Mag-log inหุบเขามังกรหลับตั้งอยู่ที่เมืองอู่ถง ทางใต้ของแคว้นจ้าว เป็นหุบเขาซึ่งอยู่ระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเยวี่ย เป็นหุบเขาในตำนานซึ่งผู้คนทั้งสองแคว้นต่างก็รู้จักดี เพราะน้อยคนนักที่เคยเข้าไปจะรอดชีวิตกลับมา
ว่ากันว่าเส้นทางที่ตัดผ่านเข้าไปในหุบเขา ยามกลางวันจะดูคล้ายกับถนนธรรมดา หากแต่พอพลบค่ำกลับมีสัตว์ร้ายมากมาย ซึ่งไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน
ร่ำลือกันว่าสัตว์ร้ายเหล่านั้น ก็คือวิญญาณของนักโทษที่จักรพรรดิผู้ครองแคว้นนำมากักขังเอาไว้ ในยามที่หุบเขาแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นเยวี่ย
ในครานั้นหลังจากสงครามยุติลง หุบเขามังกรหลับกลายเป็นรางวัลแห่งชัยชนะขององค์ชายสาม ‘จ้าวเหยียนเจี๋ย’ ปิศาจสงครามผู้กระหายเลือด ผู้ซึ่งนำทัพแคว้นจ้าวเข้าโจมตีทัพของแคว้นเยวี่ยที่บุกรุกเข้ามายังชายแดน หมายยึดครองเมืองอู่ถง ซึ่งอยู่ห่างจากหุบเขามังกรหลับไม่มาก
หลังจากมีชัยเหนือ ‘เยวี่ยกวน’ ปราชญ์หลวงผู้เป็นอนุชาของจักรพรรดิแคว้นเยวี่ย ไม่เพียงแคว้นจ้าวจะไม่เสียเมืองอู่ถง หากแต่ยังได้หุบเขามังกรเอาไว้ในครอบครองอีกด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นหลังสงครามยุติ ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าปราชญ์หลวงเยวี่ยกวน ศัตรูคนสำคัญของแคว้นจ้าวหลบหนีไปอยู่ที่ใด
ผู้คนมากมายต่างลือกันว่าเพราะความพ่ายแพ้ จักรพรรดิแคว้นเยวี่ยมีรับสั่งให้ประหารเขาไปแล้ว แต่หลายคนลือว่าเขาถูกเนรเทศมายังหุบเขามังกรหลับ และเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายยามค่ำคืน แท้ที่จริงก็คือเสียงที่เขากำลังร่ำไห้ เนื่องจากความอยุติธรรมของจักรพรรดิผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐา
แต่ถึงอย่างนั้นวันเวลาผ่านไปหลายปี ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วปราชญ์อัจฉริยะเยวี่ยกวน ผู้ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นวิญญาณร้าย ปัจจุบันนี้เขาได้เปลี่ยนชื่อแซ่
เยวี่ยกวนผู้นั้นหาได้มีตัวตนบนโลก เพราะตอนนี้เขากลายเป็นซูหย่งจื้อ หมอเทวดาที่ไม่มีโรคใดที่รักษาไม่หาย
เรื่องที่คาดไม่ถึงที่สุด...
