Share

บทที่ 1.5

last update Date de publication: 2026-03-18 06:38:24

เมื่อออกมาจากร้านเครื่องหอมลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกไปยังประตูเมือง นางไม่ได้เดินตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา หากแต่เลี้ยงไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงเมือง

กระท่อมหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับลำคลองรองกำแพงเมือง บุรุษวัยกลางคนกำลังปลดปลาที่เพิ่งถูกดึงจากอวน เขาไม่รับรู้ว่าบัดนี้หญิงสาวเดินมาหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ก่อนที่ฮูหยินของตนจะกล่าวด้วยความตื่นเต้น

“แม่นาง! มาได้อย่างไรเจ้าคะ เดินมา? ท่านมากับผู้ใด” เซิงฮูหยินมองไปรอบๆ “มาคนเดียวอีกแล้วหรือ อันตรายมากรู้หรือไม่!”

เหล่าเซิงหันมามองหญิงสาวในชุดสีฟ้า เขาขมวดคิ้วมองไปด้านหลังหญิงสาว “แม่นาง? เพราะอย่างนี้ท่านจึงให้ข้านำเสี่ยวไป๋ลงเขามา?”

“เหล่าเซิง” นางยิ้มให้ชายวัยกลางคน “ข้าไปรับเงินที่ร้านเครื่องหอม นี่เป็นเงินกับข้าวของที่ข้าอยากให้ท่านนำกลับขึ้นเขาไปด้วย” นางยื่นกระดาษที่เขียนบอกรายละเอียดสิ่งของที่นางอยากได้กับเงินส่งให้อีกฝ่าย

เหล่าเซิงรีบก้าวเข้าไปรับพร้อมกับมองไปที่เสี่ยวไป๋ มันส่งเสียงยินดีทันทีที่เห็นผู้เป็นนาย “เสี่ยวไป๋เป็นเด็กดีมาตลอดไม่เคยส่งเสียงเลย ตอนนี้เห็นท่านมารับก็ดีใจใหญ่”

ลั่วเฟิ่งเหยาเดินไปยังคอกม้า ลูบแผงคอของมันด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวไป๋เด็กดี เรากลับขึ้นเขากันดีหรือไม่”

“ล่วงเข้าปลายยามเว่ย[1]แล้ว” เหล่าเซิงขมวดคิ้ว

“เช่นนั้นข้าจะรีบกลับเลยไม่เถลไถลที่ใด” นางรู้ว่าสองสามีภรรยากังวลเรื่องความปลอดภัย “ท่านก็รู้ว่าข้าขี่ม้าเก่ง”

เซิงฮูหยินส่งเสียงให้หญิงสาวรอสักครู่จากนั้นวิ่งกลับเข้าไปหยิบเสื้อคลุมสีดำ “ข้าเย็บเอาไว้หลายวันแล้วกะจะให้ตาเฒ่าเอาไปให้ท่าน พอดีเลยท่านจะได้ใส่ขี่ม้าข้ากลับ”

“ขอบคุณ” หญิงสาวรับมาสวมจากนั้นผูกผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าส่วนล่าง นางทำเช่นนี้เสมอเวลาขี่ม้า ไม่นานก็ควบเสี่ยวไป๋ตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา

เส้นทางขึ้นเขานางคุ้นเคยเป็นอย่างดี วันนี้กลับรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป บางอย่างที่ว่าก็คือ...ความเงียบ

ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงของสรรพสัตว์

เสี่ยวไป๋รับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันส่งเสียงฟืดฟาดพร้อมกับลดความเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะเปลี่ยนเส้นทางย้อนกลับไป เสียงการต่อสู้กลับเริ่มขึ้นพร้อมกับพุ่งตรงเข้ามายังทิศทางที่นางอยู่

กลุ่มคนชุดดำจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังไล่ล่าคนชุดดำอีกสามคน พวกเขาสวมชุดพรางกายอย่างมิดชิด แม้แต่ใบหน้าก็มองไม่เห็น นางพยายามกุมบังเหียนแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงจากหลังเสี่ยวไป๋ ทว่าร่างหนึ่งกลับถูกเหวี่ยงมาชนเสี่ยวไป๋ หลังจากถูกฝ่ามือของหนึ่งในผู้ที่ถูกไล่ล่า เห็นชัดว่าฝีมือของคนที่มีจำนวนน้อยกว่านั้นไม่ธรรมดา

เสี่ยวไป๋ถูกชนจนตื่นตระหนกยกสองขาหน้าขึ้น ลั่วเฟิ่งเหยาถูกสะบัดจนร่วงตกลงมาในที่สุด กระนั้นเมื่อมีไอสังหารพุ่งมายังนาง เงาร่างสีดำที่เพิ่งชนเสี่ยวไป๋ก็ถูกถีบจนกระเด็น

ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี่ยวไป๋ที่ยืนบังร่างนางกับกลุ่มคนพวกนั้น กระทั่งไม่นานนางก็ได้กลิ่นคาวของเลือด

แม้ฝีมือดีแต่จำนวนที่น้อยกว่าก็เสียเปรียบ นางมองประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็วและพบว่าหนึ่งในสามคนนั้นมีคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ

ไม่สิ...สองคนดูเหมือนกำลังคุ้มกันบุรุษที่ได้รับบาดเจ็บผู้นั้น ที่สำคัญเขาจึงจะเป็นเป้าหมายของมือสังหารชุดดำที่มีจำนวนมากกว่า

คนบาดเจ็บถูกดันมายังจุดที่นางยืนอยู่ หญิงสาวมองท่าทีปกป้องของคนอีกสองคน ในใจตระหนักแล้วว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไร

ว่ากันว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นสิ่งที่ไม่อาจดูแคลน คนสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งพยายามคุ้มกันคนบาดเจ็บ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาเห็นแล้วว่านางไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงดึงนางเข้ามาในวงของการคุ้มกัน หากแต่คนอีกกลุ่มกลับไม่สนใจความเป็นตายของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง สายตามาดร้ายเพียงจ้องมาราวกับจ้องมองเหยื่ออันโอชะ

“นายท่าน”

“ข้าไม่เป็นอะไร” แม้กล่าวเช่นนั้นเขากลับพยุงกายแทบไม่อยู่ มือที่กุมกระบี่สั่นเทา

ลั่วเฟิ่งเหยาเข้ามาประคองเขานั่งลง สบสายตาคมดุภายใต้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้า กระทั่งข้างหูได้ยินเสียงการต่อสู้อีกครั้ง ชีพจรของเขาเต้นแรงมาก

“ท่านถูกพิษ?” นางกล่าวทั้งที่เพิ่งแตะข้อมือของเขา

ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางนิ่ง เขาไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นนางเลิกกระโปรงฉีกส่วนในออกมาเพื่อพันแผลที่ต้นแขน

“พิษนี้ไม่ได้มาจากบาดแผล เป็นพิษหงอนกระเรียนสีเทา” นางยื่นมือมายังผ้าปิดหน้าของเขา แต่เขากลับยกมือคว้าข้อมือนางไว้

ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเจ็บ “หากกล้าหักข้อมือข้า ข้าจะทำให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจของท่านทันที ท่านจะตายหลังจากหายใจเข้าออกเพียงห้าครั้ง” นางหรี่ตามองเขาอย่างจริงจัง

[1] ช่วงเวลาบ่ายสามโมง

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.6 จบ

    ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.5

    อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.4

    “แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.3

    “ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.2

    “เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.1

    เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.4

    เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.1

    เงียบกริบ... กระทั่งหญิงสาวกำลังจะปิดหน้าต่างเสียงฝีเท้าก็เดินมาข้างหน้าต่างที่นางยืนอยู่ เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้วอ้าปากค้าง “องค์ชาย? นี่เขตฝ่ายในของจวนตระกูลสวีนะเพคะ”อวี่เสวียนหัวเราะยกพัดขึ้นปิดปาก “เจ้ายังนึกสนุกเข้ามาร่วมชมความครึกครื้น เช่นนั้นข้าจะมาไม่ได้เชียวหรือ”“ทรงทราบ?”เขาไม่ตอบเพียง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 5.7

    “ข้าหรือ” เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้โดนน้ำชาหกรดนี่ นำเสด็จองค์หญิงใหญ่ไปก็พอ รบกวนตระกูลสวีเปล่าๆ” นางกล่าวเสียงเรียบ“มิใช่บอกว่าสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่? นึกไม่ถึงว่าจะไร้คุณธรรมเช่นนี้ แทนที่จะรีบตามเสด็จไปดูแล” หวังเหวินหรูกล่าวขึ้น“นั่นสิ อย่างน้อยเดินไปกับพระองค์สักหน่อยก็ยังดี สาวใช้เ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 5.6

    “องค์หญิงใหญ่ไม่ทรงคิดว่าน่าประหลาดหรอกหรือเพคะ ใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงสิ้นใจ คุณหนูเซี่ยก็กลับเข้าจวนทันที จะกล่าวกันจริงๆ แล้วคงมิใช่รอคอยวันนี้จนแทบทนไม่ไหว...”เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปสบตากับคนพูดนิ่ง นางไม่ได้กล่าวอะไรเพียงจดจ้องอีกฝ่ายจนทำให้สตรีผู้นั้นประหม่า“การที่น้องเจ็ดไปรับเฟิ่งเหยากลับมาไว้ทุ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status