Masuk“ยังไม่มีโอกาสได้กล่าวขอบคุณ” เขาเอ่ย “ขอบใจเจ้ามาก...เรื่องครั้งนั้น หากไม่ได้เจ้าข้าคงทำอะไรโง่งมจริงๆ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ช่วยท่านได้ก็ดีแล้ว ข้าเข้าใจว่าตอนนั้นท่านทั้งโกรธและร้อนใจ ที่สำคัญคือท่านสามารถยับยั้งชั่งใจได้ต่างหาก”
เขาถอนหายใจ “เรื่องวันนี้อันตรายมาก เหตุใดออกมาด้วยตัวเอง”
“เกรงว่ากว่าจะบอกกล่าวก็คงตามไม่ทันแล้ว”
เขาหัวเราะ “ที่บอกว่าตามไม่ทัน ตามพี่ชายของเจ้า หรือข้า?”
นางเงียบก็เท่ากับยอมรับ เขาถอนหายใจออกมา “ข้ามีบทเรียนมาแล้วคราหนึ่ง หลังจากนั้นก็มิได้ใช้อารมณ์นำพาการกระทำอีก มิใช่ทุกครั้งข้าจะมีเจ้าคอยห้ามปรามเตือนสติ จริงหรือไม่”
เขาหัวเราะอย่างเห็นขันทว่านางกลับถอนหายใจออกมา “ข้ารู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นพี่รองผิดต่อท่านและตระกูลเหยียน เรื่องนี้ตระกูลเมิ่งต้องมีคำตอบให้ท่านอย่างแน่นอน ข้า...”
“คุณหนูเมิ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า แม้เจ้าจะรู้สึกผิดต่อข้า ทว่าก็เป็นเพียงความรู้สึกที่คิดแทนผู้อื่น ต้นเรื่องรู้สึกอย่างไร สำนึกผิดหรือไม่เจ้าเองก็ไม่แน่ใจ ดังนั้นอย่าได้แบกรับความผิดที่เจ้าไม่ได้เป็นคนก่อ ข้าไม่โทษผู้ใดนอกจากตัวต้นเรื่อง เอาละเจ้าพักผ่อนได้แล้ว ขอบใจมากสำหรับผ้าพันแผล”
นางมองเขาคล้ายอยากกล่าวบางอย่าง ทว่าถึงที่สุดก็ถอนหายใจแล้วเงียบเสียง
ค่ำคืนอากาศเย็นเยียบ...เหยียนจิ่นเหิงมีไข้สูงทว่าก็ยังมีสติ บาดแผลที่แขนของเขาเต้นตุบปวดแปลบ เกรงว่าตอนนี้แผลคงอักเสบเป็นแน่ เพราะไม่ได้ใส่ยาห้ามเลือดและยังใช้ผ้าชื้นหมาดพันเอาไว้
เขาลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองนอนพิงไหล่ของเมิ่งเสวี่ยเยวียน มีนางคอยวางอุ้งมือเพื่อวัดไข้ “ท่านฟื้นแล้ว? รู้สึกอย่างไรบ้าง”
อา...เขาน่าจะอ่อนแอกว่านี้ ไม่น่าฟื้นตื่นขึ้นมาเร็วเช่นนี้จริงๆ “ข้าไม่เป็นไร” จำต้องลุกขึ้นแล้วทั้งที่อยากจะพิงนางให้นานกว่านี้สักหน่อย “ขอบใจเจ้ามาก”
“ท่านยังมีไข้อยู่ ข้าดูแล้วเลือดหยุดไหลแต่ก็อักเสบแล้ว ท่านมีไข้เพราะแผลนั่น ข้างล่างไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเราลองเดินลงเขาไปดีหรือไม่ บางทีคนของท่านอาจกำลังออกตามหา”
มองออกไปด้านนอกแสงแดดสาดส่อง เวลานี้น่าจะล่วงเข้ากลางยามเฉิน[1]แล้วกระมัง... “ท่านเดินไหวหรือไม่” นางเอ่ยถามเขาจากนั้นขยับเข้ามาหมายประคอง
“น่าจะยังไหว” เขาค่อยๆ ลุกขึ้นโดยมีหญิงสาวช่วยประคอง เฮ้อ...หากไม่กลัวว่านางจะเหนื่อยเกินไป เดินลงเขาโดยมีนางคอยช่วยประคองก็คงดีไม่น้อย เพียงแต่เขาไม่อาจหักใจทำให้นางเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนั้น
นางกำลังกลัว... เหยียนจิ่นเหิงมองออกจากท่าทีที่มองไปรอบๆ ของหญิงสาว “ไม่ต้องกลัว แถวนี้ไม่มีผู้อื่น” เขาปลอบนาง เห็นหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาจากนั้นช่วยเช็ดเหงื่อให้
“ท่าน...รู้สึกอย่างไรบ้าง เหนื่อยหรือไม่ พวกเรานั่งพักสักครู่ค่อยเดินทางต่อ ตอนนี้หากท่านไม่ไหวอีกคน ข้า...”
