LOGINเมื่อออกมาจากร้านเครื่องหอมลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกไปยังประตูเมือง นางไม่ได้เดินตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา หากแต่เลี้ยงไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงเมือง
กระท่อมหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับลำคลองรองกำแพงเมือง บุรุษวัยกลางคนกำลังปลดปลาที่เพิ่งถูกดึงจากอวน เขาไม่รับรู้ว่าบัดนี้หญิงสาวเดินมาหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ก่อนที่ฮูหยินของตนจะกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“แม่นาง! มาได้อย่างไรเจ้าคะ เดินมา? ท่านมากับผู้ใด” เซิงฮูหยินมองไปรอบๆ “มาคนเดียวอีกแล้วหรือ อันตรายมากรู้หรือไม่!”
เหล่าเซิงหันมามองหญิงสาวในชุดสีฟ้า เขาขมวดคิ้วมองไปด้านหลังหญิงสาว “แม่นาง? เพราะอย่างนี้ท่านจึงให้ข้านำเสี่ยวไป๋ลงเขามา?”
“เหล่าเซิง” นางยิ้มให้ชายวัยกลางคน “ข้าไปรับเงินที่ร้านเครื่องหอม นี่เป็นเงินกับข้าวของที่ข้าอยากให้ท่านนำกลับขึ้นเขาไปด้วย” นางยื่นกระดาษที่เขียนบอกรายละเอียดสิ่งของที่นางอยากได้กับเงินส่งให้อีกฝ่าย
เหล่าเซิงรีบก้าวเข้าไปรับพร้อมกับมองไปที่เสี่ยวไป๋ มันส่งเสียงยินดีทันทีที่เห็นผู้เป็นนาย “เสี่ยวไป๋เป็นเด็กดีมาตลอดไม่เคยส่งเสียงเลย ตอนนี้เห็นท่านมารับก็ดีใจใหญ่”
ลั่วเฟิ่งเหยาเดินไปยังคอกม้า ลูบแผงคอของมันด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวไป๋เด็กดี เรากลับขึ้นเขากันดีหรือไม่”
“ล่วงเข้าปลายยามเว่ย[1]แล้ว” เหล่าเซิงขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นข้าจะรีบกลับเลยไม่เถลไถลที่ใด” นางรู้ว่าสองสามีภรรยากังวลเรื่องความปลอดภัย “ท่านก็รู้ว่าข้าขี่ม้าเก่ง”
เซิงฮูหยินส่งเสียงให้หญิงสาวรอสักครู่จากนั้นวิ่งกลับเข้าไปหยิบเสื้อคลุมสีดำ “ข้าเย็บเอาไว้หลายวันแล้วกะจะให้ตาเฒ่าเอาไปให้ท่าน พอดีเลยท่านจะได้ใส่ขี่ม้าข้ากลับ”
“ขอบคุณ” หญิงสาวรับมาสวมจากนั้นผูกผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าส่วนล่าง นางทำเช่นนี้เสมอเวลาขี่ม้า ไม่นานก็ควบเสี่ยวไป๋ตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา
เส้นทางขึ้นเขานางคุ้นเคยเป็นอย่างดี วันนี้กลับรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป บางอย่างที่ว่าก็คือ...ความเงียบ
ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงของสรรพสัตว์
เสี่ยวไป๋รับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันส่งเสียงฟืดฟาดพร้อมกับลดความเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะเปลี่ยนเส้นทางย้อนกลับไป เสียงการต่อสู้กลับเริ่มขึ้นพร้อมกับพุ่งตรงเข้ามายังทิศทางที่นางอยู่
กลุ่มคนชุดดำจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังไล่ล่าคนชุดดำอีกสามคน พวกเขาสวมชุดพรางกายอย่างมิดชิด แม้แต่ใบหน้าก็มองไม่เห็น นางพยายามกุมบังเหียนแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงจากหลังเสี่ยวไป๋ ทว่าร่างหนึ่งกลับถูกเหวี่ยงมาชนเสี่ยวไป๋ หลังจากถูกฝ่ามือของหนึ่งในผู้ที่ถูกไล่ล่า เห็นชัดว่าฝีมือของคนที่มีจำนวนน้อยกว่านั้นไม่ธรรมดา
เสี่ยวไป๋ถูกชนจนตื่นตระหนกยกสองขาหน้าขึ้น ลั่วเฟิ่งเหยาถูกสะบัดจนร่วงตกลงมาในที่สุด กระนั้นเมื่อมีไอสังหารพุ่งมายังนาง เงาร่างสีดำที่เพิ่งชนเสี่ยวไป๋ก็ถูกถีบจนกระเด็น
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี่ยวไป๋ที่ยืนบังร่างนางกับกลุ่มคนพวกนั้น กระทั่งไม่นานนางก็ได้กลิ่นคาวของเลือด
