ANMELDENตกเย็นแก้มใสจึงพาดีแลนออกมาเดินเล่นที่ตลาดเย็นที่มีของกินและเสื้อผ้าขาย ทุกคนมองมาที่ชายหนุ่มหลายคนคงจะคิดว่าดารามาเดินที่ตลาดหรือเปล่า “บี๋เขามองอะไรกัน” “นี่ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าเขามองอะไร” แต่งตัวมาเต็มยศเสียขนาดนั้นคนไม่มองก็ให้มันรู้ไป ยังกับมาเดินแบบคนแถวนี้ส่วนมากเขาแต่งตัวสบายๆ กันเพราะอากาศร้อน “สงสัยเขามองคนหล่อกันเราจะไปห้างกันที่ไหน?” ตั้งแต่เขาลงมาจากรถก็มองไม่เห็นห้างสรรพสินค้าหรือร้านอะไรเลย มองไปเห็นแต่เต้นท์ขายของและป่าทุ่งนา “นี่ไงคะ” “เอ่อ นี่ใช่ไหม” เขาเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเขาขายเสื้อผ้ากันแบบนี้หรือมองไปที่ราคาทำให้เขาตาโตเท่าไข่ห่าน ราคาหลักร้อยไม่เหมือนตัวละเป็นหมื่นที่เขาใส่ “ใช่เบ๊บจะเอาแบบไหนเลือกได้เลย” “บี๋ช่วยเลือกให้หน่อยได้ไหม” เขาเลือกไม่ถูก “มาอยู่กี่วันจะได้ซื้อไว้เลย” แก้มใสลงมือเลือกเสื้อผ้าให้ดีแลนเธอหยิบๆ มาเพราะอยู่นี่ชาวบ้านเขาไม่สนใจการแต่งตัวอะไรมากนัก “บี๋!” “อะไรบี๋ตกใจหมดเลย” “อ่อ มันใส่ได้จริงๆ ใช่ไหม” ดีแลนมองไปที่กางเกงชั้นในที่วางเลียงกันเต็มแถมราคาหลักสิบเขาเล
ดีแลนขับรถตามจีพีเอสมาตามที่ป้านิ่มบอกซึ่งระหว่างทางมีแต่ป่ากับป่าและถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ วันนี้เขาเคลียร์ทุกอย่างเสร็จจึงรีบเดินทางไปหาแก้มใส รถหรูคันสีแดงวิ่งเข้ามาหาจอดหน้าร้านค้าเพราะเขาไปต่อไม่ถูกต้องลงจากรถเพื่อที่จะตามทางชาวบ้าน ชายหนุ่มที่สูง 187 เซนติเมตร ใส่แว่นตากันแดดทำให้ชาวบ้านมองเพราะไม่เคยเห็นคนหล่อเข้ามาในหมู่บ้าน “เอาอีหยั๋งบักหรรม” “ผมมาหาแก้มใสครับป้ารู้จักไหม” ดีแลนเห็นแม่ค้าขมวดคิ้วทำท่าทีเหมือนจะไม่รู้จักเขาโทรหาแก้มใสแต่ติดต่อหญิงสาวไม่ได้เลยไม่รู้จะต้องไปถามใคร “อีเหี่ยนไผ๋ซื่อแก้มใสวะ” “แก้มใสที่เป็นหลานป้านิ่มครับ” “อ๋อ หลานยายจันทร์ว่าแต่บักหรรมเป็นไผ๋” ดีแลนต้องขมวดคิ้วเพราะเขาฟังภาษาท้องถิ่นไม่ออก หรือคนแถวนี้จะพูดภาษากลางไม่ได้ “เอ่อ ช่วยพูดภาษากลางได้ไหมครับผมฟังไม่ออก” “คนหล่อเป็นอะไรกับหลานยายจันทร์หรือเป็นเจ้าหนี้ หนูแก้มสวยๆ แบบนั้นหรือจะเป็นผัว!” แม่ค้าพูดจนคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวจนต้องมองมาที่ดีแลน “ผมเป็นคู่หมั้นของแก้มใสครับ” “จังสีบักเทิดมันอกหักแล้ว” “สรุปป้ารู้จักไหม
