LOGINเขาหลบตานางดังคาด ดังนั้นลั่วเฟิ่งเหยาจึงลากอีกฝ่ายออกมาให้ห่างจากเยี่ยหลี่เสียงก่อนถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น
“เจ้ารับปากสิ่งใดเขา"
"ขะ...ข้าไม่ได้รับปากสิ่งใดนะ เพียงแค่...เพียงแค่...” เขายังคงไม่กล้าสบตานาง “เขาขอโอกาสเพียงครั้งนี้ หากหลังการไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยท่านไม่ยินดีพบเขาอีก เขาก็จะยอมตัดใจ”
หญิงสาวหรี่ตามองลั่วหลิวด้วยสายตาคาดคั้นเช่นเดิม นางไหนเลยจะเชื่อว่าเรื่องมีเพียงแค่นั้นจริงๆ
“ก็ได้ข้าบอกก็ได้ เขารับปากว่าหากข้าช่วยเขาครั้งนี้ เขาจะยอมลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสมุนไพรจากแดนตะวันออกลงสองในห้าส่วน”
ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ...สองในห้าส่วน? นับว่าดึงดูดจริงๆ เสียด้วย เพราะหากเทียบแล้วสมุนไพรที่ถูกส่งมาจากแดนตะวันออกใช้เวลานาน หากขนส่งผ่านทางเรือของตระกูลเยี่ย จะสามารถย่นระยะเวลาได้ถึงกึ่งหนึ่ง
“เอาละ ข้าจะไป” นางพยักหน้า “แต่...” เห็นสีหน้ายินดีของทั้งลั่วหลิวและเยี่ยหลี่เสียง หญิงสาวรีบกล่าวขึ้น “สิ่งที่รับปากเอาไว้หวังว่าจะรักษาคำพูด ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร”
“ย่อมแน่นอน!”
หลังรถม้ารถหรูหราลงเขาไป จูซิ่วเดินเข้ามายืนข้างกายลั่วเฟิ่งเหยา “แม่นาง...ท่านจะลงเขาหรือเจ้าคะ”
“อืม คงต้องไปสักครา ถือเสียว่าทำเพื่อหอโอสถ การขนส่งทางเรือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ข้าต้องการสมุนไพรพวกนั้นก่อนหมดหน้าหนาว หาไม่อากาศร้อนอบอ้าวจะทำให้คุณสมบัติเปลี่ยน” นางกล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปในเรือน รินชาดื่มแก้กระหาย
จูซิ่วเดินตามเข้ามา “เช่นนั้นท่านจะนั่งรถม้าหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เหล่าเซิงเตรียมเอาไว้”
ลั่วเฟิ่งเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมา “ไม่ต้องหรอก เพียงกำชับเหล่าเซิงสองสามวันนี้ดูแลเสี่ยวไป๋ของข้าให้ดี ช่วงนี้อากาศบนเขาหนาวเหน็บ ให้เหล่าเซิงพาเสี่ยวไป๋ลงเขาไปดูแลที่บ้าน”
จูซิ่วมองหญิงสาวด้วยท่าทางงุนงง หากแต่ก็รับคำแล้วเดินหายเข้าไปในครัว ปล่อยให้ลั่วเฟิ่งเหยานั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ
นางกำลังคาดเดาจากท่าทีของเยี่ยหลี่เสียงและลั่วหลิว สังหรณ์ใจว่านอกจากเรื่องการขนส่งสมุนไพร บางทีอาจมีข้อตกลงอื่นที่นางยังไม่รู้
เยี่ยหลี่เสียงรู้จักลั่วเฟิ่งเหยาเพียงผิวเผิน ดังนั้นจึงมั่นอกมั่นใจว่าความมั่งคั่งของตระกูลเยี่ย จะสามารถดึงดูดใจนางเอาไว้ได้
เขาชมชอบสิ่งใดในตัวนาง? ลั่วเฟิ่งเหยาเคยสงสัย
นิสัยใจคอ? ...นางไม่ใคร่จะชอบพูดคุยกับคนไม่คุ้นเคย ดังนั้นคนนอกจึงมองว่านางเย่อหยิ่งไว้ตัว
เขาซาบซึ้งที่นางช่วยชีวิตเขา? ...แม้นางช่วยถอนพิษให้ แต่คนที่ดูแลเอาใจใส่เขากลับเป็น ‘จินซินหรู’ หลานสาวสุดรักของจินซื่อ ฮูหยินของลั่วหลิวต่างหาก
หากเขาซาบซึ้งก็สมควรเป็นอีกฝ่ายมากกว่า ไม่ใช่นางที่เขาพานพบเพียงไม่กี่ครั้ง
ดังนั้นข้อที่เป็นไปได้มากที่สุด นางก้มลงมองเงาเลือนรางของตนที่ส่องสะท้อนในจอกชา ...นอกจากใบหน้าที่อาจสร้างหายนะนี้แล้ว ในตัวนางจะยังมีสิ่งใดดึงดูดใจคุณชายเจ้าสำราญผู้นี้อีกเล่า
