลั่งที่มุมมืดหลังม่านฉากกั้น ฮวาหลิงจ้องมอง
“อึก... หลิงเอ๋อร์...” เจ้าเสวียนจินคำรามแผ่วในลำพระศอ เมื่อความร้อนระอุภายในรังรักของนางโอบรัดตัวตนของพระองค์ไว้ประหนึ่งถูกกลืนกินลงสู่มหาสมุทรที่คับแน่นฮวาหลิงมิได้ขยับกายอย่างรวดเร็วเหมือนคราก่อนๆ ทว่านางกลับใช้ความอ่อนตัวที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงในหอคณิกา มารังสรรค์บทกวีแห่งกามารมณ์ที่วิจิตรยิ่งกว่าเดิมนางโน้มตัวไปข้างหน้าจนแผ่นหลังโค้งมนประหนึ่งคันศร ปล่อยให้ทรวงอกอิ่มบดเบียดแนบชิดไปกับพระอุระ ขณะที่ช่วงล่างยังคงบีบรัดเน้นย้ำทุกจังหวะการหายใจพระสนมรูปงามขยับสะโพกเป็นจังหวะที่เชื่องช้า ใช้เข่าทั้งสองข้างยันฟูกหนาไว้มั่น ก่อนจะแอ่นสะโพกขึ้นสูงจนแก่นกายแกร่งเกือบจะหลุดพ้นจากปากทางรัก แล้วจึงทิ้งน้ำหนักกระแทกลงไปใหม่รวดเดียว จังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกันอย่างมิขาดสายทำให้เจ้าเสวียนจินทรงรู้สึกประหนึ่งถูกมนตราสะกดให้ล่องลอยอยู่ในพายุพระหัตถ์แกร่งที่เคยถือดาบสังหารคน บัดนี้กลับทำได้เพียงยึดสะโพกนางไว้แน่นด้วยความรัญจวนฮวาหลิงพลิกเปลี่ยนท่วงท่าอย่างแนบเนียน นางเอนกายไปด้านหลังจนเส้นผมยาวสลวยกวาดผ่านแข้งของพญามังกร สองมือค้ำยันลงบนฟูกนุ่มข้างกายของเขา ท่าทางที่เปิดเปลือยทุ
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านพระตำหนักกลางน้ำ สถานที่ลี้ลับที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสระโบกขรณีอันเงียบสงัด ม่านไหมสีขาวบางเบาปลิวไสวสะบัดไปตามแรงลมประหนึ่งปีกของดวงวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินประทับนั่งด้วยวรกายที่แผ่กลิ่นอายคุกคาม ดวงพระเนตรแดงก่ำด้วยเพลิงแห่งความระแวงสงสัย เบื้องหน้าของพระองค์คือฮวาหลิง นางถูกเรียกตัวมายามดึกสงัด ความงามของนางในยามนี้ดูเปราะบางประหนึ่งกลีบบุปผาที่กำลังจะปลิดปลิวเคร้ง!คมดาบวาววับพุ่งเข้าประชิดลำคอระหงของในชั่วพริบตา“โองการลับนั่นเป็นฝีมือเจ้าหรือไม่หลิงเอ๋อร์... จงบอกความจริงแก่ข้า ก่อนที่ดาบเล่มนี้จะกระชากวิญญาณของเจ้าออกไปเสีย” เสียงของเจ้าเสวียนจินเปี่ยมไปด้วยโทสะที่กดข่มไว้จนสั่นพร่าฮวาหลิงไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีคมดาบที่จ่ออยู่ที่จุดตาย ดวงตาคู่สวยของนางไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อมรณภัยตรงหน้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยความร้าวรานอย่างสุดแสน นางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรมังกรคลั่ง หยาดน้ำตาเม็ดใสเริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา“ฝ่าบาท... ทรงดำริว่าหม่อมฉันจักกล้าทรยศพระองค์เพื่อสิ่งใดหรือเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
นางใช้น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่เหลืออยู่บนฝ่ามือลูบไล้ไปตามยอดถันและหน้าพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระองค์ สัมผัสที่ลื่นไหลทำเอาฮ่องเต้ทรงครางหอบออกมาอย่างหมดท่า แววตาที่พระองค์มองนางในยามนี้เต็มไปด้วยความบูชา ประหนึ่งนางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ต้องกราบกรานเพื่อขอเศษเสี้ยวแห่งความสุขสม“เจ้ามันนางแม่มด... หลิงเอ๋อร์...”“หากหม่อมฉันเป็นแม่มด... พระองค์ก็คือเชลยที่หม่อมฉันจะกักขังไว้ในมนต์ขลังนี้ตลอดกาลเพคะ”ฮวาหลิงใช้ร่างกายส่วนล่างบดเบียดลงบนจุดกึ่งกลางของพระองค์อย่างจงใจ นางกดสะโพกสวมทับความยิ่งใหญ่ที่แข็งขืนแทรกซอนเข้าสู่กลีบกุหลาบที่แดงระเรื่อ นางจงใจหยุดค้างไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้พระองค์สัมผัสถึงความคับแน่นที่ปากทางเข้าที่แสนเย้ายวน เมื่อนางทิ้งน้ำหนักตัวลงจนสุด ตัวตนของพระองค์ก็เข้าลึกถึงจุดที่รัญจวนใจที่สุดทุกครั้งที่ฮวาหลิงขยับโยกสะโพกขึ้นลง กลีบกุหลาบสีสดจะเผยอออกและโอบหุ้มลำมังกรไว้จนมิดชิด ผิวเนื้อที่เนียนละเอียดและนุ่มลื่นขยับรูดรั้งไปตามความยาวที่เส้นเลือดปูดโปน ประหนึ่งดอกไม้กระหายน้ำที่กำลังกลืนกินหยาดน้ำค้างอย่างตะกรุมตะกรามภาพของกลีบเนื้อที่ขยายและโอบรัดความแกร่งกร้าวไว้อย
ตามปกติแล้วยามพลบค่ำที่หอชิงโหลว มักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งร่ำและเสียงพิณที่หวานซึ้งชวนฝัน ทว่าในวันนี้ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องครักษ์เสื้อแพรสวมชุดเกราะสีเข้มถือดาบยาวข้างกาย ยืนประจำจุดทุกๆ ห้าก้าวฮวาหลิงยืนอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องภายในห้องพักส่วนตัว เรียวนิ้วที่เคยฝนหมึกอย่
เซี่ยอวิ๋นโน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกสัมผัสกับกลิ่นหอมกรุ่นของผิวเนื้อ ริมฝีปากของเขาแตะลงบนรอยเลอะที่เนินอกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งปลายลิ้นร้อนผ่าวออกมาซับน้ำหมึกที่เปียกเยิ้มออกทีละจุด“ฮื่อ... ใต้เท้า...”ฮวาหลิงครางกระเส่าพลางเชิดหน้าขึ้น ลำคอระหงเกร็งจนเห็นเส้นสายสวยงาม รสชาติของหมึกกวางที่สกัดจาก
พระองค์ทรงเหวี่ยงร่างของนางลงบนตั่งไม้ อาภรณ์ที่เหลือเพียงไม่กี่ชั้นหลุดลุ่ยจนเห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เจ้าเสวียนจินมิได้ให้เวลานางได้พักหายใจ ร่างสูงใหญ่กำยำประดุจขุนเขาถาโถมเข้าหาทันที พระองค์ทรงใช้มือหนาหยาบกร้านจับเข่าทั้งสองข้างของนางแยกออกกว้างจนสุดแรง"แหกขารับของข้าซะ อย่าทำให้ข้า







