เข้าสู่ระบบ“เรามาทำอะไรกันที่นี่เหรอคะ” ฉันเอ่ยถามพ่อที่ตอนนี้พาฉันมาบ้านหลังหนึ่ง ไม่ใช่สิ! มันใหญ่มากเรียกว่าคฤหาสน์น่าจะเหมาะกว่า
พ่อเงียบไม่มีคำตอบให้กับฉันในทันที กวาดสายตาไปรอบบริเวณตัวบ้านมันร่มลื่นน่าอยู่พอสมควร แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกลึกลับคล้ายมีอะไรให้ค้นหาอยู่ตลอด
“ต่อไปลูกต้องอยู่ที่นี่นะ”
“หมายถึงเราสองคนเหรอคะ” ฉันทวนคำถามอีกครั้ง มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไปแน่นอน
“ไม่... แค่ลูกคนเดียว”
“ทำไมล่ะคะ บ้านเราก็มีแล้วทำไมหนูต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย” ฉันเริ่มโวยวายเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของพ่อ อยู่ ๆ ก็พาฉันมาหาใครไม่รู้
“เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พ่อเลี้ยงลูกมา” น้ำเสียงจริงจังที่เอ่ยออกมาทำเอาฉันแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง บุญคุณพ่อแม่คือต้องตอบแทนแบบไหนก็ได้งั้นเหรอ
“...”
“ฟังนะเขียนฟ้า บ้านเราล้มละลาย พ่อไม่มีเงินไปใช้หนี้เขา พวกเราไม่เหลืออะไรอีกแล้ว พ่อไม่มีปัญญา ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะส่งเสียเลี้ยงดูลูกได้อีกต่อไป”
“ไม่เห็นเป็นอะไรนี่คะ อีกสองสามเดือนนี้หนูก็จบมัธยมปลายแล้ว หนูไม่เรียนต่อก็ได้ หนูจะหางานทำหาเงินให้พ่อใช้เอง”
“ไม่ได้...”
“มะ หมายความว่ายังไง ไม่ได้คืออะไร หนูต้องอยู่กับใครก็ไม่รู้อย่างนั้นเหรอ พ่อขายหนูให้เขาใช่ไหม” ฉันเลือกที่จะถามออกไปตามตรง
พ่อยังคงเงียบแล้วเอาแต่มองหน้าฉันอยู่แบบนั้น บ้านพัก ที่ดิน โรงแรมตั้งมากมายที่แม่สร้างมามันจะหายไปได้ยังไง ทรัพย์สินพวกนั้นมูลค่ามหาศาลเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่เหลืออะไรเลย
“พ่อกำลังทำอะไรกันแน่ เงินเก็บตั้งมากมายมันไม่เหลือเลยเหรอคะ”
“...”
“พ่อคะ”
“บอกว่าไม่เหลือก็คือไม่เหลือสิ!” พ่อตวาดใส่ฉันเสียงดังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันได้แต่มองหน้าผู้มีพระคุณนิ่ง ๆ ความรู้สึกมันจุกอยู่ในอก ตั้งแต่แม่จากไปความสุขของฉันเริ่มถดถอยลงไปทุกทีจนมันแทบจะไม่เหลือแล้ว
“ที่พาหนูมาวันนี้...”
“ใช้หนี้ไง ลูกบอกพ่ออยู่ตลอดไม่ใช่เหรอว่าสามารถตอบแทนพ่อได้ทุกอย่าง พ่อคิดว่าตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว”
“ไม่ใช่สิ มันไม่ควรเป็นแบบนี้”
“มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
“แต่พ่อคะ” ไม่ทันที่ฉันจะพูดจบพ่อก็รีบออกจากตัวบ้านไปทันที
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคุณหนูอย่างฉันต้องมาทำอะไรเพื่อแลกกับความอยู่รอดของตัวเองแบบนี้
แม่ฉันเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว ตอนนั้นฉันในวัยสิบห้าปีเสียใจและคิดอยู่ตลอดว่าจะใช้ชีวิตยังไงโดยมีแค่พ่อคนเดียว แต่เหมือนตอนนี้จะมีแค่ตัวฉันคนเดียวมากกว่า
‘เขียนฟ้า ณภัสสรณ์’
เป็นชื่อของฉันเองมันควรจะส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าไม่ใช่ล่วงลงมาไม่เป็นท่าเหมือนในตอนนี้ ทุกคนต่างทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวไม่เว้นแม้แต่พ่อบังเกิดเกล้าที่ไม่เคยมาให้ฉันเห็นหน้าเลยสักครั้งนับตั้งแต่จำความได้
เคยนึกดีใจที่อย่างน้อยฉันก็ยังมีพ่อเลี้ยงที่แสนดี ที่รักฉัน รักแม่ฉัน แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันคิดมันไม่เป็นความจริง แค่ภาพลวงตาลม ๆ แล้ง ๆ สำหรับฉันแล้วโลกใบนี้มันโหดร้ายมากเกินกว่าที่ฉันจะเรียนรู้ด้วยซ้ำ
“จะร้องไห้อีกนานไหม?” น้ำเสียงราบเรียบของใครบางคนดังขึ้นก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน สายตาที่เขามองมามันทำลายล้างมากจนฉันไม่สามารถละสายตาจากเขาได้เลย “จ้องหน้าฉันทำไม?” ได้ยินแบบนั้นฉันจึงก้มหน้าลง ทั้งกลัวและจิตตกในเวลาเดียวกัน “รู้ไหมว่าพ่อเธอติดหนี้ฉันเท่าไหร่?”