แม้ฝีมือดีแต่จำนวนที่น้อยกว่าก็เสียเปรียบ นางมองประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็วและพบว่าหนึ่งในสามคนนั้นมีคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
ไม่สิ...สองคนดูเหมือนกำลังคุ้มกันบุรุษที่ได้รับบาดเจ็บผู้นั้น ที่สำคัญเขาจึงจะเป็นเป้าหมายของมือสังหารชุดดำที่มีจำนวนมากกว่า
คนบาดเจ็บถูกดันมายังจุดที่นางยืนอยู่ หญิงสาวมองท่าทีปกป้องของคนอีกสองคน ในใจตระหนักแล้วว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไร
ว่ากันว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นสิ่งที่ไม่อาจดูแคลน คนสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งพยายามคุ้มกันคนบาดเจ็บ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาเห็นแล้วว่านางไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงดึงนางเข้ามาในวงของการคุ้มกัน หากแต่คนอีกกลุ่มกลับไม่สนใจความเป็นตายของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง สายตามาดร้ายเพียงจ้องมาราวกับจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
“นายท่าน”
“ข้าไม่เป็นอะไร” แม้กล่าวเช่นนั้นเขากลับพยุงกายแทบไม่อยู่ มือที่กุมกระบี่สั่นเทา
ลั่วเฟิ่งเหยาเข้ามาประคองเขานั่งลง สบสายตาคมดุภายใต้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้า กระทั่งข้างหูได้ยินเสียงการต่อสู้อีกครั้ง ชีพจรของเขาเต้นแรงมาก
“ท่านถูกพิษ?” นางกล่าวทั้งที่เพิ่งแตะข้อมือของเขา
ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางนิ่ง เขาไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นนางเลิกกระโปรงฉีกส่วนในออกมาเพื่อพันแผลที่ต้นแขน
“พิษนี้ไม่ได้มาจากบาดแผล เป็นพิษหงอนกระเรียนสีเทา” นางยื่นมือมายังผ้าปิดหน้าของเขา แต่เขากลับยกมือคว้าข้อมือนางไว้
ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเจ็บ “หากกล้าหักข้อมือข้า ข้าจะทำให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจของท่านทันที ท่านจะตายหลังจากหายใจเข้าออกเพียงห้าครั้ง” นางหรี่ตามองเขาอย่างจริงจัง
[1] ช่วงเวลาบ่ายสามโมง
“ข้าคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ไม่ว่าเติบโตมาจากนอกหรือในเมืองหลวง ฐานะของข้าก็คือคนตระกูลเซี่ย” นางกล่าวเสียงเรียบ“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวก็คือหลานสาวของข้า” หย่งอันโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้ง“แต่ฮูหยินเอกของจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวคือท่านแม่ของข้า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามีข้าอยู่ก็แล้วไป แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วด้วยศักดิ์ อายุ ฐานะ ข้าเซี่ยเฟิ่งเหยา ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย”“จวนนี้น้องสาวของข้าดูแลมามากกว่าสิบปี ผู้คนล้วนยกย่องให้เกียรตินาง...”“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนเรียกนางว่าหวังซื่อเพราะให้เกียรติ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฮูหยินเอก ข้าเองยังคงต้องเรียกนางว่าอี๋เหนียง และที่นี่ก็คือจวนอัครมหาเสนาบดี มิใช่จวนหย่งอันโหวของตระกูลหวัง หรือเรื่องนี้ข้าก็เข้าใจผิดเช่นกัน แต่งเข้าในจวนในฐานะอนุ แต่ตระกูลเดิมก็ยังสามารถเข้ามาชี้ไม้ชี้มือได้? นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว...” เซี่ยเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ“เจ้า!...เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!”“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือหวังซื่อ นางเพิ่งออกมาเพราะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยดูแลเซี่ยจิ้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาถึงตั้ง
