Share

กลลวงบุพเพ
กลลวงบุพเพ
Author: หรงเย่า / นาย่า

บทที่ 1.1

last update publish date: 2026-03-18 06:38:03

แคว้นซีฉู่ เมืองเสวียนอู่

เช้าตรู่เหนือยอดสวีซานท่ามกลางบรรยากาศบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ เสียงน้ำจากต้นน้ำลู่ลงสู่ลำธารสายเล็ก ดังสลับกับใบหลิวซึ่งพลิ้วไหวกับสายลมเย็นเยียบ สตรีผู้หนึ่งกำลังเดินออกมาจากรั้วกำแพงที่ทำจากไม้ไผ่ ชุดคลุมที่ตัดเย็บจากหนังสัตว์ทำให้นางไม่หวั่นกับสายลมเย็นที่กำลังพัดพลิ้ว

“แม่นาง เหตุใดออกมาข้างนอกยามนี้เจ้าคะ ลมแรงมาก อากาศหนาวเหน็บยิ่งนัก” เสียงสตรีวัยกลางคนดังขึ้นจากริมลำธาร ในมือมีตะกร้าผักที่เพิ่งล้างจนสะอาด

“ท่านป้าจู ข้าเห็นกองฟืนถูกเติมจนเต็ม เหล่าเซิงลงเขาไปแล้วหรือ”

“เจ้าค่ะ แม่นางจะฝากให้นำสิ่งใดขึ้นเขามาหรือ”

หญิงสาวยิ้มยังไม่ทันตอบคำถามกลับได้ยินเสียงรถม้ากำลังขึ้นเขามา สตรีทั้งสองคนสบตากันจากนั้นเดินไปยังริมผาที่อยู่ไม่ไกล

ถนนคดเคี้ยวลัดเลาะขึ้นเขาทำให้จากจุดที่สูงกว่าสามารถมองเห็นผู้มาใหม่

“เขาไม่ได้ขึ้นมาบนยอดสวีซานนานเท่าไรแล้วนะ หนึ่งเดือน? สองเดือน?” หญิงสาวกล่าวขึ้นลอยๆ

ที่นี่คือสวีซาน...ที่ตั้งของหอโอสถอันเลื่องชื่อ เทพโอสถลั่วอวี่ซีเป็นผู้ก่อตั้งหอโอสถแห่งนี้ขึ้น ทั้งยังรับศิษย์เพียงสองคน

คนแรกคือนาง ‘ลั่วเฟิ่งเหยา’

คนที่สองกำลังขึ้นเขามา ทั้งยังมีรถม้าหรูหราคันหนึ่งติดตามมาด้วย...ลั่วหลิว

เดิมทีสิบปีก่อนเทพโอสถลั่วอวี่ซีได้เคยกล่าวเอาไว้ หากเขาสิ้นใจให้ลั่วเฟิ่งเหยารับช่วงดูแลหอโอสถต่อจากตน ทว่าตอนลั่วอวี่ซีจากไปนางเดินทางไปรับศพของผู้เป็นอาจารย์ที่สิ้นใจในต่างแดน กว่าจะกลับมาลั่วหลิวก็ชิงประกาศตนเป็นผู้รับช่วงดูแลหอโอสถ ทั้งยังกีดกันนางจากหอโอสถ ทำทุกทางจนนางไม่อาจกลับเข้าสวีซานได้ กระทั่งลั่วเฟิ่งเหยาต้องเดินทางเร่ร่อนรักษาคนเจ็บป่วยตามหัวเมืองไปเรื่อยๆ

ถึงอย่างนั้นเมื่อปีก่อนเขากลับจำต้องกลืนน้ำลายตนเองด้วยการตามนางกลับสวีซาน ราชสำนักส่งคนมาขอยาถอนพิษตะขาบแดงตะวันออก พิษที่ลั่วอวี่ซีเป็นคนคิดค้นเพื่อใช้ยับยั้งพิษอีกแขนง ยังไม่ทันได้ปรุงยาถอนก็มีคนใช้พิษนี้ในการฆ่าล้างสังหารเสียแล้ว และผู้ที่ถูกพิษชนิดดังกล่าวก็คือองค์ชายรองแคว้นซีฉู่

