Share

บทที่ 1.3

last update Date de publication: 2026-03-18 06:38:11

“แน่นอน! ย่อมไม่มีผู้ใดกล้ายุ่งกับท่าน”

“ดี” นางกล่าวจบก็หลับตานั่งพิงผนังรถม้าเงียบๆ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นว่าจินซื่อลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ไม่โล่งอกได้หรือ...มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกนางบุกขึ้นเขาเพื่อไล่อีกฝ่ายออกจากสวีซาน นึกไม่ถึงว่าจะถูกพิษเข้าอย่างไม่รู้ตัว ทนทรมานอยู่นานนับเดือนกว่าจะสามารถผ่านพ้นมาได้

ที่สำคัญไปกว่านั้นหมอทุกคนล้วนส่ายหน้า แม้พิษไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถรักษาและหาวิธีช่วยบรรเทาความทรมาน

จินซินหรูพยายามข่มอารมณ์เกลียดชังเพราะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ มีอย่างหรือนางเฝ้าดูแลเยี่ยหลี่เสียงไม่ห่าง ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเห็นความดีของตน กระนั้นทันทีที่ชายหนุ่มเห็นลั่วเฟิ่งเหยา เขาก็ไม่ชายตามองมายังนางอีกเลย...

งานเลี้ยงขอบคุณจัดขึ้นอย่างหรูหรา แม้ไม่มีแขกเหรื่อมาร่วมงานเนื่องจากเยี่ยหลี่เสียงถูกกำชับเอาไว้ สาเหตุก็เพราะลั่วเฟิ่งเหยาไม่ชอบความวุ่นวาย

อาหารเลิศรสและการต้อนรับอย่างดี ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามนางกลับมองทะลุถึงจุดประสงค์ของเยี่ยฮูหยินในทันที

หลังมื้อเที่ยงและบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ในที่สุดเยี่ยฮูหยินก็มีโอกาสได้สนทนากับลั่วเฟิ่งเหยาตามลำพัง นางพาหญิงสาวเดินเข้าไปยังห้องหนังสือของคฤหาสน์ ที่นั่นมีปะการังสีแดงต้นหนึ่งวางอยู่

นับตั้งแต่โบราณนานมาปะการังสีแดงถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค[1] ดังนั้นราคาของมันจึงสูงลิ่วและเป็นของหายากที่แม้มีทรัพย์สมบัติก็ใช่ว่าอจะสามารถซื้อหามาไว้ในครอบครอง

เยี่ยฮูหยินมีท่าทีผิดหวังเล็กน้อยเมื่อมองเห็นท่าทีเฉยเมยของลั่วเฟิ่งเหยา ทั้งที่มีกระสายยาล้ำค่าอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ นางเคยได้ยินลั่วหลิวกล่าวว่าเงินทองมากมายล้วนไม่อยู่ในสายตาของอีกฝ่าย แต่หากเป็นสมุนไพรหายากไม่ก็กระสายยาล้ำค่า บางทีอาจใช้ดึงดูดความสนใจของลั่วเฟิ่งเหยาได้ ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายกลับเพียงมองปะการังสีแดงด้วยสายตาเรียบเฉย

“ไม่ปิดบังแม่นางลั่ว ที่ข้าเชิญท่านมาในวันนี้เพราะบุตรชายเอาแต่กล่าวถึงท่าน นับตั้งแต่ท่านช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึงท่านจนไม่มีสายตามองไปยังสตรีอื่น”

“เยี่ยฮูหยิน” ลั่วเฟิ่งเหยายิ้มที่มุมปาก แต่ผู้อาวุโสกว่ามองออกว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา

เยี่ยฮูหยินถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ข้าเองก็รู้ว่าทำเช่นนี้อาจล่วงเกินท่าน แต่เพื่อบุตรชายเพียงคนเดียวข้าจึงได้แต่ลองเสี่ยง ข้าจะขอพูดตรงๆ หากท่านรับปากแต่งเข้าตระกูลเยี่ย ข้าจะยกปะการังแดงนี้ให้ท่าน ทั้งยังรับปากไม่ว่าท่านมีข้อแม้ใดๆ หลังแต่งงาน แม้ท่านเรียกร้องที่จะปรุงยาให้หอโอสถต่อไปก็ยังเป็นไปได้”

นี่เป็นข้อเสนอที่ใจกว้างมาก หากมองจากสตรีทั่วไปที่หลังแต่งงานต้องอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือน ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะออกมาทำสิ่งใดได้ดังใจ

