Se connecter“ก่อนที่ฉันจะหย่ากับเธอ ฉันจะใช้ร่างกายเธอให้คุ้มค่า ให้สมกับที่ฉันต้องฝืนใจจดทะเบียนสมรสกับเธอ”
Voir plusรามิล อายุ 28 ปี
เจ้าของใบหน้าหล่อ สูง มีแฟนแล้ว แต่ต้องคบกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้ แม้กระทั่งพ่อแม่ของเขาก็ไม่เคยรู้ สมายด์ อายุ 22 ปี เจ้าของใบหน้าเรียวใส ตากลม อาศัยอยู่กับแม่แค่สองคน ทำงานอยู่ในร้านอาหารมาตั้งแต่เรียนอยู่ปีหนึ่ง จนถึงปัจจุบัน . . . . ตัวอย่างนิยาย "ฉันมีเรื่องที่จะบอกกับเธอหลายเรื่อง" เรียวปากหนาขยับบอกเมื่อหญิงสาวนั่งเรียบร้อยแล้ว "คุณรามิลบอกสมายด์มาเถอะค่ะ สมายด์พร้อมจะฟังคุณ" เจ้าของใบหน้าเรียวใสบอก พร้อมกับรอฟังอย่างตั้งใจในสิ่งที่ชายหนุ่มจะบอก "ฉันมีแฟนแล้ว" เสียงทุ้มบอกออกไป พร้อมกับดวงตาคมที่จ้องมองเธอ "คุณมีแฟนแล้ว?" สมายด์นึกแปลกใจ เพราะคุณป้าบอกว่าเขายังไม่มีแฟน "ใช่ ฉันกับอัญชัน เราคบกันมาสามปีแล้ว แล้วเราก็วางแผนที่จะแต่งงานในอีกสามปีข้างหน้า แต่ที่ฉันต้องเก็บไว้เป็นความลับ เพราะแฟนฉันเป็นดารา อัญชันเลยขอให้ฉันเก็บไว้เป็นความลับ แม้กระทั่งพ่อกับแม่ฉันก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน" "อ๋อค่ะ สมายด์เข้าใจแล้วค่ะ" ใบหน้าเรียวใสพยักหน้าอย่างรับรู้ด้วยแววตาใส "ถ้าฉันจะหย่ากับเธอ เธอก็พร้อมที่จะหย่าให้ฉันได้ตลอดเวลาใช่ไหม" "สมายด์พร้อมที่จะหย่าให้คุณรามิลได้ตลอดเวลาค่ะ ขอแค่ให้คุณรามิลบอกสมายด์มา สมายด์พร้อมที่จะหย่าให้คุณได้ทุกเมื่อค่ะ" "อัญชันจะมานอนกับฉันที่นี่อาทิตย์ละสามถึงสี่วัน หรืออาจจะมากกว่านั้น" "ค่ะ" "แล้วห้ามเที่ยวไปบอกใครว่าเธอเป็นอะไรกับฉัน" "สมายด์จะไม่บอกใครค่ะ ว่าสมายด์เป็นอะไรกับคุณ" "ถึงเราจะอยู่คอนโดเดียวกัน แต่เราก็ต่างคนต่างอยู่ ฉันจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอ แล้วเธอก็ห้ามมายุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน" "คุณรามิลสบายใจได้เลยค่ะ สมายด์จะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณรามิลอย่างแน่นอน" . . . . "เธอลืมไปแล้วเหรอ ว่าเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เพราะฉะนั้น ฉันจะทำอะไรกับร่างกายเธอก็ได้ โดยที่ฉันไม่ผิด" เสียงทุ้มนิ่งบอกไปด้วยสีหน้าราบเรียบแววตาจริงจังอย่างเห็นได้ชัด "ไหนคุณเคยบอกว่าให้เราต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวอะไรกันยังไงล่ะคะ คุณจะมาผิดคำพูดไม่ได้นะคะ" หญิงสาวพูดออกไปด้วยหัวใจที่สั่นไหว หวั่นกลัวอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นแววตาจริงจังของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า "ใช่ ฉันเคยบอกเธอไว้แบบนั้น แต่ฉันไม่เคยบอกว่าฉันจะไม่เอาเธอ" "แต่..." "ไม่มีแต่ เพราะคืนนี้ฉันจะใช้สิทธิ์ที่ฉันควรจะมีในทะเบียนสมรส ฉันไม่มีทางปล่อยเธอไปโดยที่ฉันไม่ได้อะไรจากเธอ" . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . โรงพยาบาล หน้าห้องตรวจแพทย์ "คุณศันสนีย์ รักษ์สกุล เชิญเข้าไปฟังผลตรวจได้เลยค่ะ" เสียงของพยาบาลสาวเรียกชื่อของหญิงวัยกลางคนที่กำลังนั่งรออยู่หน้าห้องรอพบแพทย์ "แม่นั่งรออยู่ตรงนี้นะคะ เดี๋ยวสมายด์จะเข้าไปฟังผลให้เองค่ะ" เสียงของสมายด์ลูกสาวของศันสนีย์ ที่นั่งอยู่กับผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้น "แม่ไม่ต้องเข้าไปก็ได้เหรอลูก" ศันสนีย์เอ่ยถามลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างกัน "น่าจะได้นะคะแม่" "งั้นลูกก็เข้าไปเถอะ แม่นั่งรอตรงนี้ก็ได้" "งั้นสมายด์ไปแล้วนะคะ" ว่าแล้ว ร่างเล็กก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปในห้องตรวจแพทย์ในทันที "เชิญนั่งก่อนครับ" หมอวัยกลางคนเอ่ยบอก เมื่อหญิงสาวเปิดประตูเข้ามา "ขอบคุณค่ะ" ว่าจบ เธอก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขา "คุณเป็นลูกสาวของคุณศันสนีย์ใช่ไหมครับ" หมอเอ่ยถามยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "ใช่ค่ะคุณหมอ" เสียงหวานตอบกลับไป ด้วยสีหน้ามีความเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อย เพราะในใจมีความวิตกกังวลกับผลการตรวจของแม่ ว่าจะออกมาเป็นเช่นไร "ผลทีซีสแกนสมองออกมาแล้ว พบว่าคุณศันสนีย์มีเนื้องอกในสมองนะครับ" หมอก้มมองเอกสารผลการตรวจที่อยู่บนโต๊ะ แล้วบอกกับหญิงสาว "นะ เนื้องอกในสมองเหรอคะคุณหมอ" ใบหน้าใสถามกลับไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เมื่อรู้ผลการตรวจของผู้เป็นแม่ "ครับ ตอนนี้เนื้องอกมีขนาดสองเซนนะครับ" เขาเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดกับเธอ "ไม่ทราบว่าจะรักษายังไงคะคุณหมอ แล้วจะรักษาหายไหมคะ" สมายด์เอ่ยถามด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เหมือนกับว่ามันจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้ "ตอนนี้หมอจะรักษาเบื้องต้นด้วยการให้ยาไปทานก่อนสามเดือนนะครับ ถ้าทานยาแล้วได้ผล เนื้องอกไมโตขึ้นหรือยุบลงไป ก็ไม่ต้องผ่าตัดครับ" "อ๋อค่ะ" เมื่อได้ยินดังนั้น สมายด์ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่ทว่า "แต่ถ้าเกิดทานยาจนครบสามเดือนแล้ว เนื้องอกยังโตขึ้น หมอจะต้องทำการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้น เนื้องอกจะไปกดทับเส้นประสาทตา จนทำให้ตามองไม่เห็นครับ" "หรืออาจจะตาบอดเหรอคะคุณหมอ" หญิงสาวถามออกไปด้วยใจที่มีความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้ง "ใช่ครับ แต่ในระยะสามเดือนนี้ หมอก็หวังว่าเนื้องอกจะไม่โตขึ้นนะครับ เพราะจะได้ไม่ต้องผ่าตัด" "ค่ะคุณหมอ" เรียวปากเล็กรับคำ ทว่าในใจก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดี "คุณมีอะไรจะถามหมออีกไหมครับ" หมอวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มใจดีเป็นกันเอง "หนูอยากทราบว่า เนื้องอกเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้ายคะคุณหมอ" ถามออกไป แต่ในใจกล้าๆกลัวๆ เพราะกลัวกับคำตอบที่ไม่อยากจะได้ยิน แต่ก็ต้องถามออกไปเพื่อจะได้หายคาใจ "ไม่ได้เป็นเนื้อร้ายครับ คุณสบายใจได้" หมอวัยกลางคนตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "จริงเหรอคะคุณหมอ" สมายด์ถามย้ำกลับไปด้วยสีหน้าและแววตามีความดีใจอยู่ไม่น้อย "จริงครับ" หมอบอกพลางยิ้มให้กับหญิงสาวที่กำลังยิ้มดีใจอยู่ตรงหน้า "วันนี้หนูพาแม่กลับบ้านได้เลยใช่ไหมคะคุณหมอ" "กลับได้เลยครับ อีกสามเดือน หมอจะนัดมาทำทีซีสแกนใหม่นะครับ" "ขอบคุณค่ะคุณหมอ ถ้าอย่างนั้น หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ" สมายด์ยกมือไหว้หมอวัยกลางคนอย่างนอบน้อม แล้วเดินออกไป "หมอบอกว่ายังไงบ้างลูก" ศันสนีย์เอ่ยถามทันทีเมื่อสมายด์เดินมายังที่ที่ตัวเองนั่งรออยู่ "เรากลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่าค่ะแม่ แต่สมายด์ขอไปรับยาก่อนนะคะ" "ก็ได้ลูก" ว่าจบ สองแม่ลูกก็ลุกออกไปจากตรงนั้น แล้วไปห้องจ่ายยา จากนั้นก็พากันออกไปจากโรงพยาบาล บ้านสมายด์ "ตกลงหมอบอกว่าแม่เป็นอะไรเหรอลูก" เมื่อเข้ามานั่งภายในบ้านได้ไม่นาน ศันสนีย์ก็เอ่ยถามลูกสาวขึ้นทันที "หมอบอกว่า แม่เป็นเนื้องอกในสมองค่ะ" ใบหน้าใสบอกกับผู้เป็นแม่ด้วยท่าทีสีหน้าปกติ "เนื้องอกในสมอง?" ศันสนีย์ถามออกไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก "ค่ะ แต่แม่ไม่ต้องกลัวนะคะ หมอบอกว่าไม่ใช่เนื้อร้ายค่ะ กินยาก็หายได้ค่ะแม่" เธอบอกไม่หมด เพราะเธอจะต้องปิดเรื่องที่ว่าถ้ากินยาแล้วไม่หายก็จะต้องผ่าตัด เธอเลยไม่อยากบอกให้แม่ไม่สบายใจ "อ๋อ...แม่ค่อยโล่งใจหน่อย ที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย ถ้าไม่อย่างนั้น ลูกจะต้องมาเหนื่อยเพราะแม่อีก" "แม่อย่าคิดแบบนั้นสิคะ สมายด์เป็นลูกแม่นะคะ สมายด์ไม่เคยเหนื่อยเลยนะคะที่ได้ดูแลแม่" "แม่สงสารลูกนะ ที่หลายเดือนมานี้ ลูกต้องทำงานหาเงินอยู่คนเดียว" "ไม่เป็นไรค่ะแม่ สมายด์ไม่ได้เหนื่อยเลยค่ะ แม่ทำงานหาเงินเลี้ยงสมายด์มาคนเดียว จนสมายด์ได้เรียนจบ ต่อไปนี้สมายด์จะทำงานหาเงินเลี้ยงแม่เองค่ะ สมายด์จะไม่ให้แม่ออกไปทำงานแล้วนะคะ" เสียงหวานบอกผู้เป็นแม่ด้วยรอยยิ้มสดใส "แต่แม่อยากช่วยลูกด้วย" "แม่ไม่สบายอยู่นะคะ สมายด์ว่า แม่อยู่บ้านดีกว่า สมายด์จะออกไปทำงานแทนแม่เองค่ะ" "งั้นก็ได้ลูก แม่จะอยู่บ้านทำกับข้าวอร่อยๆไว้รอลูกกลับมาจากทำงานนะ" "ดีค่ะแม่" จากนั้น