Share

บทที่ 1.2

last update publish date: 2026-03-18 06:38:07

เขาหลบตานางดังคาด ดังนั้นลั่วเฟิ่งเหยาจึงลากอีกฝ่ายออกมาให้ห่างจากเยี่ยหลี่เสียงก่อนถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น

“เจ้ารับปากสิ่งใดเขา"

"ขะ...ข้าไม่ได้รับปากสิ่งใดนะ เพียงแค่...เพียงแค่...” เขายังคงไม่กล้าสบตานาง “เขาขอโอกาสเพียงครั้งนี้ หากหลังการไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยท่านไม่ยินดีพบเขาอีก เขาก็จะยอมตัดใจ”

หญิงสาวหรี่ตามองลั่วหลิวด้วยสายตาคาดคั้นเช่นเดิม นางไหนเลยจะเชื่อว่าเรื่องมีเพียงแค่นั้นจริงๆ

“ก็ได้ข้าบอกก็ได้ เขารับปากว่าหากข้าช่วยเขาครั้งนี้ เขาจะยอมลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสมุนไพรจากแดนตะวันออกลงสองในห้าส่วน”

ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ...สองในห้าส่วน? นับว่าดึงดูดจริงๆ เสียด้วย เพราะหากเทียบแล้วสมุนไพรที่ถูกส่งมาจากแดนตะวันออกใช้เวลานาน หากขนส่งผ่านทางเรือของตระกูลเยี่ย จะสามารถย่นระยะเวลาได้ถึงกึ่งหนึ่ง

“เอาละ ข้าจะไป” นางพยักหน้า “แต่...” เห็นสีหน้ายินดีของทั้งลั่วหลิวและเยี่ยหลี่เสียง หญิงสาวรีบกล่าวขึ้น “สิ่งที่รับปากเอาไว้หวังว่าจะรักษาคำพูด ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร”

“ย่อมแน่นอน!”

หลังรถม้ารถหรูหราลงเขาไป จูซิ่วเดินเข้ามายืนข้างกายลั่วเฟิ่งเหยา “แม่นาง...ท่านจะลงเขาหรือเจ้าคะ”

“อืม คงต้องไปสักครา ถือเสียว่าทำเพื่อหอโอสถ การขนส่งทางเรือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ข้าต้องการสมุนไพรพวกนั้นก่อนหมดหน้าหนาว หาไม่อากาศร้อนอบอ้าวจะทำให้คุณสมบัติเปลี่ยน” นางกล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปในเรือน รินชาดื่มแก้กระหาย

จูซิ่วเดินตามเข้ามา “เช่นนั้นท่านจะนั่งรถม้าหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เหล่าเซิงเตรียมเอาไว้”

ลั่วเฟิ่งเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมา “ไม่ต้องหรอก เพียงกำชับเหล่าเซิงสองสามวันนี้ดูแลเสี่ยวไป๋ของข้าให้ดี ช่วงนี้อากาศบนเขาหนาวเหน็บ ให้เหล่าเซิงพาเสี่ยวไป๋ลงเขาไปดูแลที่บ้าน”

จูซิ่วมองหญิงสาวด้วยท่าทางงุนงง หากแต่ก็รับคำแล้วเดินหายเข้าไปในครัว ปล่อยให้ลั่วเฟิ่งเหยานั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ

นางกำลังคาดเดาจากท่าทีของเยี่ยหลี่เสียงและลั่วหลิว สังหรณ์ใจว่านอกจากเรื่องการขนส่งสมุนไพร บางทีอาจมีข้อตกลงอื่นที่นางยังไม่รู้

เยี่ยหลี่เสียงรู้จักลั่วเฟิ่งเหยาเพียงผิวเผิน ดังนั้นจึงมั่นอกมั่นใจว่าความมั่งคั่งของตระกูลเยี่ย จะสามารถดึงดูดใจนางเอาไว้ได้

เขาชมชอบสิ่งใดในตัวนาง? ลั่วเฟิ่งเหยาเคยสงสัย

นิสัยใจคอ? ...นางไม่ใคร่จะชอบพูดคุยกับคนไม่คุ้นเคย ดังนั้นคนนอกจึงมองว่านางเย่อหยิ่งไว้ตัว