จูซิ่วช่วยลั่วเฟิ่งเหยาคาดผ้าคลุมไหล่ นางมองชุดสีฟ้าอ่อนที่นางเป็นคนตัดเย็บด้วยสายตาพึงพอใจ แต่อดไม่ได้ที่จะผิดหวัง เพราะนึกไม่ถึงว่าแม่นางลั่วของนางจะสวมไปยังคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย
ลั่วเฟิ่งเหยาหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย “ท่านไม่ต้องรอข้า” ความหมายก็คือนางอาจกลับดึก?
จูซิ่วขมวดคิ้ว “เพราะเช่นนี้ท่านจึงให้เหล่าเซิงนำเสี่ยวไป๋ลงเขา? ท่านมีเรื่องอื่นต้องไปทำหรือเจ้าคะ”
“ไม่ผิด” นางยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้จูซิ่วรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
ลั่วเฟิ่งเหยาคาดไม่ผิดจริงๆ การไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยครานี้ แม้แต่จินซื่อและจินซินหรูก็รออยู่บนรถม้าแล้ว
นางไม่ถาม ไม่ประหลาดใจ เพียงนั่งเงียบขณะสีหน้าเองก็ไร้ความเปลี่ยนแปลง ถึงตอนนี้กลับเป็นจินซื่อและจินซินหรูที่เริ่มร้อนรน
“แม่นาง”
ทุกคนในหอโอสถล้วนเรียกนางว่า ‘แม่นาง’ เว้นเพียงลั่วหลิวเท่านั้นที่เรียกนางว่าศิษย์พี่ ลั่วเฟิ่งเหยาเองก็พอใจให้เป็นเช่นนั้น
“ท่านดูไม่ประหลาดใจ”
ลั่วเฟิ่งเหยาเพียงเงยหน้าขึ้นมองจินซื่อ “ผู้ใดจะไปหรือผู้ใดจะมาล้วนไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเคยบอกแล้ว...ผู้ใดไม่ยุ่งกับข้า ข้าเองก็จะไม่ยุ่งกับคนผู้นั้น” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเหลือบสายตามองจินซินหรู “ตรงกันข้ามหากมีคนกล้าชี้ไม้ชี้มือมาที่ข้า” นางยิ้มเมื่ออีกฝ่ายหลบตา
“ข้าคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ไม่ว่าเติบโตมาจากนอกหรือในเมืองหลวง ฐานะของข้าก็คือคนตระกูลเซี่ย” นางกล่าวเสียงเรียบ“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวก็คือหลานสาวของข้า” หย่งอันโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้ง“แต่ฮูหยินเอกของจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวคือท่านแม่ของข้า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามีข้าอยู่ก็แล้วไป แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วด้วยศักดิ์ อายุ ฐานะ ข้าเซี่ยเฟิ่งเหยา ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย”“จวนนี้น้องสาวของข้าดูแลมามากกว่าสิบปี ผู้คนล้วนยกย่องให้เกียรตินาง...”“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนเรียกนางว่าหวังซื่อเพราะให้เกียรติ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฮูหยินเอก ข้าเองยังคงต้องเรียกนางว่าอี๋เหนียง และที่นี่ก็คือจวนอัครมหาเสนาบดี มิใช่จวนหย่งอันโหวของตระกูลหวัง หรือเรื่องนี้ข้าก็เข้าใจผิดเช่นกัน แต่งเข้าในจวนในฐานะอนุ แต่ตระกูลเดิมก็ยังสามารถเข้ามาชี้ไม้ชี้มือได้? นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว...” เซี่ยเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ“เจ้า!...เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!”“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือหวังซื่อ นางเพิ่งออกมาเพราะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยดูแลเซี่ยจิ้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาถึงตั้ง