“ไม่รู้ค่ะ”
“แล้วรู้ไหมว่าเธอต้องทำอะไรบ้าง”
“...”
“ถอดเสื้อผ้าออกแล้วไปรอฉันบนเตียง”
“ไม่มีทาง” ปฏิเสธโดยอัตโนมัติ เขาคนนั้นมองหน้าฉันนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดประโยคคลายความสงสัยออกมา
“งั้นก็เอาเงินร้อยล้านมาคืนฉัน”
“ระ ร้อยล้านเลยเหรอคะ” ถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินจำนวนเงินก้อนนั้น “พ่อหนูเอาเงินพี่ไปเยอะขนาดนั้นจริงเหรอคะ”
“ถามแบบนี้นี่เธอไม่รู้จริง ๆ หรือกำลังแกล้งโง่”
“บ้านหนูมีเงิน มีบริษัท มีรีสอร์ตตั้งมากมาย เป็นไปไม่ได้ที่พ่อจะเอาเงินพี่ไปเยอะขนาดนี้” ฉันยังคงแหกปากเถียงเขาอยู่แบบนั้น มันจะเป็นไปได้ยังไงสมบัติที่แม่ทิ้งไว้ให้อยู่เฉย ๆ ยังสบายไปทั้งชาติ
“งั้นเหรอ... แหกตาดูนี่ก่อนดีกว่านะแล้วค่อยเถียงฉัน”
เอกสารฉบับหนึ่งถูกวางลงตรงหน้าฉัน ในนี้ระบุชัดเจนว่าพ่อฉันขายทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดแล้วจริง ๆ หนำซ้ำยังมีเอกสารกู้ยืมที่มีลายเซ็นต์ของพ่อกำกับไว้อยู่ก่อนแล้วด้วย ในเมื่อไม่มีเงินไปถ่ายถอนทุกอย่างจึงเป็นไปตามข้อตกลง เท่ากับว่าสิ่งที่แม่ฉันสร้างมาสูญปล่าทั้งหมดนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
“เพราะฉะนั้นเธอไม่มีสิทธิ์ต่อรองฉัน และช่วยทำตัวน่ารักอยู่ในโอวาทของฉันด้วย”
หมับ!
“อ๊ะ!”
“เป็นเด็กดีและเธอต้องเชื่อฟังฉัน เข้าใจไหมเขียนฟ้า”
“...” พยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก เหมือนว่าตอนนี้ผู้ชายตรงหน้าจะกลายเป็นเจ้าของชีวิตฉันไปซะแล้ว
“และอย่าคิดหนี อย่าทำอะไรโง่ ๆ หากไม่อยากเจ็บตัว หรือถ้าเธออยากไปจากที่นี่ก็หาเงินร้อยล้านมาคืนฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์”
ตั้งร้อยล้านฉันจะหาจากไหนมาคืนเขาได้ ดูท่าทางแล้วคงต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตล่ะมั้ง
แกรก!
ใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“ไอ้เลย์! ทำอะไรของมึงวะ” ได้ยินแบบนั้นเขาจึงละมือจากฉันแล้วหันไปพูดกับผู้ที่เข้ามาใหม่
“ไอ้กรณ์กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้มึงเคาะประตู”
“โทษทีว่ะ กูไม่รู้ว่ามึงมีเด็ก”
“ไปรอข้างนอกเดี๋ยวกูตามไป”
“เออ”
คล้อยหลังพี่คนนั้นเขาจึงหันกลับมาพูดกับฉันอีกครั้ง
“รออยู่นี่จนกว่าฉันจะกลับมา”
“ค่ะ” ไม่รู้จะพูดอะไรและไม่รู้ว่าควรถามอะไร ฉันทำได้เพียงขานรับอย่างเข้าใจแค่นั้น
ตัวคนเดียวมันเป็นแบบนี้นี่เอง เคว้งคว้างและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ทำไมไม่เป็นฉันที่จากไป ทำไมทุกคนถึงให้ฉันเผชิญโลกแห่งความเลวร้ายอยู่แบบนี้
เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มที่ฉันหายใจทิ้งอยู่ภายในห้องนี้ กระทั่งบานประตูถูกเปิดเข้ามาอีกครั้งแต่ว่าคราวนี้เป็นป้าแม่บ้านค่ะ
“เชิญทางนี้ค่ะ” น้ำเสียงเป็นกันเองเอ่ยก่อนจะเดินนำฉันมายังอีกห้องหนึ่ง
“ป้าคะ คือหนู...”
“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีใครทำร้ายหนูแน่นอน” ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรคุณป้าก็พูดแทรกขึ้นก่อนแล้ว
“ทำไมจะไม่มีล่ะคะก็เขาคนนั้นไง” ฉันบ่นพึมพำคนเดียว แน่นอนว่าคุณป้าไม่ได้ยิน
“หนูอยู่ห้องนี้นะ เดี๋ยวป้าไปเอาของใช้ส่วนตัวมาให้” จบประโยขเขาก็ออกจากห้องไปเลยค่ะ
กวาดสายตามองไปรอบบริเวณห้องมันไม่ได้กว้างใหญ่อะไรเลย แต่กลับให้ความรู้สึกเคว้งคว้างจนน่าตกใจ มันต้องมีสักวิธีแหละที่ฉันจะออกไปจากที่นี่โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าวันไหน ภาวนาให้ตัวเองใช้ชีวิตผ่านไปได้ทุกวันก็พอ
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