“ไม่เป็นไรข้ายังเดินต่อได้ เดินไปอีกไม่ไกลก็จะถึงถนนสายหลัก พวกเราเพียงหลบอยู่แถวนั้นสักครู่ ดูให้มั่นใจว่าไม่มีกลุ่มโจรดักซุ่ม สภาพเช่นนี้เดินกลับเข้าเมืองหลวงเองก็มีแต่จะกลายเป็นเป้าโจมตี สายแล้วคนของทางการกับคนของข้าน่าจะออกค้นหาแล้ว พวกเรารออยู่ที่นี่จะดีกว่าหากหลงป่าจะยิ่งแย่”
“ได้” นางพยักหน้าจากนั้นขยับเข้ามาใกล้เขา
“เจ้าจะทำอะไร” นางยกแขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บของเขาขึ้นพาดบ่า
“ช่วยท่าน”
เขาอึ้งงันไปนานมาก ต่อมาก็แทบเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่มิด แม้ดูเหมือนนางช่วยประคองเขา แต่เขากลับไม่กล้าทิ้งน้ำหนักไปฝั่งที่นางอยู่ มองเห็นเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามไรผมของนาง เขาได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
หลบใกล้ๆ ถนนสายหลักกว่าชั่วยามจึงมีเสียงตะโกนของเหลิ่งซา เหยียนจิ่งเหิงมองหญิงสาวจากนั้นพยักหน้า “นั่นคนของข้า”
แล้วนางก็ลุกขึ้นจากนั้นส่งเสียงตะโกนตอบรับ คนของทางการ คนของเขา บวกกับคนของตระกูลเมิ่ง ทำให้เขากับหญิงสาวได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นอีกฝั่ง บัดนี้เมิ่งจื่อจวินและลั่วหยวนเหนียงถูกส่งตัวกลับเข้าเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีการสูญเสีย แม้มีคนบาดเจ็บร้ายแรงแต่ก็ไม่ถึงชีวิต
สายตากังวลของหญิงสาวที่มองส่งเขาขึ้นรถม้า ทำให้เหยียนจิ่นเหิงอมยิ้ม เขาหรุบตามองมือของตัวเอง แขนเสื้อที่นางใช้พันแผลยังอยู่ในมือของเขา แผลได้รับการใส่ยาและพันด้วยผ้าสะอาดผืนใหม่แล้ว “กลับจวน”
[1] ช่วงเวลาแปดโมงเช้า
“เมื่อช่วงบ่ายท่านหมอเฝิงไปดูอาการมาแล้ว ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล แต่ว่าพรุ่งนี้พวกเราแวะไปเยี่ยมนาง เป็นการให้กำลังใจคนสูงอายุ ดีหรือไม่”นางพยักหน้าเร็วๆ ให้เขา เขาลูบศีรษะนางด้วยรอยยิ้ม “มีข้าอยู่ไม่ต้องกังวล”นางกอดเขาซบใบหน้ากับอกกว้างถอนหายใจออกมาเบาๆ “ดีจริงๆ ที่ข้ามีท่าน”เขาหัวเราะ “ก็ต้องเป็นเช่นนั้น ข้าลงแรงไปมากกว่าจะได้แต่งเจ้าเข้าจวน ข้าไม่อยากถูกตำหนิในภายหลังว่าใช้เล่ห์กลหลอกเจ้าแต่งเข้ามา”นางหรี่ตามองเขาด้วยรอยยิ้ม “ยังจะพูดเรื่องนี้”เขาอุ้มนางขึ้น “ได้ ไม่พูดแล้ว วันนี้นอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้มีเรื่องต้องทำหลายอย่าง มีหลายที่ต้องไป”ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงพร้อมกับเงาของสองสามีภรรยาที่แนบชิดกอดเกี่ยว เสียงกระซิบแผ่วเบาของคู่ยวนยาง กระทั่งค่อนคืนทุกอย่างจึงสงบลง หลงเหลือเอาไว้เพียงเสียงของสายลมและหิมะที่โปรยปราย...เช้าวันหนึ่ง...อยู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนและความวุ่นวาย เหยียนจิ่นเหิงที่นั่งดูบัญชีของร้านแลกเงินขมวดคิ้ว เสียงที่กำลังตะโกนนั้นเขาฟังหลายรอบจึงตระหนักว่าเป็นเสียงของเหยียนอวี่คุน“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”“พี่สะใภ้ขอรับพี่ใหญ่ พี่สะใภ้อยู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติ ข้าตามหมอแล้วพี่ให
“ท่านพี่” นางมองเขาดวงตาปกคลุมด้วยไอหมอก มีความเศร้าปะปน “ท่านพ่อดู...แก่ลงมาก”เขาเงยหน้าขึ้นมองนางจากนั้นอุ้มนางขึ้นนั่งบนตัก กอดปลอบนางเงียบๆ ปล่อยให้นางได้พูดเรื่องในใจ“หลายปีมานี้ข้ารู้ว่าเขาไม่เคยใส่ใจข้า ข้าเองก็ไม่เคยคาดหวัง ทว่าลึกๆ ข้าเคยคิดว่าหากในยามที่เขาไร้ที่พึ่งพิง เขาอาจจะลดทิฐิแล้วมาหาข้า มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าเห็นเขาเมื่อครู่ข้ากลับ...”“หากเขามาข้าข้าจะช่วยเหลือเขาเอง เจ้าไม่ต้องกังวล”“แต่ว่าตระกูลเมิ่ง...”“คุณชายรองดูแล้วน่าจะมีฝีมือในการดูแลการค้ามากกว่า คุณชายใหญ่เขา...ไม่ฉลาด”นางหลุดหัวเราะ “ท่านจะบอกว่าพี่ใหญ่ของข้าโง่?”“เวลาเพียงปีเดียวเขาทำลายกิจการของตระกูลเมิ่งไปเท่าไหร่แล้ว หากท่านพ่อตายังดึงดันเช่นนี้ ต่อไปคงสิ้นเนื้อประดาตัวกระมัง”“หากท่านพ่อมาหาท่านจริงๆ ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น ท่านจะทำอย่างไร”“ยื่นข้อเสนอให้เขาเปลี่ยนประมุขตระกูลคนต่อไปเสีย คุณชายใหญ่ไม่เพียงโง่งม แต่เขายังชอบเข้าๆ ออกๆ บ่อนตระกูลซวี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมปล่อยผ่าน หากท่านพ่อตายังทำเป็นไม่รู้ เกรงว่าต่อไปตระกูลเมิ่งแม้แต่จวนก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว เจ้าวางใจเถิดเจ้
“จริงๆ คือข้าอยากช่วยนางด้วย” นางกล่าว “หากตอนนั้นท่านลงมือจริงๆ นางกับคุนคุนเองก็คงมีชีวิตอยู่ต่ออย่างสิ้นหวังไม่ต่างกัน” นางกุมมือเขา ข้ามองเห็นความสิ้นหวังของนาง ยังมองเห็นความสิ้นหวังของท่านด้วย หากพวกท่านทั้งสองทำอะไรไม่ยั้งคิดผู้ที่น่าสงสารที่สุดตอนนั้นก็คือคุนคุน ตอนนั้นข้าเพียงมองเห็นตัวเองแต่ข้ายังโชคดีที่มีท่านย่า ทว่าหากพวกท่านล้วนลงมือคุนคุนก็จะไม่เหลือใครเลย...”เหยียนจิ่นเหิงบีบมือนางแน่นมากราวกับเขาเองก็เพิ่งตระหนักในเรื่องนี้... “ข้า...”“ไม่ต้องพูดแล้ว ตอนนี้ก็มิใช่ดีมากแล้วหรือ”เขายิ้มให้นาง “ใช่ ดีมาก ดีที่สุด” น้องสาวของเขาหัวเราะบ่อยขึ้น เหยียนอวี่คุนเองก็มีท่าทีอยากพูดไม่เก็บตัวเหมือนเมื่อก่อน “ต่อไปก็จะดีขึ้นแน่นอน”“ว่าแต่...ท่านทำอย่างไรพี่รองกับคุณหนูลั่วจึงติดกับ”เอ่อ... “คุนคุนออกมาแล้ว” เขาลุกขึ้นเปลี่ยนเรื่องทันที“ท่านพี่หยุดนะ ท่านเล่ามาให้หมด ท่านนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าทุกอย่างเป็นท่านที่วางแผน คุนคุนจับเขาเอาไว้เร็วเข้า”เหยียนจิ่นเหิงหัวเราะสอดแขนอุ้มเหยียนอวี่คุนขึ้น “คุนคุนพวกเรารีบหนีเร็ว พี่สะใภ้จับได้แล้วว่าพี่ใหญ่ของเจ้าวางแผนหลอ
“ก็รู้จัก รู้จักนานพอๆ กับที่รู้จักเจ้า วันนั้นที่เจ้าช่วยเขากับน้องสาวข้าเองก็อยู่ไกลๆ ยังช่วยจับโจรเจ้าก็เห็น หลังจากนั้นยังเห็นว่าช่วงที่เจ้ามาเยี่ยมมารดา เจ้าหนุ่มแซ่เหยียนนั่นยังมาแอบดูเจ้าอยู่ตรงนั้น” เขาชี้มือไปยังเนินไกลออกไป “มาทุกครั้งพอเจ้ากลับเขาก็หายไป”“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเขามาแอบดูข้า”“ไม่ใช่เจ้าแล้วเขาจะมาแอบดูข้า?” เหล่าจางโบกมือ “หากไม่ใช่เจ้าเขาจะเปลืองแรงหลอกล่อให้พี่ชายเจ้าได้พบกับคู่หมั้นของเขาหรือ แถมสองคนนั้นยังมีใจให้กันอีกด้วย ข้าจะบอกอะไรนะนั่นน่ะไม่ใช่ครั้งแรก”“ไม่ใช่ครั้งแรก?” นางมีท่าทีงุนงง“ใช่ เพราะเขาเคยทำแบบเดียวกันกับพี่ชายคนโตของเจ้า เพียงแต่ว่าคุณหนูคนนั้นน่ะแซ่อะไรนะที่เป็นคูหมั้นของเขา”“แซ่ลั่วเจ้าค่ะ”“ใช่ๆ นั่นละ นางไม่ชอบพี่ชายคนโตของเจ้า แต่นางดันมาตกหลุมพรางเพราะชอบพี่ชายคนรองของเจ้าแทน หากมิใช่เพราะครั้งก่อนเขายอมปกป้องเจ้าจนไม่ห่วงว่าตัวเองจะเจ็บตัว คนเจ้าเล่ห์มากแผนการเช่นนั้นข้าว่าไม่เหมาะกับเจ้าสักนิด แต่ก็นั่นละคนที่แม้แต่ชีวิตตัวเองก็ไม่ห่วง เพื่อปกป้องเจ้ายอมบังเจ้าจากห่าธนู คนโง่มเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้วดังนั้นแต่งให้เขาเจ้าก็
รุ่งเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นก็พบว่าอ้อมแขนอบอุ่นกอดนางจากด้านหลัง เสียงหายใจเป็นจังหวะกับสัมผัสแนบชิด ทันทีที่ขยับตัวอ้อมแขนก็รัดแน่นเข้า ปลายจมูกโด่งซุกลงมายังซอกคอ “ตื่นแล้วหรือ” เหยียนจิ่นเหิงกระซิบถาม “ยังเช้าอยู่เลย”หญิงสาวพลิกตัวกลับไปมองเขาทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นจุมพิตก็ประทับลงยังหว่างคิ้ว “ฮูหยิน”“หืม” นางส่งเสียงตอบรับเขากลับยิ้มไม่ได้พูดอะไรต่อ “ท่านจะไม่ลุก?”“สักครู่” เขาดันนางแนบอกหลับตาจากนั้นครู่ใหญ่จึงลืมตาขึ้น “เกรงว่าหากยังไม่ลงจากเตียง ซีเอ๋อร์กับคุนคุนคงเข้ามาดูให้มั่นใจว่าเจ้ายังอยู่”นางหัวเราะประคองใบหน้าของเขาด้วยสองมือ “ท่านพี่”เขาลืมตามองนาง “หืม?”“อรุณสวัสดิ์”เขายิ้มยื่นหน้าเข้ามา “อรุณสวัสดิ์อวี้หลานของข้า” นี่เป็นเช้าแรกของการเป็นสามีภรรยาสองคนอ้อยอิ่งใช้เวลาด้วยกันจนสายโด่ง ออกมาข้างนอกก็พบว่าเหยียนหร่วนซีและเหยียนอวี่คุนรอกินมื้อเช้าอยู่ก่อนแล้ว “พวกท่านมาแล้ว?! ในที่สุดก็มา ข้ากับคุนคุนรอคารวะน้ำชาพี่สะใภ้อยู่”“เช่นนั้นยกเข้ามาสิ” เหยียนจิ่นเหิงนั่งลงพร้อมกับเตรียมของขวัญเอาไว้แล้ว เมื่อสองพี่น้องคารวะน้ำชานางก็ส่งของขวัญให้ ของเหยียนหร่วนซีเป็นเครื่
นางส่ายหน้า “ไม่เลยเจ้าค่ะ”“ดีๆ ย่าจะจัดการเขาเองเจ้าเตรียมตัวขึ้นเกี้ยวก็พอ”หญิงสาวอยู่เฝ้าผู้เป็นย่าไม่ห่าง แม้แต่ในตอนที่อีกฝ่ายเรียกตัวพี่ชายคนที่สามเข้ามาพบ อีกทั้งยังตัดสินใจยกที่ดินนอกเมืองแปลงใหญ่ให้เขา สมทบเป็นสินสอดให้เขาได้แต่งงาน นอกจากนั้นยังมีพี่ชายคนที่สี่ที่นางมอบร้านใบชาที่ถนนฝู่ซางให้ล่วงหน้า ส่วนเมิ่งเสวี่ยเยวียนก็ได้ตั๋วเงินห้าพันตำลึง หลานห้าคนเรียกได้ว่าล้วนไม่น้อยหน้าไปกว่าใครช่วงที่อยู่เฝ้าผู้เป็นย่าหลังจากนั้นได้มีโอกาสอยู่ตามลำพังกับบิดาบ่อยครั้ง นอกจากท่าทีอึดอัดของอีกฝ่ายนางก็ไม่มีเรื่องใดให้สนทนา ยิ่งเห็นบิดาเต็มไปด้วยความละลายใจแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าพูดกับนาง เมิ่งเสวี่ยเยวียนได้แต่บอกตัวเองว่าขอเพียงนางไม่คาดหวัง เช่นนี้แล้วนางก็จะไม่ผิดหวัง...ชุดเจ้าสาวสีแดง หมวกหงส์และผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ขบวนเกี้ยวและสินเดิมยาวเหยียด รายการที่จดบันทึกอย่างละเอียด สินสอดที่เชิดหน้าชูตาคนตระกูลเมิ่ง การแต่งงานที่เชื่อมสองตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งอันดับสองเข้าเป็นหนึ่ง ถึงอย่างนั้นด้วยบุคลิกและนิสัยของเหยียนจิ่นเหิง บวกกับเรื่องในอดีตของเขาที่ได้รับการกล่าวขานว่ามือเค