สองแม่ลูกก็สวมกอดกันด้วยความรักและความอบอุ่น ที่ผู้เป็นแม่มอบให้เธอเสมอมาหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วที่สมายด์พยายามหาเงินมาเพื่อเป็นค่าผ่าตัดของผู้เป็นแม่ จะไปขอกู้เงินที่ไหนก็ไม่มีทรัพย์สินที่จะเอาไปค้ำประกัน มีอยู่สิ่งเดียวก็คือบ้านที่ยังคงติดจำนองไว้กับธนาคาร เมื่อครั้งที่เธอจะเข้าเรียนปีหนึ่ง แม่ของเธอไปกู้มาเพื่อไว้เป็นค่าเล่าเรียนของเธอ สมายด์ไปติดต่อขอกู้เพิ่มก็ไม่ได้ เพราะเธอยังค้างจ่ายดอกเบี้ยกับธนาคารอยู่ ฉะนั้นไม่มีทางไหนเลยที่จะหาเงินมาเป็นค่าผ่าตัดของแม่ได้ ร้านอาหารเรือนผกามาศเคาน์เตอร์แคชเชียร์ในขณะที่สมายด์กำลังนั่งใช้ความคิดอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เธอจึงหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์แปลกที่โทรเข้ามา เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็กดรับสายครืด"สวัสดีค่ะ""หนูสมายด์ นี่ป้าเองนะ ป้านีรนาทไง""อ๋อค่ะ คือสมายด์ไม่ได้เมมเบอร์คุณป้าไว้ค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเบอร์คุณป้า""ตอนนี้หนูสมายด์อยู่ไหนเหรอ""สมายด์อยู่ที่ร้านค่ะคุณป้า""วันนี้ป้าจะเข้าไปนะ""ได้ค่ะคุณป้า คุณป้าจะนั่งห้องวีไอพีไหมคะ เดี๋ยวสมายด์จะได้จองไว้ให้ค่ะ""หนูจองไว้ก่อนได้เลย ตอนเที่ยงป้าจะเข้าไปนะ""ได้ค่ะคุณป้า""แค่นี้นะหนูสมายด์"จากนั้นนีรนาทก็กดวางสาย
"วันนี้ไปเจอว่าที่ลูกสะใภ้มาอีกแล้วเหรอนาท" ธนวัชที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก เอ่ยถามภรรยาที่เดินเข้ามาภายในบ้าน"คุณรู้ได้ยังไงคะวัช ว่าฉันไปหาหนูสมายด์มา" นีรนาทไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับสามี พลางเดินมาหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาใกล้ๆกับเขา"ปกติคุณก็อยู่แต่บ้าน ไม่เห็นจะชอบออกไปไหน เพราะกลัวว่ารถติดบ้างล่ะร้อนบ้างล่ะ" ธนวัชพูด เพราะเขารู้ใจภรรยาดี"ใช่ค่ะ ฉันออกไปหาหนูสมายด์มา""แล้วได้เรื่องมาว่ายังไงบ้างนาท" ธนวัชผละแผ่นหลังจากพนักพิงแล้วถามพร้อมรอฟังภรรยา เพราะเขาก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน"แหม...คุณก็อยากรู้เรื่องหนูสมายด์เหมือนกันเหรอ ไหนคุณบอกว่าจะไม่ยุ่งไงคะ" นีรนาทพูดเย้าสามีที่อยากรู้"ถึงผมจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ผมก็อยากรู้เหมือนกันแหละนาท""หนูสมายด์ยังไม่มีแฟนค่ะ นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากรู้ที่สุด" นีรนาทบอกกับสามีด้วยสีหน้าดีใจและมีหวัง"คุณคิดว่าลูกเราจะชอบผู้หญิงที่คุณหาให้เหรอ แล้วหนูสมายด์ของคุณจะชอบลูกเราหรือเปล่า" ธนวัชถามพลางบอกให้ภรรยาคิดตาม"มันต้องเสี่ยงดูค่ะ ไม่ลองก็ไม่รู้นะคะวัช ถ้าเขาทั้งสองเกิดมาคู่กัน ก็ไม่แคล้วกันหรอก ฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ""อืม จัดการดีๆก็แล้วกัน อย่าทำให้ลูกโกรธ