หลังคนตระกูลเซี่ยคุกเข่าคารวะองค์ชายเจ็ดอย่างพร้อมพรั่ง ในที่สุดอวี่เสวียนก็กล่าวเสียงเรียบ “ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี”ทุกคนล้วนยืนขึ้นแต่ก็มีอันต้องอ้าปากค้างผงะไปหลายก้าว เมื่ออวี่เสวียนหันไปผายมือให้ลั่วเฟิ่งเหยาก้าวเข้ามา“ข้าพานางมาส่งถึงหน้าจวนตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเฟิ่งสิงแล้ว นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย คำนับบิดาของเจ้าเสียสิ เขาก็คือเซี่ยจิ้งบิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีแคว้นซีฉู่”เสียงฮือฮาด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยอื้ออึง แน่นอนใบหน้านี้ไม่มีใครสงสัยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงทรงตรัสเช่นนั้นออกมาลั่วเฟิ่งเหยา...ไม่สิ นับจากวันนี้ที่นางก้าวเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา ไม่อาจกลับไปใช้แซ่ลั่วต่อไปได้อีก“ลูกคารวะท่านพ่อ” นางคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เซี่ยจิ้ง เขารีบปราดเข้ามาประคองนางให้ยืนขึ้นดวงตาแดงก่ำ“ในที่สุด… ในที่สุด...”เขาดู...ซีดเซียวมากจริงๆ เห็นทีว่าการตายของพี่ชายทำให้บิดาของนางล้มป่วยลงเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงแคว้นซีฉู่ นอกจากข่าวการสิ้นใจของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั่วราชสำนัก นั่นก็
ท่านป้าลู่มองนางอย่างพิจารณา “เหมือนแต่ก็แตกต่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าไม่ว่าผู้ใดที่เคยพบใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง จะรู้ได้ในทันทีว่าพวกท่านคือพี่น้องฝาแฝด ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถ้อยคำใด ไม่มีทางที่จะเกิดข้อสงสัย หนึ่งสูญสิ้นอีกหนึ่งปรากฏตัว แม้หลายคนจะยึดมั่นงมงาย แต่ที่มากกว่าคือทุกคนกลับเลื่อมใสท่านอัครมหาเสนาบดีกับเซี่ยฮูหยินยิ่งนัก”ยอมแยกจากไม่ยอมให้บุตรมีภัย แม้หวาดหวั่นกับความเชื่อเรื่องความเลวร้ายของการให้กำเนิดเด็กแฝดในตระกูล แต่กลับยอมเสี่ยงซุกซ่อนหนึ่งชีวิตเอาไว้ กระทั่งเติบโตผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้เจียงหลีมองผู้เป็นนายนิ่งขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองไปยังลั่วเฟิ่งเหยา ท่านป้าลู่กำลังนั่งสนทนากับหญิงสาวอยู่ห่างออกไป ท่าทางทั้งจริงจังและเคร่งขรึม เกรงว่าตอนนี้คงเริ่มเรียนรู้และจดจำธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แล้ว“เจ้ากำชับแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าได้เอ่ยถึงการหมั้นหมายใดๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่าทีของตระกูลหวังเล่า”“หลังมีข่าวลือแพร่ออกไปดูเหมือนตระกูลหวังจะโกรธขึ้งไม่น้อย แต่ก็ยังมาเคารพศพของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงพ่ะย่ะค่ะ”“พี่รอง?”“หลายวันมานี้คนขององค์ชายรองถูกส่งออกไปนอ
