เข้าสู่ระบบไยภรรยาเจ้าเมือง จึงเอาความคิดคร่ำครึนั่นมาทำร้ายลูกตัวเอง เรื่องนี้คงต้องจัดการเสียใหม่ หาไม่แล้วเด็กสาวอีกมาก ต้องตกที่นั่งลำบากไปจนวันตาย
“ลูกรัก เจ้ามิต้องทำเช่นนั้นเลย เข้าใจหรือไม่ ดูท่านอาเยว่ฉี ท่านย่าของเจ้าสิ มีผู้ใดทำแบบนั้นกัน สตรีที่จะมีค่า ต้องเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด เพียงเจ้ามิเป็นคนเลว นั่นก็ดีมากแล้วรู้หรือไม่ ฮูหยินท่านเจ้าเมืองนางวิปลาสไปแล้ว หากเลี่ยงที่จะพบปะนางได้ ย่อมเป็นการดีเข้าใจหรือไม่”
เฉินเซียน ข่มกลั้นความไม่พอใจสตรีผู้นั้นเอาไว้ในใจ สักวันเขาจะสั่งสอนนางให้หลาบจำ ที่กล้ามาว่าบุตรสาวของเขาไร้ค่า เพราะเขารู้ดีอย่างไรเล่าว่าบุตรสาวในสกุลใหญ่จะต้องพบเจอสิ่งใดบ้าง
เขาจึงหอบลูกหนีมาอยู่ถึงชายแดน บิดามารดาของเขาเลี้ยงน้องสาวของเขาโดยให้อิสระแก่นาง เขาก็ทำเช่นเดียวกับบิดา ‘ไยลูกข้าต้องเหมือนผู้อื่น ต่อให้นางไร้สามีนางก็มิมีวันอดตาย’
“จริงนะเจ้าคะท่านพ่อ หลันเอ๋อร์มิต้องทรมานตนเองเช่นนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เด็กน้อยยังคงมีสีหน้ากังวลอยู่มาก นับตั้งแต่วันนั้น เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน นางก็ได้สอบถามกับท่านย่าซีเหนียง ถึงสิ่งที่ได้รับรู้มา ซึ่งคำตอบก็มิได้กระจ่างชัดเท่าใดนัก ด้วยคำตอบของท่านย่านั้น บอกเพียงว่าทุกอย่างขึ้นที่คุณหนู จะเป็นผู้เลือกมันด้วยตนเองเท่านั้น
“เด็กดี ไม่ว่าเจ้าจะร่ายรำมิเป็น ทำอาหารไม่เก่ง หรือเล่นดนตรีไม่ได้ ขอแค่ลูกพ่อดูแลตัวเองได้ มิเป็นภาระของผู้ใดยามไร้บิดาผู้นี้ ไม่รังแกหรือดูหมิ่นคนที่ด้อยกว่าเจ้า แค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้ว สำหรับเจ้าเข้าใจไหม”
เฉินเซียนยอมให้ลูกฝึกฝนการต่อสู้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องบีบบังคับบุตรสาว ให้ทำทุกอย่างเช่นบุตรสาวตระกูลใหญ่ ที่หวังเพียง เป็นที่ต้องตาบุรุษผู้มีอำนาจ หรือเข้าวังเป็นสตรีของมังกร ดอกไม้ที่เบ่งบานในแจกัน หรือจะสู้ดอกไม้ ที่เบ่งบานอยู่บนกิ่งก้านของตนเอง
“หลันเอ๋อร์เชื่อฟังท่านพ่อเจ้าค่ะ”
เด็กน้อยใช้จมูกชนแก้มสากของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะกอดรอบลำคอแกร่งของบิดาอีกครั้ง เสียงหัวเราะของสองพ่อลูก สร้างรอยยิ้มให้แก่ทุกคนภายในบ้านบนเขาหลังหลังเล็กนี้เสมอ
สองวันถัดมา ณ ค่ายทหารชายแดนใต้
ภายในกระโจมพักของแม่ทัพลู่ฉางเอิน เวลานี้เขากำลังนั่งจิบสุรากับรองแม่ทัพลู่ฉง ผู้เป็นบุตรชายคนรอง พร้อมนายกองทั้งสี่ และทั้งหมดกำลังต่างถกเถียงกัน เรื่องทำศึกกับแคว้นเหลียวอย่างออกรส