เขาซาบซึ้งที่นางช่วยชีวิตเขา? ...แม้นางช่วยถอนพิษให้ แต่คนที่ดูแลเอาใจใส่เขากลับเป็น ‘จินซินหรู’ หลานสาวสุดรักของจินซื่อ ฮูหยินของลั่วหลิวต่างหาก

หากเขาซาบซึ้งก็สมควรเป็นอีกฝ่ายมากกว่า ไม่ใช่นางที่เขาพานพบเพียงไม่กี่ครั้ง

ดังนั้นข้อที่เป็นไปได้มากที่สุด นางก้มลงมองเงาเลือนรางของตนที่ส่องสะท้อนในจอกชา ...นอกจากใบหน้าที่อาจสร้างหายนะนี้แล้ว ในตัวนางจะยังมีสิ่งใดดึงดูดใจคุณชายเจ้าสำราญผู้นี้อีกเล่า

จูซิ่วช่วยลั่วเฟิ่งเหยาคาดผ้าคลุมไหล่ นางมองชุดสีฟ้าอ่อนที่นางเป็นคนตัดเย็บด้วยสายตาพึงพอใจ แต่อดไม่ได้ที่จะผิดหวัง เพราะนึกไม่ถึงว่าแม่นางลั่วของนางจะสวมไปยังคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย

ลั่วเฟิ่งเหยาหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย “ท่านไม่ต้องรอข้า” ความหมายก็คือนางอาจกลับดึก?

จูซิ่วขมวดคิ้ว “เพราะเช่นนี้ท่านจึงให้เหล่าเซิงนำเสี่ยวไป๋ลงเขา? ท่านมีเรื่องอื่นต้องไปทำหรือเจ้าคะ”

“ไม่ผิด” นางยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้จูซิ่วรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ

ลั่วเฟิ่งเหยาคาดไม่ผิดจริงๆ การไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยครานี้ แม้แต่จินซื่อและจินซินหรูก็รออยู่บนรถม้าแล้ว

นางไม่ถาม ไม่ประหลาดใจ เพียงนั่งเงียบขณะสีหน้าเองก็ไร้ความเปลี่ยนแปลง ถึงตอนนี้กลับเป็นจินซื่อและจินซินหรูที่เริ่มร้อนรน

“แม่นาง”

ทุกคนในหอโอสถล้วนเรียกนางว่า ‘แม่นาง’ เว้นเพียงลั่วหลิวเท่านั้นที่เรียกนางว่าศิษย์พี่ ลั่วเฟิ่งเหยาเองก็พอใจให้เป็นเช่นนั้น

“ท่านดูไม่ประหลาดใจ”

ลั่วเฟิ่งเหยาเพียงเงยหน้าขึ้นมองจินซื่อ “ผู้ใดจะไปหรือผู้ใดจะมาล้วนไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเคยบอกแล้ว...ผู้ใดไม่ยุ่งกับข้า ข้าเองก็จะไม่ยุ่งกับคนผู้นั้น” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเหลือบสายตามองจินซินหรู “ตรงกันข้ามหากมีคนกล้าชี้ไม้ชี้มือมาที่ข้า” นางยิ้มเมื่ออีกฝ่ายหลบตา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.9

    “ข้าคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ไม่ว่าเติบโตมาจากนอกหรือในเมืองหลวง ฐานะของข้าก็คือคนตระกูลเซี่ย” นางกล่าวเสียงเรียบ“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวก็คือหลานสาวของข้า” หย่งอันโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้ง“แต่ฮูหยินเอกของจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวคือท่านแม่ของข้า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามีข้าอยู่ก็แล้วไป แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วด้วยศักดิ์ อายุ ฐานะ ข้าเซี่ยเฟิ่งเหยา ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย”“จวนนี้น้องสาวของข้าดูแลมามากกว่าสิบปี ผู้คนล้วนยกย่องให้เกียรตินาง...”“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนเรียกนางว่าหวังซื่อเพราะให้เกียรติ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฮูหยินเอก ข้าเองยังคงต้องเรียกนางว่าอี๋เหนียง และที่นี่ก็คือจวนอัครมหาเสนาบดี มิใช่จวนหย่งอันโหวของตระกูลหวัง หรือเรื่องนี้ข้าก็เข้าใจผิดเช่นกัน แต่งเข้าในจวนในฐานะอนุ แต่ตระกูลเดิมก็ยังสามารถเข้ามาชี้ไม้ชี้มือได้? นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว...” เซี่ยเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ“เจ้า!...เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!”“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือหวังซื่อ นางเพิ่งออกมาเพราะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยดูแลเซี่ยจิ้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาถึงตั้ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.8