“ถามถึงหม่อมฉัน? หลายปีมานี้หม่อมฉันไม่เคยพบพระองค์ แล้วจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับหม่อมฉันให้เขาฟังได้อย่างไร”เขาสบตากับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า?” เขาพยักหน้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น”ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองเขา มองลักยิ้มหล่อเหลาในเวลาที่เขายิ้ม บุรุษล้ำเลิศทั้งดูสูงส่งเช่นนี้หากนางเคยพบต้องจำได้สิ แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา นี่มันอะไรกัน!!“รับไปเถิด อาจช่วยให้เจ้ารู้จักพี่ชายของเจ้าดีขึ้น”นางมองเขาพร้อมรับกล่องไม้ลงรักนั้นมา “แต่...ในจดหมายอาจมีเรื่องเกี่ยวกับ...ราชการลับ”“ระแวงไม่ใช้คน เมื่อจะใช้คนย่อมไม่ระแวง ในเมื่อข้าจะให้เจ้าช่วยสืบหาหลักฐานย่อมไม่ระแวงว่าเจ้ามีใจเป็นอื่น อีกอย่างหากเรื่องนี้ลุล่วงทั้งข้าและเจ้าจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่สังหารเฟิ่งสิง”นางก้มลงมองกล่องจดหมายขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ”บางคนกล่าวว่าจดหมายบอกตัวตน ลายมือบอกความหนักแน่นของผู้จรดพู่กัน ลั่วเฟิ่งเหยาค้นพบตัวตนของเซี่ยเฟิ่งสิงในจดหมายดังเช่นอวี่เสวียนกล่าวนอกเหนือไปจากนั้นนางยังรับรู้ได้ว่าทั้งสองสนิทสนมไว้ใจกันและกันมาก เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดผู้เป็นพี่ชายจึงปิดบั
ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราชสำนัก น่าดึงดูดใจมากกว่าจะมองแค่ฐานะอนุ แม้เป็นอนุแต่กลับเป็นใหญ่ในจวน เจ้าคิดหรือว่าตระกูลหวังจะถือสา ยิ่งหากหลังแต่งเข้าจวนแล้วมีหน้ามีตาในชนชั้นสูง อีกทั้งยังได้ควบรวมขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของซีฉู่ ข้าว่าไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นอนุอย่างแน่นอน”“หวังซื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรเพคะ”“เพียบพร้อม”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เลิกคิ้วมองเขา“สิบเจ็ดปีมานี้ หวังซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เขามีนามว่าเซี่ยจื่อหลิงปีนี้อายุได้สิบห้า บุตรสาวอีกคนเซี่ยหลันอวี๋ปีนี้อายุสิบสี่” เขายิ้มและกล่าวต่อ “ผู้คนในเมืองหลวงล้วนยกย่องนางเพราะภายใต้การดูแลของนาง จวนตระกูลเซี่ยเรียบร้อยและสงบสุขยิ่ง”“พี่ใหญ่ของข้า...”อวี่เสวียนยิ้มเมื่อเห็นนางกล่าวถึงเซี่ยเฟิ่งสิงอย่างยอมรับเป็นนัย “ใต้เท้าเซี่ยใช้ชีวิตอ
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบกอดนางแนบอก มือขวากุมมีดสั้นอีกด้านที่เพิ่งถูกดึงออกมา ใบหน้าเคร่งเครียดมองไปยังม่านรถม้าด้วยความตื่นตัว...ลั่วเฟิ่งเหยียนมองไหล่ของเขาที่เคยได้รับบาดเจ็บ ...แผลปริแล้ว นางวางมือลงบนแผลนั้นเบาๆ เขาขมวดคิ้วและหันมามองนางในที่สุด“แผลปริแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหวาดกลัว เขาก้มลงมองตามสายตาของนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา“ข้าต้องกังวลไปไย มีเจ้าอยู่ทั้งคน”รอยยิ้มของเขาทำให้นางหัวใจเต้นแรงอีกแล้ว ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ละสายตาไม่มองเขาอีก ยังดีที่เขาจำต้องระแวดระวังภัย แม้ทั้งสองอยู่ในท่วงท่าทีล่อแหลมหากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดไม่นานทุกอย่างก็สงบลงคนของอวี่เสวียนควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ตอนลงจากรถม้าเพื่อสำรวจความเสียหาย ลั่วเฟิ่งเหยาจึงได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงคนของอวี่เสว







