LOGINการแต่งงานที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บช้ำ...จากผู้ที่เป็นสามี เมื่อนางตัดสินใจเลือกที่จะเดินออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาดันดันกลับเข้ามาวนเวียนในชีวิตของนางอีกครั้ง
View Moreบทนำ
เสียงเฮฮาของเด็กน้อยสี่คนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน อยู่ในสวนดอกไม้ของจวนสกุลจาง
“พี่ใหญ่!! รอข้าด้วย” จางไป่ฉี ดรุณีน้อยวัยสิบสองขวบปี ร้องเรียกพี่ชายคนโตเสียงดัง พลางวิ่งไล่ตามเขาอย่างสนุกสนาน
“น้องสาม วิ่งตามพี่มาให้ทันสิ” จางเทียนซื่อหันมาตะโกนบอกน้องสาว ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่
ขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงไออย่างเหนื่อยหอบของดรุณีน้อยอีกคนดังขึ้น พร้อมกับพากันวิ่งเข้าไปหานางด้วยความห่วงใย
“ซานเอ๋อร์ เป็นอันใดหรือไม่”
มู่จือเฉิง ถามคู่หมั้นของนางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย พลางประคองนางเดินไปนั่งพักใต้ร่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล
“ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ” จางชิงซานตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ปล่อยให้เขาประคองไปนั่งพัก
จางไป่ฉียืนมองทั้งสองคนด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย มองพี่สาวและคู่หมั้นเดินไปด้วยกัน เขามักจะคอยดูแลพี่สาวของนางเช่นนี้เสมอมา
ทั้งสองหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเล็ก เพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองกลับรักมั่นกันด้วยใจจริง นางได้แต่คิดถึงในอดีตแล้วถอนหายใจออกมา
“น้องสาม เราไปพักกันเถิด” จางเทียนซื่อหันไปพูดกับน้องสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เจ้าค่ะ” นางพยายามฝืนยิ้มส่งไปให้พี่ชาย พลางเดินตามเขาไปด้วยความอดสูในใจ
นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นั้นคือคู่หมั้นของพี่สาว นางพยายามตัดใจจากเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดนางก็ไม่สามารถทำได้ ได้แต่แอบรักเขาอยู่แบบนี้เรื่อยมา
“น้องสาม เป็นอันใดหรือไม่” เขาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องสาวดูเซื่องซึมต่างจากเมื่อครู่
“ข้ามิได้เป็นอันใด” นางเปลี่ยนเป็นร่าเริงในที่สุด เพราะกลัวพี่ชายจะสงสัย
“ดีแล้ว ๆ” เขายื่นมือไปลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู
เขารู้ดีว่าน้องสาวของเขาเป็นแบบนี้เพราะเหตุใด แต่เขาก็ไม่สามารถช่วยเหลือนางได้ คงทำได้เพียงรอให้นางตัดใจได้ด้วยตนเอง
ทุกคนต่างรู้ดีกว่าก่อนหน้านี้ จางไป่ฉีและมู่จือเฉิงต่างรักใคร่สนิทสนมกัน แต่เพราะอาการป่วยของพี่สาว การหมั้นหมายระหว่างมู่จือเฉิงและจางชิงซานจึงได้เกิดขึ้น ทำให้นางและเขาต้องห่างกันไป
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงวันงานปักปิ่นของจางชิงซาน งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โต มีทั้งขุนนางและคหบดีมารวมตัวกันในงานเลี้ยง เพราะครอบครัวฝั่งเถียนเวยเซียน ผู้เป็นมารดานั้น เป็นตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่ง ทำให้งานเลี้ยงนี้ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เหมาะสมกับฐานะของสองตระกูล
งานเลี้ยงเต็มไปด้วยความรื่นเริง ทุกคนต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับสกุลจาง
ต่างจากเจ้าของงานที่ตอนนี้ หลบมาพักในห้องรับรอง เพราะรู้สึกอ่อนแรง ช่วงนี้นางทำอะไรก็เหนื่อยไปหมด เพียงแค่เดินนิดหน่อยก็ไม่ไหวเสียแล้ว
“คุณหนู ดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” อ้ายอัน สาวใช้ข้างกายของจางชิงซาน ยกถ้วยชาให้เจ้านาย
หญิงสาวหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่ม เพื่อหวังจะให้ตนเองนั้นรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล นางมิได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนู รู้สึกดีหรือไม่เจ้าคะ” อ้ายอันถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว เราออกไปด้านนอกกันเถิด” นางกำลังจะลุกขึ้น แต่ก็โดนสาวใช้ข้างกายขัดเอาไว้เสียก่อน
“คุณหนูพักอีกสักครู่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ” นางรู้ดีว่าตอนนี้ร่างกายของคุณหนูอ่อนแอยิ่งนัก นางไม่อยากให้คุณหนูต้องฝืนร่างกายตนเอง
“จะพักได้อย่างไร แขกด้านนอกมาแสดงความยินดีกับข้า ข้าจะหลบมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” นางไม่ฟังคำของอ้ายอัน เดินออกจากห้องไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง
หลังจากงานปักปิ่นไม่นาน จางชิงซานก็อาการทรุดลงอย่างหนัก แม้จะเชิญหมอฝีมือดีมาจากทั่วสารทิศก็ไม่อาจรักษาให้อาการดีขึ้นได้ ทำให้ทุกคนต่างก็กังวล เพราะอีกไม่กี่เดือน ก็จะถึงงานแต่งงานของจางชิงซานและมู่จือเฉิงแล้ว หากนางยังอาการไม่ดีขึ้น คงต้องเลื่อนงานแต่งครั้งนี้ออกไปก่อน
“ซานเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง” มู่จือเฉิง ถามคู่หมั้นด้วยความเป็นห่วง
“ข้าเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยเท่านั้น ไม่มีอันใดต้องเป็นห่วง” นางส่งยิ้มไปให้คู่หมั้นอย่างอ่อนแรง นางรู้สึกว่าช่วงนี้เพียงแค่จะเปิดปากพูดสักคำ นางก็เหนื่อยเสียแล้ว
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงสดใสของดรุณีน้อยก็ดังขึ้นขัดบทสนทนานั้น
“พี่รอง ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ” จางไป่ฉีเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะไม่อยากให้พี่สาวต้องเป็นกังวล เพราะตอนนี้ทุกคนในจวนต่างพากันเคร่งเครียดกันมากพอแล้ว
“น้องสาม” นางเอ่ยเรียกน้องสาวเบา ๆ
จางไป่ฉีชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่กับพี่สาว ก่อนจะรีบทำตัวให้เป็นปกติ
‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยนเขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมายตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่าน
บทที่ 5เขาเดินกลับมาที่เรือนของตัวเองอย่างอารมณ์ไม่ดี เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ที่ช่วงหนึ่งของความคิดนึกสงสารนางมิได้ เขาจะสงสารนางมิได้เป็นอันขาด นางทำไม่ดีกับซานเอ๋อร์เอาไว้มาก เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้คนรักของเขาให้ได้ในขณะที่เขากำลังเดินกลับเรือน ก็พบกับจางไป่ฉีที่ยืนอยู่ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น“ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำแผ่วเบาเดิมที่เขาคิดจะเดินผ่านนางไปเฉย ๆ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่โดนท่านแม่เรียกไปต่อว่า เขาก็เกิดความโมโหขึ้น จึงหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าของนางตรง ๆ“เป็นเจ้าที่เอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เขายื่นมือไปบีบแขนของนางทั้งสองข้างอย่างแรง“ท่านพี่ ข้าเจ็บ” นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะนางไม่สามารถสู้แรงของบุรุษได้“เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำว่ามิควรนำเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องท่านแม่” เขาเพิ่มแรงขึ้นอีก เพื่อเป็นการตอกย้ำนาง “และที่สำคัญ มิต้องมาเรียกข้าว่าท่านพี่ เพราะเจ้ากับข้าไม่ได้เป็นอันใดกัน!!”พูดจบเขาก็ดันตัวของนางอย่างแรง จนนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น“คุณหนู!!” อันเล่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองเจ้านายของตัวเองด้วยคว
มู่จือเฉิง หลังสาวใช้ของจางไป่ฉีไปได้ไม่นาน เขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่ตั่งยาว ไม่คิดที่จะเปิดปากกับคนที่อยู่ร่วมห้องเลยแม้แต่น้อยวันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว อยากจะพักผ่อน หากไม่เพื่อหักหน้าของจางไป่ฉี เขาคงไปนอนที่ห้องหนังสือแล้วหลงเจียงลี่มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะนอนร่วมเตียงกับนางเสียอีกแต่ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้เขาหันมาสนใจนาง ตอนนี้ขอเพียงกำจัดจางไป่ฉีออกไปให้พ้นทาง ตำแหน่งภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องตกเป็นของนางเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาสนทนากับนาง นางก็เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน นางอยากเห็นว่าจางไป่ฉีจะทำหน้าเช่นไรในวันพรุ่งนี้เข้าวันรุ่งขึ้น เรื่องที่คุณชายใหญ่แต่งงานรับฮูหยินรองเข้ามาในวันเดียวกันก็ถูกพูดถึงในหมู่ของบ่าวไพร่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาเลือกที่จะไปอยู่กับฮูหยินรองมากกว่าที่จะอยู่กับฮูหยินใหญ่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดได้รับความโปรดปรานมากกว่ากัน ทั้งยังเรื่องของฮูหยินคนใหม่จุดไฟรอสามีจนถึงเจ้าก็ถูกพ
บทที่ 4อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิดเรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้างแต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยสามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร“ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ“มีอันใดหรือ”“เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ววันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่นเมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง“มีเรื





