แคว้นตงอู
บริเวณตีนเขาด้านหลังของวัดเฟิงอันบริเวณชานเมือง
ในป่าทึบ เผยอิ้งหนิงที่เพิ่งผ่านการวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมาหมาดๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามมา จึงทิ้งตัวลงพิงต้นไม้ใหญ่และหอบหายใจอย่างหนัก
ทว่าแม้จะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้ แต่ฤทธิ์ยาในร่างกายของเธอกลับเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
“บ้าจริง ถ้าฉันไม่ตายละก็ ฉันจะตามไปฆ่าพวกแกให้หมดเลย!” การทะลุมิติที่ทั้งน้ำเน่าและน่าโมโหทำเอาเผยอิ้งหนิงอดสบถคำหยาบออกมาไม่ได้
เพราะความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเพื่อนร่วมงาน ทำให้ห้องทดลองระเบิด เธอจึงกลายเป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย ทว่าเมื่อตื่นขึ้นมากลับพบว่าไม่เพียงแต่มิติเวลาจะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่แม้กระทั่งร่างกายก็เปลี่ยนไปด้วย ที่สำคัญที่สุดคือมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังคร่อมทับอยู่บนร่าง เตรียมจะล่วงละเมิดเธอ!
ด้วยความโมโหเธอจึงทำร้ายจุดยุทธศาสตร์ของอีกฝ่าย แล้ววิ่งหนีมาตามทางเดินเล็ก ๆ หลังวัดจนมาถึงที่นี่...
‘ตุ้บ’
จู่ ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นจากของบางอย่างที่ตกลงไปในพงหญ้าที่ไม่ไกลออกไปนักอย่างแรง
“ใครน่ะ?!” เธอสะดุ้งโหยง ตื่นกลัวจนสุดขีด
จากนั้นรีบหลบไปอยู่หลังต้นไม้ แต่ผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่มีคนหรือสิ่งที่เป็นอันตรายปรากฏตัวขึ้น
เธอแอบชะโงกหน้ามองไปยังทิศทางที่เกิดเสียงดังสนั่นนั่น
พงหญ้าป่าตรงนั้นสูงระดับครึ่งตัวคน มีความเคลื่อนไหวสวบสาบ และยังได้ยินเสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวด
“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ?” เธอรวบรวมความกล้าถามออกไป
แต่ไม่มีใครตอบกลับมา
ทว่าเสียงครางด้วยความเจ็บปวดนั้นหยุดลงแล้ว
เธอเดินย่องเข้าไปใกล้ ค่อย ๆ แหวกพงหญ้าออกอย่างระมัดระวัง
เมื่อมองเห็นก็ต้องตะลึงงัน
เห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้นหญ้า กำลังกำมีดสั้นเล่มหนึ่งกรีดลงบนน่องของตัวเอง บนลำน่องนั้นมีรอยฟันลึกอย่างเห็นได้ชัด ว่าถูกอะไรบางอย่างกัดมา
และเป็นเพราะการเข้าใกล้ของเธอ ชายหนุ่มจึงหยุดการกระทำลง มองเธอเขม็งโดยไม่ขยับเขยื้อน
คนคนนี้เป็นผู้ชายที่หล่อเหลามากคนหนึ่ง โครงหน้าได้รูปคมคาย คิ้วดกได้รูปพาดเฉียงเข้าหาจอนผมที่ตกลงมาปรกหน้า นัยน์ตาดำขลับดั่งสระน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ช่างงดงามราวกับภาพวาดยิ่งนัก!
เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดเซียวของเขากลับมีไอหมอกสีดำปกคลุมอยู่ ริมฝีปากบางเฉียบที่แสนเซ็กซี่เม้มแน่นราวกับใบมีด ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายเย็นชาไร้เยื่อใย ไม่ต้องพูดถึงสภาพที่ดูป่วยไข้ของเขา แค่แสงเย็นเยียบที่สาดส่องออกมาจากก้นบึ้งดวงตาอันลึกล้ำคู่นั้น ก็ราวกับจะกลายร่างเป็นกระบี่ไร้รูปที่จะปลิดชีพเธอได้ทุกเมื่อ!