แม้พวกเขาทุกคนจะเหมือนไม่อาทรร้อนใจ และพูดจากันโผงผางเสียงดัง ทว่านี่เป็นเพียงเปลือกนอก ซึ่งเป็นเช่นนี้อยู่ตลอด ในยามมีการประชุมกัน
ทำให้สายข่าวจากต่างแคว้น ไม่เคยล่วงรู้เนื้อหาที่แท้จริง เกี่ยวกับแผนการรบ ของกองทัพสกุลลู่เลยสักครั้ง เพราะครั้งใดผู้นำทั้งหลายก็จะทะเลาะกัน หรือไม่ก็ดื่มสุราจนเมามาย หาสาระและข้อสรุป เพื่อไปแจ้งแก่นายตนมิเคยได้เลย ถึงได้ไป...ก็มิใช่อย่างที่คาดเดาสักหน
“เรียนท่านแม่ทัพ มีสาสน์ด่วนจากวังหลวงขอรับ” เสียงรายงานของทหารด้านหน้ากระโจม ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง
“เข้ามา”
แม่ทัพใหญ่ลู่ฉางเอิน เอ่ยปากอนุญาตในทันที เมื่อได้ยินคำว่าวังหลวง เพียงครู่เดียว ม่านกระโจมได้ถูกเปิดออก ก่อนร่างสูงของทหารที่เป็นผู้นำสารได้ก้าวเข้ามา
นายทหารได้นำสาสน์ ไปยื่นส่งให้แก่ผู้นำของตน ลูกฉางเอินรีบยื่นมืออกไปรับอย่างร้อนใจ ถ้าเป็นสารจากที่อื่น เขาคงมิรู้สึกเช่นนี้เป็นแน่ แต่คำว่าวังหลวง ราวกับเปลวเพลิงที่รนก้นเขา ให้ร้อนอยู่ตลอดเวลา
เมื่อรับซองผ้าลวดลายคุ้นเคยมาไว้ในมือ แม่ทัพใหญ่ได้รีบเปิดออกดู ก่อนจะนำกระดาษชั้นดี ออกมาคลี่อ่านในทันที เพียงครู่เดียว ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ ถึงกับแปรเปลี่ยนไปหลากหลายอารมณ์ จนยากจะคาดเดา ว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไรอยู่ในขณะนี้
“ท่านแม่ทัพใหญ่ มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือขอรับ”
นายกองเยว่หลี่ เอ่ยถามเป็นคนแรก หลังจากผู้นำของตนได้พับกระดาษในมือเอาไว้แล้ว แต่ยังคงเงียบงันอยู่มิเอ่ยสิ่งใดออกมา หรือว่าเรื่องนี้ พวกเขามิอาจล่วงรู้ได้กัน
หากเป็นเช่นนั้น ไยมิกล่าวสิ่งใดออกมาสักคำเล่า ลู่ฉางเอิน กวาดสายตามองทุกคน ด้วยความรู้สึกหนักใจ เรื่องนี้นับว่าสำคัญยิ่งนัก และบางครั้งความรู้สึก ก็สามารถอยู่เหนือหน้าที่ได้เช่นกัน
“แม่ทัพจ้าวตงชินบาดเจ็บสาหัส กุนชือหยางหม่าถูกสังหาร ฝ่าบาทต้องการกุนซือคนใหม่ เพื่อเดินทางไปยังชายแดนทิศเหนือ เพื่อช่วยเหลือท่านอ๋องสิบแปด เพื่อไปทำหน้าที่นำทัพต้าน ศัตรูแทนแม่ทัพจ้าวตงซิน”
ทุกคนมองผู้นำของตน ด้วยสายตามีคำถาม ยิ่งเห็นท่าทางลำบากใจของแม่ทัพผู้มีแต่รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะอยู่มิเคยขาด ยิ่งทำให้พวกเขาพลอยร้อนใจไปด้วย
“ต้องการกุนซือ เพื่อเดินทางไปพร้อมท่านอ๋องสิบแปด ในเมืองหลวงมีมากมาย ไยท่านแม่ทัพต้องทำท่าทางหนักใจปานนั้นเล่าขอรับ การแจ้งข่าวก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว นอกจากว่าคนที่ฝ่าบาทต้องการจะอยู่ที่นี่ หรือว่า...”