    หลังคนตระกูลเซี่ยคุกเข่าคารวะองค์ชายเจ็ดอย่างพร้อมพรั่ง ในที่สุดอวี่เสวียนก็กล่าวเสียงเรียบ “ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี”ทุกคนล้วนยืนขึ้นแต่ก็มีอันต้องอ้าปากค้างผงะไปหลายก้าว เมื่ออวี่เสวียนหันไปผายมือให้ลั่วเฟิ่งเหยาก้าวเข้ามา“ข้าพานางมาส่งถึงหน้าจวนตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเฟิ่งสิงแล้ว นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย คำนับบิดาของเจ้าเสียสิ เขาก็คือเซี่ยจิ้งบิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีแคว้นซีฉู่”เสียงฮือฮาด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยอื้ออึง แน่นอนใบหน้านี้ไม่มีใครสงสัยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงทรงตรัสเช่นนั้นออกมาลั่วเฟิ่งเหยา...ไม่สิ นับจากวันนี้ที่นางก้าวเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา ไม่อาจกลับไปใช้แซ่ลั่วต่อไปได้อีก“ลูกคารวะท่านพ่อ” นางคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เซี่ยจิ้ง เขารีบปราดเข้ามาประคองนางให้ยืนขึ้นดวงตาแดงก่ำ“ในที่สุด… ในที่สุด...”เขาดู...ซีดเซียวมากจริงๆ เห็นทีว่าการตายของพี่ชายทำให้บิดาของนางล้มป่วยลงเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงแคว้นซีฉู่ นอกจากข่าวการสิ้นใจของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั่วราชสำนัก นั่นก็

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.7

    ท่านป้าลู่มองนางอย่างพิจารณา “เหมือนแต่ก็แตกต่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าไม่ว่าผู้ใดที่เคยพบใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง จะรู้ได้ในทันทีว่าพวกท่านคือพี่น้องฝาแฝด ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถ้อยคำใด ไม่มีทางที่จะเกิดข้อสงสัย หนึ่งสูญสิ้นอีกหนึ่งปรากฏตัว แม้หลายคนจะยึดมั่นงมงาย แต่ที่มากกว่าคือทุกคนกลับเลื่อมใสท่านอัครมหาเสนาบดีกับเซี่ยฮูหยินยิ่งนัก”ยอมแยกจากไม่ยอมให้บุตรมีภัย แม้หวาดหวั่นกับความเชื่อเรื่องความเลวร้ายของการให้กำเนิดเด็กแฝดในตระกูล แต่กลับยอมเสี่ยงซุกซ่อนหนึ่งชีวิตเอาไว้ กระทั่งเติบโตผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้เจียงหลีมองผู้เป็นนายนิ่งขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองไปยังลั่วเฟิ่งเหยา ท่านป้าลู่กำลังนั่งสนทนากับหญิงสาวอยู่ห่างออกไป ท่าทางทั้งจริงจังและเคร่งขรึม เกรงว่าตอนนี้คงเริ่มเรียนรู้และจดจำธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แล้ว“เจ้ากำชับแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าได้เอ่ยถึงการหมั้นหมายใดๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่าทีของตระกูลหวังเล่า”“หลังมีข่าวลือแพร่ออกไปดูเหมือนตระกูลหวังจะโกรธขึ้งไม่น้อย แต่ก็ยังมาเคารพศพของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงพ่ะย่ะค่ะ”“พี่รอง?”“หลายวันมานี้คนขององค์ชายรองถูกส่งออกไปนอ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.6