เผยอิ้งหนิงอดลอบกลืนน้ำลายไม่ได้ สายตาเลื่อนจากใบหน้าของเขาไปยังบริเวณน่อง “เจ้า...ถูกงูพิษกัดเหรอ?”
ผู้ชายนั่งนิ่งไม่ไหวติง ในแววตาที่เย็นเยียบนั้นนอกจากจะมีความระแวดระวังแล้ว ยังมีการพิจารณาอย่างเฉียบขาดอีกด้วย
เธอพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับความร้อนรุ่มในร่างกาย เผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรออกมา “เอ่อ ให้ข้าช่วยดูดพิษออกให้นะ!”
เธอนั่งยอง ๆ ลงข้างเท้าของเขาโดยไม่รอให้เขาปฏิเสธ แล้วลงมือจัดการเลือดพิษให้เขาทันที
ทั้งบีบ ทั้งดูด ช่างเป็นภาพการกระทำอันยิ่งใหญ่และกล้าหาญราวกับผู้มีเมตตาธรรมที่ยอมสละชีพเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์!
ดวงตาของผู้ชายเบิกกว้าง คล้ายกับคาดไม่ถึงว่าสตรีที่เพิ่งพบกันโดยบังเอิญผู้นี้ จะยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตตน...
ทว่ากลับไม่มีใครรู้เลยว่าในเวลานี้ เผยอิ้งหนิงแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งใจในการช่วยเหลือผู้อื่นของตัวเอง แต่เป็นเพราะฤทธิ์ยาในร่างกายกำลังจะออกฤทธิ์แล้วต่างหาก!
เธอไม่รู้ว่าการดูดเลือดพิษให้เขาจะทำให้ตัวเองติดพิษไปด้วยหรือไม่ รู้แค่ว่าถ้าไม่รีบหาคนมาเป็นยาถอนพิษ เธอจะต้องตายอย่างอนาถเพราะฤทธิ์ยาในร่างกายแน่ ๆ!
แต่ผู้ชายคนนี้ถูกพิษ ถ้าไม่ช่วยเขากำจัดพิษงูออกไปก่อน ขืนเขาตายขึ้นมา เธอก็ไม่มียาถอนพิษแล้วสิ!
ดังนั้นเธอต้องให้ผู้ชายคนนี้มีชีวิตอยู่ให้ได้!
เมื่อเห็นว่าบาดแผลที่ถูกกรีดเริ่มมีเลือดสีปกติไหลออกมา เธอก็บ้วนเลือดพิษในปากทิ้ง ฉีกเศษผ้าจากชายกระโปรงมาพันแผลให้เขา
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาตกตะลึงระคนประหลาดใจของผู้ชาย เธอจึงใช้หลังมือเช็ดมุมปาก จู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา “คุณชาย ข้าช่วยเจ้าไว้ ตอนนี้ถึงตาเจ้าตอบแทนข้าบ้างแล้ว”
ชายหนุ่มที่เอาแต่มองเธอมาตลอด จากตอนแรกที่เย็นชาดั่งกระบี่ มาจนถึงตอนที่ตกตะลึงจนพูดไม่ออกเมื่อเธอดูดพิษให้ สายตาของเขาแทบไม่ละไปจากใบหน้าของเธอเลย และในเวลานี้เมื่อพบว่าแก้มของอีกฝ่ายแดงระเรื่ออย่างน่าประหลาด นัยน์ตาของเขาก็หดเกร็งลง น้ำเสียงที่เย็นชาและแข็งกระด้างกลับเจือความสั่นเครือเล็กน้อย “ผงพันเสน่ห์ร้อยมารยาหรือ?”
เผยอิ้งหนิงร่างกายร้อนรุ่มจนสมองตื้อไปหมด ฟังไม่ชัดว่าเขาพูดอะไร จึงขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อเหลาของเขา ฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดต่อ “นี่ ได้ยินที่ข้าพูดไหม ข้าช่วยเจ้าไว้ ถึงตาเจ้าตอบแทนข้าแล้วนะ!”
