Se connecterลั่วเฟิ่งเหยามองลั่วหลิวด้วยสายตาคาดคั้น มองท่าทีร้อนรนของเยี่ยฮูหยิน กระทั่ง...ในที่สุดก็กระจ่าง “ปะการังสีแดงคงไม่ใช่ข้อเสนอหนึ่งเดียวกระมัง” นางยิ้ม “หากข้ารับเอาไว้ ข้อเสนอต่อมาก็คงจะเป็น...” นางมองไปยังจินซินหรู “แต่งนางเข้าตระกูลเยี่ยพร้อมข้า?”
ลั่วหลิวหลบสายตาในทันที เยี่ยฮูหยินเองก็มีท่าทีกระอักกระอ่วน
ลั่วเฟิ่งเหยาหัวเราะออกมาจากนั้นกล่าวต่อไป “เพราะข้าปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรก ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะยังสนทนา นึกไม่ถึงว่าคุณชายเยี่ยกลับคิดว่าข้าปฏิเสธเพราะข้อเสนอที่สองนี้? ขออภัยที่ทำให้ผิดหวัง สำหรับผู้อื่นปะการังแดงอาจมีค่ามากกว่าแคว้นนี้ทั้งแคว้น แต่สำหรับข้าแล้ว อิสระของข้าไม่อาจแลกมาด้วยสิ่งใด ขอตัว”
“ศะ...ศิษย์พี่ คือ...”
“ลั่วหลิว” นางเรียกชื่อของศิษย์น้องเสียงเรียบแต่ไม่หันกลับมามองเขา “ครั้งนี้ข้าจะไม่กล่าวโทษเจ้าเพราะเห็นแก่หอโอสถ แต่หากยังกล้าใช้เล่ห์กลกับข้าอีก ต่อให้เป็นเจ้าข้าก็จะไม่ปล่อยไปโดยง่าย!”
ลั่วหลิวเข่าอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่ เขารีบวิ่งตามหญิงสาวร่างเล็กที่ก้าวฉับๆ ออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย ทิ้งเอาไว้เพียงเยี่ยหลี่เสียงที่ผิดหวังจนดวงตาแดงก่ำ ไม่แม้แต่จะหันไปมองจินซินหรูที่น้ำตาหลั่งริน
“ศิษย์พี่ ขะ...ข้าจะให้รถม้าไปส่งท่าน ท่าน...”
“ไม่ต้อง! เจ้ากลับหอโอสถไปเสีย กลับไปทบทวนความผิดของตัวเอง นับจากนี้หากข้าไม่อนุญาตห้ามขึ้นไปบนยอดสวีซานเด็ดขาด หากยังกล้าปล่อยให้หน้าไหนขึ้นไปรบกวนข้าอีก เจ้าจะไม่ได้พบข้าอีกตลอดกาล!!!”
“ข้า...”
“หืม?” นางหันกลับไปมองเขาพร้อมหรี่ตาเป็นเชิงถาม
“ขะ...ข้ารับทราบแล้ว จะไม่ขึ้นยอดเขาเด็ดขาดหากไม่มีคำสั่ง! ทั้งยังไม่ให้ใครขึ้นไปรบกวนท่าน!” เขากล่าวจบสายตาก็เห็นเพียงแขนเสื้อสีฟ้าที่พลิ้วไหวตามจังหวะการหมุนตัว
มองแผ่นหลังองอาจกำลังเดินจากไป นางเพียงเดินตรงเข้าไปในเมืองท่ามกลางผู้คนมากมาย ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ลั่วหลิวอกสั่นขวัญแขวนจนเหงื่อเปียกชุ่ม เขาอายุมากกว่านางถึงสิบปี แต่ไม่รู้เพราะอะไรจึงรู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่ายอย่างแก้ไม่หาย อาจเพราะครั้งหนึ่งเขาเคยได้ติดตามอาจารย์และลั่วเฟิ่งเหยา ดังนั้นจึงรู้จักนิสัยใจคออีกฝ่ายมากที่สุด
ลั่วเฟิ่งเหยามองเผินๆ คล้ายคนไม่ยี่หระกับสิ่งใด หากแต่เมื่อใดที่มีคนยั่วโมโหนาง คนผู้นั้นก็นับว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว เพราะนางจะไม่มีวันละเว้นโดยเด็ดขาด แม้ที่ผ่านมาคนที่มีความกล้าเช่นนั้นจะมีน้อยมาก แต่เขาก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยนั้น!
นึกถึงวันนั้นที่เขาใช้ชีวิตแลกกับตำแหน่งผู้ดูแลหอโอสถ ผู้คุ้มกันมากมายที่เขาหมายใช้เพื่อหยุดนาง บุรุษอกสามศอกกว่าสามสิบคน...พวกนั้นค่อยๆ ล้มลงทีละคนตอนที่ลั่วเฟิ่งเหยาเดินช้าๆ เข้าใกล้เขามาทีละก้าว
พิษร้ายที่ไม่รู้ว่านางทำได้อย่างไรค่อยๆ ล้มผู้คุ้มกันของเขาจนสิ้น จากนั้นนางมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
‘ลั่วหลิว เจ้าไม่เห็นต้องเปลืองแรงถึงเพียงนี้ ตำแหน่งผู้ดูแลแต่แรกข้าก็หมายจะยกให้เจ้า’ นางกล่าวจากนั้นถอนหายใจออกมา ‘งานศพของอาจารย์เจ้าจงจัดการให้เรียบร้อย เสร็จจากงานศพข้าจะจากไปไม่กลับมาอีก เจ้าก็...ดูแลที่นี่ต่อไปเถิด’
นางกล่าวและทำเช่นนั้นจริงๆ กระทั่งเป็นเขาที่ต้องพลิกแผ่นดินเพื่อตามนางกลับมายังสวีซาน
ล่วงเข้ากลางยามเว่ย[1]ในที่สุดลั่วเฟิ่งเหยาก็หยุดยืนอยู่หน้าร้านเครื่องหอม นางเดินเข้าไปในร้านจากนั้นล้วงป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมา “ข้ามาพบหลงจู๊ชิว”
“แม่นางเชิญด้านใน ข้าจะไปตามหลงจู๊มาเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวเดินตามเด็กรับใช้หน้าร้านเข้าไปภายในอย่างคุ้นเคย รอไม่นานหลงจู๊ชิวก็เข้ามาพบ เขามีท่าทียินดีทุกครั้งที่ได้พบหญิงสาว
“แม่นางลั่ว เดือนนี้ท่านมาช้าข้ายังนึกว่าท่านจะไม่ลงเขาเสียแล้ว”
“สิบวันก่อนเหล่าเซิงนำไม้กฤษณา[2]มาให้แล้วกระมัง”
“ขอรับ” ชายวัยกลางคนรีบยื่นถุงเงินให้นางด้วยท่าทีนอบน้อม “ไม่ทราบว่าแม่นางพอจะมีมู่เซียง[3]หลงเหลือบ้างหรือไม่ มู่เซียงจากยอดสวีซานนับว่าดีที่สุด”
“ข้าจะส่งลงเขามาในอีกสองสามวัน”
“เช่นนั้นก็นับว่าประเสริฐ ข้าจะรอ”
เขามีท่าทีนอบน้อมกับนางเสมอเพราะสมุนไพรหลายๆ อย่างที่เขานำมาทำเครื่องหอม หลังๆ มานี้มักจะได้จากลั่วเฟิ่งเหยา เรื่องคุณภาพไม่ต้องกล่าวถึงเพราะนางล่วงรู้ว่าต้องเก็บรักษาอย่างไรจึงสามารถคงสภาพสมุนไพรเหล่านั้นได้ดีที่สุด
[1] ช่วงเวลาบ่ายสองโมง
[2] เฉินเซียง (沉香) ไม้กฤษณาหรือไม้หอม คนในสมัยโบราณนำมาใช้เป็นกระสายยาในการรักษา ทั้งนี้ยังนำมาใช้เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมในการบำบัด
[3] มู่เซียง (木香) หรือโกฐกระดูก รสเผ็ดขม มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณปรับการไหลเวียนชี่ ลดอาการปวด บำรุงม้ามช่วยย่อยอาหาร สามารถลดอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย ช่วยบำรุงเลือด
ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส
อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน
“แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส
“ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ
“เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั
เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง
หนึ่งเดือนของการไว้ทุกข์กับการค้นหาหลักฐานที่แสนสิ้นหวัง ยังไม่นับรวมการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเสี่ยวกุ่ย วันแรกที่ครบกำหนดไว้ทุกข์ก็มีขันทีจากวังหลวงนำรถม้ามารอรับ ทั้งยังแจ้งเซี่ยจิ้งว่าฮองเฮามีรับสั่งให้เซี่ยเฟิ่งเหยาเข้าเฝ้าเห็นน้องสาวต่างมารดากัดปากบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแทบขาด เซี่ยเฟิงเหยาได
อวี่เสวียนย่อตัวลงช้อนร่างของเซี่ยเฟิ่งเหยาขึ้น เหินกายไปยังม้าสีขาวที่ส่งเสียงดังลั่น เขาตวัดเสื้อคลุมบดบังหญิงสาวเอาไว้ทั้งตัว คว้าสายบังเหียนกระตุ้นเจ้าม้าตัวโตให้หันกลับไปยังกำแพงเมืองเสียงการต่อสู้ยังคงไล่หลังมาพร้อมอาวุธที่แหวกอากาศตามมาติดๆ เซี่ยเฟิ่งเหยาเกาะไหล่กว้างแน่นหลับตาลงด้วยความตื่
“ลุงกับป้าสะใภ้ของเจ้าคือคนตระกูลหวัง! ที่นี่คือตระกูลเซี่ย คือจวนอัครมหาเสนาบดี เจ้าเลือกมาว่าจะเป็นคนตระกูลหวัง หรือยังอยากเป็นคุณหนูรองตระกูลเซี่ย หากอยากเป็นคนตระกูลหวังข้าจะให้อี๋เหนียงส่งเจ้าไปที่นั่น เปลี่ยนแซ่ของเจ้าให้เป็นคนของจวนหย่งอันโหวเสีย หาไม่อย่าได้กล้ากล่าวอ้างจวนหย่งอันโหวมาข่มขู
เซี่ยจิ้งถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ใช่ เพิ่งหมั้นหมายได้ไม่นาน บุตรสาวเจ้ากรมพิธีการ คุณหนูสามตระกูลเฉา นางเองก็...ล้มป่วย”ขอบตาของเซี่ยเฟิ่งเหยาร้อนผ่าว คนรักมาสิ้นใจจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย นางไม่รู้เลยว่าคุณหนูเฉาผู้นั้นจะรู้สึกเช่นไรตอนครุ่นคิดหญิงสาวก็ช่วยบิดาสวมเสื้อคลุมและประคองเขาเดินออกมาจาก