เป็นรองแม่ทัพลู่ฉง ที่เอ่ยขึ้นบ้าง ก่อนจะหยุดคำพูดลง เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ‘ไยข้าลืมเรื่องนี้ไปได้กัน หวังว่ามันจะมิใช่เรื่องจริง’
“อืม...รองแม่ทัพคิดถูกต้องแล้ว”
แม่ทัพใหญ่ จ้องมองเข้าไปในตาของบุตรชายคนรอง ที่รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพข้างกาย อย่างรู้ใจซึ่งกันดี แม้ว่าลู่ฉงจะมิเอ่ยสิ่งที่คิดอยู่ออกมา แต่แม่ทัพใหญ่ลู่ฉางเอินรู้ดี ว่าคำต่อไปจะเอ่ยถึงผู้ใด
“ไม่นะ/ไม่จริงใช่หรือไม่”
สี่นายกองต่างเอ่ยประสานเสียงกัน โดยมิได้นัดหมาย หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับเมืองหลวง ต้องการตัดกำลังทางสมองของพวกเขา อย่างตั้งใจเลยทีเดียว ด้วยความที่อยู่ร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน แค่คำพูดที่ขาดหาย ทุกคนยังรู้ว่าหมายถึงอะไร มีเพียงคนเดียว ที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าคือผู้ใด…
“ลงมือได้แล้วจัดการกับเจ้าคนสวมหน้ากาก และลู่เยว่ฉีให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นพวกเราจะทำงานกันลำบากอย่างแน่นอน”ผู้นำมือสังหาร สั่งการเสียงกร้าว เมื่อเห็นฝีมือของเด็กสาวที่ดูจะมิธรรมดาอย่างที่พวกเราเห็นในคราแรก ‘ร้ายกาจมิเบาลู่ฉางเอิน เจ้าให้บุตรสาวเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้ แต่ข้ามิเชื่อว่านางจะรอดจากน้ำมือของพวกข้าได้ รอรับศพบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าได้เลย’“ขอรับ”คนชุดดำที่เหลือทั้งหมด เปลี่ยนจากลอบโจมตีเป็นบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะทำให้คนที่หลบอยู่ตั้งตัวมิทัน แต่ทุกคนคาดการณ์ผิดเมื่อลูกธนู กลับพุ่งออกมาจากด้านในอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว และแฝงด้วยไอสังหารมิแพ้พวกเขาในตอนนี้เยว่ฉีใช่ความเร็วในการยิง พร้อมทั้งวิ่งสลับตำแหน่งไปมา โดยมีผู้คุ้มกันคอยช่วยเหลือ อยู่ข้าง ๆเพื่อชะลอการจู่โจมเอาไว้ก่อนเฉินเซียนกดไหล่ของอ๋องสิบแปดเอาไว้หลังต้นไม้ ด้านหลังของทั้งสองยังมีองครักษ์ส่วนพระองค์คอยคุ้มกันอีกชั้นเฉินเซียนถนัดการใช้ทวนมากที่สุด แต่ในป่าเช่นนี้มิเหมาะที่จะนำติดตัวมาด้วย ทำให้เขาต้องอาศัยการต่อสู้แบบประชิดซึ่งมิใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด แต่ที่เขากังวลอยู่ตอนนี้คือคนที่อย
เซียวเหยายังคงอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ด้วยความตกตะลึง ส่วนคนที่เหลือ ต่างเกิดความโกลาหลเมื่อม้าต่างตกใจ ยกขาสูงเพราะถูกดึงบังเหียน ให้หยุดกะทันหันบรรดาผู้อารักขาต่างรีบ ลงจากม้าเข้าช่วยผู้เป็นนาย องค์ชายหรงเทียนที่อยู่ใกล้กับลู่เยว่ฉี ได้คว้าจับแขนกลมกลึงเอาไว้ได้ทันก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้มานั่งอยู่ด้านหน้าตน บนม้าตัวเดียวกับเขา หากมิหันไปมอง คนที่เอาแต่กัดริมฝีปาก ที่มิยอมร้องขอความช่วยเหลือ จากผู้ใดเช่นสตรีคนอื่นแบบนาง คงได้พิการจากการตกหลังม้าอย่างแน่นอน“ถ้าเจ้าคิดจะร้อง ขอความช่วยเหลือ ออกมาบ้างก็ไม่มีผู้ใดว่าเจ้าหรอกนะ สตรีไร้สามารถ” องค์ชายหรงเทียน ได้ตำหนิหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่มิจริงจังนัก“ขะ….ข้า...แล้วอย่างไรละไยทรงไม่ปล่อยข้าตกลงไปเสียเลยเล่า”ลู่เยว่ฉียังไม่หายตกใจ จึงแกล้งตัดพ้อคนที่กำลังโอบร่างของนางเอาไว้“ปากดี! หากเจ้าตกลงไป รู้ไหมจะทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนแค่ไหน รวมถึงข้าที่ต้องตบแต่งเจ้า...เอ้ย! ข้าหมายถึงโดนตำหนิ” องค์ชายน้องพลั้งเผลอ เอ่ยสิ่งที่อยู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยมิได้ตั้งใจ“…..”หรงเทียนแอบทอนหายใจเบา ๆ เขาตกใจมากจนสติแทบหลุด ตอนที่ม้าย
“เก่งมากคุณหนูลู่ ฝีมือดีมิแพ้บิดาเจ้าเลยสักนิด”ท่านอ๋องสิบแปดเอ่ยชมเด็กสาว ที่ตอนนี้ยิ้มแต้ส่งให้แก่ทุกคน ก่อนจะหันไปไหวไหล่ให้แก่คู่ปรับของตนเอง ซึ่งองค์ชายเสวี่ยนหรงเทียน ทำเพียงเบะปากตอบนางเท่านั้น โดยที่หญิงสาวมิทันสังเกตเห็นแววตาเป็นประกาย ที่พาดผ่านดวงตาขององค์ชาย ทว่ามันกลับไม่รอดสายตาของพี่ชายทั้งสองของนางไปได้“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันเผอิญโชคช่วยมากกว่าเพคะ”ลู่เยว่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส และยังคงมีท่าทางเสมือนเด็กได้ของเล่นที่ถูกใจ ซึ่งสำหรับทุกคนนั้นช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยกเว้น...เขาองค์ชายผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยังเยาว์ จนถึงทุกวันนี้“มันโชคดีจนน่าแปลกใจมากกว่า เสด็จอาว่าจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ในที่สุดองค์ชายหลงเทียนก็ได้เอ่ยขึ้น เมื่อเขารู้สึกคลางแคลงใจกับเรื่องนี้ เขามั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องมีสิ่งผิดปกติ มิเช่นนั้นแล้ว...กวางตัวนี้ต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน“อย่างไรรึหรงเทียน อามิเห็นว่าจะมีอันใดที่ดูผิดปกติสักอย่าง เจ้าเป็นบุรุษ จงมีน้ำใจของนักกีฬาให้มาก ยังมีสัตว์ป่าอีกหลายตัวที่รอให้เจ้าพิสูจน์ฝีมือ ครั้งนี้เจ้าอาจพลาด แต่ทว่ามันยังมีครั้งหน้าอยู่อีก อย
