Mag-log in“ลงมือได้แล้วจัดการกับเจ้าคนสวมหน้ากาก และลู่เยว่ฉีให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นพวกเราจะทำงานกันลำบากอย่างแน่นอน”ผู้นำมือสังหาร สั่งการเสียงกร้าว เมื่อเห็นฝีมือของเด็กสาวที่ดูจะมิธรรมดาอย่างที่พวกเราเห็นในคราแรก ‘ร้ายกาจมิเบาลู่ฉางเอิน เจ้าให้บุตรสาวเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้ แต่ข้ามิเชื่อว่านางจะรอดจากน้ำมือของพวกข้าได้ รอรับศพบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าได้เลย’“ขอรับ”คนชุดดำที่เหลือทั้งหมด เปลี่ยนจากลอบโจมตีเป็นบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะทำให้คนที่หลบอยู่ตั้งตัวมิทัน แต่ทุกคนคาดการณ์ผิดเมื่อลูกธนู กลับพุ่งออกมาจากด้านในอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว และแฝงด้วยไอสังหารมิแพ้พวกเขาในตอนนี้เยว่ฉีใช่ความเร็วในการยิง พร้อมทั้งวิ่งสลับตำแหน่งไปมา โดยมีผู้คุ้มกันคอยช่วยเหลือ อยู่ข้าง ๆเพื่อชะลอการจู่โจมเอาไว้ก่อนเฉินเซียนกดไหล่ของอ๋องสิบแปดเอาไว้หลังต้นไม้ ด้านหลังของทั้งสองยังมีองครักษ์ส่วนพระองค์คอยคุ้มกันอีกชั้นเฉินเซียนถนัดการใช้ทวนมากที่สุด แต่ในป่าเช่นนี้มิเหมาะที่จะนำติดตัวมาด้วย ทำให้เขาต้องอาศัยการต่อสู้แบบประชิดซึ่งมิใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด แต่ที่เขากังวลอยู่ตอนนี้คือคนที่อย
เซียวเหยายังคงอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ด้วยความตกตะลึง ส่วนคนที่เหลือ ต่างเกิดความโกลาหลเมื่อม้าต่างตกใจ ยกขาสูงเพราะถูกดึงบังเหียน ให้หยุดกะทันหันบรรดาผู้อารักขาต่างรีบ ลงจากม้าเข้าช่วยผู้เป็นนาย องค์ชายหรงเทียนที่อยู่ใกล้กับลู่เยว่ฉี ได้คว้าจับแขนกลมกลึงเอาไว้ได้ทันก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้มานั่งอยู่ด้านหน้าตน บนม้าตัวเดียวกับเขา หากมิหันไปมอง คนที่เอาแต่กัดริมฝีปาก ที่มิยอมร้องขอความช่วยเหลือ จากผู้ใดเช่นสตรีคนอื่นแบบนาง คงได้พิการจากการตกหลังม้าอย่างแน่นอน“ถ้าเจ้าคิดจะร้อง ขอความช่วยเหลือ ออกมาบ้างก็ไม่มีผู้ใดว่าเจ้าหรอกนะ สตรีไร้สามารถ” องค์ชายหรงเทียน ได้ตำหนิหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่มิจริงจังนัก“ขะ….ข้า...แล้วอย่างไรละไยทรงไม่ปล่อยข้าตกลงไปเสียเลยเล่า”ลู่เยว่ฉียังไม่หายตกใจ จึงแกล้งตัดพ้อคนที่กำลังโอบร่างของนางเอาไว้“ปากดี! หากเจ้าตกลงไป รู้ไหมจะทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนแค่ไหน รวมถึงข้าที่ต้องตบแต่งเจ้า...เอ้ย! ข้าหมายถึงโดนตำหนิ” องค์ชายน้องพลั้งเผลอ เอ่ยสิ่งที่อยู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยมิได้ตั้งใจ“…..”หรงเทียนแอบทอนหายใจเบา ๆ เขาตกใจมากจนสติแทบหลุด ตอนที่ม้าย
“เก่งมากคุณหนูลู่ ฝีมือดีมิแพ้บิดาเจ้าเลยสักนิด”ท่านอ๋องสิบแปดเอ่ยชมเด็กสาว ที่ตอนนี้ยิ้มแต้ส่งให้แก่ทุกคน ก่อนจะหันไปไหวไหล่ให้แก่คู่ปรับของตนเอง ซึ่งองค์ชายเสวี่ยนหรงเทียน ทำเพียงเบะปากตอบนางเท่านั้น โดยที่หญิงสาวมิทันสังเกตเห็นแววตาเป็นประกาย ที่พาดผ่านดวงตาขององค์ชาย ทว่ามันกลับไม่รอดสายตาของพี่ชายทั้งสองของนางไปได้“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันเผอิญโชคช่วยมากกว่าเพคะ”ลู่เยว่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส และยังคงมีท่าทางเสมือนเด็กได้ของเล่นที่ถูกใจ ซึ่งสำหรับทุกคนนั้นช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยกเว้น...เขาองค์ชายผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยังเยาว์ จนถึงทุกวันนี้“มันโชคดีจนน่าแปลกใจมากกว่า เสด็จอาว่าจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ในที่สุดองค์ชายหลงเทียนก็ได้เอ่ยขึ้น เมื่อเขารู้สึกคลางแคลงใจกับเรื่องนี้ เขามั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องมีสิ่งผิดปกติ มิเช่นนั้นแล้ว...กวางตัวนี้ต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน“อย่างไรรึหรงเทียน อามิเห็นว่าจะมีอันใดที่ดูผิดปกติสักอย่าง เจ้าเป็นบุรุษ จงมีน้ำใจของนักกีฬาให้มาก ยังมีสัตว์ป่าอีกหลายตัวที่รอให้เจ้าพิสูจน์ฝีมือ ครั้งนี้เจ้าอาจพลาด แต่ทว่ามันยังมีครั้งหน้าอยู่อีก อย
เสวี่ยนเซียวเหยาตำหนิชายหนุ่มอยู่ในใจ ยิ่งมองหน้าสาวน้อยเยว่ฉีที่อมยิ้มน้อย ๆ กับชายคนนั้น เขาก็อดคิดถึงใครบางคน เมื่อหลายปีก่อนมิได้ มือเรียวจะเลื่อนไปลูบตรงอกเสื้อ เพื่อสัมผัสบางอย่างที่เขาพกติดตัวตลอดเวลา มิเคยให้ห่างกายเลยสักครั้ง‘ไยท่านหายไปเลย หรือท่านรู้แล้วว่าข้าคือผู้ใด’ความรู้สึกที่แอบซ้อนมาตลอดนั้น บางครั้งก็ทำให้เขาอึดอัดมิน้อย แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อใจของเขานั้น ได้ถวิลหาเพียงคนที่มอบจูบแรกให้แก่เขาเมื่อหลายปีก่อนยิ่งนานวันเข้า เขายิ่งมิคิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับหญิงงาม ที่พระเชษฐาทรงแนะนำให้ ในตำหนักอ๋องไร้ซึ่งสนมนางใน ทรงรักการอยู่แบบสงบ มิฝักใฝ่เรื่องเช่นนั้นเพราะใจของเขานั้น รอใครบางคนอยู่ และเขาเองก็อยากจะพิสูจน์เช่นกัน ว่าแท้ที่จริงแล้ว เขาคิดกับคนผู้นั้นอย่างไร แล้วอีกฝ่ายจะคิดเช่นไรกับเขา เมื่อรู้ว่าแท้ที่จริงเขาคือใคร เสวี่ยนเซียวเหยารู้สึกเจ็บแปลบอยู่กลางอก เมื่อนึกถึงว่าหากเจ้าของหยกม่วงลืมเลือนเขาไปแล้วจริง ๆ มันรู้สึกจุกจนหายใจแทบไม่ออก เลยทีเดียว...ลู่เฉินเซียนชักม้ากลับไปหาผู้นำกลุ่ม ด้วยใบหน้าเรียบตึง พอ ๆ กับคนที่หันหน้ากลับไปยังป่า ที่จะทำการล่าต่อ โดยที
ครึ่งชั่วยามต่อมาเมื่อเข้าสู่เขตป่า ลู่ฉงได้รับหน้าที่พาทหารออกต้อนสัตว์ป่า ส่วนลู่เฉินเซียนทำหน้าที่ คอยอารักขาใกล้ชิดเจ้านายทั้งสาม พร้อมองครักษ์ส่วนพระองค์อีกบางส่วน รวมทั้งคนติดตามของคุณหนูลู่เยว่ฉี อีกสองคนลู่เฉินเซียนอดมิได้ ที่จะคอยชำเลืองมอง คนที่นั่งบนหลังม้าเคียงข้าเขาในตอนนี้ และแน่นอนว่าเขารู้สึกขุ่นเคือง กับความดื้อรั้นของอ๋องสิบแปดผู้นี้นัก ด้วยก่อนหน้าที่จะมาถึงตรงนี้ เขาได้เอ่ยทัดทานอีกฝ่าย ว่ามิควรอยู่ตรงนี้ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่คำตอบที่ได้รับ ทำให้เขาเองถึงกับพูดมิออกเช่นกัน‘เจ้ารู้จักข้าดีแล้วหรือ ถึงได้คิดว่าคนเช่นข้า อ่อนแอถึงเพียงนั้น’ใช่แล้ว...เขามิเคยรู้จักอ๋องสิบแปด เสวี่ยนเซียวเหยามาก่อนเลย จึงมิรู้ว่าเด็กหนุ่มหน้าหวานดุจสตรีเช่นนี้ จะหยิ่งผยองเกินกว่าที่คิดไปมากทีเดียว ‘สักวัน...เจ้าต้องเจอดีเข้าจนได้ ต่อให้เจ้าเป็นน้องชายฮ่องเต้ ก็มิได้หมายความว่าร่างกายเจ้า จะแข็งดุจเหล็กกล้าเสียเมื่อไหร่กัน’ ชายหนุ่มได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจใบหน้าหล่อเหลาที่ช่วงครึ่งบนของวงหน้า ที่ได้ปิดบังด้วยหน้ากากเสือดำ มองเห็นเพียงเรียวปากหยักที่ยังยกยิ
“ฮ่าๆ”สามพี่น้องแอบนินทาน้องสาวที่ตอนนี้ ได้นั่งในฐานะตัวแทนสกุลลู่ เด็กสาววัยสิบห้า นางเป็นลูกหลงของพ่อแม่ ด้วยอายุห่างจากพี่ชายคนเล็กถึงสิบปี ทำให้นางไม่เคยถูกขัดใจจากทั้งสามเลยลู่เยว่ฉีแอบชำเลืองมองชายหนุ่ม ที่สวมหน้ากากพยัคฆ์ทั้งสาม ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ นางเมื่อยจะตายอยู่แล้ว ที่ต้องนั่งปั้นหน้าวางท่า เป็นบุตรีที่เพียบพร้อม ทั้งที่ความเป็นจริง นางอยากจะถอดชุดรุ่มร่ามสีหวานนี่ออกเต็มทีแล้วทุกคนเงียบเสียงลงในทันที เมื่อบุรุษในชุดมังกร ก้าวเข้ามาในลานพร้อมด้วยสตรีผู้เป็นคู่บารมี ทุกคนได้ยืนขึ้นทำความเคารพ กันอย่างพร้อมเพรียง การล่ากำลังจะเริ่มแล้ว“ทุกท่านเชิญตามสบาย วันนี้เป็นวันที่เราทุกคน มาเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่าได้มากพิธีไป”ฮ่องเต้เอ่ยขึ้น หลังจากเข้านั่งประจำที่ของตนเองแล้ว สายตามังกรกวาดมองไปรอบบริเวณ เพื่อดูเหล่าผู้มาแข่งขันในครั้งนี้“ขอบพระทัยฝ่าบาท”ทุกคนเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพียง โดยมิต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า ถึงคำพูดใด ๆ เป็นที่รู้กันดี ว่าฮ่องเต้ชอบความเรียบง่าย ยิ่งเวลานี้ออกมาอยู่นอกเขตวังหลวง ยิ่งทรงสั่งห้ามพิธีการต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องยุ่งยาก การออกล่า
เจ็ดปีต่อมา ณ เมืองฉางกวง ในการแข่งขันล่าสัตว์ ของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนาง ได้จัดขึ้นยังป่าในเขตเมืองฉางกวง ครั้งนี้แม่ทัพลู่ฉางเอินไม่ได้เข้าร่วม ในการอารักษ์ขาฮ่องเต้ แต่เขาได้ส่งบุตรชายทั้งสาม ให้มาทำหน้าที่แทนอย่างลับๆ ซึ่งมีเพียงฮ่องเต้ และองครักษ์คนสนิทเท่านั้นที่รู้ ว่าทั้งสามท
“ปู่ก็คิดถึงเจ้ามากเช่นกัน ว่าแต่นี่...เด็กดี เจ้าผอมลงหรืออย่างไร ทำไมตัวถึงเบาหวิวเช่นนี้กัน”ชายชราเอ่ยเย้าหลานสาว กึ่งประชดคนที่กำลังเดินมา ก่อนจะพาร่างกลมในอ้อมแขน หมุนตัวอยู่หลายรอบ ชายสูงวัยยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ของหลานสาวเพียงคนเดียว “แก่แล้วมิเจียมสังขาร เ
“ข้ามิเคยพบคุณชายสามสกุลลู่เลยหรือ”อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทางครุ่นคิด เขายอมรับว่ามีหลายสิ่งอย่าง ที่คล้ายจะจดจำได้ ทว่าพอตั้งใจนึกให้ออก หัวของเขาก็ราวกับจะระเบิดออกมาเสียอย่างนั้น“คุณชายสามสกุลลู่ มิชอบการสังสรรค์ จึงไม่ค่อยได้มาร่วมงานเลี้ยงในเมืองหลวงเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ และส่วนมากเขาจะใช้ชีวิตอ
แม้บุตรชายจะพูดเพียงแค่ว่า ‘แม้นางจะเกิดจากความผิดพลาดของข้า กับมารดาของนาง แต่หลันเอ๋อ์คือของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับข้า’ แต่สำหรับสกุลลู่แล้ว หลันฮวายิ่งกว่าของขวัญล้ำค่า เพราะนางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียว ของจวนแม่ทัพแดนใต้ ที่มีเขาเป็นประมุขถ้าเป็นลูกหลานของพี่ชายน้องชายของเขานั้น เขามินับว่าสำคัญเพรา

![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