ตามหลักการแล้วเธอช่วยเขากำจัดพิษงู สีหน้าของเขาน่าจะดีขึ้นถึงจะถูก แต่เมื่อเธอขยับเข้าไปใกล้ พอเห็นรอยแดงที่ผิดปกติบนใบหน้าของเธอ รวมไปถึงดวงตาที่เริ่มเลื่อนลอย เขาก็กัดฟันเค้นเสียงออกมา “เจ้า...ต้องการสิ่งใดตอบแทน?”
สายตาของเผยอิ้งหนิงเริ่มพร่ามัว ในหัวคล้ายกับมีเสียงหนึ่งกำลังเร่งเร้าให้เธอรีบกระโจนเข้าใส่เขา—
และในวินาทีต่อมาเธอก็กระโจนกดเขาลงกับพื้นจริง ๆ!
“ข้าต้องการให้เจ้าตอบแทนด้วยร่างกาย!”
……
“ท่านอ๋อง!”
เมื่อได้ยินเสียงของลูกน้องที่ตามหา อิ่นเซียวมู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
ทว่ายังไม่ทันที่เขาซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนแรงจะลุกขึ้น ก็ได้ยินเสียงอุทานของลูกน้องทั้งสองดังขึ้นเสียก่อน—
“ท่านอ๋อง เกิดอันใดขึ้นขอรับ?”
“ท่านอ๋อง เหตุใดท่านจึงแต่งกายไม่เรียบร้อยเช่นนี้?”
“หุบปาก!”
อิ่นเซียวมู่กัดฟันตวาดอย่างแรง
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาดนั้นทั้งดำคล้ำและเย็นชา ดวงตาสีดำลึกล้ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ราวกับราชาปีศาจกระหายเลือด ทำให้ลูกน้องทั้งสองหวาดกลัวจนปิดปากเงียบกริบ หัวใจสั่นสะท้าน
ท่านอ๋องของพวกเขาสวมเพียงกางเกงซับในตัวเดียว แผงอกเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยร่องรอยสีแดงเข้ม ต่อให้พวกเขาเป็นบุรุษที่ไม่มีประสบการณ์ก็ยังดูออกว่านั่นคือรอยที่เกิดจากฟันและเล็บ...
อีกทั้งบนกางเกงซับในของท่านอ๋องก็ยังมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ และยังมีสิ่งที่มีเพียงสตรีเท่านั้นถึงจะมีได้อีกด้วย!
“ไปสืบมาให้ข้า! ต้องสืบหาสตรีผู้นั้นให้พบให้จงได้!” อิ่นเซียวมู่พยุงตัวขึ้นพลางคำรามต่ำ
เสียงคำรามของเขาราวกับเสียงตบโต๊ะตัดสินคดีของศาล ทำให้หลิงอู่กับเสวียนชีตกตะลึงจนแทบล้มพับไปกองกับพื้น
ท่านอ๋องของพวกเขา...
ถูกคนย่ำยีเสียแล้ว!
“ท่านอ๋อง ท่านบาดเจ็บภายในหนัก จะโมโหไม่ได้นะขอรับ!” เสวียนชีได้สติกลับมาเป็นคนแรก หลังจากตรวจชีพจรให้ท่านอ๋องของตนอย่างลวก ๆ แล้วก็รีบเอ่ยเตือน
“ท่านอ๋อง ให้ข้าน้อยแบกท่านกลับไปนะขอรับ” หลิงอู่ก็รีบนั่งยอง ๆ ลงเช่นกัน
……
ณ ห้องพัก ภายในวัดเฟิงอัน
เด็กสาวในชุดหรูหรากำลังสั่งการให้สาวใช้ตบหน้าคน
“ตบมัน! ตบให้แรง ๆ!”
