INICIAR SESIÓNบรรยากาศภายในห้องชุดขนาดกะทัดรัดมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดไฟริมถนนที่ลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นห้อง ทีใช้เท้าดันบานประตูให้ปิดลงพร้อมกับระบบล็อกที่ทำงานอัตโนมัติ สองแขนแกร่งยังคงโอบประคองร่างบอบบางที่อ่อนปวกเปียกของนลินเอาไว้แน่น หญิงสาวทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงมาที่เขา ศีรษะทุยซบอยู่กับลาดไหล่กว้าง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอที่เจือกลิ่นค็อกเทลรสหวานยังคงรินรดอยู่ที่ซอกคอของชายหนุ่ม ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเขาทำงานหนักขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ทีพยายามกวาดสายตามองฝ่าความมืดเพื่อหาตำแหน่งสวิตช์ไฟ ทว่ามือเล็กของคนเมากลับขยุ้มคอเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปไหน หรือกลัวว่าเขาจะทิ้งเธอไว้กลางทาง ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดูปนหนักใจ เขาตัดสินใจกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น แล้วพยุงร่างของเธอเดินฝ่าความสลัวตรงเข้าไปยังห้องนอนที่เปิดประตูแง้มทิ้งไว้แทนที่จะเสียเวลาเปิดไฟข้างนอก
เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปรากฏอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางความมืดมิด ทีค่อยๆ ประคองร่างของนลินให้ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างระมัดระวังที่สุด ทันทีที่สัมผัสกับความนุ่มของฟูกสปริง หญิงสาวก็เอนตัวโงนเงนเตรียมจะล้มตัวลงนอนทั้งที่ยังแต่งตัวเต็มยศและสวมรองเท้าอยู่
“เดี๋ยวครับลิน นั่งก่อนนะ ถอดรองเท้าก่อนครับจะได้นอนสบายๆ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยปรามอย่างอ่อนโยน เขารั้งลาดไหล่บางเอาไว้ไม่ให้เธอล้มตัวลงไป
ชายหนุ่มย่อตัวลงคุกเข่าบนพื้นพรมตรงหน้าหญิงสาว แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟริมถนนที่ส่องลอดเข้ามาทำให้เขาพอมองเห็นใบหน้าหวานที่กำลังหลับตาพริ้มได้อย่างชัดเจน ทีเอื้อมมือไปจับที่ข้อเท้าเล็ก ค่อยๆ ปลดสายรัดรองเท้าส้นสูงของเธอออกอย่างเบามือ สัมผัสจากปลายนิ้วสากที่ลากผ่านข้อเท้าขาวเนียนทำให้คนเมาสะดุ้งน้อยๆ เปล่งเสียงครางอืออาในลำคอ แต่ก็ยอมปล่อยให้เขาจัดการถอดรองเท้าออกให้แต่โดยดี
เมื่อรองเท้าทั้งสองข้างถูกถอดออกและนำไปวางไว้ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ ทีก็ขยับตัวลุกขึ้นยืน เขาก้มลงมองผู้หญิงที่กำลังนั่งหลับตาโอนเอนไปมาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะนุถนอม ความรู้สึกสงสารปะปนกับความโกรธเคืองเจ้านายของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในอก แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือความต้องการที่จะปกป้องดูแลผู้หญิงคนนี้ ไม่ให้เธอต้องเผชิญกับความโหดร้ายของโลกภายนอกเพียงลำพังอีกต่อไป
“นอนนะครับคนเก่ง วันนี้ลินเหนื่อยมามากพอแล้ว พักผ่อนนะ”
ทีเอ่ยกระซิบเสียงนุ่ม ฝ่ามือหนาประคองเข้าที่ลาดไหล่บางทั้งสองข้าง ค่อยๆ ออกแรงรั้งให้ร่างของเธอเอนหลังลงไปสัมผัสกับความนุ่มของหมอนใบโต นลินขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหาท่าทางที่สบายที่สุด ชายหนุ่มเอี้ยวตัวไปดึงผ้าห่มผืนหนาที่พับอยู่ปลายเตียงขึ้นมาคลุมทับร่างของเธอจนถึงระดับอก เพื่อป้องกันความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่เขาเพิ่งเอื้อมมือไปกดเปิดเมื่อครู่นี้
จังหวะที่ทีโน้มตัวลงไปเพื่อจัดแจงผ้าห่มให้เข้าที่และคลุมมิดชิด ใบหน้าคมคายของเขาก็ลอยอยู่เหนือใบหน้าหวานเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่รินรดกันและกันในความเงียบสงัดของห้องนอน ชายหนุ่มชะงักงัน ราวกับถูกมนต์สะกดให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เขาทอดสายตามองแพขนตางอนยาวที่ทาบทับอยู่บนพวงแก้มใสซึ่งบัดนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ริมฝีปากบางที่เผยอขึ้นเล็กน้อยช่างดูเย้ายวนจนเขาต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เขาอยากจะประทับริมฝีปากลงไปเพื่อซึมซับความหอมหวานนั้น อยากจะกอดรัดร่างบอบบางนี้ไว้แนบกาย ทว่าสติสัมปชัญญะที่คอยย้ำเตือนว่าเธอไม่ได้สติและกำลังเมามาย ทำให้เขาต้องข่มกลั้นความปรารถนาทั้งหมดเอาไว้ ทีหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามดึงสติตัวเองกลับมา และเตรียมจะผละตัวลุกขึ้นยืนเพื่อเดินออกไปจากห้องนี้ก่อนที่ความยับยั้งชั่งใจของเขาจะขาดลง
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะขยับตัวถอยห่าง เปลือกตาบางของคนที่เขาคิดว่าหลับสนิทไปแล้วกลับค่อยๆ ปรือเปิดขึ้น
ดวงตากลมโตที่เคยสุกใส บัดนี้ฉ่ำปรือและชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้ง นัยน์ตาสีนิลของหญิงสาวสะท้อนแสงไฟสลัวในห้อง สบประสานเข้ากับนัยน์ตาคมกริบของชายหนุ่มที่ลอยอยู่เหนือใบหน้าของเธอพอดิบพอดี
ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ มีเพียงความเงียบที่โรยตัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ แต่กลับเป็นความเงียบที่ดังกึกก้องไปด้วยความรู้สึก เสียงหัวใจสองดวงเต้นประสานเป็นจังหวะเดียวกันดังก้องอยู่ในความเงียบนั้น แรงดึงดูดที่มองไม่เห็นราวกับแม่เหล็กต่างขั้วกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง ตรึงสายตาของพวกเขาให้ผสานกันแน่นจนไม่สามารถละสายตาไปมองสิ่งอื่นได้
เวลาเดินช้าลงราวกับมีใครไปกดปุ่มสโลว์โมชัน นลินจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงแค่ปลายจมูกกั้น ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่หมุนวนอยู่ในกระแสเลือดอาจทำให้ร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรง แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกลึกๆ ในใจที่เคยถูกปิดบังไว้ด้วยความขลาดกลัวและความหวาดระแวง ปรากฏชัดเจนขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขา
เธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร และรู้ใจตัวเองดีที่สุดว่าผู้ชายตรงหน้านี้มีความหมายต่อเธอมากแค่ไหน
“พี่ที...”
เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบที่ล่องลอยอยู่ในสายลม มือเล็กที่โผล่พ้นผ้าห่มขึ้นมา ค่อยๆ ยกขึ้นแตะลงบนสันกรามคมของชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า สัมผัสสากจากไรหนวดอ่อนๆ ที่ปลายนิ้วทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น
“ครับลิน พี่ยังอยู่ตรงนี้” ทีตอบรับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สัมผัสจากมือเล็กของเธอเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดไปทั่วร่าง เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปไหน กลัวว่าหากขยับเพียงนิดเดียว ช่วงเวลาแสนวิเศษนี้จะมลายหายไปเหมือนภาพลวงตา
“วันนี้ลินรู้สึกแย่มากเลยค่ะ...” นลินเอื้อนเอ่ยความรู้สึกในใจออกมาอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาฉ่ำปรือยังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงตาของเขา ไม่หลบหลีก “ลินคิดว่าโลกนี้มันช่างโหดร้ายและใจดำกับลินเหลือเกิน ลินเหนื่อยจนไม่อยากจะสู้กับอะไรอีกแล้ว...”
ชายหนุ่มรับฟังอย่างตั้งใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เห็นเธอต้องเผชิญกับความทุกข์ใจ ฝ่ามือหนาค่อยๆ เลื่อนไปกุมมือเล็กที่กำลังจับแก้มเขาเอาไว้หลวมๆ
“แต่พอ... พอพี่ทีมาหาลิน...” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามและสว่างไสวที่สุดเท่าที่ทีเคยเห็น “พอมีพี่ทีอยู่ข้างๆ โลกที่มันเคยมืดมิดของลิน มันก็กลับมาสว่างอีกครั้ง ทุกอย่างที่มันหนักอึ้ง มันดูเบาลงไปหมดเลย”
“ลิน...”
“ลินรู้สึกดี... รู้สึกดีมากๆ ที่มีพี่ทีอยู่ในชีวิต” นลินสารภาพความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างหมดเปลือก ไม่มีกำแพงความกลัวหรือความลังเลใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป “ลินรู้สึกปลอดภัยเวลาที่ได้คุยกับพี่ รู้สึกอบอุ่นเวลาที่พี่มองมา ลินรู้สึกดีกับพี่ทีนะคะ... รู้สึกดีมากๆ เลย”
คำสารภาพที่แสนบริสุทธิ์และจริงใจของหญิงสาว ทำเอาหัวใจของคนฟังพองโตจนแทบจะระเบิดออกมาจากอก ทีเลื่อนฝ่ามือหนาขึ้นมากอบกุมมือเล็กของเธอ ก่อนจะจรดริมฝีปากจุมพิตลงบนฝ่ามือนุ่มอย่างแสนรักและทะนุถนอม
“ลินรู้ไหม... ว่าพี่รอฟังคำนี้มานานแค่ไหน” ทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยจากความตื้นตันใจ นัยน์ตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ สื่อสารทุกความรู้สึกที่มีอยู่ล้นอกให้เธอได้รับรู้ “ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราคุยกัน ลินก็กลายเป็นความสบายใจเดียวของพี่ ท่ามกลางความวุ่นวายและความเครียดทั้งหมดในชีวิต พี่เฝ้ารอเวลาที่จะได้คุยกับลินทุกคืน และตั้งแต่ที่พี่ได้เจอลิน ได้เห็นรอยยิ้มของลิน... พี่ก็รู้ตัวเลยว่า พี่ไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้หายไปจากชีวิตพี่อีกแล้ว”
ชายหนุ่มขยับใบหน้าเข้าไปใกล้อีกนิด จนปลายจมูกของทั้งคู่สัมผัสกันเบาๆ ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว
“พี่ก็รู้สึกดีกับลินครับ รู้สึกดีมากๆ... พี่รักลินนะ”
สิ้นคำสารภาพรักที่แสนหนักแน่นและลึกซึ้ง กำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็สลายหายไปจนหมดสิ้น นลินหลับตาลง ปล่อยหยาดน้ำตาแห่งความสุขให้ไหลรินลงมาทางหางตา เผยอริมฝีปากขึ้นรับสัมผัสที่เฝ้ารอคอย
ทีไม่รอช้าอีกต่อไป เขาประคองใบหน้าหวานด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาบดเบียดริมฝีปากของเขาลงบนเรียวปากบางของเธออย่างนุ่มนวลและแผ่วเบา
มันไม่ใช่จูบที่ร้อนแรงหรือเต็มไปด้วยความหิวกระหายทางอารมณ์ แต่มันคือจูบที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก ความโหยหา และความรู้สึกดีๆ ที่ถูกถักทอและสะสมมาตลอดหลายเดือน ริมฝีปากหยักลึกค่อยๆ ขยับเม้มกลีบปากนุ่มอย่างเชื่องช้า ซึมซับความหอมหวานและส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้หญิงสาวได้รับรู้
นลินตอบรับจุมพิตนั้นด้วยความเต็มใจ สองแขนเล็กสอดขึ้นคล้องลำคอแกร่ง รั้งให้เขาลงมาแนบชิดยิ่งขึ้น รสชาติของความรักที่ผสมผสานกับกลิ่นค็อกเทลบางเบา ทำให้หัวใจของทั้งสองดวงเต้นประสานกันเป็นจังหวะที่งดงามที่สุด การไต่ระดับความรู้สึกดำเนินไปอย่างอ้อยอิ่ง ไม่เร่งรีบ แต่กลับสลักลึกลงไปในทุกอณูความทรงจำ ในค่ำคืนที่ความรู้สึกของคนสองคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
บรรยากาศภายในห้องชุดขนาดกะทัดรัดมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดไฟริมถนนที่ลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นห้อง ทีใช้เท้าดันบานประตูให้ปิดลงพร้อมกับระบบล็อกที่ทำงานอัตโนมัติ สองแขนแกร่งยังคงโอบประคองร่างบอบบางที่อ่อนปวกเปียกของนลินเอาไว้แน่น หญิงสาวทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงมาที่เขา ศีรษะทุยซบอยู่กับลาดไหล่กว้าง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอที่เจือกลิ่นค็อกเทลรสหวานยังคงรินรดอยู่ที่ซอกคอของชายหนุ่ม ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเขาทำงานหนักขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ทีพยายามกวาดสายตามองฝ่าความมืดเพื่อหาตำแหน่งสวิตช์ไฟ ทว่ามือเล็กของคนเมากลับขยุ้มคอเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปไหน หรือกลัวว่าเขาจะทิ้งเธอไว้กลางทาง ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดูปนหนักใจ เขาตัดสินใจกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น แล้วพยุงร่างของเธอเดินฝ่าความสลัวตรงเข้าไปยังห้องนอนที่เปิดประตูแง้มทิ้งไว้แทนที่จะเสียเวลาเปิดไฟข้างนอกเตียงนอนขนาดคิงไซส์ปรากฏอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางความมืดมิด ทีค่อยๆ ประคองร่างของนลินให้ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างระมัดระวังที่สุด ทันทีที่สัมผัสกับความนุ่มของฟูกสปริง หญิงสาวก็เอนตั
เข็มสั้นของนาฬิกาบนผนังออฟฟิศชี้บอกเวลาสองทุ่มตรง ทว่าบรรยากาศบนโต๊ะทำงานของนลินกลับมืดมนและหนักอึ้งราวกับพายุลูกใหญ่เพิ่งพัดถล่มลงมากลางใจ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีนั่งเหม่อมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยตัวเลขสถิติและกราฟวิเคราะห์ข้อมูลด้วยดวงตาที่แดงก่ำและรอยคราบน้ำตาที่เพิ่งเช็ดออกไปลวกๆวันนี้เป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ...โปรเจกต์วิเคราะห์การตลาดชิ้นสำคัญที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจทำมาตลอดสามเดือนเต็ม อดหลับอดนอนจนแทบไม่ได้พักผ่อน กลับถูก ‘พี่กิต’ หัวหน้าแผนกจอมฉวยโอกาส ชุบมือเปิบเอาไปพรีเซนต์ต่อหน้าบอร์ดบริหารว่าเป็นผลงานของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย ความเจ็บใจระลอกแรกยังไม่ทันจางหาย ซ้ำร้ายเมื่อตัวเลขบางจุดเกิดความคลาดเคลื่อนเพราะเขาไม่ได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกมาให้ดีพอ เขากลับพลิกลิ้นโยนความผิดทั้งหมดมาให้เธอต่อหน้าผู้บริหารระดับสูงกลางห้องประชุมที่เต็มไปด้วยสายตากดดันและเสียงตำหนิ นลินถูกต่อว่าอย่างหนักโดยที่ไม่มีโอกาสได้อธิบายความจริงแม้แต่คำเดียว เมื่อเธอพยายามจะอ้าปากชี้แจง พี่กิตก็ใช้อำนาจหน้าที่และวาทศิลป์ตัดบท ทำให้เธอกลายเป็นพนักงานไร้ความรับผิดชอบในสายตาทุกคนความย
แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟแชนเดอเลียร์สไตล์วินเทจ ส่องกระทบแก้วคริสตัลบนโต๊ะไม้โอ๊กจนเกิดประกายวิบวับ เสียงแซกโซโฟนที่บรรเลงเพลงแจ๊สจังหวะเนิบนาบเคล้าคลอกับเสียงพูดคุยเบาๆ ของผู้คนภายในร้านอาหารกึ่งบาร์ย่านเอกมัย บรรยากาศรอบตัวช่างดูโรแมนติกและผ่อนคลาย ทว่านั่นไม่ได้ช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจ ‘นลิน’ สงบลงได้เลยแม้แต่น้อยหญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีนั่งหลังตรงแน่วอยู่บนเบาะหนังสีเข้ม มือเล็กทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ วันนี้เธอเลือกสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีเบจทับด้วยคาร์ดิแกนสีครีมบางๆ ที่ดูไม่เป็นทางการจนเกินไป แต่ก็ยังขับเน้นผิวขาวเนียนและเรือนร่างบอบบางให้ดูน่ามอง ใบหน้าที่มักจะแต่งแต้มเพียงเครื่องสำอางบางๆ สำหรับไปทำงาน วันนี้ถูกแต่งเติมอย่างประณีตเพื่อให้ดูสดใสและมีชีวิตชีวาที่สุด นลินยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็กเวลาเป็นรอบที่สิบ... ห้าโมงห้าสิบห้านาที อีกเพียงห้านาทีก็จะถึงเวลานัดหมาย‘ใจเย็นๆ สิแก แค่มากินข้าวกับคนคุยเอง ไม่ได้มาสัมภาษณ์งานสักหน่อย’นลินพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความประหม่าที่ตีตื้นขึ้นมาจนถึงลำคอ เธอจินตนาการภาพ ‘พี่ที’ ไปสารพัดรูปแบบ จากรูปโปรไฟล์ที่เห็นแค่ส
นิ้วหัวแม่มือของนลินชะงักค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์บนหน้าจอสมาร์ตโฟน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะราบเรียบกลับสูบฉีดแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอจ้องมองข้อความทักทายแรกจากผู้ชายที่ชื่อ ‘Tee’ ซ้ำไปซ้ำมา‘ดึกป่านนี้แล้ว เพิ่งเลิกงาน หรือว่ากำลังนั่งปั่นงานอยู่เหมือนกันครับ?’มันไม่ใช่ประโยคจีบสาวที่หวือหวาหรือดูพยายามจนเกินพอดี แต่มันคือคำถามที่แฝงไปด้วยความใส่ใจและเดาสถานการณ์ของเธอได้อย่างแม่นยำ นลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมความตื่นเต้นเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นในช่องท้อง ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปL: ทั้งสองอย่างเลยค่ะ เพิ่งเคลียร์งานหลักเสร็จ แล้วก็กำลังปั่นงานเสริมต่อค่ะ คุณทีล่ะคะ?เธอเลือกที่จะใช้คำสุภาพและเว้นระยะห่างไว้นิดหน่อยตามประสาคนเพิ่งเคยคุยกันครั้งแรก แต่เพียงแค่กดส่งไปไม่ถึงสิบวินาที ข้อความของอีกฝ่ายก็ขึ้นสถานะ ‘อ่านแล้ว’ พร้อมกับสัญลักษณ์จุดไข่ปลาสามจุดที่กำลังเต้นดุ๊กดิ๊ก บ่งบอกว่าเขากำลังพิมพ์ตอบกลับมาในทันทีTee: ผมเพิ่งเคลียร์เอกสารของวันนี้เสร็จครับ มนุษย์ออฟฟิศสู้ชีวิตเหมือนกันสินะครับเนี่ย ว่าแต่ให้ผมเรียกว่าคุณแอลตามชื่อโปรไฟล์เลยไหมครับ? หรือว่ามีชื่ออื่นให้ผมเรียกเป็นสิทธ
เข็มสั้นของนาฬิกาแขวนผนังชี้ไปที่เลขสอง ในขณะที่เข็มยาวกำลังจะแตะเลขสาม บ่งบอกเวลาตีสองสิบห้านาทีท่ามกลางความมืดมิดของห้องชุดขนาดกะทัดรัดใจกลางเมือง มีเพียงแสงสว่างจ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปที่สาดส่องกระทบใบหน้าของ ‘นลิน’ หญิงสาววัย 24 ปี ที่กำลังนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเก่ง ดวงตากลมโตภายใต้แว่นตากรองแสงสีฟ้าจ้องเขม็งไปยังกราฟและตัวเลขบนหน้าจอไม่ใช่ตัวเลขสถิติจากงานประจำในตำแหน่งนักวิเคราะห์ข้อมูลที่เธอทำอยู่ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่เป็นแดชบอร์ดสรุปยอดขายรายตอนและอีบุ๊กบนแพลตฟอร์มนิยายยอดฮิตนลินขยับเมาส์เลื่อนดูผลงานที่เรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือดิจิทัลของเธอด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจลึกๆ ภายใต้นามปากกา ‘ลานิน’ ที่ตอนนี้กลายเป็นชื่อที่ติดท็อปชาร์ตและมีแฟนคลับคอยซัพพอร์ตอย่างเหนียวแน่น รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากเมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับหน้าปกนิยายเรื่องแรกในชีวิตอย่าง ‘รักร้ายในคืนลวง’เธอจำได้ดีว่าตอนที่กดปุ่มเปิดเรื่องครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน เธอตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ นั่งรีเฟรชหน้าจอทุกๆ ห้านาทีเพียงเพื่อจะพบว่ามียอดคนอ่านเพียงแค่หลักสิบเท่านั้น แต่หลับสิบในวันนั้น กลับเป็นเหมือ