ลั่วหลิวแม้เก่งกาจด้านการค้า กระทั่งสามารถขยายการส่งออกยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคออกสู่ท้องตลาดแคว้นซีฉู่ แต่เรื่องการรักษาและการปรุงยาถอนพิษ เขากลับไม่ได้สักเศษเสี้ยวของลั่วเฟิ่งเหยา

นอกเหนือไปจากตัวยาที่เขารู้อยู่ก่อน ตัวยาใหม่ๆ เขากลับไม่มีความสามารถในการแยกแยะและปรุงขึ้นมา

เขารู้ดีว่าหากไม่อาจปรุงยาถอนพิษให้องค์ชายรอง หอโอสถมีหวังต้องปิดตัวลงอย่างไม่อาจเลี่ยง ดังนั้นจึงเร่งส่งคนออกไปติดตามลั่วเฟิ่งเหยากลับมา กระทั่งสร้างเรือนบนยอดสวีซานให้และส่งคนสองคนมาคอยดูแลนางเป็นอย่างดี

คนแรกป้าจูหรือจูซิ่ว สตรีวัยกลางคนซึ่งอยู่บนเขากับนาง

คนที่สองก็คือเหล่าเซิง ชายวัยกลางคนที่คอยดูแลม้าและทำหน้าที่ในส่วนที่สตรีไม่อาจทำ

“ศิษย์พี่” ลั่วหลิวคารวะนาง ท่าทางของเขายังคงดูกระอักกระอ่วน ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะเขาอายุมากกว่านางถึงสิบปี ทว่ากลับต้องคารวะนางทุกครั้งที่เจออย่างนอบน้อม แต่อาจเป็นเพราะแม้เขาช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดหอโอสถมาได้ ถึงอย่างนั้นเรื่องที่นางเป็นศิษย์พี่ของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสมุนไพรและยาตัวใหม่ของหอโอสถมีนางเป็นผู้ปรุงขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าหอโอสถไม่มีเขาได้ แต่ไม่มีนางไม่ได้!!

“แม่นางลั่ว”

ด้านหลังลั่วหลิวก็คือบุตรชายคหบดีตระกูลเยี่ย ‘เยี่ยหลี่เสียง’ บุรุษที่นางเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน

นางมองออกว่าชายหนุ่มหมายใจในสิ่งใดจึงขึ้นเขามาหานางบ่อยๆ ทั้งที่ตลอดมานางย้ำหลายครั้งว่าหากไม่ใช่เรื่องด่วนก็ห้ามมิให้คนนอกขึ้นมาบนยอดเขา

“ข้าต้องขออภัยที่มารบกวน ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใคร่จะชมชอบให้ผู้ใดมารบกวน ถึงอย่างนั้นเพราะทนการรบเร้าของท่านแม่ไม่ไหว วันนี้จึงอยากรบกวนเจ้าสักครา”

หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขา ดังนั้นเยี่ยหลี่เสียงจึงรีบกล่าวต่อไป “เรื่องเป็นเช่นนี้ มารดาของข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ดังนั้นจึงอยากเลี้ยงตอบแทนเจ้าสักครา หวังว่าเจ้าจะไม่ปฏิเสธ ข้ารับรอง...หลังงานเลี้ยงครั้งนี้ข้าจะไม่มารบกวนเจ้าอีกหากเจ้าไม่เต็มใจ”

ในน้ำเสียงและท่าทีของเขาคล้ายมีความมั่นอกมั่นใจว่าหลังการลงเขาไปพบเยี่ยฮูหยิน ลั่วเฟิ่งเหยาอาจอยากพบเขาอีก?

สายตาของนางหันไปมองลั่วหลิว...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.9

    “ข้าคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ไม่ว่าเติบโตมาจากนอกหรือในเมืองหลวง ฐานะของข้าก็คือคนตระกูลเซี่ย” นางกล่าวเสียงเรียบ“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวก็คือหลานสาวของข้า” หย่งอันโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้ง“แต่ฮูหยินเอกของจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวคือท่านแม่ของข้า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามีข้าอยู่ก็แล้วไป แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วด้วยศักดิ์ อายุ ฐานะ ข้าเซี่ยเฟิ่งเหยา ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย”“จวนนี้น้องสาวของข้าดูแลมามากกว่าสิบปี ผู้คนล้วนยกย่องให้เกียรตินาง...”“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนเรียกนางว่าหวังซื่อเพราะให้เกียรติ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฮูหยินเอก ข้าเองยังคงต้องเรียกนางว่าอี๋เหนียง และที่นี่ก็คือจวนอัครมหาเสนาบดี มิใช่จวนหย่งอันโหวของตระกูลหวัง หรือเรื่องนี้ข้าก็เข้าใจผิดเช่นกัน แต่งเข้าในจวนในฐานะอนุ แต่ตระกูลเดิมก็ยังสามารถเข้ามาชี้ไม้ชี้มือได้? นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว...” เซี่ยเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ“เจ้า!...เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!”“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือหวังซื่อ นางเพิ่งออกมาเพราะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยดูแลเซี่ยจิ้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาถึงตั้ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.8

