Masukส่วนอู๋อิงสงก็เป็นรองแม่ทัพ
ยังมีสือเจี้ยนหาวที่เป็นองครักษ์เงาฝีมือดี
ในครานั้นนางแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้นางยังคิดจะหวนกลับไปอีก จะไม่ให้ซูหย่งจื้อโมโหได้อย่างไร
“อาจารย์ท่านก็ได้ยินแล้ว องค์ชายรอง...ข้าหมายถึงจ้าวเหยียนอิ่งไม่ใคร่จะชำนาญกับสภาพภูมิศาสตร์ทางเหนือ เขาอาจจะแพ้สงครามก็ได้”
“นั่นไม่ใช่เรื่องของเรา ตอนนี้เจ้าเจี๋ยไม่ใช่องค์ชาย ทั้งยังไม่ได้เป็นแม่ทัพแล้วด้วย” ซูหย่งจื้อยังคงไม่ยินยอม “ถ้าพวกเจ้าคิดจะให้ข้าเห็นด้วยละก็ อย่าหวัง!” เขาเอ่ยเสียงแข็งแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากกระท่อม
“เฮ้อ!” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังโกรธขึ้งนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจออกมา “พวกท่านพยายามเข้าใจอาจารย์เถิด เขาห่วงเพราะต้องดูแลอาการป่วยของข้า กว่าเราจะมีช่วงเวลานี้ไม่ง่ายเลย เขาจะโกรธก็เป็นเรื่องธรรมดา” นางกล่าวอย่างจนใจ
“ปล่อยเขาไปก่อนเถิด” เฟิงชิงเองก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ดูเหมือนผู้อาวุโสซูจะโกรธมาก ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เขาเคยโกรธ” อวิ๋นหยาที่ไม่ค่อยพูดมากก็ขมวดคิ้ว
“ข้าจะตามไปดูนะขอรับ” หม่าซือหยวนลุกขึ้นเดินตามซูหย่งจื้อไป เสี่ยวจูเองก็ตามไปกับเขาด้วย
“เรื่องนี้จะว่าไปเขาเองก็พูดถูก พวกเราไม่มีสิ่งใดติดค้างพวกเขาแล้ว” สือเจี้ยนหาวเอ่ยเสียงเรียบ เขาสบตากับเหยียนหว่านเอ๋อร์จากนั้นก็หันไปมองจ้าวเหยียนเจี๋ยที่เอาแต่นั่งเงียบ
“แต่หากจ้าวเหยียนอิ่งเกิดแพ้สงครามขึ้นมาเล่า เราไม่สามารถนิ่งดูดายปล่อยให้แคว้นหนานรุกล้ำเข้ามาตามใจได้เช่นนี้หรอกนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงเป็นกังวล
“เขาอาจจะไม่แพ้ก็ได้” สือเจี้ยนหาวเถียง
“พี่ใหญ่ ท่านเองก็รู้ดี อ๋องหนานจิ้งจ้าวเหยียนอิ่งไม่เชี่ยวชาญการทำศึกบนที่สูง ตลอดชีวิตของเขาเพียงเชี่ยวชาญการรบบนที่ราบเท่านั้น” อู๋อิงสงไม่เห็นด้วยและทุกคนไม่อาจถกเถียงกับเขาในเรื่องนี้ กระทั่งในที่สุดสายตาของทุกคนก็มองตรงไปยังคนที่นั่งเงียบมาโดยตลอด เพราะตอนนี้ใบหน้าเคร่งเครียดของจ้าวเหยียนเจี๋ย บ่งบอกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านลุงขอรับ...” จ้าวเหยียนเจี๋ยหันไปมองเฟิงชิง
“ข้าแล้วแต่เจ้า แม้ว่าครึ่งหนึ่งจะเห็นด้วยกับอาจารย์ซู แต่สงครามที่เกิดอาจนำมาซึ่งหายนะ หากว่าจ้าวเหยียนอิ่งแพ้สงครามหลายชีวิตคงไม่พ้นต้องสังเวย โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ตามชายแดน เรื่องนี้เจ้าตัดสินใจเถิด”
“เจ้าเล่าอิงสง”
“ข้าแล้วแต่ท่านขอรับ ข้าพร้อมจะติดตามท่าน” อู๋อิงสงกุมมืออวิ๋นหยาแน่นขณะที่เอ่ย
“เจ้าเล่าเจี้ยนหาว”
“ข้าไม่เห็นด้วยเด็ดขาด แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็จะฟังความคิดเห็นของเจ้า” สือเจี้ยนหาวพูดจบประโยคก็ลุกขึ้น