ร้านอาหารเรือนผกามาศด้วยความที่รู้สึกคิดถึงใบหน้าหวานและรอยยิ้มสดใสของสมายด์ วันนี้นีรนาทจึงบอกให้คนขับรถมาส่งยังร้านอาหารที่สมายด์ทำงานอยู่"สวัสดีครับคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงได้จองโต๊ะไว้ไหมครับ" พนักงานหนุ่มที่ยืนต้อนรับอยู่หน้าประตูร้านยกมือไหว้และทักทายหญิงวัยกลางคนที่เดินผ่านประตูเข้ามา"หวัดดีจ๊ะ ไม่ได้จองไว้จ๊ะ" นีรนาททักทายกลับยังชายหนุ่มที่เปิดประตูให้นางด้วยท่าทีสุภาพ"ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะนั่งโต๊ะด้านนอกหรือห้องวีไอพีดีครับ""ห้องวีไอพีก็ได้จ๊ะ""งั้นตามผมมาทางนี้เลยครับ" ว่าแล้ว นีรนาทก็เดินตามพนักงานหนุ่มไปนั่งในห้องวีไอพี"วันนี้สมายด์มาทำงานไหมจ๊ะ" เมื่อนีรนาทเข้ามานั่งในห้องวีไอพีเรียบร้อยแล้ว นางก็เอ่ยถามขึ้น"มาทำครับ แต่พอสมายด์เรียนจบเมื่อสองเดือนก่อน เจ้าของร้านก็เปลี่ยนหน้าที่ให้ไปเป็นแคชเชียร์แล้วครับ""อ๋อ...แล้วถ้าหากป้าอยากจะขอพบสมายด์จะได้หรือเปล่า""ได้ครับ ถ้าอย่างนั้น ผมจะออกไปเรียกสมายด์มาให้นะครับ""ขอบใจมากนะพ่อหนุ่ม""ไม่เป็นไรครับคุณผู้หญิง" พูดจบ ชายหนุ่มก็เดินออกไป แล้วไปตามสมายด์ให้เข้ามาในห้องวีไอพีที่หญิงวัยกลางคนรออยู่"สวัสดีค่ะคุณป้
คอนโดรามิลเมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องนอน อัญชันก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงที่แฟนหนุ่มนอนอยู่ พร้อมกับมือเรียววาดไปสวมกอดที่เอวสอบของเขา"ไหนบอกว่าคิดถึงอัญไงคะ" เรียวปากบางถามพร้อมกับส่งสายตายั่วยวนให้กับแฟนหนุ่ม อย่างที่เคยทำ เมื่อทั้งสองจะมีอะไรกันเมื่อสิ้นเสียงหวานบอก เขาก็ไม่รอช้า จัดการถอดเสื้อผ้าของหญิงสาวออกจนร่างของเธอเปลือยเปล่า ก่อนที่จะมาจัดการถอดของตัวเองออกจนหมดเช่นกัน จากนั้นมือหนาก็เลื่อนไปหยิบถุงยางอนามัยมาจัดการสวมใส่แก่นกายอย่างที่เคยทำมาตลอดสามปีที่เขามีอะไรกับเธอ ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาไม่สวมถุงยางอนามัยเวลาที่ร่วมรักกับเธอเมื่อรามิลสวมถุงยางเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเวลาแห่งการปลดปล่อยของคนทั้งสองก็ได้เริ่มขึ้น และไม่นาน เขาและเธอก็ได้ปลดปล่อยอารมณ์ความต้องการออกมาพร้อมกัน"อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ" เสียงใสของอัญชันส่งเสียงครางออกมา เมื่อเขาได้ส่งเธอไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่ใจต้องการ"อ อาา" เสียงครางต่ำในลำคอของรามิลดังขึ้น เมื่อเขาได้ปลดปล่อยน้ำเชื้อสีขาวขุ่นเข้าไปอยู่ในเครื่องป้องกันราคาแพงจนหมดทุกหยาดหยด จากนั้นมือหนาก็เลื่อนมาจับยังแก่นกายแล้วถอนออกมาจา