สมาชิกครอบครัวของเขาทั้งเก้าคน หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ปิศาจสงคราม’ ผู้ที่ทำให้เขาต้องถูกจองจำและถูกเนรเทศออกมาจากแคว้นเยวี่ย จ้าวเหยียนเจี๋ย องค์ชายสามแห่งแคว้นจ้าว องค์ชายซึ่งสิ้นพระชนม์ไปพร้อมกับพระชายาเมื่อสองปีที่แล้ว
ที่สำคัญ เหยียนหว่านเอ๋อร์ พระชายาในองค์ชายสาม ก็คือศิษย์รักเพียงคนเดียวของเยวี่ยกวน หรือซูหย่งจื้อนั่นเอง
เก้าชีวิต ณ หุบเขามังกรหลับ พวกเขาอาศัยอยู่แบบครอบครัวใหญ่ กระท่อมทั้งหมดห้าหลังท่ามกล่างป่าเขาอันเงียบสงบ ไร้ซึ่งความวุ่นวาย ไร้ซึ่งการแก่งแย่ง
มองดูกระท่อมหลังแรกที่ดูธรรมดาที่สุด เจ้าของก็คือหม่าซือหยวน ศิษย์เพียงคนเดียวของเหยียนหว่านเอ๋อร์ ซึ่งตอนนี้เขากับเสี่ยวจู สาวใช้คนสนิทของเหยียนหว่านเอ๋อร์เพิ่งจะไหว้ฟ้าดินเป็นสามีภรรยากันได้ไม่นาน
เมื่อเดินอ้อมเนินเขาเล็กๆ ก็พบกับกระท่อมหลังถัดมา เจ้าของก็คืออู๋อิงสง พี่ชายร่วมสาบานคนรองของเหยียนหว่านเอ๋อร์ เขาอาศัยอยู่กับฮูหยินนามว่าอวิ๋นหยา
หลังถัดมาค่อนข้างใหญ่กว่าสองหลังแรก เพราะมีคนอาศัยอยู่ถึงสามคน คนแรกก็คือ สือเจี้ยนหาว พี่ชายร่วมสาบานอีกคนของเหยียนหว่านเอ๋อร์
คนที่สองก็คือซูหย่งจื้อ
คนสุดท้ายคือเฟิงชิง บุรุษผู้เต็มไปด้วยปริศนา เพราะเขาคืออดีตประมุขพรรคมาร ผู้ซึ่งหากออกไปนอกหุบเขา เขาก็ต้องสวมหน้ากากเพื่ออำพรางใบหน้า
กระท่อมหลังที่สี่ไม่ใช่ที่อยู่ แต่ถูกใช้เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเขาทั้งเก้าจะเข้ามานั่งรวมกันทุกครั้งที่กินข้าว ทำกับข้าว สรวลเสเฮฮา พูดคุยแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟัง
กระท่อมหลังสุดท้าย จ้าวเหยียนเจี๋ยกับเหยียนหว่านเอ๋อร์ กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุด เพราะอาการป่วยของเหยียนหว่านเอ๋อร์ เนื่องจากนางมีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้
พวกเขาทั้งหมดต่างก็มีอดีตที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา แต่ละคนต่างผ่านเรื่องราวเจ็บปวดแสนสาหัส จึงอยากจะหลบหนีจากเรื่องราววุ่นวายของโลกภายนอก เร้นกายเพื่อใช้ชีวิตเงียบๆ ทว่าใครเล่าจะคาดว่ายังคงมีเรื่องราววุ่นวายตามมาหลอกหลอน
“อะไรนะ!” น้ำเสียงโกรธกรุ่นของซูหย่งจื้อดังลั่นโรงครัว “พวกเจ้าไม่ได้ติดค้างพวกเขาแล้ว!” กล่าวจบก็ตบโต๊ะกินข้าวอย่างเดือดดาล
บ่ายวันนี้ระหว่างที่อู๋อิงสงกับจ้าวเหยียนเจี๋ยเข้าไปในตัวเมืองอู่ถง ทั้งนี้ก็เพื่อนำหนังสัตว์และสมุนไพรเข้าไปแลกของใช้จำเป็น ข่าวแคว้นหนานส่งทหารเข้ามาเข่นฆ่าชาวบ้านที่อยู่ระหว่างชายแดนสองแคว้น ส่งผลให้เป็นไปได้ว่าอาจเกิดสงครามระหว่างแคว้นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งผู้นำทัพแคว้นจ้าวครั้งนี้คือจ้าวเหยียนอิ่ง พี่ชายของจ้าวเหยียนเจี๋ย
สงครามเริ่มปะทุมานานเกือบเดือนแล้ว จ้าวเหยียนอี้อดีตจักรพรรดิเองก็สละบัลลังก์ออกผนวช จักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือจ้าวเหยียนเว่ย
ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ก็เกิดสงครามระหว่างแคว้น ทำให้ประชาชนต่างพากันสร้างข่าวลือต่างๆ ว่าจ้าวเหยียนเว่ยไร้ความสามารถ
“อาจารย์ ท่านใจเย็นลงหน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูหย่งจื้อกระซิบเสียงเบา
“ใจเย็นหรือ พวกเราอยู่อย่างสงบสุขมานานเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนัก เจ้าเองก็เพิ่งจะหายเป็นปกติ แต่เจ้าคิดจะส่งเจ้าเจี๋ยไปชายแดน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” ซูหย่งจื้อโมโหจนแทบจะพ่นไฟออกมา
เรื่องราวในอดีตกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์จะหาทางนำพวกเขาออกมาจากวังวนความวุ่นวาย ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ โดยเฉพาะจ้าวเหยียนเจี๋ย ที่เป็นถึงองค์ชายและแม่ทัพแคว้นจ้าว
เขาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อ และซื้อเนื้อตากแห้งมาไม่กี่ชิ้น ด้วยเงินที่นางใส่เอาไว้ในห่อสัมภาระ ทั้งที่เงินนั้นสามารถเหมาทั้งแผงเนื้อเลยก็ได้ แต่เขากลับยืนขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมล้วงมันออกมาเพียงไม่กี่อีแปะ ฝีเท้าอันมั่นคงก้าวขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา กวาดไปทั่วบริเวณ บางครั้งเขาก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ คล้ายกำลังร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาไม่ได้ผ่อนฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้ากระทั่งบ่ายคล้อย เขาหยุดพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนั่นทำเอาคนที่ใช้ปีกบินตามเขามาเงียบๆ อยู่เหนือศีรษะถึงกับถอนหายใจ นางกังวลว่ากว่าเขาจะหานางพบ ไม่ล้มป่วยลงก็แปลกแล้ว ห้าวัน! ห้าวันแล้ว! จูเสวี่ยหลินสบถ นางสะกดรอยตามเขามาห้าวันเต็มๆ เขาเอาแต่เดินขึ้นเหนือโดยหยุดพักเพียงไม่กี่ครั้ง อาหารที่กินก็น้อยนิด เงินที่มีติดตัวก็ไม่เคยใช้จ่าย ทั้งยังไม่เคยเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย ได้แต่อาศัยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับรอยยิ้มเบิกบาน ผิดกับนางที่อารมณ์ยิ่งมาก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน กระทั่ง
เวทีกลางตลาดที่มีผ้าม่านล้อมรอบ ทำให้ผู้คนต่างก็อดที่จะมองด้วยความสงสัยไม่ได้ เนื่องจากเสียงครางกระเส่า ที่ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังมากับเสียงครวญคราง ซึ่งไม่ว่าผู้ใดที่ได้ยิน ก็อดที่จะหน้าแดงใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งสายตะวันโด่งผู้คนก็ยิ่งมาก เสียงซุบซิบและเสียงชี้ชวนให้กันล้อมวงเข้ามาดูก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจ กระทั่งจำนวนคนมากพอ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น หลังจากผ้าม่านถูกดึงออก พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชม เมื่อได้เห็นภาพชายร่างใหญ่สามคน และสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน ต่างก็เปลือยกายร่วมรักอย่างเร่าร้อน อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่ต่างคนต่างก็รุกเร้าพัวพันกันแบบเนื้อถึงเนื้อ โดยไม่สนเหล่าผู้ชมที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย ผู้ชมเหล่านั้นถึงแม้ว่าปากจะรุมประณาม ด่าทอ ทั้งยังสบถด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทว่าพวกเขาทั้งหมดกลับยืนดูอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครมีทีท่าจะเดินหนีแม้แต่คนเดียว หลังจากสมรภูมิอันหนักหน่วงบนเวทีกลางตลาด จูเสวี่ยหลินมั่นใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน คงนั่งไม่ได้ไปอีกนาน เนื่องจากบุรุษกำ
จูเสวี่ยหลินเบือนหน้าไปมองด้านอื่น เพราะเกรงว่านางจะใจอ่อนยอมให้เขาขึ้นรถม้าไปด้วย ...นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้... ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกความสนใจของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยกับเขา หรือเข้าไปซักถาม เขาก็ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือว่ามีเด็กขว้างปาข้าวของใส่เขา เขาก็ไม่ขยับกายไปไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ ภายในใจก็คอยนับว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เมื่อผ่านไปได้หนึ่งวันเขาก็จะยิ้มออกมา และนับวันใหม่ต่อไป จนแทบจะทนรอให้ครบสามวันไม่ไหว จูเสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจ ภาพที่เจี่ยนอิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำให้นางกลัดกลุ้มยิ่งนัก เขาทำตามที่นางสั่งอย่างเคร่งครัด นางสมควรจะดีใจจึงถูก แต่มันกลับทำให้นางหงุดหงิดเสียนี่ เขาไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลา ไม่ยอมแม้กระทั่งลุกไปเข้าสุขา แล้วอย่างนี้หากครบสามวันจริงๆ ไม่หน้ามืดไปก่อนที่จะทันได้ตามหานางหรอกหรือ คิดแล้วก็ได้แต่หนักใจ ก่อนจะหันหลังไปมองบุรุษกำยำหลายคนที่โดนนางฟาดจนสลบ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนข
เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้ยืดมั่นถือมั่นในคนผู้เดียว แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าจิตใต้สำนึกของเขายังคงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขาตระหนักชัดว่าจูเสวี่ยหลินคือคนเดียวที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง เขายึดนางเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการที่เขาพบว่านางกำลังอยู่กับเหวินอี๋ชิว ทำให้เขาเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งใช้วรยุทธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่ามีออกไป ร่างสูงคำรามลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวออกไป เมื่อเห็นมือของเหวินอี๋ชิวกำลังยื่นออกมาแตะที่ต้นแขนของจูเสวี่ยหลิน “เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากนายหญิง!” กว่าที่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหวินอี๋ชิวก็ล้มตัวลงไปนอนกองกับพื้น โดยมีเท้าข้างหนึ่งของเจี่ยนอิงวางอยู่บนลำตัว เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏแววอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วกางออกคล้ายกรงเล็บ ก่อนจะเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วตั้งใจจะฟาดลงไป โดยเล็งที่กลางกระหม่อมของผู้ที่อยู่ใต้ร่าง “อิง!” เสียงของจูเสวี่ยหลินทำให้เขาชะงัก ใบหน้าเหมือนกำลังสับสนมึนงงหันมามองหญิงสา
รุ่งเช้าวันต่อมารถม้าที่นางมอบเงินให้เขา และวานให้บอกเสี่ยวเอ้อจัดหามาให้ก็จอดรออยู่แล้ว ยังมีเสบียงอาหารสำหรับคนสองคน ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเสี่ยวเอ้อ ทำเอาหญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เขานึกอยู่ครึ่งค่อนคืนขอรับว่าท่านจะเอาอะไรบ้าง กว่าจะนึกออกข้าเกือบจัดเตรียมทุกอย่างไม่ทัน” นั่นคือคำตอบที่ทำเอานางเกือบหลุดหัวเราะ ทว่านางไม่ได้ทำเพียงแต่เอ่ยชมเขาออกมาคำสองคำ ในที่สุดจูเสวี่ยหลินก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก นางใช้มันซื้อรถม้าอย่างดี มีที่นั่งบุนวมรอบด้านและมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เรื่องค่าเดินทางที่นางใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้น นางไม่ได้กังวลเลยสักนิด ความจุของนาฬิกาไมโครของนางที่เรียกได้ว่าเดินทางทั้งชีวิต เงินที่ได้มาจากหนานเฟยหลงก็ไม่มีวันหมด คิดแล้วได้แต่นึกขำ ในยามที่หนานเฟยหลงให้นางเอ่ยความปรารถนาในใจได้สองข้อ เพื่อเป็นรางวัลที่นางช่วยเหลือเขาในการกอบกู้บัลลังก์ และสิ่งที่นางขอก็มีสองข้อจริงๆ ข้อที่หนึ่งคือเงิน ข้อสองก็คือเงินอีกนั่นแหละ
“ขะ..ขอรับ” อาฉินก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “นะ...นายท่านลงมือเฆี่ยนตีก็จริง แต่เพราะแผลนั่นนายท่านจึงเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวจึงเฆี่ยนลงไปบนแขนขาเขาแทน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะหึงหวงนายหญิง กระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินนายท่านทะเลาะกับนายหญิง ข้าจึงรู้มาว่าที่นายท่านเดือดดาลถึงเพียงนั้น ก็เพราะนายท่านชอบพอเขา และนายหญิงรู้ถึงความชอบนั้นจึงพยายามยั่วยวนเขาให้นายท่านเห็น ทั้งยังเอ่ยขอเขากับนายท่าน หรือไม่เช่นนั้นก็แบ่งกันคนละวัน นับจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในห้องใต้ดินสลับกัน หลังจากกลับออกมาแผลที่ถูกเฆี่ยนตีบนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานนายท่านก็ขายเขาออกมา ส่วนนายหญิงรู้ว่าข้าแอบส่งน้ำส่งอาหารให้เขา ข้าจึงถูกขายออกมาด้วย” อาฉินเอ่ยจบก็มีเพียงความเงียบงัน จูเสวี่ยหลินสูดลมหายใจเข้า มือสองข้างกำแน่นจนขาวซีด ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เมื่อหันไปมองใบหน้าเดือดดาลของหญิงสาว อาฉินจึงรีบเล่าเรื่องสุดท้ายให้ฟัง “ตอนที่เดินทางมากับขบวนค้าทาส เขาถูกซื้อไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะถูกนำมาคืน และเขาก็ถูกทุบตีกลับมาแทบจะทุกครั้ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขามีท่าทีหวาดกลัวแ