“ท่านจะไปไหนพี่ใหญ่” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถามขึ้น ซึ่งสือเจี้ยนหาวก็หันกลับมาหานางช้าๆ เขายิ้มแล้ววางมือลงบนศีรษะนางเบาๆ
“ข้าจะไปเตรียมตัว ไปชายแดนครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะกินเวลากี่เดือน”
หญิงสาวมองตามร่างสูงไปยิ้มๆ ก่อนจะหันหน้ากลับมาหาผู้เป็นสามี “ข้าสนับสนุนท่าน” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยิ้มให้ทั้งที่เขายังไม่ทันได้เอ่ยถาม
“ขอบใจเจ้า” จ้าวเหยียนเจี๋ยยิ้มและกุมมือนางแน่น
ในบรรดาคนในครอบครัว ผู้ที่ไม่เห็นด้วยคือสือเจี้ยนหาวกับซูหย่งจื้อ
ผู้ที่เห็นด้วยห้าคน จ้าวเหยียนเจี๋ย เหยียนหว่านเอ๋อร์ อู๋อิงสง อวิ๋นหยา และเฟิงชิง
ไม่ออกเสียงสองคนคือหม่าซือหยวนกับเสี่ยวจู
ที่จริงก็โดนสายตาข่มขู่ของเหยียนหว่านเอ๋อร์ แต่หม่าซือหยวนก็ไม่อาจขัดใจซูหย่งจื้อเช่นกัน ดังนั้นการออกเสียงจึงจบลงเช่นนี้
หลังจากใช้เวลาเพียงวันเดียวในการเตรียมตัว เช้าตรู่ของวันต่อมาพวกเขาก็พร้อมเดินทาง ทุกคนออกมาส่งจ้าวเหยียนเจี๋ย อู๋อิงสง และสือเจี้ยนหาวไปชายแดน
“นี่จำเป็นสำหรับพวกเจ้า” เฟิงชิงยื่นหน้ากากหนังมนุษย์ให้ทั้งสามคนละอัน “พวกเจ้านับเป็นคนที่ตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าได้เผยร่องรอยของตัวเอง เสร็จเรื่องแล้วก็รีบกลับบ้าน” เขายังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
เหยียนหว่านเอ๋อร์มอบถุงใบเล็กปักลายดอกจวี๋ฮวาให้ทั้งสามแขวนเอาไว้ที่คอคนละใบ
“ถุงอัปลักษณ์อะไรกัน” สือเจี้ยนหาวดึงถุงที่เหยียนหว่านเอ๋อร์ห้อยคอให้ขึ้นมามอง ถึงเขาจะพูดเช่นนั้นแต่ก็ยอมแขวนมันติดตัวเอาไว้แต่โดยดี
“ในนี้มีลูกกลอนครอบจักรวาลที่ข้ากับอาจารย์ปรุงขึ้น พวกท่านจะมีมันคนละสามเม็ด ในนั้นยังมียาสองชนิดขวดสีขาวคือผงยาห้ามเลือด ขวดสีดำเป็นยาพิษไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่อาจช่วยได้ในยามจำเป็นพวกท่านพกติดตัวเอาไว้” เหยียนหว่านเอ๋อร์พูดพลางช่วยจ้าวเหยียนเจี๋ยสวมสายห้อยคอ “ดูแลตัวเองด้วย” เหยียนหว่านเอ๋อร์กระซิบกับเขาเสียงเบา
“ดูแลตัวเอง ดูแลบ้าน ดูแลทุกคนด้วย ข้าจะกลับมาในเร็ววัน” จ้าวเหยียนเจี๋ยคว้าฮูหยินของตนเข้าสู่อ้อมแขน
“ข้าจะรอท่านกลับมา” เหยียนหว่านเอ๋อร์พยายามไม่ร้องไห้ เพราะนั่นอาจจะเป็นลางไม่ดี
“ข้ารู้เจ้าจะดูแลที่นี่ได้เป็นอย่างดี” อู๋อิงสงกอดอวิ๋นหยาเอาไว้
“ไม่ต้องห่วง ท่านไปเถิด ที่นี่ไม่มีอะไรให้ห่วง ข้าจะรอท่านกลับมา” อวิ๋นหยาพยักหน้าช้าๆ
“พี่ใหญ่” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินไปหยุดตรงหน้าสือเจี้ยนหาว
“อย่าห่วงไปเลย ข้าจะดูแลเขาให้ระหว่างที่เจ้าไม่อยู่ข้างกายเขา”
