Masukรอยยิ้มที่คุ้นเคยกับหัวใจที่เจ็บปวด
หลังจากกิจกรรมชมรมจบลง แอลลี่ตัดสินใจกลับหอพักระหว่างทางแทบไม่พูดอะไรเลย ทว่าเมอร์สันยังคงพูดเรื่องพู่กันจีนและครูสอนศิลป์ที่เขาประทับใจ แต่เสียงเหล่านั้นกลับเลือนรางในโสตประสาท เธอเพียงพยักหน้ารับเป็นระยะ เมื่อเดินถึงห้องก็เดินเข้าไปทันทีโดยไม่ได้คุยกับชายหนุ่ม
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ความเงียบก็เข้าครอบงำ
หญิงสาววางกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรง แล้วทรุดตัวลงบนเตียง สายตาเหม่อมองเพดานสีขาวนิ่งงัน เสียงข้อความสุดท้ายจากปลายสายยังดังก้องอยู่ในหัว
“ไม่ว่ามาหรือไม่มา...ฉันก็จะรอ”
เธอพลิกตัวกอดหมอนแน่น ดวงตาร้อนผ่าว ความทรงจำที่พยายามผลักไสกลับไหลบ่ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ภาพของชายหนุ่มคนนั้นในวันที่ยังยิ้มให้เธอ วันที่สัญญาว่าจะไม่ทำให้ร้องไห้อีก, วันที่เธอจับได้ว่าเขาโกหกทั้งน้ำตา
แอลลี่หลับตาแน่น แต่ยิ่งพยายามหนี ความรู้สึกก็ยิ่งไล่ตาม เธอไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แสงเย็นลอดผ้าม่านเข้ามาทาบบนผนังห้อง
ครั้นมองเวลาหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
เวลานัดนั้นมาถึงแล้ว
เธอควรจะไปดีหรือไม่ หากไปครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การจบความสัมพันธ์ก็ได้
หากเจอกันอีกมีเพียงเธอที่กำลังดำดิ่งอยู่ในวังวง
เธอนั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อคลุมตัวบางมาสวม พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินออกจากห้อง
เธอหยุดหน้าห้องเมอร์สัน ยกมือขึ้นเคาะสองครั้ง —ไม่มีเสียงตอบ เธอเคาะอีกครั้ง
หรือเขาจะออกไปหาผู้หญิงคนอื่นแล้ว
แอลลี่รู้สึกว้าวุ่นใจ จึงรีบยกมือขึ้นตบแก้มทั้งสองข้างเรียกสติกลับมา เมื่อยืนรอสักพักไม่มีคนออกมาเธอจึงหันตัวเดินกลับ ทว่าประตูห้องเมอร์สันเปิดออก กลิ่นสบู่จาง ๆ ลอยออกมาพร้อมร่างของชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมเปียกนิด หน่อย และใบหน้ายังมีรอยยิ้มอบอุ่นประจำตัว
“แอลลี่? มีอะไรหรือเปล่า”
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่ว “คือ…ตอนนี้ว่างไหม”
ชายหนุ่มมีสีหน้าตกใจเมื่อได้ยินหญิงสาวเอ่ยถามขึ้น
เขากำลังดีใจจนอยากจะโลดเต้น
“ว่างสิ”
“งั้นเราไปกินมื้อเย็นที่ร้าน XXX กันไหม”
“ได้สิ” เขาตอบรับทันที “เออ.. เข้ามารอผมก่อนไหม”
แอลลี่มองเขาในชุดคลุมอาบน้ำแล้วตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไร ฉันจะรออยู่ที่ด้านล่างหอพักแล้วกัน”
“โอเค อีกสิบนาทีเจอกันนะ” เมอร์สันตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแล้วรีบปิดประตูแต่งตัวทันที
หลังประตูบานนั้นปิดลง แอลลี่มองแผ่นไม้เรียบตรงหน้าอยู่นาน ความรู้สึกบางอย่างตีวนในอกอย่างบอกไม่ถูก — โล่งใจที่เขาอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกหน่วงจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน เมอร์สันก็ปรากฏตัว เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวเรียบง่าย แต่กลับดูดีจนแอลลี่ต้องหลุบตาเลี่ยง เขารีบเดินเข้ามาหา ยิ้มกว้างอย่างคนที่แทบกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่
“ขอโทษที่ให้รอนานเลย”
“ไม่เป็นไร” เธอตอบเรียบ ๆ พยายามทำเสียงให้มั่นคง
“ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริงก่อนจะก้าวนำไป แต่เมื่อหันกลับมาเห็นเธอเดินช้ากว่าปกติ ก็ลดจังหวะให้เท่ากัน สองคนเดินเคียงกันโดยแทบไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งถึงนอกมหาวิทยาลัย
เขาและเธอยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์
“ร้านที่คุณบอกน่าจะต้องนั่งรถไป เราเรียกแท็กซี่กันไหม”
หญิงสาวพยักหน้ารับ ขณะที่เขาหยิบโทรศัพท์เปิดแอป ฯ เพื่อเรียกรถ
“รถเมล์มาแล้วนะ” แอลลี่พูดขึ้นพร้อมคว้าชายหนุ่มวิ่งขึ้นรถขนส่งอย่างรวดเร็ว เมอร์สันที่เดินตามขึ้นรถมาอย่างงุนงงแต่ก็เหลือบมองมือของเธอที่คว้าแขนเขามาด้วยอย่างพึงใจ
“ขอโทษ ฉันเผลอไป” เธอพูดเบา ๆ
การเดินทางใช้เวลาประมาณสิบหน้านาทีก็ถึงที่หมาย—แอลลี่ก้าวเท้าลงจากรถเมล์ด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น มือที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวเริ่มเย็นเฉียบ เธอแอบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนฝืนส่งยิ้มให้ชายหนุ่มที่ก้าวลงมาพร้อมกัน
“ร้านอยู่ตรงหัวมุมนั้นใช่ไหม” เมอร์สันถามพร้อมชี้ไปข้างหน้า น้ำเสียงของเขายังร่าเริงเหมือนเดิม
“อืม...ใช่” เธอตอบเพียงสั้น ๆ แล้วเริ่มเดินนำไป ทุกก้าวที่เดินเข้าใกล้ร้านหัวใจแอลลี่ก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น
ร้านอาหารตั้งอยู่ริมถนนสายเล็กที่เริ่มคึกคักเมื่อยามเย็น แสงไฟจากป้ายชื่อร้านส่องสะท้อนกับกระจกหน้าร้านสีทองอ่อน แอลลี่มองผ่านบานกระจกใส เห็นผู้คนบางตากำลังพูดคุยกันใต้แสงไฟสีอุ่น เธอพยายามข่มความรู้สึกควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติทุกอย่างฝีก้าวที่เข้าใกล้ร้าน
เมื่อถึงหน้าร้านเมอร์สันเป็นฝ่ายผลักประตูเข้าไปก่อน เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังเบา ๆ ต้อนรับพวกเขา
กลิ่นอาหารละมุนปนกลิ่นไวน์แดงอวลทั่วร้าน เสียงช้อนกระทบจานดังเป็นจังหวะจากโต๊ะอื่น ด้านในตกแต่งด้วยโทนไม้และแสงไฟนวล ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงความเงียบลึกอย่างประหลาด
หญิงสาวเดินตามเข้ามา ก้าวเท้าหนักขึ้นทุกทีราวกับมีหินถ่วงไว้ในหัวใจ ดวงตากลมกวาดมองไปทั่วร้าน — และทันทีที่เห็นโต๊ะริมหน้าต่าง ร่างหนึ่งในสูทสีดำก็สะดุดสายตาเธอเข้าอย่างจัง
เขานั่งอยู่ตรงนั้น...แดร์เรน โจว
คนที่เข้ามาในชีวิตเธอ
คนที่สร้างสีสันให้
คนที่เธอพยายามลืม
คนที่ทำให้เธอร้องไห้จนเกือบเกลียดความรักไปตลอดกาล
แอลลี่หยุดเดินในทันที ลมหายใจติดขัดอยู่ที่ลำคอ มือที่ถือกระเป๋ากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกเหมือนเวลาทั้งหมดรอบตัวหยุดนิ่ง เสียงพูดคุย เสียงดนตรีคลอ — ทุกอย่างเลือนหาย เหลือเพียงหัวใจที่เต้นแรงจนได้ยินชัดในหู
เมอร์สันชะงักตาม เขาเหลียวมองตามสายตาเธอ ก่อนจะเห็นชายหนุ่มคนนั้นเช่นกัน
ดวงตาของแอลลี่สั่นระริก ความเสียใจ ผิดหวังปนเจ็บปวดเผยออกมาชัดเจน แม้เธอพยายามจะยืดหลังตรงและแสร้งวางเฉย แต่ท่าทางแข็งเกร็งของเธอกลับสั่นไหวอย่างน่าสงสาร
“แอลลี่…” เมอร์สันกระซิบเรียกชื่อเธอ
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งแล้วก้าวเดินต่อทีละก้าว ช้าและหนักเหมือนแต่ละก้าวต้องแลกกับแรงใจทั้งหมดที่เหลืออยู่จนกระทั่งถึงโต๊ะนั้น
ชายหนุ่มที่รออยู่เงยหน้าขึ้น — รอยยิ้มคุ้นตาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แอลลี่…” เขาเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่อ่อนโยน
เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้น ไม่พูด ไม่ยิ้ม ดวงตาคู่นั้นสะท้อนทั้งความตกใจ ความเจ็บ และความพยายามจะไม่ให้มันไหลออกมาทางน้ำตา
เมอร์สันยืนข้าง ๆ เธอ เงียบงัน เขาไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร แต่ในวินาทีที่เห็นมือของแอลลี่เริ่มสั่น เขาก็ไม่ลังเลที่จะยื่นมือออกไป — กุมมือเธอไว้แน่นในจังหวะที่เธอกำลังสูดลมหายใจสะท้อนใจ
สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับรู้สึกเหมือนได้ยึดเหนี่ยวบางอย่างไว้ไม่ให้ถลำลงไปในหลุมความทรงจำที่เคยเจ็บ
เธอไม่พูดอะไร ขณะที่สายตายังคงมองคนตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด...
บทส่งท้ายเสียงระฆังวิวาห์ยังคงดังก้องในความทรงจำ งานแต่งที่อบอวลด้วยสีมงคล เสียงหัวเราะ และคำอวยพรจากผู้คน รอบตัวเต็มไปด้วยโคมแดงและริบบิ้นผูกปมคู่ที่สื่อถึงความผูกพันนิรันดร์ฤดูกาลได้เปลี่ยนฝันไปจนตอนนี้ผ่านมาแล้วสามปีเมื่อสองปีก่อนแอลลี่ได้ลาออกจากงานประจำหลังจากที่รู้ว่าตัวเองนั้นกำลังตั้งครรภ์เธอได้ใช้เวลากับการดูแลเจ้าตัวเล็กที่กำลังเกิดมาพร้อมกับเริ่มเข้ามาเรียนรู้เพื่อช่วยธุรกิจของเมอร์สันอย่างเต็มตัวแสงอาทิตย์ยามเช้าสีทองในวันนี้ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาอาบบนผ้าปูที่นอน แอลลี่ค่อย ๆ ลืมตา รู้สึกถึงอ้อมแขนอุ่นที่โอบรัดเธอจากด้านหลัง เมอร์สันขยับเล็กน้อย เขาซุกหน้าเข้ากับซอกคอเธออย่างเคยแอลลี่ขยับตัวพลิกหันไปมองเมอร์สัน ปลายจมูกของทั้งคู่เฉียดใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะกัน เขาจะโน้มหน้าลงมาใกล้รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันได้จุมพิต เสียงเล็ก ๆ ใสแหลมก็ดังขึ้นมาราวกับลูกศรพุ่งปักกลางใจทั้งคู่“หม่าม้าาาาา! ปะป๊าาา!”แอลลี่สะดุ้งผละออกแทบจะทันที ใบหน้าแดงจัดราวกับถูกจับได้ว่าทำความผิด เมื่อลูกสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าในชุดนอนลายหมีน้อยกำลังก้าวเตาะแตะเข้ามาแก้มกลมสีชมพู ดวงตาก
บทที่ 18 เมือง S ที่แสนอบอุ่นหลายเดือนต่อมาฤดูการเปลี่ยนฝันไป เป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้วที่เธอได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง S หลังจากยื่นสมัครงานอยู่หลายบริษัท ไม่นานนักบริษัทแห่งหนึ่งก็เรียกสัมภาษณ์ทันทีสัมภาษณ์ที่ควรจะลุ้นกลับผ่านไปง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ คำถามไม่กี่ข้อ เวลาไม่นานเกินห้านาที ราวกับว่าจัดทำทุกอย่างเป็นพิธีการที่จัดขึ้นพอให้ครบขั้นตอนความตั้งใจที่จะกลับบ้านในตอนแรกต้องเปลี่ยนไป แอลลี่โทรกลับไปคุยกับครอบครัว เล่าให้ฟังถึงความเป็นอยู่ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเมอร์สันอย่างตรงไปตรงมาเธอบอกพวกเขาว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในเมือง S และหากผ่าน เธอคิดจะทำงานที่นี่ต่อไปก่อน โดยยังไม่มีแผนจะย้ายกลับไปทำงานใกล้บ้านในเร็ววันในช่วงทดลองงานเธอทำงานอย่างตั้งใจจนเกินร้อย ทั้งเรียนรู้ ทั้งปรับตัว เธอได้เพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคน และได้รับคำชมมากกว่าที่คาดหวังไว้ จนกระทั่งครบกำหนดเธอก็ได้เซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำเย็นวันหนึ่ง ใกล้เวลาเลิกงาน แอลลี่ที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยเตรียมตัวปิดคอมพิวเตอร์ จัดเรียงเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที ก่อนจะเดินนำเอกสารที่ต้องให้เจ้านา
บทที่ 17ค่ำคืนคริสต์มาสอันแสนหวาน (2)เมอร์สันพาแอลลี่เดินต่อไปจนกระทั่งเสียงความครึกครื้นของงานเทศกาลเริ่มเลือนหาย เหลือเพียงเสียงลมพัดและกลิ่นแม่น้ำลอยมาตามลมซุ้มไฟเหนือหัวค่อย ๆ ลดจำนวนลง แต่แสงจากอีกฟากหนึ่งกลับชัดขึ้นทุกทีแอลลี่หยุดกะพริบตาเมื่อเห็นวิวเบื้องหน้าแม่น้ำขนาดใหญ่ทอดยาว มีสะพานโค้งประดับไฟสีทองทอประกายอยู่ไกล ๆเรือขนาดกลางลำหนึ่งจอดอยู่ริมท่า ประดับด้วยไฟสีทองตลอดขอบเรือ แสงสะท้อนบนผิวน้ำวิบวับราวกับหิ่งห้อยนับพันมีเพียงเรือแค่ลำเดียว—และไร้ผู้โดยสารคนอื่นแอลลี่เผลออ้าปากเล็กน้อย“สวยจัง…”เมอร์สันมองสีหน้าตื่นตาของเธอแล้วหัวใจก็อ่อนลงทันที“ดีใจที่เธอชอบ” เมอร์สันยื่นมือออกมา “ไปกันเถอะ”แอลลี่รู้ดีว่าไม่ควรปฏิเสธช่วงเวลานี้ เธอตอบรับและยื่นมือไปจับมือเขาเมื่อขึ้นเรือมา ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำส่งเสียงกระทบตัวเรือเบา ๆ เบื้องหน้าเป็นแม่น้ำส่องแสงสะท้อนจากเมืองทั้งเมือง ตึกสูงเรียงรายเป็นแถบ ราวกับกำแพงกระจกที่ส่องประกายอยู่ในค่ำคืนคริสต์มาสเรือลอยไปอย่างช้า ๆ ผ่านแสงไฟที่พร่างพราวเหมือนกลิตเตอร์บนผิวน้ำ เมื่อพ้นโค้งแม่น้ำ ลมพัดทุกรายละเอียดบนผิวน้ำให้ระยิบระยับ ไฟ
บทที่ 16ค่ำคืนคริสต์มาสอันแสนหวาน (1)คืนวันคริสต์มาส…อากาศหนาวจัดลงกว่าเดิมจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว แอลลี่ก้าวลงจากรถเมล์ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปตามพิกัดที่เมอร์สันส่งมาให้สถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟของเทศกาลคริสต์มาสระยิบระยับ ริมทางเต็มไปด้วยต้นสนประดับโบว์สีแดงและไฟกะพริบสลับจังหวะ ผู้คนพากันสวมโค้ทหนาเดินจับมือ ถ่ายรูป หรือยืนซดโกโก้อุ่นจากร้านค้าข้างทาง เสียงเพลงคริสต์มาสคลอเบา ๆ ตามถนนตลอดทาง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขในยามค่ำคืนบริเวณลานกลางเมืองหน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลอง บางกลุ่มยืนถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลาน ตกแต่งด้วยโคมไฟสีส้มอ่อนและริบบิ้นสีแดงใหญ่ เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังปะปนกันจนอบอุ่นกว่าลมหนาวแอลลี่หยุดยืนมองภาพบรรยากาศตรงหน้า และในตอนนั้นเอง…เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง“แอลลี่!”เธอหันกลับไป เห็นเมอร์สันเดินเร็วเข้ามาหาในชุดโค้ทสีดำ ตามด้วยผ้าพันคอสีเข้มที่เข้ากันจนดูสุภาพกว่าทุกวัน แก้มของเขาขึ้นสีจาง ๆ จากลมหนาว“ขอโทษที่ให้รอ เธอมาถึงนานหรือยัง”แอลลี่ส่ายหน้าพลางส่งสา
บทที่ 15ฤดูหนาวอันแสนอบอุ่นลมหนาวกลางฤดูมาเยือน พัดผ่านระเบียงอพาร์ตเมนต์ เสียงลมเสียดผ่านกระจกดังแผ่วที่รายล้อมไปด้วยความเงียบสงบแอลลี่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนั่งเล่น กำลังจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดไฟล์เรซูเม่ค้างอยู่ ด้านข้างคือแก้วชาร้อนที่เริ่มมีไอน้ำเกาะผิวแก้ว พลางยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ ความคิดวนเวียนเรื่องงานที่กำลังจะยื่นสมัครเธอใกล้เรียนจบคลาสภาษาแล้ว ถึงเวลาต้องหางานให้ได้ ไม่ว่าจะเมืองไหน ไม่ว่าจะบริษัทอะไร ขอเพียงเป็นงานที่เริ่มต้นที่ประเทศนี้ได้ก็พอแต่ช่วงนี้…ผู้หางานมากขึ้นกว่าปีก่อนเป็นเท่าตัว ทำให้เธอต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเพราะอาจจะว่างงานไปอีกสักพักเสียงประตูเปิดดังขึ้น เมอร์สันเดินเข้ามาในชุดเสื้อโค้ทสีเข้ม ผมที่โดนลมหนาวพัดจนฟูเล็กน้อย เขาถอดผ้าพันคอออกแขวนไว้แล้วเดินเข้ามาหาหญิงสาว“กำลังยื่นสมัครงานอยู่เหรอ” เมอร์สันเดินเข้ามาหาแอลลี่ที่ทำหน้าเครียดอยู่“ใช่ ฉันยื่นไปแล้วหลายที่แต่ยังไม่มีที่ไหนตอบกลับมาเลย”แอลลี่รู้สึกเป็นกังวลเพราะเธอยังต้องใช้เงินเก็บดำรงชีวิตอยู่ ถึงค่าเช่าห้องจะไม่แพงตามที่เมอร์สันเคยบอกแต่ทว่าเงินค่ากิน และค่าใช้จ่ายจิปาถะคงจะอยู
บทที่ 14ข้างห้องที่ไม่มีอยู่จริง (2)สองวันต่อมา...ในช่วงสายของวันผู้ดูแลได้เดินมาที่ห้องของเธอเพื่อตรวจสอบสภาพห้อง แอลลี่ลากกระเป๋าทั้งหมดออกมาไว้ข้างนอก ก่อนจะรอตรวจเช็กห้องหลังจากทำการตรวจเช็กห้องเรียบร้อยแล้ว เธอยื่นกุญแจห้องคืนให้พร้อมลงชื่อในเอกสารตรวจสภาพห้องเมื่อผู้ดูแลยืนยันว่าเรียบร้อยดีและดำเนินการโอนเงินประกันคืนให้ทันที แอลลี่ก็โค้งขอบคุณแล้วหันหลังเดินออกมาหญิงสาวขนของเข้าในลิฟต์แล้วลงมาชั้นล่าง ทันทีที่ออกมาถึงหน้าตึก เธอก็เห็นเมอร์สันยืนรออยู่แล้วครั้นเห็นแอลลี่เดินออกมาเขาก็รีบก้าวเข้ามาหารวดเร็วกว่าเดิม สายตาที่กวาดมองกระเป๋ากองเล็กของเธอดูจะทั้งโล่งใจและตื่นเต้นปนกัน“เสร็จแล้วเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ใช่แล้ว วันนี้ไม่มีคนย้ายออกเลยเร็วน่ะ”แอลลี่พูดพลางขยับกระเป๋าที่อยู่ในมือเพราะเริ่มหนัก เมอร์สันจึงเดินเข้ามาหาและช่วยเธอขนในทันที“ผมช่วยนะ เพราะเราต้องเดินไปอีกนิดหน่อย ผมจอดรถไว้ค่อนข้างไกล”หญิงสาวไม่ปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายเพราะเธอไม่สามารถเดินถือไปเองคนเดียวหมดจริง ๆ ขนาดแค่ขนของลงมายังชั้นล่างใช้แรงแทบจะหมดแอลลี่ไม่คิดเลยว่าจะมีสัมภาระเพิ่มขึ้นขนาด







