Masuk“นี่ชุดของหนูนะ คุณเลย์สั่งไว้ถ้าอยากได้อะไรบอกป้ามาได้เลยนะคะไม่ต้องเกรงใจ”
“คุณเลย์?” คงจะเป็นชื่อของเขาคนนั้นสินะ
“ใช่ค่ะคนนี้คุณเลย์ หนูอยากได้อะไรเพิ่มอีกไหม”
“ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” กล่าวขอบคุณก่อนจะรับชุดและของใช้อื่น ๆ มาเป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้นธรรมดาค่ะ แถมยังมีชุดชั้นในมาให้อีกด้วย “เขาให้หนูอยู่ห้องนี้เหรอคะป้า”
“ค่ะ อีกเดี๋ยวคงกลับมาแล้ว ถ้ายังไงหนูก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนนะ แล้วอย่าคิดทำอะไรแผลง ๆ ด้วย ป้าเป็นห่วงไม่อยากให้เจ็บตัว” ฉันไม่ได้ตอบอะไรแค่เพียงคลี่ยิ้มให้ตามประสา ไอ้เรื่องคิดจะหนีตอนนี้ยังไม่มีอยู่ในหัวเลยค่ะ แล้วอีกอย่างฉันไม่รู้จะหนีไปไหนด้วย
กวาดสายตาไปรอบบริเวณห้องอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงเปิดตู้เสื้อผ้าดูในนี้มีชุดเต็มไปหมดแถมยังไม่ได้แกะป้ายอีกด้วยนะคะ มันบ่งบอกให้รู้ว่ายังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของใคร
“ทำอะไร?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน ไม่ทันสังเกตว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“เปล่าค่ะ” เป็นเขาที่เข้ามาเงียบ ๆ ทำเอาฉันตกใจหมด ไหนคุณป้าแม่บ้านบอกว่าเขายังไม่กลับมาไง
“อย่าซนให้มาก ชุดนั่นของเธอรวมถึงทั้งหมดในตู้เสื้อผ้าก็ด้วย” เขาว่าพลางชี้มือไปที่ตู้เสื้อผ้ารวมไปถึงของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในห้องนี้
“ค่ะ”
“ไปอาบน้ำแล้วออกไปหาฉันข้างนอก”
“ค่ะ”
“เธอพูดเป็นประโยคเดียวหรือไงวะ” น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยอย่างไม่พอใจ ทั้งสีหน้าท่าทางบวกกับน้ำเสียงของเขาในตอนนี้มันทำให้ฉันกลัวจนเผลอร้องไห้ออกมา
“ฮึก! หนูกลัวแล้ว”
“กลัวทำไมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
ฉันยังคงเงียบและสะอึกสะอื้นอยู่แบบนั้น เขาเองก็ไม่ไปไหนยังคงเท้าสะเอวมองหน้าฉันอยู่แบบนั้น
“เรียกฉันว่าพี่เลย์ แล้วต่อไปหัดพูดให้มันยาว ๆ หน่อยเธอไม่ต้องประหยัดคำพูดมากก็ได้ เข้าใจไหมเขียนฟ้า”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“เข้าใจก็ดี รีบไปอาบน้ำได้แล้ว ไม่ต้องคิดหนีล่ะเพราะพ่อเลี้ยงเฮงซวยของเธอมันไม่มารับเธอกลับไปหรอก หรือถ้าคิดว่าหนีพ้นก็ลองดู”
น้ำเสียงจริงจังที่ถูกเอ่ยออกมาฟังดูรู้เลยว่าเขาต้องทำจริงแน่หากฉันหนีหรือทำอะไรแผลง ๆ ลงไป แต่ว่าเขารู้ได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของฉัน
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” ฉันรั้งเขาไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีบางอย่างสำคัญมาก
“อะไร?”
“พรุ่งนี้หนูต้องไปสอบ” ฉันกำลังจะจบมัธยมปลาย และวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันสอบวันสุดท้ายด้วย
“แล้ว? เจ้าหนี้อย่างฉันต้องส่งลูกหนี้อย่างเธอเรียนหนังสือด้วยหรือไง” พูดจบพี่เลย์ก็ออกจากห้องไปทันที ดูเหมือนว่าอนาคตฉันจะริบหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วยังไงล่ะฉันจะเลือกอะไรได้
หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จฉันก็ออกไปหาพี่เลย์ด้านนอก บ้านหลังนี้มีสามชั้นค่ะ ห้องที่ฉันอยู่คือชั้นสอง ภายในบ้านมันเงียบมากมีเพียงแค่แม่บ้านสองสามคนเท่านั้นเอง
“จะสำรวจอีกนานไหม?”
“พี่เลย์...”