เสวี่ยนเซียวเหยาตำหนิชายหนุ่มอยู่ในใจ ยิ่งมองหน้าสาวน้อยเยว่ฉีที่อมยิ้มน้อย ๆ กับชายคนนั้น เขาก็อดคิดถึงใครบางคน เมื่อหลายปีก่อนมิได้ มือเรียวจะเลื่อนไปลูบตรงอกเสื้อ เพื่อสัมผัสบางอย่างที่เขาพกติดตัวตลอดเวลา มิเคยให้ห่างกายเลยสักครั้ง‘ไยท่านหายไปเลย หรือท่านรู้แล้วว่าข้าคือผู้ใด’ความรู้สึกที่แอบซ้อนมาตลอดนั้น บางครั้งก็ทำให้เขาอึดอัดมิน้อย แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อใจของเขานั้น ได้ถวิลหาเพียงคนที่มอบจูบแรกให้แก่เขาเมื่อหลายปีก่อนยิ่งนานวันเข้า เขายิ่งมิคิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับหญิงงาม ที่พระเชษฐาทรงแนะนำให้ ในตำหนักอ๋องไร้ซึ่งสนมนางใน ทรงรักการอยู่แบบสงบ มิฝักใฝ่เรื่องเช่นนั้นเพราะใจของเขานั้น รอใครบางคนอยู่ และเขาเองก็อยากจะพิสูจน์เช่นกัน ว่าแท้ที่จริงแล้ว เขาคิดกับคนผู้นั้นอย่างไร แล้วอีกฝ่ายจะคิดเช่นไรกับเขา เมื่อรู้ว่าแท้ที่จริงเขาคือใคร เสวี่ยนเซียวเหยารู้สึกเจ็บแปลบอยู่กลางอก เมื่อนึกถึงว่าหากเจ้าของหยกม่วงลืมเลือนเขาไปแล้วจริง ๆ มันรู้สึกจุกจนหายใจแทบไม่ออก เลยทีเดียว...ลู่เฉินเซียนชักม้ากลับไปหาผู้นำกลุ่ม ด้วยใบหน้าเรียบตึง พอ ๆ กับคนที่หันหน้ากลับไปยังป่า ที่จะทำการล่าต่อ โดยที
ครึ่งชั่วยามต่อมาเมื่อเข้าสู่เขตป่า ลู่ฉงได้รับหน้าที่พาทหารออกต้อนสัตว์ป่า ส่วนลู่เฉินเซียนทำหน้าที่ คอยอารักขาใกล้ชิดเจ้านายทั้งสาม พร้อมองครักษ์ส่วนพระองค์อีกบางส่วน รวมทั้งคนติดตามของคุณหนูลู่เยว่ฉี อีกสองคนลู่เฉินเซียนอดมิได้ ที่จะคอยชำเลืองมอง คนที่นั่งบนหลังม้าเคียงข้าเขาในตอนนี้ และแน่นอนว่าเขารู้สึกขุ่นเคือง กับความดื้อรั้นของอ๋องสิบแปดผู้นี้นัก ด้วยก่อนหน้าที่จะมาถึงตรงนี้ เขาได้เอ่ยทัดทานอีกฝ่าย ว่ามิควรอยู่ตรงนี้ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่คำตอบที่ได้รับ ทำให้เขาเองถึงกับพูดมิออกเช่นกัน‘เจ้ารู้จักข้าดีแล้วหรือ ถึงได้คิดว่าคนเช่นข้า อ่อนแอถึงเพียงนั้น’ใช่แล้ว...เขามิเคยรู้จักอ๋องสิบแปด เสวี่ยนเซียวเหยามาก่อนเลย จึงมิรู้ว่าเด็กหนุ่มหน้าหวานดุจสตรีเช่นนี้ จะหยิ่งผยองเกินกว่าที่คิดไปมากทีเดียว ‘สักวัน...เจ้าต้องเจอดีเข้าจนได้ ต่อให้เจ้าเป็นน้องชายฮ่องเต้ ก็มิได้หมายความว่าร่างกายเจ้า จะแข็งดุจเหล็กกล้าเสียเมื่อไหร่กัน’ ชายหนุ่มได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจใบหน้าหล่อเหลาที่ช่วงครึ่งบนของวงหน้า ที่ได้ปิดบังด้วยหน้ากากเสือดำ มองเห็นเพียงเรียวปากหยักที่ยังยกยิ