    หลังคนตระกูลเซี่ยคุกเข่าคารวะองค์ชายเจ็ดอย่างพร้อมพรั่ง ในที่สุดอวี่เสวียนก็กล่าวเสียงเรียบ “ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี”ทุกคนล้วนยืนขึ้นแต่ก็มีอันต้องอ้าปากค้างผงะไปหลายก้าว เมื่ออวี่เสวียนหันไปผายมือให้ลั่วเฟิ่งเหยาก้าวเข้ามา“ข้าพานางมาส่งถึงหน้าจวนตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเฟิ่งสิงแล้ว นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย คำนับบิดาของเจ้าเสียสิ เขาก็คือเซี่ยจิ้งบิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีแคว้นซีฉู่”เสียงฮือฮาด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยอื้ออึง แน่นอนใบหน้านี้ไม่มีใครสงสัยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงทรงตรัสเช่นนั้นออกมาลั่วเฟิ่งเหยา...ไม่สิ นับจากวันนี้ที่นางก้าวเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา ไม่อาจกลับไปใช้แซ่ลั่วต่อไปได้อีก“ลูกคารวะท่านพ่อ” นางคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เซี่ยจิ้ง เขารีบปราดเข้ามาประคองนางให้ยืนขึ้นดวงตาแดงก่ำ“ในที่สุด… ในที่สุด...”เขาดู...ซีดเซียวมากจริงๆ เห็นทีว่าการตายของพี่ชายทำให้บิดาของนางล้มป่วยลงเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงแคว้นซีฉู่ นอกจากข่าวการสิ้นใจของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั่วราชสำนัก นั่นก็

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.7

    ท่านป้าลู่มองนางอย่างพิจารณา “เหมือนแต่ก็แตกต่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าไม่ว่าผู้ใดที่เคยพบใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง จะรู้ได้ในทันทีว่าพวกท่านคือพี่น้องฝาแฝด ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถ้อยคำใด ไม่มีทางที่จะเกิดข้อสงสัย หนึ่งสูญสิ้นอีกหนึ่งปรากฏตัว แม้หลายคนจะยึดมั่นงมงาย แต่ที่มากกว่าคือทุกคนกลับเลื่อมใสท่านอัครมหาเสนาบดีกับเซี่ยฮูหยินยิ่งนัก”ยอมแยกจากไม่ยอมให้บุตรมีภัย แม้หวาดหวั่นกับความเชื่อเรื่องความเลวร้ายของการให้กำเนิดเด็กแฝดในตระกูล แต่กลับยอมเสี่ยงซุกซ่อนหนึ่งชีวิตเอาไว้ กระทั่งเติบโตผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้เจียงหลีมองผู้เป็นนายนิ่งขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองไปยังลั่วเฟิ่งเหยา ท่านป้าลู่กำลังนั่งสนทนากับหญิงสาวอยู่ห่างออกไป ท่าทางทั้งจริงจังและเคร่งขรึม เกรงว่าตอนนี้คงเริ่มเรียนรู้และจดจำธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แล้ว“เจ้ากำชับแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าได้เอ่ยถึงการหมั้นหมายใดๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่าทีของตระกูลหวังเล่า”“หลังมีข่าวลือแพร่ออกไปดูเหมือนตระกูลหวังจะโกรธขึ้งไม่น้อย แต่ก็ยังมาเคารพศพของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงพ่ะย่ะค่ะ”“พี่รอง?”“หลายวันมานี้คนขององค์ชายรองถูกส่งออกไปนอ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.6

