Masukบทที่ 1 อดีตนักโทษการเมือง
กลิ่นหอมของบุปผาดอกไม้ฤดูร้อนทั่ววังหลัง ขันทีเดินเรียงรายอยู่สองฝั่ง เสียงฝีเท้าคนก้าวย่ำบนทางหินหยกเขียวเป็นจังหวะเรียบเสมอ
“ทูลไท่หวงไท่โฮว่… นางผู้นั้นมาถึงหน้าประตูวังหลังแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยโค้งตัวต่ำ เสียงสั่นเล็กน้อยอย่างไม่อาจกลั้นได้
พระเนตรคู่งามของสตรีวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม้จันทน์หันมองอย่างเยือกเย็น
“ผู้ใด”
“อดีตฮองเฮา… เจิ้งซูเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
เพล้ง!
ถ้วยชากระเบื้องเคลือบลายมังกรในมือไท่หวงไท่โฮว่หล่นกระทบพื้นแตกกระจาย เงียบงันไปทั้งตำหนัก เสียงพิณที่ขับกล่อมเงียบหายทันที
กลิ่นบุปผาฤดูร้อนอบอวลอยู่ในอากาศราวหมอกบาง แต่กลับไม่อาจกลบกลิ่นคาวเย็นเยียบของอำนาจในตำหนักได้ เสียงลมลอดช่องหน้าต่างไม้แกะสลักพัดต้องสายแพรที่แขวนอยู่เหนือบัลลังก์จนไหวระริก ขับให้ร่มเงาในห้องกว้างพลิ้วไหวราวเงาวิญญาณ
บนพื้นหินหยกที่ขัดจนสะท้อนเงา ขันทีทั้งสองแถวคุกเข่าลงต่ำอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจดังเกินจำเป็น
พระเนตรของไท่หวงไท่โฮ่วทอดลงต่ำไปยังเศษถ้วยชาที่แตกละเอียด เศษชาน้ำอำพันไหลซึมตามร่องหินหยก ราวเลือดที่ค่อย ๆ แผ่ขยายไปโดยไร้ผู้กล้าหยุดยั้ง
เงาสีดำจากผมที่ถักเป็นมวยสูงของพระองค์ทอดยาวบนพนักบัลลังก์ไม้จันทน์ กลิ่นหอมจากเนื้อไม้ผสมปนเปกับกลิ่นคาวอำมหิตของอดีต ความทรงจำเก่า ๆ ที่พระองค์พยายามกลบฝังกลับผุดขึ้นมาดั่งปีศาจ
“นางยังกล้ากลับมา…” เสียงของไท่หวงไท่โฮว่แผ่วเบา แต่แฝงพิษสงจนแม้แต่ขันทีชราใกล้เกษียณยังต้องหลุบตา
ณ หน้าประตูใหญ่ของตำหนักฉินอัน
หญิงในชุดผ้ากระสอบหม่นคล้ายแม่ชีที่ผ่านลมฝนมานับปี ยืนสงบราวไม่รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมากมาย ริมฝีปากนางแย้มยิ้มจาง ทว่าดวงตานั้นกลับแหลมคมดุจคมดาบ
“มารดาของฮ่องเต้… ต้องขออนุญาตเข้าวังด้วยหรือ”
เสียงของนางไม่ดังนัก ทว่าแว่วไปถึงคนที่ยืนอยู่เบื้องบนกำแพง
ทหารองครักษ์อึ้งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบก้มหน้า
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันมิอาจตัดสินใจ ต้องรอคำสั่งจากไท่หวงไท่โฮว่…”
“เช่นนั้นข้าจะรอ” หึ ต้องรอไท่หวงไท่โฮว่ตัดสินใจ แผ่นดินนี้มิใช่ของฮ่องเต้หรอกหรือ
นางนั่งลงตรงนั้นเอง บนขั้นบันไดหินเย็นเฉียบที่ใครต่อใครต่างกลัวจะทำให้ชุดสกปรก ท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามสาย
นิ่งเสียจนกระทั่งเหล่าขุนนางที่เดินผ่านไปมา ต่างต้องหันมองด้วยความงุนงงปนตกใจ
ขุนนางที่เดินผ่านระเบียงหินอ่อนซึ่งทอดสู่ตำหนักกลาง ต่างหยุดชะงักกลางก้าว ราวเท้าถูกตรึงไว้กับพื้น สายตาทุกคู่เผลอหันตามร่างอรชรที่นั่งอยู่บนบันไดสกปรกอย่างเชื่องช้าก่อนจะผ่านไป
เสียงกระซิบกระซาบแผ่ว ๆ ดังขึ้นเป็นระลอก แต่ทุกถ้อยคำล้วนเปื้อนด้วยความประหลาดใจและไม่อาจเชื่อสายตา
ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งงามสง่าดุจจันทราเหนือวัง กลับเต็มไปด้วยร่องรอยความหม่นหมองและอ่อนล้า แม้แววตาจะเย็นชาสงบนิ่ง แต่กลับซ่อนเปลวไฟลุกโชนในส่วนลึก เรือนผมดำขลับที่เคยประดับด้วยรัตนชาติบัดนี้เพียงมวยเรียบง่าย รัดด้วยปิ่นไม้ธรรมดา
อาภรณ์ที่สวมเป็นเพียงผ้าป่านสีซีดตัดกับผิวขาวที่ดูซีดเซียวลงจากวันวาน
“มิใช่ว่า… นางถูกฮ่องเต้พระองค์ก่อนส่งไปบวชชีบนยอดเขาเทียนจี่แล้วหรอกหรือ…”เสียงของขุนนางผู้หนึ่งหลุดลอดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้อยู่ใกล้เบิกตากว้าง รีบเหลียวซ้ายขวาแล้วขยับถอยร่นราวกลัวจะถูกดึงเข้าไปในวังวน
แต่สตรีตรงหน้ามิได้ชายตามองผู้ใดแม้แต่น้อย นางนั่งนิ่งราวกลับรอคอยบางสิ่ง ทว่าแฝงแรงกดดันที่ทำให้ทางเดินทอดยาวสู่ประตูวังหลังเงียบงันลงราวกับไร้ผู้คน
ในตำหนักเฉียนจิ้ง
ฮ่องเต้หนุ่มเพิ่งเสร็จสิ้นจากการว่าราชการ พระพักตร์ยังคงเฉียบขาดสมเป็นกษัตริย์หนุ่มผู้ได้รับการยกย่องว่าเฉลียวฉลาดและเด็ดขาดที่สุดในรอบหลายสิบปี
“ฝ่าบาท…”
ขันทีใหญ่เดินเข้ามากระซิบเสียงต่ำ
“ผู้ใด”
“เจิ้งซูเฟย… อยู่หน้าตำหนักฉินอัน”
มือที่กำลังลงนามในพระราชโองการชะงักเล็กน้อย ดวงเนตรดำสนิทเงยขึ้น
“พระมารดาของเราหรือ”
เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาภายในวังหลวงอย่างเชื่องช้า สายตานางทอดมองทุกตารางนิ้วของสถานที่ซึ่งเคยเป็นบ้าน
ณ บัดนี้…นางกลับมา
ไม่ใช่เพื่อขอความเมตตา แต่เพื่อทวงความยุติธรรมที่เคยถูกปล้นไปจากนาง และจาก…บุตรของนางเอง
ถึงเวลาแล้วที่นางจะกลับมาทวงคืนทุกสิ่งที่สมควรเป็นของตน ในเมื่อบุตรชายได้เป็นฮ่องเต้ มารดาของฮ่องเต้อย่างนางก็สมควรจะได้ตำแหน่งไทเฮา
เมื่อมิมีผู้ใดไปเชิญนางลงมาจากอาราม นางก็เดินทางมาเอง
บทที่ 51 รอยแผลและแสงดาวในห้วงเวลาที่ความมืดค่อย ๆ เลือนหายหลายคนเกิดคำถามว่าทุกอย่างที่ดำเนินมาหลายต่อหลายวันเหตุใดจึงจบลงง่าย ๆ เพียงไม่กี่วัน ทุกอย่างกลับจบแล้วสามารถคุมตัวของอดีตไท่หวงไท่โฮว่ได้แต่นั่นไม่ได้แปลกอะไรเลย ฮ่องเต้ไม่ได้เพิ่งวางหมากไว้ตามจุดต่าง ๆ พระองค์จัดการเรื่องนี้พร้อมกับบิดาและมารดามานานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมาลงมือจริงจัง แม้ยามที่ยังไม่แน่ใจก็ไม่ได้ปล่อยให้เหล่าขุนนาง มิว่าจะฝั่งไหนหลุดรอดพ้นสายตา ไม่ใช่ติดตามเพื่อบังคับ แต่เพื่อจับตาว่าคนเหล่านั้นที่เป็นหูเป็นตาของเขาไม่ได้ทำผิดอันใด และเมื่อวางหมากเอาไว้แล้ว เมื่อถึงเวลาก็แค่กินทีเดียว พลิกกลับทั้งกระดาน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ต้องขอบคุณข้อมูลสุดท้ายที่ทำให้ปิดจบทุกอย่างได้อย่างแนบเนียน พระนางไม่น่าเร่งร้อนรีบเตรียมกองกำลังเลย เพราะการทำเช่นนั้น มันร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งใด ขนาดข้อหาเกี่ยวพันการสิ้นพระชนของอดีตฮ่องเต้ แม้จะมีหลักฐาน แต่หลายคนก็ยังไม่เชื่อ แต่เพียงแต่ส่องสุ่มกำลังเท่านั้น ทุกคนเบนเข็มไปที่นาง และต่างชี้ว่าพระนางกระทำผิดอย่างชัดเจน คนที่ระวังตัวมาหลายสิบปี กลับต้องมาพลาดเพราะเรื่องง่าย ๆ แต่นั่นก็
บทที่ 50 บัลลังก์แห่งความยุติธรรมเสียงกระซิบคุยกันเบา ๆ คลายความเงียบลง ฮ่องเต้ทรงตั้งพระพักตร์อย่างหนักแน่น ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าขุนนางและไท่หวงไท่โฮว่สายพระเนตรฉายแววความเด็ดขาดและความโศกเศร้าจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าพระองค์จะตรัสอะไร แต่เมื่อพระองค์เกริ่มเริ่มทุกคนก็รู้ว่าสิ่งที่ไท่หวงไท่โฮว่บ่ายเบี่ยงมาก่อนหน้านี้ไม่สามารถหลีกหนีได้อีกแล้ว ฮ่องเต้ถือราชโองการที่ตนเองออกไว้ในมือ ก่อนจะเอ่ยด้วยงพระสุรเสียงหนักแน่น“บัดนี้ความจริงปรากฏชัดผู้ที่เคยยืนอยู่เบื้องหลังความทุกข์ยากของราชวงศ์ผู้ที่ขับไล่เจิ้งซูเฟยออกจากวังและผู้ที่วางยาพิษฮ่องเต้พระองค์ก่อน… ก็คือไท่หวงไท่โฮว่แห่งราชวงศ์นี้”คำสรุปนี้มิใช่ไม่เคยกล่า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ราชโองการนี้ถูกกล่าต่อหน้า ไท่หวงไท่โฮ่ว และที่เป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะเหล่าขุนนางที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับฮ่องเต้ ถูกจัดการเสียจนสิ้นระหว่างที่ไท่หวงไท่โฮ่วกำลังคิดจะเล่นแง่กับฮ่องเต้ และเจิ้นซูเฟยในพระราชวัง ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราชโองการ การแสร้งยอมของฮ่องเต้ทำให้ไท่หวงไท่โฮ่วไม่ได้มีเวลาจะไปใส่ใจกับนอกพระราชวัง แต่กลับต้องเสียแรงเสียเวลากับทางนี้จนลืมท
บทที่ 49 แผนลับในเงามืดฮ่องเต้และเจิ้งซูเฟยนั่งล้อมรอบโต๊ะเล็ก ๆ บนโต๊ะนั่นมี แผนผังราชสำนักและรายงานข่าวกรองวางอยู่เบื้องหน้าแสงเทียนส่องประกายบนพระพักตร์ของทั้งสองพวกขุนนางวงนอกพวกเขาสามารถจัดการได้อยู่หมัดแล้ว และก็โดนจับไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ กันหลายคนแล้ว แต่ขุนนางใกล้ชิดและเหล่าอำนาจเก่าทั้งหลาย ไม่ใช่คนประเภทจัดการได้ง่าย ๆ คนเหล่านี้แม้มีความผิด แต่ก็ทำตัวเฉกเช่นเดียวกันกับที่ไท่หวงไท่โฮ่วทำคือแสร้างทำเป็นไม่รู้หรือไม่ยอมรับ แผนการใหม่จึงต้องบุกไปถึงแหล่ง แม้ว่านั่นจะอันตราย แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ในเมื่อไม่ยอมรับความผิดก็จับให้ได้คาหนังคาเขา เพราะหากไม่ตัดแข่งขาของไท่หวงไท่โฮว่ก็ไมมีวันที่จะพานางลงมาจากอำนาจที่นางถืออยู่ได้ เพราะบุญคุณต่างตอบแทน สิ่งที่นางทำให้เหล่าขุนนางพวกนั้น มีค่ามิใช่น้อย และพวกเขาก็ตอบแทนด้วยการภักดี และคอยช่วยเหลือดูแลนาง แต่เมื่อโค่นองครักษ์ ลำพัง สตรีในราชวังที่ไร้พิษสงก็คงจัดการได้ไม่ยากฮ่องเต้วางพระหัตถ์บนแผนผัง“เราต้องเปิดโปงกลุ่มขุนนางที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังไท่หวงไท่โฮว่ให้ได้ไม่เช่นนั้น แผ่นดินจะถูกบ่อนทำลายจากภายใน”เจิ้งซูเฟยจ้องมองอ
บทที่ 48 ดาบคำพูดในท้องพระโรงเสียงซุบซิบในท้องพระโรงเงียบลง เมื่อการปะทะเมื่อครู่สิ้นสุดทุกสายตาจับจ้องไปที่เจิ้งซูเฟยและไท่หวงไท่โฮว่ ที่เดินจากไปบรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดันและความคาดหวัง กับคนทั้งสอง ไม่ว่าจะจากฝั่งไหน ก็ล้วนอยากให้คนของตนชนะคนจากอีกฝ่าย เจิ้งซูเฟยเอ่ยน้ำเสียงแหลมและดังพอให้คนที่เพิ่งเดินออกไปได้ยิน“หากความจริงถูกปิดบัง จะมีใครเหลือที่ยืนอยู่ในแผ่นดินนี้อีกเล่า ข้าจะไม่ยอมให้ความยุติธรรมถูกกลบฝังด้วยเงื้อมมือของอำนาจ!” เจิ้งซูเฟยพูดแม้จะรู้ว่าคำนั้นคงไม่อาจจะถึงคนที่เพิ่งเดินออกไปแล้ว เพราะก่อนหน้าพระนางก็นิ่งเฉย แต่คำพูดเหล่านั้นมันกลับติดอยู่ในใจของเหล่าขุนนาง ไท่หวงไท่โฮว่ที่เดินยังไม่พ้นโถงกลับได้ยินทุกคน พระนาง หันกลับมาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่แฝงด้วยแรงอาฆาต“เจ้าคิดว่าการกลับมาของเจ้า จะทำให้ราชวงศ์สงบสุขได้จริงหรือ หรือเป็นเพียงการบ่อนทำลายความมั่นคงที่เราสร้างมาเป็นเวลานาน ความยุติธรรม และความจริงที่เจ้าเรียกหา ทำเพื่อชาวประชาจริงหรือ หรือเพียงแค่อยากแสดงบทคนดีเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้ล้างมลทินที่เจ้าเป็นคนก่อเอง ”“ข้าเป็นคนก่อหรื
บทที่ 47 ใต้เงาของราชบัลลังก์ฮ่องเต้ทรงนั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์ การพบเจอกับไท่หวงไท่โฮ่ว ทำให้เขาคิดอะไรได้บางอย่า งแต่มันไม่ใช่การอ่อนข้อหรือยอมแพ้ เขาแค่ไม่เข้าใจ จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่เข้าใจว่าตนเองผิดอะไร แสงเทียนสาดส่องเงาอันนุ่มนวลบนพระพักตร์ ที่หมองเพราะความรู้สึกที่สับสน เสียงฝีเท้าของเจิ้งซูเฟยดังขึ้นอย่างเบา ๆ อีกฝ่ายขยับมายืนใกล้กับชายที่ครุ่นคิด ก่อนเจิ้งซูเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงความหมาย“ฝ่าบาท… แผนการทุกอย่างแม้จะซับซ้อนเพียงใด ก็ไม่อาจปิดบังความจริงในใจของเราได้ หากพระองค์ยังไม่พร้อม ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งซูเฟย… ความจริงบางอย่างอาจหนักหน่วงเกินกว่าจะรับไว้ได้โดยง่าย แต่เมื่ออยู่ตรงนี้ข้าต้องรับเอาไว้ให้ได้ทุกอย่าง ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้เป็นอะไร ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”เจิ้งซูเฟยก้าวเข้ามาใกล้“ข้าเข้าใจ… แต่ถ้าไม่เริ่มต้นวันนี้ เราจะไม่มีวันก้าวผ่านเงามืดนั้นได้เลย”“ข้าไม่ได้อยากรอ เพียงอยากให้เวลาขยับเร็วขึ้นอีกนิด เพราะสุดท้ายแล้ว ข้าเองก็อยากเห็นผลของมันพอ ๆ กับที่อยากจะรู้ว่ามันจะจบเมื่อใด” ไท่หวงไท่โฮว่ทรงนั่งอยู่กับขุนนางคนสนิ
บทที่ 46 เงื่อนงำในเงามืดไท่หวงไท่โฮว่ทรงนั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์พระพักตร์เรียบเฉยแต่สา พระเนตรแฝงด้วยความเจ้าเล่ห์ พระนางทรงส่งสัญญาณให้ขันทีและขุนนางที่ไว้ใจเข้าพบแม้รู้ว่านางกำลังถูกต้อนจนจนมุมแล้ว แต่คนเช่นนางไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ และนางจะไม่แพ้ ตรามใดที่ยังหายใจ นางจะไม่ยอมให้ใครเป็นคนกำหนดสิ่งที่นางคาดและคิดเอาไว้แล้ว ไท่หวงไท่โฮว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา และในแววตาก็แอบ ตัดพ้อ“แม้ฮ่องเต้จะไม่อยู่ฝ่ายพวกเรา แต่หมากการะดานนี้ยังไม่จบง่าย ๆ เจิ้งซูเฟยคิดว่าตนจะชนะ แต่ข้าจะใช้ทุกวิถีทาง เพื่อให้บัลลังก์ยังคงเป็นของข้าและผู้ที่ข้าเลือก” นางไม่เคยแต่งงานเพื่อความรัก และก็ไม่เคยมีชีวิตอยู่เพื่อความรัก ทุกสิ่งอย่างที่นางทำถูกกำหนดความคำที่นางบัญญัติขึ้นเพื่อความพอใจของนางเอง ทุกอย่างจะต้องเหมาะสมในสายตานาง และตอนนี้ฝ่าบาทที่เชื่อฟังแต่สตรีผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับบัลลังก์เลยแม้แต่น้อยขันทีคนสนิทรับคำสั่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความระแวดระวังเจิ้งซูเฟยนั่งกับขุนนางใกล้ชิดพวกเขากำลังวางแผนรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากฝ่ายไท่หวงไท่โฮว่เจิ้งซูเฟยมองไปยังเอกสารในมือ“ข้าจ