“พี่ใหญ่ ท่านเองก็ดูแลตัวเองด้วย ท่านด้วยนะพี่รอง หากพวกท่านกล้าทำคนใดคนหนึ่งหายไปในสงครามล่ะก็...” เหยียนหว่านเอ๋อร์ไม่ได้พูดต่อเพียงจับมือของสือเจี้ยนหาวขึ้นมา “พี่ใหญ่ ท่านกลับมาเร็วๆ นะ รองเท้าหนังกวางคู่ใหม่ที่ท่านทำให้ข้ายังไม่เสร็จ ดังนั้นกลับมาทำให้เสร็จด้วย” สองมือน้อยกุมข้อมือของสือเจี้ยนหาวแน่น
“นางเป็นใครหรือ” บุรุษชุดขาวถามเสียงเบา และจดจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของสือเจี้ยนหาว“ฮูหยินของข้า” เขาตัดสินใจบอกออกไปแบบนั้นเพราะนึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่พวกเขาพักค้างแรม แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือจูอี้หลินตื่นขึ้นมาได้ยินพอดีหญิงสาวเงยหน้ามามองหน้าเขาด้วยใบหน้าตื่นตกใจ ก่อนจะขยับตัวเมื่อรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างสนิทสนม หากแต่...นางขยับไม่ได้เพราะร่างถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าห่มจนคล้ายรังไหมสือเจี้ยนหาวก้มลงมองใบหน้าแดงก่ำที่เต็มไปด้วยเลือดฝาดของอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางดีขึ้นมากแล้ว“อย่าขยับ เจ้าเผลอหลับไป อากาศหนาวทำให้ร่างกายของเจ้าเย็นเฉียบ ต้องทำให้ตัวเจ้าอุ่นกว่านี้สักหน่อย” เสียงราบเรียบของเขาเอ่ยขึ้นข้างหู ลมหายใจอบอุ่นที่เป่ารดแก้ม จูอี้หลินรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งกาย และนางยิ่งขวยอายมากขึ้นเมื่อพบว่าตนไม่ได้อยู่ลำพังกับเขาเพียงสองคน เนื่องจากการกระทำของทั้งคู่ ช่างดูสนิทสนมจนเกินงามบุรุษชุดขาวมองสือเจี้ยนหาวด้วยความประหลาดใจ ตอนพบสือเจี้ยนหาวครั้งแรก เขาจำได้ว่าทั้งสองพักกันคนละห้อง อีกทั้งหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดก็ไม่ได้รวบผมขึ้นอย่า
เงาร่างที่พุ่งเข้ามาขวาง ทำให้สือเจี้ยนหาวยืนนิ่งตะลึง เขาไม่คาดว่าจะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ตอนที่เขากำลังจะพุ่งเข้าหาบุรุษชุดดำสั้งสามคน กลับมีกลุ่มคนลึกลับเข้ามาช่วยเขารับมือเขารู้สึกได้ว่าผู้มาใหม่ไม่ได้ประสงค์ร้ายกับเขา ทั้งยังตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่คนทั้งห้าปรากฏกายขึ้น เขาก็ได้แต่ยืนมองพวกคนเหล่านั้นประมือกัน อีกทั้งหนึ่งในบุรุษห้าคนยังก้าวมายืนขวางเขาเอาไว้คล้ายกำลังปกป้องผู้มาใหม่สี่ในห้าคนดูมีฝีมือไม่น้อย ทว่าบุรุษชุดขาวสะอาดทั้งร่างที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด ทำให้เขาตระหนักว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นนายของคนทั้งสี่ เพราะเขาไม่มีวรยุทธ์แม้แต่น้อย ดังนั้นจึงถูกปกป้องเอาไว้ด้านหลังสือเจี้ยนหาวลอบประเมินคนทั้งห้าเงียบๆ หมวกที่อำพรางใบหน้าของบุรุษชุดขาวอย่างมิดชิด ทำให้มองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ทั้งยังไม่อาจรู้ได้ว่าเขาคือผู้ใด และประสงค์สิ่งใดจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือไม่นานบุรุษชุดดำที่จู่โจมสือเจี้ยนหาวก็ล่าถอยไป พวกเขาถึงกับลากคนที่ถูกสังหารกลับไปด้วย ไม่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้แม้แต่น้อย“พวกท่านเป็นใคร เหตุใดยื่นมือเข้าช่วย” สือเจี้ยนหาวมองออกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ยื่น