หลังคนตระกูลเซี่ยคุกเข่าคารวะองค์ชายเจ็ดอย่างพร้อมพรั่ง ในที่สุดอวี่เสวียนก็กล่าวเสียงเรียบ “ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี”ทุกคนล้วนยืนขึ้นแต่ก็มีอันต้องอ้าปากค้างผงะไปหลายก้าว เมื่ออวี่เสวียนหันไปผายมือให้ลั่วเฟิ่งเหยาก้าวเข้ามา“ข้าพานางมาส่งถึงหน้าจวนตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเฟิ่งสิงแล้ว นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย คำนับบิดาของเจ้าเสียสิ เขาก็คือเซี่ยจิ้งบิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีแคว้นซีฉู่”เสียงฮือฮาด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยอื้ออึง แน่นอนใบหน้านี้ไม่มีใครสงสัยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงทรงตรัสเช่นนั้นออกมาลั่วเฟิ่งเหยา...ไม่สิ นับจากวันนี้ที่นางก้าวเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา ไม่อาจกลับไปใช้แซ่ลั่วต่อไปได้อีก“ลูกคารวะท่านพ่อ” นางคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เซี่ยจิ้ง เขารีบปราดเข้ามาประคองนางให้ยืนขึ้นดวงตาแดงก่ำ“ในที่สุด… ในที่สุด...”เขาดู...ซีดเซียวมากจริงๆ เห็นทีว่าการตายของพี่ชายทำให้บิดาของนางล้มป่วยลงเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงแคว้นซีฉู่ นอกจากข่าวการสิ้นใจของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั่วราชสำนัก นั่นก็
ท่านป้าลู่มองนางอย่างพิจารณา “เหมือนแต่ก็แตกต่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าไม่ว่าผู้ใดที่เคยพบใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง จะรู้ได้ในทันทีว่าพวกท่านคือพี่น้องฝาแฝด ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถ้อยคำใด ไม่มีทางที่จะเกิดข้อสงสัย หนึ่งสูญสิ้นอีกหนึ่งปรากฏตัว แม้หลายคนจะยึดมั่นงมงาย แต่ที่มากกว่าคือทุกคนกลับเลื่อมใสท่านอัครมหาเสนาบดีกับเซี่ยฮูหยินยิ่งนัก”ยอมแยกจากไม่ยอมให้บุตรมีภัย แม้หวาดหวั่นกับความเชื่อเรื่องความเลวร้ายของการให้กำเนิดเด็กแฝดในตระกูล แต่กลับยอมเสี่ยงซุกซ่อนหนึ่งชีวิตเอาไว้ กระทั่งเติบโตผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้เจียงหลีมองผู้เป็นนายนิ่งขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองไปยังลั่วเฟิ่งเหยา ท่านป้าลู่กำลังนั่งสนทนากับหญิงสาวอยู่ห่างออกไป ท่าทางทั้งจริงจังและเคร่งขรึม เกรงว่าตอนนี้คงเริ่มเรียนรู้และจดจำธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แล้ว“เจ้ากำชับแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าได้เอ่ยถึงการหมั้นหมายใดๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่าทีของตระกูลหวังเล่า”“หลังมีข่าวลือแพร่ออกไปดูเหมือนตระกูลหวังจะโกรธขึ้งไม่น้อย แต่ก็ยังมาเคารพศพของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงพ่ะย่ะค่ะ”“พี่รอง?”“หลายวันมานี้คนขององค์ชายรองถูกส่งออกไปนอ