สาวใช้ตบหน้าชายวัยกลางคนสวมที่เสื้อแขนกุดมีกระดุมแบบผ้าหยาบฉาดแล้วฉาดเล่าตามคำสั่ง
ชายวัยกลางคนคุกเข่าอยู่บนพื้น ร้องโอดครวญขอความเมตตา “คุณหนูรอง ข้าน้อยถูกปรักปรำนะขอรับ...ท่านก็เห็นว่าข้าน้อยตีคุณหนูใหญ่จนสลบไปแล้ว แต่ข้าน้อยไม่ทราบจริง ๆ ว่าเหตุใดจู่ ๆ คุณหนูใหญ่ถึงฟื้นขึ้นมาได้...ขอคุณหนูรองโปรดเมตตาด้วย...”
เด็กสาวมีใบหน้างดงาม ทว่าในเวลานี้กลับเผยสีหน้าดุร้าย นิ้วเรียวงามชี้หน้าด่าทอเขา “ยาวางไปแล้ว คนก็ตีจนสลบไปแล้ว แต่กลับปล่อยให้นางหนีไปได้ ความพยายามของข้าต้องมาพังทลายลงเพราะคนไร้ค่าอย่างเจ้า เจ้าบอกมาสิว่าเก็บเจ้าไว้จะมีประโยชน์อันใดอีก?”
ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณหนูรอง ผงพันเสน่ห์ร้อยมารยานั่น หากไม่ใช่บุรุษก็ไม่อาจแก้พิษได้ คุณหนูใหญ่กินยานั่นเข้าไป หากไม่หาบุรุษมาช่วยถอนพิษให้ภายในหนึ่งชั่วยาม ต้องธาตุไฟเข้าแทรกจนตายเป็นแน่ นี่เป็นคำพูดที่แม่เล้าชุนแห่งหอไพ่แดงพูดเองกับปากเลยนะขอรับ ท่านไม่ต้องกังวลว่าคุณหนูใหญ่จะหนีไปได้ ถึงนางหนีไปได้ ไม่เสียความบริสุทธิ์ก็ต้องตายกะทันหันอยู่ดี ไม่ว่าจะทางใดก็ย่อมไม่ทำให้ท่านผิดหวังเป็นแน่ขอรับ”
เมื่อเด็กสาวฟังจบ ความโกรธบนใบหน้าถึงได้ค่อย ๆ คลายลง
ทว่าความอาฆาตมาดร้ายในดวงตากลมโตคู่สวยกลับไม่ได้ลดลงเลย
นังแพศยาเผยอิ้งหนิง หากรู้แต่แรกว่านางจะได้รับสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ให้แต่งกับฉู่หยางอ๋อง ก็น่าจะส่งคนไปฆ่านางทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนางถูกส่งกลับไปบ้านเกิดของมารดานางแล้ว!
ตั้งแต่เล็กจนโต นางต่างหากที่เป็นคุณหนูผู้ล้ำค่าของจวนราชครู เผยอิ้งหนิงตัวซวยกลับชาติมาเกิดผู้นี้กลับมาเมืองหลวงแย่งความโดดเด่นของนางไปไม่พอ ยังมาแย่งบุรุษที่นางชอบไปอีก จะให้นางกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปได้อย่างไร?
ต่อให้ท่านแม่จะให้นางแต่งงานกับองค์รัชทายาท หากนางไม่ได้ครอบครองฉู่หยางอ๋อง นางก็ไม่มีวันยอมปล่อยให้นังแพศยาเผยอิ้งหนิงได้ชุบมือเปิบไปเป็นแน่! ก่อนเผยอิ้งหนิงกับฉู่หยางอ๋องจะเข้าพิธีอภิเษกสมรส นางจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายนังเผยอิ้งหนิงให้จงได้!