    “ถามถึงหม่อมฉัน? หลายปีมานี้หม่อมฉันไม่เคยพบพระองค์ แล้วจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับหม่อมฉันให้เขาฟังได้อย่างไร”เขาสบตากับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า?” เขาพยักหน้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น”ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองเขา มองลักยิ้มหล่อเหลาในเวลาที่เขายิ้ม บุรุษล้ำเลิศทั้งดูสูงส่งเช่นนี้หากนางเคยพบต้องจำได้สิ แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา นี่มันอะไรกัน!!“รับไปเถิด อาจช่วยให้เจ้ารู้จักพี่ชายของเจ้าดีขึ้น”นางมองเขาพร้อมรับกล่องไม้ลงรักนั้นมา “แต่...ในจดหมายอาจมีเรื่องเกี่ยวกับ...ราชการลับ”“ระแวงไม่ใช้คน เมื่อจะใช้คนย่อมไม่ระแวง ในเมื่อข้าจะให้เจ้าช่วยสืบหาหลักฐานย่อมไม่ระแวงว่าเจ้ามีใจเป็นอื่น อีกอย่างหากเรื่องนี้ลุล่วงทั้งข้าและเจ้าจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่สังหารเฟิ่งสิง”นางก้มลงมองกล่องจดหมายขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ”บางคนกล่าวว่าจดหมายบอกตัวตน ลายมือบอกความหนักแน่นของผู้จรดพู่กัน ลั่วเฟิ่งเหยาค้นพบตัวตนของเซี่ยเฟิ่งสิงในจดหมายดังเช่นอวี่เสวียนกล่าวนอกเหนือไปจากนั้นนางยังรับรู้ได้ว่าทั้งสองสนิทสนมไว้ใจกันและกันมาก เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดผู้เป็นพี่ชายจึงปิดบั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.5

    ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราชสำนัก น่าดึงดูดใจมากกว่าจะมองแค่ฐานะอนุ แม้เป็นอนุแต่กลับเป็นใหญ่ในจวน เจ้าคิดหรือว่าตระกูลหวังจะถือสา ยิ่งหากหลังแต่งเข้าจวนแล้วมีหน้ามีตาในชนชั้นสูง อีกทั้งยังได้ควบรวมขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของซีฉู่ ข้าว่าไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นอนุอย่างแน่นอน”“หวังซื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรเพคะ”“เพียบพร้อม”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เลิกคิ้วมองเขา“สิบเจ็ดปีมานี้ หวังซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เขามีนามว่าเซี่ยจื่อหลิงปีนี้อายุได้สิบห้า บุตรสาวอีกคนเซี่ยหลันอวี๋ปีนี้อายุสิบสี่” เขายิ้มและกล่าวต่อ “ผู้คนในเมืองหลวงล้วนยกย่องนางเพราะภายใต้การดูแลของนาง จวนตระกูลเซี่ยเรียบร้อยและสงบสุขยิ่ง”“พี่ใหญ่ของข้า...”อวี่เสวียนยิ้มเมื่อเห็นนางกล่าวถึงเซี่ยเฟิ่งสิงอย่างยอมรับเป็นนัย “ใต้เท้าเซี่ยใช้ชีวิตอ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.4

    ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบกอดนางแนบอก มือขวากุมมีดสั้นอีกด้านที่เพิ่งถูกดึงออกมา ใบหน้าเคร่งเครียดมองไปยังม่านรถม้าด้วยความตื่นตัว...ลั่วเฟิ่งเหยียนมองไหล่ของเขาที่เคยได้รับบาดเจ็บ ...แผลปริแล้ว นางวางมือลงบนแผลนั้นเบาๆ เขาขมวดคิ้วและหันมามองนางในที่สุด“แผลปริแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหวาดกลัว เขาก้มลงมองตามสายตาของนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา“ข้าต้องกังวลไปไย มีเจ้าอยู่ทั้งคน”รอยยิ้มของเขาทำให้นางหัวใจเต้นแรงอีกแล้ว ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ละสายตาไม่มองเขาอีก ยังดีที่เขาจำต้องระแวดระวังภัย แม้ทั้งสองอยู่ในท่วงท่าทีล่อแหลมหากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดไม่นานทุกอย่างก็สงบลงคนของอวี่เสวียนควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ตอนลงจากรถม้าเพื่อสำรวจความเสียหาย ลั่วเฟิ่งเหยาจึงได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงคนของอวี่เสว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status