“เลิกทำท่าทางตื่นกลัวใส่ฉันสักที ถึงยังไงเธอก็ต้องอยู่กับฉันที่นี่อยู่ดีนั่นแหละ”
“แล้วถ้าหนูขอกลับไปอยู่บ้านตัวเองแล้วทำงานหาเงินมาคืนพี่ล่ะ”
“บ้านตัวเองเหรอ? ป่านนี้เจ้าของบ้านคนใหม่เขาคงย้ายเข้ามาอยู่หมดแล้วแหละเธอเลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ ได้แล้วเพราะว่านี่คือเรื่องจริง” ได้ยินแบบนั้นใจฉันมันหวิวอย่างบอกไม่ถูก บ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำ ความผูกพันของฉันกับแม่ นี่มันอะไรกันทำไมชีวิตถึงได้พลิกผันแบบนี้
ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะผู้ชายที่ฉันเรียกเขาว่าพ่อสินะ แต่ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับพวกเราทั้งที่ก่อนหน้านั้นพวกเรารักกันยิ่งกว่าครอบครัวเสียอีก
“หนูไม่มีทางเลือกสินะ” ฉันพูดออกเป็นเชิงตัดพ้อให้กับชีวิตตัวเอง
“ใช่!”
“...”
มื้อแรกกับผู้ชายแปลกหน้ามันให้ความรู้สึกแย่มาก ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่และไม่รู้ว่าจะมีวันหลุดพ้นจากเขาไหม
หลังจากมื้อนี้จบลงฉันกลับเข้ามาในห้องตามเดิม มองออกไปยังนอกระเบียงที่ตอนนี้เห็นท้องฟ้าและกลุ่มดาวมากมาย สิ่งไม่มีชีวิตพวกนั้นยังดูมีความสุขมากกว่าฉันตอนนี้ซะอีก
หมับ!
“พี่เลย์!” ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่แถมยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์ติดตัวมาด้วยอีกต่างหาก “คือหนูแค่ออกมาดูดาว” ฉันรีบแก้ต่างทันที ไม่อย่างนั้นเขาต้องคิดว่าฉันกำลังจะหนีแน่นอน
“จะตีสองแล้วนะ เช้าเธอต้องไปสอบไม่ใช่หรือไง” ได้ยินแบบนั้นรู้สึกใจฟูขึ้นมาหน่อย ทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมา
“แปลว่าพี่อนุญาตให้หนูไปโรงเรียนแล้วใช่ไหมคะ?”
“อีกห้านาทีถ้าเธอยังไม่เข้านอนฉันจะเปลี่ยนใจ”
“หนูจะไปนอนเดี๋ยวนี้แหละ” เรื่องอื่นตัดทิ้งไปก่อนเพราะตอนนี้เรื่องเรียนสำคัญค่ะ อย่างน้อยก็ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด ถึงจะเป็นคนแปลกหน้าในสายตาฉันก็เถอะ
เช้าวันใหม่
ตื่นขึ้นมาก็มีชุดนักเรียนของฉันแขวนไว้อยู่ก่อนแล้วค่ะ รีบอาบน้ำแต่งตัวให้ไวดีแค่ไหนที่เขายังให้ฉันไปสอบ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ค่ะ”
“เสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้วค่ะ” ขานรับอย่างเข้าใจพลางหมุนตัวไปมาสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วเดินตามพี่เลย์ลงมายังชั้นล่างที่มีอาหารเช้าตั้งไว้อยู่ก่อนแล้ว
“หนู...”
“ไม่กินก็ไม่ต้องไปสอบ” เขาพูดอย่างรู้ทันทำให้ปากที่กำลังจะบอกปฏิเสธต้องเงียบลงแล้วนั่งกินเงียบ ๆ แทน ส่วนพี่เลย์เขาไม่กินนะคะ ถือแค่กาแฟแก้วเดียวเดินหายไปไหนไม่รู้ ปกติฉันไม่กินมื้อเช้าไงแต่วันนี้จำเป็นต้องกินแล้วแหละ
ใช้เวลาแค่ไม่นานก็หมดถ้วยค่ะ ฝืนใจกินสุด ๆ แล้ว ชะเง้อมองพี่เลย์เขาอยู่หน้าบ้านค่ะ เห็นแบบนั้นจึงเอาถ้วยไปเก็บและออกไปหาเขาทันที
“อิ่มแล้วค่ะ”
“อืม ไปกันได้แล้ว”
พี่เลย์มาส่งค่ะ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดสนิทหน้าโรงเรียนโดยที่ฉันยังไม่ทันได้บอกว่าเรียนที่ไหน รู้สึกเหมือนเขาจะรู้รายระเอียดของฉันเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ
“สอบเสร็จแล้วโทรมานะ” สมาร์ทโฟนสุดหรูถูกยื่นมาตรงหน้าฉันพร้อมกับเบอร์โทร
“เอ่อ... ทำไมมีสองเบอร์ล่ะคะ”
“ก็แล้วแต่อยากโทรเบอร์ไหนก็โทร นี่ค่าขนม” เงินจำนวนหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าฉัน
“ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้ก่อนจะรับเงินมาแล้วลงจากรถ
“ทดลองหนีก็ได้นะ เผื่อเธอชอบความตื่นเต้น” เขาพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะขับรถออกไปจากบริเวณนี้ แค่นี้ก็แย่มากพอแล้ว เรื่องอะไรฉันจะทำให้ตัวเองแย่ลงไปอีกล่ะ ในเมื่อไม่มีทางเลือกก็อยู่มันไปแบบนี้แหละ
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