    “ถามถึงหม่อมฉัน? หลายปีมานี้หม่อมฉันไม่เคยพบพระองค์ แล้วจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับหม่อมฉันให้เขาฟังได้อย่างไร”เขาสบตากับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า?” เขาพยักหน้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น”ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองเขา มองลักยิ้มหล่อเหลาในเวลาที่เขายิ้ม บุรุษล้ำเลิศทั้งดูสูงส่งเช่นนี้หากนางเคยพบต้องจำได้สิ แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา นี่มันอะไรกัน!!“รับไปเถิด อาจช่วยให้เจ้ารู้จักพี่ชายของเจ้าดีขึ้น”นางมองเขาพร้อมรับกล่องไม้ลงรักนั้นมา “แต่...ในจดหมายอาจมีเรื่องเกี่ยวกับ...ราชการลับ”“ระแวงไม่ใช้คน เมื่อจะใช้คนย่อมไม่ระแวง ในเมื่อข้าจะให้เจ้าช่วยสืบหาหลักฐานย่อมไม่ระแวงว่าเจ้ามีใจเป็นอื่น อีกอย่างหากเรื่องนี้ลุล่วงทั้งข้าและเจ้าจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่สังหารเฟิ่งสิง”นางก้มลงมองกล่องจดหมายขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ”บางคนกล่าวว่าจดหมายบอกตัวตน ลายมือบอกความหนักแน่นของผู้จรดพู่กัน ลั่วเฟิ่งเหยาค้นพบตัวตนของเซี่ยเฟิ่งสิงในจดหมายดังเช่นอวี่เสวียนกล่าวนอกเหนือไปจากนั้นนางยังรับรู้ได้ว่าทั้งสองสนิทสนมไว้ใจกันและกันมาก เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดผู้เป็นพี่ชายจึงปิดบั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.5

    ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราชสำนัก น่าดึงดูดใจมากกว่าจะมองแค่ฐานะอนุ แม้เป็นอนุแต่กลับเป็นใหญ่ในจวน เจ้าคิดหรือว่าตระกูลหวังจะถือสา ยิ่งหากหลังแต่งเข้าจวนแล้วมีหน้ามีตาในชนชั้นสูง อีกทั้งยังได้ควบรวมขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของซีฉู่ ข้าว่าไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นอนุอย่างแน่นอน”“หวังซื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรเพคะ”“เพียบพร้อม”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เลิกคิ้วมองเขา“สิบเจ็ดปีมานี้ หวังซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เขามีนามว่าเซี่ยจื่อหลิงปีนี้อายุได้สิบห้า บุตรสาวอีกคนเซี่ยหลันอวี๋ปีนี้อายุสิบสี่” เขายิ้มและกล่าวต่อ “ผู้คนในเมืองหลวงล้วนยกย่องนางเพราะภายใต้การดูแลของนาง จวนตระกูลเซี่ยเรียบร้อยและสงบสุขยิ่ง”“พี่ใหญ่ของข้า...”อวี่เสวียนยิ้มเมื่อเห็นนางกล่าวถึงเซี่ยเฟิ่งสิงอย่างยอมรับเป็นนัย “ใต้เท้าเซี่ยใช้ชีวิตอ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.4

    ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบกอดนางแนบอก มือขวากุมมีดสั้นอีกด้านที่เพิ่งถูกดึงออกมา ใบหน้าเคร่งเครียดมองไปยังม่านรถม้าด้วยความตื่นตัว...ลั่วเฟิ่งเหยียนมองไหล่ของเขาที่เคยได้รับบาดเจ็บ ...แผลปริแล้ว นางวางมือลงบนแผลนั้นเบาๆ เขาขมวดคิ้วและหันมามองนางในที่สุด“แผลปริแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหวาดกลัว เขาก้มลงมองตามสายตาของนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา“ข้าต้องกังวลไปไย มีเจ้าอยู่ทั้งคน”รอยยิ้มของเขาทำให้นางหัวใจเต้นแรงอีกแล้ว ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ละสายตาไม่มองเขาอีก ยังดีที่เขาจำต้องระแวดระวังภัย แม้ทั้งสองอยู่ในท่วงท่าทีล่อแหลมหากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดไม่นานทุกอย่างก็สงบลงคนของอวี่เสวียนควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ตอนลงจากรถม้าเพื่อสำรวจความเสียหาย ลั่วเฟิ่งเหยาจึงได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงคนของอวี่เสว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status