“ถามถึงหม่อมฉัน? หลายปีมานี้หม่อมฉันไม่เคยพบพระองค์ แล้วจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับหม่อมฉันให้เขาฟังได้อย่างไร”เขาสบตากับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า?” เขาพยักหน้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น”ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองเขา มองลักยิ้มหล่อเหลาในเวลาที่เขายิ้ม บุรุษล้ำเลิศทั้งดูสูงส่งเช่นนี้หากนางเคยพบต้องจำได้สิ แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา นี่มันอะไรกัน!!“รับไปเถิด อาจช่วยให้เจ้ารู้จักพี่ชายของเจ้าดีขึ้น”นางมองเขาพร้อมรับกล่องไม้ลงรักนั้นมา “แต่...ในจดหมายอาจมีเรื่องเกี่ยวกับ...ราชการลับ”“ระแวงไม่ใช้คน เมื่อจะใช้คนย่อมไม่ระแวง ในเมื่อข้าจะให้เจ้าช่วยสืบหาหลักฐานย่อมไม่ระแวงว่าเจ้ามีใจเป็นอื่น อีกอย่างหากเรื่องนี้ลุล่วงทั้งข้าและเจ้าจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่สังหารเฟิ่งสิง”นางก้มลงมองกล่องจดหมายขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ”บางคนกล่าวว่าจดหมายบอกตัวตน ลายมือบอกความหนักแน่นของผู้จรดพู่กัน ลั่วเฟิ่งเหยาค้นพบตัวตนของเซี่ยเฟิ่งสิงในจดหมายดังเช่นอวี่เสวียนกล่าวนอกเหนือไปจากนั้นนางยังรับรู้ได้ว่าทั้งสองสนิทสนมไว้ใจกันและกันมาก เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดผู้เป็นพี่ชายจึงปิดบั
ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราชสำนัก น่าดึงดูดใจมากกว่าจะมองแค่ฐานะอนุ แม้เป็นอนุแต่กลับเป็นใหญ่ในจวน เจ้าคิดหรือว่าตระกูลหวังจะถือสา ยิ่งหากหลังแต่งเข้าจวนแล้วมีหน้ามีตาในชนชั้นสูง อีกทั้งยังได้ควบรวมขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของซีฉู่ ข้าว่าไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นอนุอย่างแน่นอน”“หวังซื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรเพคะ”“เพียบพร้อม”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เลิกคิ้วมองเขา“สิบเจ็ดปีมานี้ หวังซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เขามีนามว่าเซี่ยจื่อหลิงปีนี้อายุได้สิบห้า บุตรสาวอีกคนเซี่ยหลันอวี๋ปีนี้อายุสิบสี่” เขายิ้มและกล่าวต่อ “ผู้คนในเมืองหลวงล้วนยกย่องนางเพราะภายใต้การดูแลของนาง จวนตระกูลเซี่ยเรียบร้อยและสงบสุขยิ่ง”“พี่ใหญ่ของข้า...”อวี่เสวียนยิ้มเมื่อเห็นนางกล่าวถึงเซี่ยเฟิ่งสิงอย่างยอมรับเป็นนัย “ใต้เท้าเซี่ยใช้ชีวิตอ
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบกอดนางแนบอก มือขวากุมมีดสั้นอีกด้านที่เพิ่งถูกดึงออกมา ใบหน้าเคร่งเครียดมองไปยังม่านรถม้าด้วยความตื่นตัว...ลั่วเฟิ่งเหยียนมองไหล่ของเขาที่เคยได้รับบาดเจ็บ ...แผลปริแล้ว นางวางมือลงบนแผลนั้นเบาๆ เขาขมวดคิ้วและหันมามองนางในที่สุด“แผลปริแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหวาดกลัว เขาก้มลงมองตามสายตาของนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา“ข้าต้องกังวลไปไย มีเจ้าอยู่ทั้งคน”รอยยิ้มของเขาทำให้นางหัวใจเต้นแรงอีกแล้ว ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ละสายตาไม่มองเขาอีก ยังดีที่เขาจำต้องระแวดระวังภัย แม้ทั้งสองอยู่ในท่วงท่าทีล่อแหลมหากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดไม่นานทุกอย่างก็สงบลงคนของอวี่เสวียนควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ตอนลงจากรถม้าเพื่อสำรวจความเสียหาย ลั่วเฟิ่งเหยาจึงได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงคนของอวี่เสว