……
จวนฉู่หยางอ๋อง
หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บภายในแล้ว สีหน้าของอิ่นเซียวมู่ก็ดีขึ้นมาก เพียงแต่เพลิงโทสะในร่างกลับพร้อมปะทุออกมาราวกับน้ำป่าไหลหลาก ทำให้บรรดาลูกน้องที่อยู่ใกล้ชิดต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
โหยวหลิน พ่อบ้านของจวนไม่เข้าใจเอาเสียเลย เขาเอาแต่ส่งสายตาให้หลิงอู่ไม่หยุด อยากรู้ว่าท่านอ๋องของตนเป็นอันใดไปกันแน่
แม้ปกติแล้วท่านอ๋องของพวกเขาจะเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย ทว่าการโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้กลับพบเห็นได้ยากยิ่งนัก ด้วยนิสัยของท่านอ๋อง ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉยได้ เหตุใดแค่ถูกงูกัดจึงได้โกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้
ไม่ใช่ว่าหลิงอู่จะไม่ได้รับสายตาของเขา ทว่าตอนนี้หัวใจของเขากำลังสั่นสะท้านอยู่ จะให้พูดอันใดได้เล่า
จะให้พูดต่อหน้าท่านอ๋องว่าท่านอ๋องถูกคนย่ำยีมาเช่นนั้นหรือ?!
เขายังไม่ได้แต่งภรรยาเลยนะ ไม่อยากหัวขาดหรอก!
“ท่านอ๋อง!” เสวียนชีวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องนอน คุกเข่าลงแล้วรายงาน “ข้าน้อยสืบมาได้แล้วขอรับ!”
“ว่ามา!” คำพูดที่แสนจะเยือกเย็นหลุดลอดจากไรฟันของอิ่นเซียวมู่
“ท่านอ๋อง วันนี้คุณหนูทั้งสองของจวนราชครูไปจุดธูปขอพรที่วัดเฟิงอัน แต่ไม่ทราบว่าเกิดอันใดขึ้น คุณหนูใหญ่เผยกลับหายตัวไป ตอนนี้คนของคุณหนูรองเผยยังคงออกตามหาคุณหนูใหญ่อยู่ ข้าน้อยคาดว่าคนที่ท่านทรงพบนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคุณหนูใหญ่เผย จึงให้คนไปหาภาพวาดของคุณหนูใหญ่เผยมา ท่านลองดูสิขอรับ...”
ระหว่างที่พูด เสวียนชีก็หยิบม้วนภาพวาดออกมาจากแขนเสื้อมาคลี่ออก
เมื่ออิ่นเซียวมู่เพ่งมอง เขาก็หรี่ตาลงด้วยความเย็นชา คว้าภาพวาดมาฉีกออกเป็นสองท่อน!
“ไปจับตัวนางมาให้ข้า!”
“เอ่อ...” เสวียนชีอ้าปากค้าง อยากพูดบางสิ่งแต่ก็ไม่กล้า
“คุณหนูใหญ่เผยหรือขอรับ?” จู่ ๆ หลิงอู่ก็อุทานขึ้นมา “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่เผยผู้นั้น ไม่ใช่พระชายาที่ฝ่าบาทเพิ่งจะมีราชโองการพระราชทานสมรสให้ท่านหรือขอรับ?”
อิ่นเซียวมู่สูดลมหายใจเข้าลึก กัดฟันกรอด มองพวกเขาด้วยสายตาเยือกเย็น “แล้วข้าจะฆ่านางไม่ได้หรือ?!”
การแต่งงานครั้งนี้มาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขายังไม่ทันคิดหาหนทางรับมือ ไม่นึกเลยว่าจะถูกสตรีผู้นั้นฝืนใจย่ำยีเอาได้!
แถมยังเป็นกลางวันแสก ๆ อีกด้วย!
เสวียนชีกับหลิงอู่มองหน้ากัน ต่างก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
พวกเขาก็ยังไม่คิดไม่ฝันเลยว่าคนที่ย่ำยีท่านอ๋องจะเป็นพระชายาคนใหม่ที่ยังไม่ได้แต่งเข้ามา!
หากไม่รู้ตัวตนของอีกฝ่ายก็แล้วไปเถิด แต่ตอนนี้รู้ตัวตนของอีกฝ่ายแล้ว พวกเขาจะไปจับได้อย่างไร?
สำหรับเพลิงโทสะของท่านอ๋อง โหยวหลินรู้สึกงุนงงมาโดยตลอด ตอนนี้เห็นเสวียนชีและหลิงอู่ส่งสายตาให้กันก็ยิ่งทวีความอยากรู้มากขึ้น จึงรวบรวมความกล้าถามออกไป “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่เผยล่วงเกินท่านอย่างไรหรือขอรับ?”