ดีแลนรีบกลับบ้านทันทีหลังจากทำธุระที่มหาลัยเสร็จเขาโทรหาแก้มใสแล้วแต่หญิงสาวไม่รับสาย และเมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งที่เขาคิดไว้ก็เกิดขึ้น “มัม!” “มันตกใจหมด” เพนนีสะดุ้งเมื่อดีแลนถามเสียงดัง “แก้มใสอยู่ไหนครับ” “แก้มใส ลูกยังไม่ได้คุยกันเหรอ” เพนนีรู้ดีแต่แกล้งถามไปอย่างนั้นแหละ “มัมหมายความว่ายังไง” เขาไม่เชื่อว่าแก้มใสจะหนีเขาไปแต่เห็นแววตาของคนเป็นแม่แล้วเขาจึงรีบเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของแก้มใส และเปิดดูตู้เสื้อผ้าปรากฏว่าเสื้อผ้าหายไปส่วนหนึ่ง “มัมรู้เห็นเป็นใช่ไหม” “มัมพยายามห้ามแล้วหนูแก้มใสแค่อยากกลับไปพักผ่อนที่บ้าน” ใครจะอยากเห็นลูกตัวเองเสียใจกันแต่แก้มใสกลับบ้านครั้งนี้ก็ไม่ได้จะขอเลิกกับดีแลนเสียหน่อย “ผมจะไปหาแก้มใส” “ดีแลน ปล่อยให้หนูแก้มใสได้พักผ่อนก่อนเถอะเราก็ต้องเรียน ทำเหมือนถูกเมียทิ้งไปได้” “มัมใจร้ายที่สุดเลย” ดีแลนกดโทรหาแก้มใสอีกครั้งครั้งนี้หญิงสาวยอมรับสายเขา “แก้มใสครับ” “อื้อ พอดีบี๋เผลอหลับเลยไม่ได้รับสายขอโทษนะที่กลับบ้านแล้วไม่ได้บอก” เธอไม่ได้คิดจะเลิกกับเขาแค่กลับบ้านมารักษาแ
แก้มใสรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเกือบสองสัปดาห์หมอจึงอนุญาตให้กลับมารักษาตัวต่อที่บ้านได้ แก้มใสเห็นถุงยาวางอยู่ที่โต๊ะจึงเดินมาหยิบดู“อะไรเนี้ย”หญิงสาวเห็นแผ่นกระดาษหล่นออกมาจากถุงยาจึงก้มเก็บและค่อยๆ เปิดดูเป็นใบรับรองแพทย์และอีกใบหนึ่งที่ทำให้แก้มใสตกใจ“ความยินยอมให้ยุติการตั้งครรภ์” แก้มใสน้ำตาไหลออกมาเพราะในระหว่างผ่าตัดเธอต้องเสียลูกไป ผลอัลตร้าซาวด์และลายมือของดีแลนที่เป็นคนเซ็นให้ความยินยอมแล้วที่ผ่านมาทุกคนกลับเก็บเงียบไม่ยอมบอกว่าเธอเสียลูกไป“ฮึก ฮือ” แก้มใสทรุดลงที่พื้นและร้องไห้ออกมามีคำถามมากมายอยู่ภายในใจว่าดีแลนโกหกเธอทำไม หรือเขาไม่เสียใจอะไรเลย“บี๋เป็นอะไรครับ บี๋รู้แล้ว...” เขาเห็นใบรับรองแพทย์อยู่ในมือของแก้มใส ไม่คิดว่าหญิงสาวจะมาเจอชายหนุ่มเดินไปนั่งลงข้างๆ แก้มใส“โกหกกันทำไม”“เบ๊บกลัวว่าบี๋จะเสียใจเลยยังไม่บอก”เพียะแก้มใสตบหน้าเขาหนึ่งครั้งไม่ว่าจะรับรู้ตอนไหนก็เสียใจเหมือนกันยิ่งมารู้ตอนนี้เธอยิ่งเสียใจ“บี๋”“เพราะนายทำให้ลูกต้องตาย ฮือ ออกไปฉันไม่อยากเห็นหน้า ออกไป!” แก้มใสผลักให้เขาออกห่างจนเสียงตะคอกดังออกไปถึงข้างนอก“ดีแลนหนูแก้มใสมีอะไร” เพนนีรีบเด
พสิษฐ์นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ในห้องทำงาน พลางมองภาพถ่ายในมือมุมปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาจ้องมองภาพถ่ายของสองแม่ลูกนั่น“ไม่น่าเชื่อว่าไอ้ชอว์นจะมีจุดอ่อนกับเขาเหมือนกัน” เขาพึมพำเบาๆ นี่สิที่เขาบอกหากมีความรัก ก็แปลว่ามีจุดอ่อนให้ศัตรูเล่นงาน“ให้พวกผมไปจับตัวสองแม่ลูกมาเลยไหมครับ” ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเอ่ยถาม“ไอ้โง่ มึงคิดว่ามันจะปล่อยให้เข้าใกล้สองแม่ลูกได้ง่ายๆ เหรอ ไอ้ชอว์นมันยิ่งรอบคอบอยู่ด้วย” พสิษฐ์หัวเราะในลำคอ ก่อนส่ายหน้า เขาโยนรูปถ่ายลงบนโต๊ะพสิษฐ์กำหมัดแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขาเกลียดชนะศึกเข้าไส้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ อำนาจ หรือชื่อเสียง เขามักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกฝ่ายอยู่เสมอแม้ครั้งหนึ่งคมเดชจะยอมทรยศ ขโมยข้อมูลลับของบริษัทชนะศึกมาให้เขา สุดท้ายเขาก็ยังประมูลงานแพ้ชนะศึกอยู่ดียิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนร่างเล็กของนักรบจะโผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมอุ้มรถของเล่นคันโปรดไว้แน่น“คุณพ่อครับ”“มีอะไร” ชนะศึกละสายตาจากเอกสารตรงหน้า ก่อนเงยขึ้นมองลูกชาย“มาเล่นรถกับนักรบหน่อยสิครับ” เด็กน้อยยื่นรถของเล่นให้ พลางส่งยิ้มอ้
ชนะศึกนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ สายตาเย็นชามองคมเดชที่นั่งถูกมัดอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการถูกซ้อมก่อนหน้านี้ ควันบุหรี่สีขาวลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ“คุณชอว์นปล่อยผมไปเถอะ ตอนนี้ผมไม่มีอะไรจะให้คุณแล้ว” คมเดชเอ่ยเสียงสั่น“ทำไมวันนี้กลัวตายขึ้นมาเหรอ” เขาแค่นหัวเราะ ก่อนพ่นควันบุหรี่ออกจากปากช้าๆ“เงินที่ผมเอาไปก็แลกกับพลอยรัมภาแล้วไงตอนนี้ยังมีหลานให้อีก”“มึงนี่คิดแต่จะขายลูก” ประโยคนั้นทำให้ชนะศึกค่อยๆ หรี่ตาลง เขาลุกขึ้นยืนก่อนโยนก้นบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้ปลายรองเท้าบี้จนดับ“คุณจะเอาลูกสาวผมไปฟรีๆ ได้ยังไง ถือว่าแลกกับชีวิตพลอยก็แล้วกัน” คมเดชกลับไม่สะทกสะท้าน เขาพูดอย่างหน้าตาเฉยชนะศึกกำหมัดแน่น เส้นเลือดบนขมับปูดขึ้นทันที เขาเคยคิดว่าคมเดชเป็นเพียงคนโลภ ที่ผ่านมาเขาให้เงินเดือนสูงลิ่ว แต่ยังไม่พอเพราะอีกฝ่ายติดการพนันอย่างหนักแต่วันนี้เขาเพิ่งรู้ผู้ชายคนนี้ไม่เคยเห็นพลอยรัมภาเป็นลูกสาวเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ผ่านมาหลายปี คมเดชก็ยังมองลูกสาวเป็นเพียงสิ่งของที่ใช้แลกผลประโยชน์ได้เท่านั้น“ผมขอสิบล้าน แล้วผมจะไม่กลับมาวุ่นวายกับพลอยอีก” คมเดชเงยหน้ามองชนะศึก