“พะย่ะค่ะ / ขอรับ” จางอู่จิ้งและอู๋อิงสงต่างก็รับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปร่างสูงก้าวอย่างมั่นคงไปยังห้องพักของแม่ทัพ ระหว่างทางที่เขาเดินผ่าน เหล่าทหารก็ก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม แต่มิใช่ในฐานะแม่ทัพและองค์ชายเช่นเดิม ตอนนี้จ้าวเหยียนเจี๋ยอยู่ที่ป้อมเจิ้งจินในฐานะกุนซือจากเมืองหลวงนายทหารทุกคนเรียกเขาว่า ‘จื่อลู่[1]’ ซึ่งชื่อนี้เขาตั้งขึ้นโดยมีที่มาจากหยกมังกรม่วง ซึ่งเป็นหยกประจำตัวของเขานั่นเองร่างที่นอนอยู่บนเตียงคือจ้าวเหยียนอิ่ง เขาถูกพิษจึงยังคงไม่ได้สติ หมอหลวงที่มากับกองทัพกำลังช่วยกันรักษาเขาอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจสั่งการในกองทัพก็คือจางซานจิ่ว ซึ่งเขาก็รับคำสั่งจากจ้าวเหยียนเจี๋ยอยู่ลับๆ เพื่อเตรียมทำสงครามกับแคว้นหนาน“เจ้าสาม” เสียงระโหยของจ้าวเหยียนอิ่งดังขึ้นทันทีที่ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง“พี่รอง ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”“ไม่เป็นไร การศึกเล่า”“อย่ากังวลเลย ท่านพักผ่อนเถิด พิษที่ท่านได้รับแม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ช่วงนี้ท่านอย่าออกแรงจะดีกว่า”“แม่ทัพอย่างข้าถึงกับพลาดพลั้งเพียงเพราะศรของศัตรูเพียงดอกเดียว”“ท่านอย่าคิดมากเลย แม่ทัพแคว้นหนานใช้วิธีลอบก
ความสามารถในอดีตที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของ ทำให้นางได้พบกับพวกเขาในเวลาที่แตกต่างกัน ทว่ามันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น“จะดีหรือ ปล่อยนางไปเช่นนี้ เส้นทางไปชายแดนอาจมีอันตราย” เฟิงชิงก้าวออกมา สายตาของเขามองคนที่กำลังวิ่งไปยังกระท่อมอีกหลัง“ไม่ให้นางไป คิดหรือว่านางจะยินยอม อย่าว่าแต่นางสังหรณ์ใจเลย ข้าเองก็กังวลอยู่เหมือนกัน ชะตาชีวิตของเจี้ยนหาวนั้นสลับซับซ้อน ข้ามองไม่ออกจริงๆ ว่าเดินทางไปชายแดนครั้งนี้เขาจะเจอกับอะไรบ้าง”“ท่านทำนายชะตาเขาหรือ”“ไม่ถึงกับทำนายหรอก ข้ามองจากลายมือเขา ชีวิตของเขายุ่งเหยิงเต็มไปด้วยภยันตราย ตอนนั้นข้าเพียงแต่คิดว่าเพราะเขาใช้ชีวิตอยู่กับความมืด ทั้งยังสังหารคนมามาก กระทั่งเมื่อสามสี่วันก่อนข้าลองตรวจชะตาจากวันตกฟาก เขากำลังมีเคราะห์ครั้งใหญ่ซึ่งอาจถึงกับชีวิต” ซูหย่งจื้อถอนหายใจออกมาเสียงดัง “แต่ก็นั่นแหละ ข้าอาจผิดก็ได้เพราะข้าไม่ได้เก่งกาจเรื่องการทำนาย หากรู้เช่นนี้ข้าน่าจะศึกษาเรื่องนี้ให้มากหน่อย”“ท่านอาจผิดก็ได้ อย่ากังวลเลย” เฟิงชิงตบบ่าซูหย่งจื้อเบาๆ“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนในครอบครัวของข้า ข้าไม่อย