การเอ่ยปากของเขาในครั้งนี้ไม่ต่างกับการเอามีดกรีดลงบนหัวใจของอิ่นเซียวมู่ อิ่นเซียวมู่จึงกำหมัดแน่นจนมีเสียง ‘กรอบแกรบ’ ดังขึ้นมา
“โหยวหลิน เหวินซินจัดยาให้แล้วไม่ใช่หรือ? เจ้ารีบไปดูที่ห้องครัวสิว่าต้มยาเสร็จหรือยัง” หลิงอู่ที่หัวใกล้จะระเบิดเต็มทีรีบดึงเขาไว้ “ช่างเถิด ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าแล้วกัน!”
พูดจบก็ออกแรงลากเขาออกไปทันที
ภายในห้อง เสวียนชียังคงคุกเข่าไม่กล้าลุกขึ้น
เมื่อต้องเผชิญกับเพลิงโทสะที่ไม่เคยมีมาก่อนของท่านอ๋อง เขาจึงจำใจต้องเกลี้ยกล่อม “ท่านอ๋อง ได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่เผยเพิ่งจะถูกท่านราชครูรับตัวกลับมาจากต่างเมือง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอันใดในจวนราชครู ด้วยความสามารถของนางไม่น่าจะกล้าทำเรื่องเช่นนั้นกับท่านได้ เรื่องนี้ต้องมีสาเหตุที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อยู่อย่างแน่นอน อีกทั้งเวลานี้คุณหนูใหญ่เผยก็ยังไม่ได้กลับไปที่จวนราชครู สู้ให้ข้าน้อยไปสืบดูอีกสักรอบ รอหาตัวนางพบแล้วค่อยตัดสินใจดีหรือไม่ขอรับ?”
บุรุษบนเตียงมีสีหน้าดำทะมึน ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเสวียนชีเห็นดังนั้น ก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “ท่านอ๋อง การไปสืบข่าวที่ยอดเขาลู่อวิ๋น ให้ข้าน้อยกับหลิงอู่ไปก็พอแล้วขอรับ เดิมท่านได้รับบาดเจ็บก็ไม่ควรไปอยู่แล้ว เป็นเหตุให้ท่านถูกงูพิษลอบกัด ข้าน้อยกับหลิงอู่แทบจะตกใจตายอยู่แล้ว โชคดีที่คุณหนูใหญ่เผยช่วยขจัดพิษงูให้ท่านได้ทันเวลา มิเช่นนั้นต่อให้ท่านจะมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศเพียงใด หากไม่อาจใช้กำลังภายในได้ ก็ยากที่จะขจัดพิษงูให้หมดจดได้ขอรับ”
“ข้าเหนื่อยแล้ว ออกไป!”
“ขอรับ ท่านอ๋องโปรดพักให้สบายเถิด” เสวียนชีเพิ่งเตรียมจะถอยออกไป จู่ ๆ ก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงค้อมตัวลงเอ่ยอีกครั้ง “ท่านอ๋อง หากไม่มีอันใดผิดพลาด วันพรุ่งรุ่ยเหออ๋องต้องมาหยั่งเชิงที่จวนเป็นแน่ เพื่อไม่ให้เขาสงสัย ข้าน้อยเห็นว่าสามารถใช้โอกาสนี้หลอกใช้คุณหนูใหญ่เผยได้ คุณหนูใหญ่เผยเป็นหมากที่ตระกูลเผยต้องการส่งมาอยู่ข้างกายท่าน ในเมื่อนางเป็นหมาก ตระกูลเผยใช้ได้ เราย่อมใช้ได้เช่นกัน”
อิ่นเซียวมู่เก็บสายตาเย็นชา ก่อนพยักหน้ารับ
“ข้ารู้แล้ว”
“ท่านอ๋อง ข้าน้อยขอตัวขอรับ”
หลังจากเสวียนชีออกไป ความรู้สึกอัปยศอดสูในใจของอิ่นเซียวมู่ที่นอนอยู่บนเตียงก็ยังยากจะลบเลือนหายไปได้
สตรีบ้านั่น หากไม่แก้แค้นความอัปยศในครั้งนี้ เขาคงเสียชาติเกิดเป็นบุรุษ!
……
เผยอิ้งหนิงหายตัวไปหนึ่งวันเต็ม ๆ กระทั่งตอนเที่ยงของวันต่อมาถึงได้กลับจวนราชครู
นางไม่ได้ไปที่ใดไกล แค่หาโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ พักอยู่วันหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช่เพื่ออะไรหรอก แต่เป็นเพราะต้องการปกปิดสภาพที่ดูไม่ได้ของตัวเองต่างหาก
คนอื่นทะลุมิติมาต่อให้ย่ำแย่แค่ไหนก็ยังเป็นคนที่วางตัวอยู่ในกรอบระเบียบ แต่เธอพอทะลุมิติมาก็กลายเป็นผู้หญิงที่หื่นกระหายบ้ากามไปเสียแล้ว แม้เธอจะถูกสถานการณ์บีบบังคับจนไร้หนทาง แต่เธอก็ได้ทำเรื่องพรรค์นั้นกับผู้ชายคนหนึ่งไปแล้วจริง ๆ ...
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอับอายที่สุดก็คือยามที่เกิดเรื่องนั้น เธอไร้ประสบการณ์ ผู้ชายคนนั้นก็ดูเหมือนจะไร้ประสบการณ์เช่นกัน ทุลักทุเลเสียยิ่งกว่าทำศึก เธอแทบจะคิดว่าตนเองต้องตายไปเสียแล้ว!
ที่แท้ใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องดีซะทีเดียว...
หลังจากพักผ่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยมหนึ่งวัน และจัดการกับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่จนเรียบร้อย เธอก็ไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ร้านขายเสื้อผ้า จากนั้นถึงกลับจวนอย่างไม่เร่งรีบ
แต่พอคนก้าวเข้าประตูมาก็ถูกหม่าอัน พ่อบ้านเก่าแก่ขวางเอาไว้
“คุณหนูใหญ่ เหตุใดท่านเพิ่งกลับมาขอรับ? นายท่านโกรธมาก กำลังรอฟังข่าวจากท่านอยู่ที่ห้องหนังสือขอรับ!”
เผยอิ้งหนิงไม่ได้สนใจเขา เพียงแค่เดินไปที่ห้องหนังสือในเรือนหลักตามความทรงจำในหัว
และในห้องหนังสือ ไม่เพียงแต่จะมีเผยเจ๋อซาน บิดาของเจ้าของร่างเดิมอยู่เท่านั้น แต่ยังมีฟ่านปี้เจินผู้เป็นแม่เลี้ยง และเผยหลิงชิง ลูกสาวที่เกิดจากฟ่านปี้เจินอยู่ด้วย
ทั้งยังมีชายหนุ่มที่ดูอ่อนแอคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น
เมื่อเห็นเธอกลับมา เผยเจ๋อซานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ไม่เพียงแต่จะไม่มีท่าทีเป็นมิตรและเมตตา เขากลับตบโต๊ะลุกขึ้นด้วยความโกรธ
“นังลูกสารเลว เจ้ายังมีหน้ากลับมาอีกหรือ?”
เผยอิ้งหนิงชะงัก
ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไรนัก
กระทั่งฟ่านปี้เจินแม่เลี้ยงเอ่ยปากขึ้น “หนิงเอ๋อร์เอ๋ย เจ้ามีสัญญาหมั้นหมายกับฉู่หยางอ๋องแล้ว เหตุใดจึงยังไปลอบคบชู้กับบุรุษอื่นได้อีกเล่า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำร้ายตัวเจ้าเอง แต่ยังจะดึงรั้งให้จวนราชครูของเราต้องเดือดร้อนไปด้วย”
ลอบคบชู้กับผู้ชายอื่นเหรอ?
เผยอิ้งหนิงมองไปยังชายหนุ่มที่ดูอ่อนแอคนนั้น ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นี่ชู้รักของเธอหรือ? ทำไมเธอถึงจำอะไรไม่ได้เลย?