ลั่วเฟิ่งเหยาสบตากับเยี่ยฮูหยินนิ่ง “ข้าคงต้องขอปฏิเสธ แม้ว่านี่อาจล่วงเกินคนตระกูลเยี่ย” นางกล่าว “ข้าเป็นเด็กกำพร้ามารดาจากไปตั้งแต่จำความไม่ได้ อาจารย์เป็นผู้เก็บข้ามาชุบเลี้ยง สั่งสอนวิชาการแพทย์และการปรุงยาเพื่อให้ใช้ประโยชน์ในทางรักษา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในความคิดของข้า”

เห็นท่าทางสุขุมเยือกเย็นของอีกฝ่าย เยี่ยฮูหยินได้แต่จนใจ นางเคยได้ยินเรื่องราวของสตรีตรงหน้ามาแล้ว ทั้งยังแอบชื่นชมตลอดมา

ลั่วเฟิ่งเหยาอายุยังน้อยติดตามเทพโอสถมาตั้งแต่จำความได้ ฝีมือการรักษาและการปรุงยาของนางไม่แพ้เทพโอสถผู้เป็นอาจารย์ ความจริงหากนางต้องการตำแหน่งผู้ดูแลหอโอสถ ลั่วหลิวไหนเลยจะสามารถต่อกรกับหญิงสาวได้

ตรงกันข้ามที่ผลออกมาเช่นทุกวันนี้ สาเหตุคงมีเพียงเพราะ...ลั่วเฟิ่งเหยาไม่ต้องการรับช่วงตั้งแต่แรก หากแต่ยังเห็นแก่หอโอสถที่ผู้เป็นอาจารย์ก่อตั้งขึ้น ดังนั้นจึงยังคงรั้งอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้คนต่อไป ตามความประสงค์ของเทพโอสถลั่วอวี่ซี

หลังงานเลี้ยงที่สมควรจบลงด้วยข่าวมงคล ผลกลับออกมาตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เยี่ยหลี่เสียงวิ่งตามหญิงสาวที่กำลังเดินออกมาจากประตูคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย

“แม่นาง! แม่นางลั่วช้าก่อน!”

ลั่วเฟิ่งเหยาหยุดเดินพร้อมกับหันไปมองเยี่ยหลี่เสียง “คุณชายเยี่ย”

นางยังคงมีท่าทีสุภาพขณะสายตามองลั่วหลิวและฮูหยินที่เร่งฝีเท้าตามออกมา ใบหน้าบูดบึ้งดวงตาแดงก่ำของจินซินหรู ทำให้นางตระหนักแล้วว่าทุกคนคงล่วงรู้ว่านางปฏิเสธ

“แม่นางลั่วหากเจ้าไม่พอใจในข้อเสนอข้าพร้อมเปลี่ยนแปลง หากไม่อยากให้ข้าแต่งหรูเอ๋อร์เข้ามาอีกคนข้ายินดีปฏิเสธ เจ้าอย่าโกรธได้หรือไม่”

ได้ยินดังนั้นหญิงสาวจึงขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

“เสียงเอ๋อร์เจ้าหุบปากนะ” เยี่ยฮูหยินเดินออกมาห้ามบุตรชาย

[1] ปะการังสีแดงถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.6 จบ

    ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.5

    อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.4

    “แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.3

    “ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.2

    “เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.1

    เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.5

    ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราช

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.4

    ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบก

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 3.3

    “ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ตำหนิตัวเอง ที่ข้ามาเพราะมีเรื่องด่วน ข้าได้รับคำสั่งให้มารับตัวคุณหนูเฟิ่งเหยาบุตรสาวคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างลับๆ”“คุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดี” ใต้เท้าเหิงหันมาจ้องลั่วเฟิ่งเหยา “หมายถึงแม่นางลั่ว?”ครานี้แม้แต่ลั่วหลิวและจินซื่อก็เบิกตาด้วยความตกใจ จินซินหรูเงยหน้าพรวดจ้อง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.5

    “ตลอดมาข้าผิดเองที่ตามใจเจ้า มารดาของเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เจ้ากลับแต่งกายหรูหรา วันๆ ออกไปนอกจวนกินเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งที่มารดาเก็บเนื้อเก็บตัวในจวน พยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลจวนที่กว้างใหญ่ เจ้าอยากเรียนจัดดอกไม้มารดาเจ้าสนับสนุน อยากเรียนวาดภาพ ข้าเองก็ตามใจ อยากคัดอักษร ดีดพิณ อ่านหนังสือ ข้าให

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status