LOGINอยู่ๆ คิ้วเข้มก็เลิกขึ้น มือข้างหนึ่งของเขายื่นมาหานาง ดึงผ้าปิดหน้าของลั่วเฟิ่งเหยาลง ในดวงตาของเขาฉายความประหลาดใจ “ขออภัย”
เขาปล่อยข้อมือของนาง เสียงทุ้มของเขาน่าฟังมากทั้งยังสงบนิ่งเกินไปสำหรับคนที่กำลังถูกไล่ล่าเอาชีวิต
“ริมฝีปาก เหงือก ฟัน ทุกอย่างจะบอกข้าได้ว่าท่านถูกพิษมานานเท่าไรแล้ว” นางกล่าวเสียงเรียบ
ท่ามกลางการต่อสู้และไอสังหาร เขามองหญิงสาวที่ยังคงมีท่าทีสุขุมเยือกเย็นจากนั้นกล่าวเสียงเบา “เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางลั่วแล้ว?”
ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักมือที่กำลังพันแผลจากนั้นสบตากับชายหนุ่ม “ท่านรู้จักข้า?”
เขาพยักหน้าจากนั้นล้วงหยกมันแพะออกมาส่งให้นาง หยกจันทร์เสี้ยวที่หากมองเผินๆ รูปร่างของหยกอาจทำให้คิดว่าจงใจให้แหว่งวิ่น แต่นางตระหนักดีว่าไม่ใช่เพราะหยกนี้มีสองชิ้นซึ่งสามารถประกบกันได้พอดี
ลั่วเฟิ่งเหยามองหยกคุ้นตานั้นนิ่งจากนั้นรับมา อาจารย์เคยกำชับนางว่าหากเขาสิ้นใจอาจมีคนมาตามหานางพร้อมกับคำขอสองข้อ คำขอที่ผู้เป็นอาจารย์ขอร้องให้นางแบกรับ
“คำขอแรก ข้าจำเป็นต้องมีชีวิตต่อไป”
ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน นางมองไปยังคนชุดดำที่กำลังปะทะกัน จากนั้นสายตามองไปยังเสี่ยวไป๋ “ลุกไหวหรือไม่ ท่านต้องลุกไปขึ้นม้า”
“นายท่านรีบไป ข้ากับเขาคุ้มกันเอง!”
เยี่ยม!
ลั่วเฟิ่งเหยาดีใจที่ไม่ต้องพูดให้มากความ นางมองออกว่าชายที่บาดเจ็บคือนายของคนคุ้มกันทั้งสอง ดังนั้นนางจึงรีบพยุงชายหนุ่มขึ้นโดยให้เขานั่งซ้อนบนหลังเสี่ยวไป๋
ม้าขาวแสนเฉลียวฉลาดเองก็ไม่ต้องรอคำสั่ง เมื่อคนทั้งสองขึ้นบนหลังจนมั่นคงมันก็เริ่มออกวิ่ง ทิ้งการต่อสู้เอาไว้เบื้องหลังและห่างออกมาเรื่อยๆ
ลั่วเฟิ่งเหยาใช้อีกเส้นทางขึ้นเขา นางไม่มั่นใจว่ากลุ่มคนเหล่านั้นอาจแกะรอยมาหรือไม่ แม้ทางขึ้นเขาลดเลี้ยวยากแก่การเดินทางหากไม่คุ้นชิน แต่จะดีที่สุดหากคนเหล่านั้นไม่รู้ว่านางพาคนขึ้นเขาไป
กว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดหญิงสาวก็พาคนเจ็บขึ้นยอดเขาได้สำเร็จ ระหว่างทางเขาไม่เอ่ยปากถาม ไม่แสดงท่าทีใดๆ ไม่ส่งเสียงร้อง
เรียกได้ว่าความอดทนของเขานั้นเป็นเลิศ กระทั่งนางเองก็ไม่มั่นใจว่าสติของเขายังคงแจ่มชัดมากเพียงใด มารู้อีกทีเมื่อมองเห็นเรือนพักของนาง ชายหนุ่มถอนหายใจราวโล่งอกจากนั้นร่างค่อยๆ ไถลตกลงมาจากหลังม้า
“นี่!” นั่นคงเป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนหมดสติ
ลั่วเฟิ่งเหยานำหยกสองชิ้นมาประกบกัน หญิงสาวหรี่ดวงตามองหยกชิ้นที่อยู่กับตนมานาน จากนั้นมองหยกของชายหนุ่ม ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเพราะเดิมทีคิดว่าอักษร ‘อวี่’ แท้ที่จริงมาจาก ‘อวี่ซี’ กระทั่งวันนี้นางมีหยกอีกชิ้นในมือ
“อวี่...เสวียน?”
มองชายหนุ่มซึ่งหมดสติอยู่บนเตียง เขานอนหมดสติเช่นนี้ล่วงเข้าวันที่สองแล้ว ซึ่งก็สมควรเป็นเช่นนั้นด้วยพิษในร่างของเขาบวกกับบาดแผลที่เสียเลือดมาก
“แม่นาง” นั่นเป็นเสียงของเหล่าเซิง
ลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกมานอกห้อง จากนั้นเดินนำเหล่าเซิงออกไปยังโถงโล่งๆ กลางเรือน “ได้เรื่องหรือไม่”
“ไม่ได้อะไรเลยขอรับ แปลกมาก ร่องรอยคล้ายถูกกลบเกลื่อนแม้ปกปิดไม่หมด แต่ข้ามั่นใจว่าร่องรอยทุกอย่างถูกทำลาย ไม่มีศพ ไม่มีการแจ้งคนหาย ทางการเองก็ไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องน่าสงสัยละแวกนี้เลย”
หญิงสาวขมวดคิ้วครุ่นคิด “มีผู้ใดพบเห็นหรือกล่าวถึงหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ ข้าสอบถามคนในละแวกนี้ พวกเขาไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นเลย อาจเป็นเพราะสองฝั่งถนนเป็นป่ารกทึบ ผู้คนเองก็ใช้เส้นทางนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่คนที่จะมายังสวีซานจะใช้ถนนสายหลัก”
หญิงสาวถอนหายใจกับตัวเอง เพราะวันนั้นนางเองก็สมควรใช้ถนนสายหลัก หาไม่คงไม่พานพบเรื่องประหลาดเช่นนี้ ทางขึ้นสวีซานมีมากกว่าหกเส้นทาง นางกลับเลือกเส้นทางที่อาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนเสียได้
จูซิ่วเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารของคนเจ็บ “เขารู้สึกตัวหรือยังเจ้าคะ”
หญิงสาวส่ายหน้า “คงเป็นพรุ่งนี้ไม่ก็อาจนานกว่านั้น ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก ทั้งพิษและบาดแผล ยังมี...” นางมีท่าทีกังวลเมื่อนึกถึงร่างกายที่คล้ายเพิ่งรอนแรมมาโดยไม่ได้พัก
“เหล่าเซิง”
“ขอรับแม่นาง”
“ช่วงนี้เมืองเสวียนอู่เป็นฤดูหนาวทั้งยังอากาศแปรปรวน ท่านว่า...ต้องเดินทางมาจากที่ใดบนเสื้อผ้าจึงจะยังคงมีฝุ่นทราย”
“ฝุ่นทราย?” เหล่าเซิงเลิกคิ้ว “ทางใต้ของซีฉู่ฝนตก ทางตะวันออกเองก็อากาศหนาว ทางเหนือติดกับชายแดนเผ่าโยวที่เป็นทะเลทราย...”
“ทะเลทราย...” นางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ท่านช่วยข้าสืบได้หรือไม่ว่าชายแดนเหนือของเราเป็นอย่างไรบ้าง”
“แม่นาง” จูซิ่วมีสีหน้าตื่นตระหนก
ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส
อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน
“แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส
“ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ
“เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั
เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง
“ตลอดมาข้าผิดเองที่ตามใจเจ้า มารดาของเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เจ้ากลับแต่งกายหรูหรา วันๆ ออกไปนอกจวนกินเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งที่มารดาเก็บเนื้อเก็บตัวในจวน พยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลจวนที่กว้างใหญ่ เจ้าอยากเรียนจัดดอกไม้มารดาเจ้าสนับสนุน อยากเรียนวาดภาพ ข้าเองก็ตามใจ อยากคัดอักษร ดีดพิณ อ่านหนังสือ ข้าให
เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ
เงียบกริบ... กระทั่งหญิงสาวกำลังจะปิดหน้าต่างเสียงฝีเท้าก็เดินมาข้างหน้าต่างที่นางยืนอยู่ เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้วอ้าปากค้าง “องค์ชาย? นี่เขตฝ่ายในของจวนตระกูลสวีนะเพคะ”อวี่เสวียนหัวเราะยกพัดขึ้นปิดปาก “เจ้ายังนึกสนุกเข้ามาร่วมชมความครึกครื้น เช่นนั้นข้าจะมาไม่ได้เชียวหรือ”“ทรงทราบ?”เขาไม่ตอบเพียง
“ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ตำหนิตัวเอง ที่ข้ามาเพราะมีเรื่องด่วน ข้าได้รับคำสั่งให้มารับตัวคุณหนูเฟิ่งเหยาบุตรสาวคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างลับๆ”“คุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดี” ใต้เท้าเหิงหันมาจ้องลั่วเฟิ่งเหยา “หมายถึงแม่นางลั่ว?”ครานี้แม้แต่ลั่วหลิวและจินซื่อก็เบิกตาด้วยความตกใจ จินซินหรูเงยหน้าพรวดจ้อง