แม้ว่าเสียงนั้นจะเบาหวิวแต่กลับไม่อาจปิดบังความตื่นตระหนก ดวงตาจ้องไปยังมีดสั้นของสือเจี้ยนหาวเขม็ง “เจ้าเป็นอะไรกับสือเจี้ยนเหวิน ปิศาจเงาพันปี”สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว ในใจก็นึกสงสัยยิ่งนักที่มีคนรู้จักผู้เป็นบิดารวมไปถึงมีดสั้นซึ่งตกทอดมายังเขา มีดสั้นซึ่งตีขึ้นด้วยเหล็กกล้า แกะลวดลายกรงเล็บของพญาเหยี่ยว ทั้งยังฝังพลอยล้ำค่าสีแดงลงไป ‘วิหคยมทูต’“ทำไมเจ้าจึงมีเพียงหนึ่ง อีกหนึ่งเล่า”“ไม่ใช่กงการใดของเจ้า” สือเจี้ยนหาวเอ่ยเสียงเย็น เขาไม่ชอบความรู้สึกคลุมเครือนี้เลย เพราะตลอดมาเขารู้เรื่องของบิดาน้อยมาก จึงรู้สึกขัดใจที่มีผู้อื่นล่วงรู้เกี่ยวกับมีดสั้นคู่กายมากกว่าตัวเอง“มอบมันให้ข้า แล้วเจ้าไปได้ ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”“ก็ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่ เข้ามา!”แม้ว่าจะบาดเจ็บ ทว่าสือเจี้ยนหาวก็ยังคงรวบรวมกำลังภายใน เขามองออกถึงความมุ่งร้ายของอีกฝ่าย ทันทีที่เอ่ยถึงมีดสั้นวิหคยมทูตไม่ว่าเขาจะมีความคิดที่จะมอบมีดสั้นออกไปหรือไม่ อีกฝ่ายก็คงไม่มีทางละเว้นเขา แต่นั่นเป็นเพียงความคิดเท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่มีวันมอบวิหคยมทูตของบิดาให้ผู้ใดเงาร่างสีดำพุ่งเข้าหาสือเจี้ยนหาวพร้อมกัน แต่ชาย
สือเจี้ยนหาวควบม้าขึ้นเขาไปอย่างคล่องแคล่ว เขารู้เส้นทางในละแวกนี้เป็นอย่างดี ดินแดนเหนือแห่งนี้นานมาแล้วเขาเคยสำรวจเส้นทางทั้งหมดด้วยตัวเองตอนนั้นเขายังเป็นองครักษ์เงาของแม่ทัพใหญ่ และหน้าที่รองอีกอย่าง ก็คือสำรวจเส้นทางที่จำเป็นในการเดินทัพ ดังนั้นแถบชายแดนทางเหนือ เขาจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี และหุบเขาแห่งนี้เขาก็ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งที่สามารถใช้หลบศัตรูได้เขาคือนักล่าที่ไม่ชอบและไม่มียอมเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า ดังนั้นเขาต้องหาที่ปลอดภัยให้หญิงสาวเสียก่อน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ จากนั้นเขาก็จะกลายมาเป็นผู้ล่าเสียเอง นั่นจึงจะเป็นวิธีที่เขาถนัดสูงขึ้นไปยังยอดหุบเขาอันเหน็บหนาว ดอกเหมยสีแดงต้นหนึ่งกำลังผลิบาน ราวกับเย้ยหยันความหนาวเย็นอย่างเดียวดายเมื่อเดินไปด้านหลังต้นไม้สูงใหญ่ สุดทางเดินริมหน้าผามีถ้ำหินขนาดเล็กแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตให้ดี ไม่มีทางที่จะเห็นทางเข้าถ้ำแห่งนี้ได้ เนื่องจากปล่องหินที่มีขนาดเล็กมาก ทั้งยังหลบอยู่ด้านหลังเถาไม้เลื้อยที่ปกคลุมจนหนาทึบ ทว่าสือเจี้ยนหาวที่เป็นคนพบมันก่อนผู้ใดยังจดจำมันได้เป็นอย่างดี“เจ้าเข้าไปหลบอยู่ด้านในก่อน ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเข







