Se connecterเมื่อออกมาจากร้านเครื่องหอมลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกไปยังประตูเมือง นางไม่ได้เดินตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา หากแต่เลี้ยงไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงเมือง
กระท่อมหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับลำคลองรองกำแพงเมือง บุรุษวัยกลางคนกำลังปลดปลาที่เพิ่งถูกดึงจากอวน เขาไม่รับรู้ว่าบัดนี้หญิงสาวเดินมาหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ก่อนที่ฮูหยินของตนจะกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“แม่นาง! มาได้อย่างไรเจ้าคะ เดินมา? ท่านมากับผู้ใด” เซิงฮูหยินมองไปรอบๆ “มาคนเดียวอีกแล้วหรือ อันตรายมากรู้หรือไม่!”
เหล่าเซิงหันมามองหญิงสาวในชุดสีฟ้า เขาขมวดคิ้วมองไปด้านหลังหญิงสาว “แม่นาง? เพราะอย่างนี้ท่านจึงให้ข้านำเสี่ยวไป๋ลงเขามา?”
“เหล่าเซิง” นางยิ้มให้ชายวัยกลางคน “ข้าไปรับเงินที่ร้านเครื่องหอม นี่เป็นเงินกับข้าวของที่ข้าอยากให้ท่านนำกลับขึ้นเขาไปด้วย” นางยื่นกระดาษที่เขียนบอกรายละเอียดสิ่งของที่นางอยากได้กับเงินส่งให้อีกฝ่าย
เหล่าเซิงรีบก้าวเข้าไปรับพร้อมกับมองไปที่เสี่ยวไป๋ มันส่งเสียงยินดีทันทีที่เห็นผู้เป็นนาย “เสี่ยวไป๋เป็นเด็กดีมาตลอดไม่เคยส่งเสียงเลย ตอนนี้เห็นท่านมารับก็ดีใจใหญ่”
ลั่วเฟิ่งเหยาเดินไปยังคอกม้า ลูบแผงคอของมันด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวไป๋เด็กดี เรากลับขึ้นเขากันดีหรือไม่”
“ล่วงเข้าปลายยามเว่ย[1]แล้ว” เหล่าเซิงขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นข้าจะรีบกลับเลยไม่เถลไถลที่ใด” นางรู้ว่าสองสามีภรรยากังวลเรื่องความปลอดภัย “ท่านก็รู้ว่าข้าขี่ม้าเก่ง”
เซิงฮูหยินส่งเสียงให้หญิงสาวรอสักครู่จากนั้นวิ่งกลับเข้าไปหยิบเสื้อคลุมสีดำ “ข้าเย็บเอาไว้หลายวันแล้วกะจะให้ตาเฒ่าเอาไปให้ท่าน พอดีเลยท่านจะได้ใส่ขี่ม้าข้ากลับ”
“ขอบคุณ” หญิงสาวรับมาสวมจากนั้นผูกผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าส่วนล่าง นางทำเช่นนี้เสมอเวลาขี่ม้า ไม่นานก็ควบเสี่ยวไป๋ตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา
เส้นทางขึ้นเขานางคุ้นเคยเป็นอย่างดี วันนี้กลับรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป บางอย่างที่ว่าก็คือ...ความเงียบ
ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงของสรรพสัตว์
เสี่ยวไป๋รับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันส่งเสียงฟืดฟาดพร้อมกับลดความเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะเปลี่ยนเส้นทางย้อนกลับไป เสียงการต่อสู้กลับเริ่มขึ้นพร้อมกับพุ่งตรงเข้ามายังทิศทางที่นางอยู่
กลุ่มคนชุดดำจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังไล่ล่าคนชุดดำอีกสามคน พวกเขาสวมชุดพรางกายอย่างมิดชิด แม้แต่ใบหน้าก็มองไม่เห็น นางพยายามกุมบังเหียนแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงจากหลังเสี่ยวไป๋ ทว่าร่างหนึ่งกลับถูกเหวี่ยงมาชนเสี่ยวไป๋ หลังจากถูกฝ่ามือของหนึ่งในผู้ที่ถูกไล่ล่า เห็นชัดว่าฝีมือของคนที่มีจำนวนน้อยกว่านั้นไม่ธรรมดา
เสี่ยวไป๋ถูกชนจนตื่นตระหนกยกสองขาหน้าขึ้น ลั่วเฟิ่งเหยาถูกสะบัดจนร่วงตกลงมาในที่สุด กระนั้นเมื่อมีไอสังหารพุ่งมายังนาง เงาร่างสีดำที่เพิ่งชนเสี่ยวไป๋ก็ถูกถีบจนกระเด็น
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี่ยวไป๋ที่ยืนบังร่างนางกับกลุ่มคนพวกนั้น กระทั่งไม่นานนางก็ได้กลิ่นคาวของเลือด
แม้ฝีมือดีแต่จำนวนที่น้อยกว่าก็เสียเปรียบ นางมองประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็วและพบว่าหนึ่งในสามคนนั้นมีคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
ไม่สิ...สองคนดูเหมือนกำลังคุ้มกันบุรุษที่ได้รับบาดเจ็บผู้นั้น ที่สำคัญเขาจึงจะเป็นเป้าหมายของมือสังหารชุดดำที่มีจำนวนมากกว่า
คนบาดเจ็บถูกดันมายังจุดที่นางยืนอยู่ หญิงสาวมองท่าทีปกป้องของคนอีกสองคน ในใจตระหนักแล้วว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไร
ว่ากันว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นสิ่งที่ไม่อาจดูแคลน คนสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งพยายามคุ้มกันคนบาดเจ็บ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาเห็นแล้วว่านางไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงดึงนางเข้ามาในวงของการคุ้มกัน หากแต่คนอีกกลุ่มกลับไม่สนใจความเป็นตายของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง สายตามาดร้ายเพียงจ้องมาราวกับจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
“นายท่าน”
“ข้าไม่เป็นอะไร” แม้กล่าวเช่นนั้นเขากลับพยุงกายแทบไม่อยู่ มือที่กุมกระบี่สั่นเทา
ลั่วเฟิ่งเหยาเข้ามาประคองเขานั่งลง สบสายตาคมดุภายใต้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้า กระทั่งข้างหูได้ยินเสียงการต่อสู้อีกครั้ง ชีพจรของเขาเต้นแรงมาก
“ท่านถูกพิษ?” นางกล่าวทั้งที่เพิ่งแตะข้อมือของเขา
ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางนิ่ง เขาไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นนางเลิกกระโปรงฉีกส่วนในออกมาเพื่อพันแผลที่ต้นแขน
“พิษนี้ไม่ได้มาจากบาดแผล เป็นพิษหงอนกระเรียนสีเทา” นางยื่นมือมายังผ้าปิดหน้าของเขา แต่เขากลับยกมือคว้าข้อมือนางไว้
ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเจ็บ “หากกล้าหักข้อมือข้า ข้าจะทำให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจของท่านทันที ท่านจะตายหลังจากหายใจเข้าออกเพียงห้าครั้ง” นางหรี่ตามองเขาอย่างจริงจัง
[1] ช่วงเวลาบ่ายสามโมง
ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส
อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน
“แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส
“ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ
“เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั
เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง
เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ
เงียบกริบ... กระทั่งหญิงสาวกำลังจะปิดหน้าต่างเสียงฝีเท้าก็เดินมาข้างหน้าต่างที่นางยืนอยู่ เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้วอ้าปากค้าง “องค์ชาย? นี่เขตฝ่ายในของจวนตระกูลสวีนะเพคะ”อวี่เสวียนหัวเราะยกพัดขึ้นปิดปาก “เจ้ายังนึกสนุกเข้ามาร่วมชมความครึกครื้น เช่นนั้นข้าจะมาไม่ได้เชียวหรือ”“ทรงทราบ?”เขาไม่ตอบเพียง
“ข้าหรือ” เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้โดนน้ำชาหกรดนี่ นำเสด็จองค์หญิงใหญ่ไปก็พอ รบกวนตระกูลสวีเปล่าๆ” นางกล่าวเสียงเรียบ“มิใช่บอกว่าสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่? นึกไม่ถึงว่าจะไร้คุณธรรมเช่นนี้ แทนที่จะรีบตามเสด็จไปดูแล” หวังเหวินหรูกล่าวขึ้น“นั่นสิ อย่างน้อยเดินไปกับพระองค์สักหน่อยก็ยังดี สาวใช้เ
“องค์หญิงใหญ่ไม่ทรงคิดว่าน่าประหลาดหรอกหรือเพคะ ใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงสิ้นใจ คุณหนูเซี่ยก็กลับเข้าจวนทันที จะกล่าวกันจริงๆ แล้วคงมิใช่รอคอยวันนี้จนแทบทนไม่ไหว...”เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปสบตากับคนพูดนิ่ง นางไม่ได้กล่าวอะไรเพียงจดจ้องอีกฝ่ายจนทำให้สตรีผู้นั้นประหม่า“การที่น้องเจ็ดไปรับเฟิ่งเหยากลับมาไว้ทุ







![จอมนางบัลลังก์มังกร [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)