“ฮ่าๆ”สามพี่น้องแอบนินทาน้องสาวที่ตอนนี้ ได้นั่งในฐานะตัวแทนสกุลลู่ เด็กสาววัยสิบห้า นางเป็นลูกหลงของพ่อแม่ ด้วยอายุห่างจากพี่ชายคนเล็กถึงสิบปี ทำให้นางไม่เคยถูกขัดใจจากทั้งสามเลยลู่เยว่ฉีแอบชำเลืองมองชายหนุ่ม ที่สวมหน้ากากพยัคฆ์ทั้งสาม ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ นางเมื่อยจะตายอยู่แล้ว ที่ต้องนั่งปั้นหน้าวางท่า เป็นบุตรีที่เพียบพร้อม ทั้งที่ความเป็นจริง นางอยากจะถอดชุดรุ่มร่ามสีหวานนี่ออกเต็มทีแล้วทุกคนเงียบเสียงลงในทันที เมื่อบุรุษในชุดมังกร ก้าวเข้ามาในลานพร้อมด้วยสตรีผู้เป็นคู่บารมี ทุกคนได้ยืนขึ้นทำความเคารพ กันอย่างพร้อมเพรียง การล่ากำลังจะเริ่มแล้ว“ทุกท่านเชิญตามสบาย วันนี้เป็นวันที่เราทุกคน มาเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่าได้มากพิธีไป”ฮ่องเต้เอ่ยขึ้น หลังจากเข้านั่งประจำที่ของตนเองแล้ว สายตามังกรกวาดมองไปรอบบริเวณ เพื่อดูเหล่าผู้มาแข่งขันในครั้งนี้“ขอบพระทัยฝ่าบาท”ทุกคนเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพียง โดยมิต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า ถึงคำพูดใด ๆ เป็นที่รู้กันดี ว่าฮ่องเต้ชอบความเรียบง่าย ยิ่งเวลานี้ออกมาอยู่นอกเขตวังหลวง ยิ่งทรงสั่งห้ามพิธีการต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องยุ่งยาก การออกล่า
เจ็ดปีต่อมา ณ เมืองฉางกวง ในการแข่งขันล่าสัตว์ ของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนาง ได้จัดขึ้นยังป่าในเขตเมืองฉางกวง ครั้งนี้แม่ทัพลู่ฉางเอินไม่ได้เข้าร่วม ในการอารักษ์ขาฮ่องเต้ แต่เขาได้ส่งบุตรชายทั้งสาม ให้มาทำหน้าที่แทนอย่างลับๆ ซึ่งมีเพียงฮ่องเต้ และองครักษ์คนสนิทเท่านั้นที่รู้ ว่าทั้งสามท
“ปู่ก็คิดถึงเจ้ามากเช่นกัน ว่าแต่นี่...เด็กดี เจ้าผอมลงหรืออย่างไร ทำไมตัวถึงเบาหวิวเช่นนี้กัน”ชายชราเอ่ยเย้าหลานสาว กึ่งประชดคนที่กำลังเดินมา ก่อนจะพาร่างกลมในอ้อมแขน หมุนตัวอยู่หลายรอบ ชายสูงวัยยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ของหลานสาวเพียงคนเดียว “แก่แล้วมิเจียมสังขาร เ
“ข้ามิเคยพบคุณชายสามสกุลลู่เลยหรือ”อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทางครุ่นคิด เขายอมรับว่ามีหลายสิ่งอย่าง ที่คล้ายจะจดจำได้ ทว่าพอตั้งใจนึกให้ออก หัวของเขาก็ราวกับจะระเบิดออกมาเสียอย่างนั้น“คุณชายสามสกุลลู่ มิชอบการสังสรรค์ จึงไม่ค่อยได้มาร่วมงานเลี้ยงในเมืองหลวงเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ และส่วนมากเขาจะใช้ชีวิตอ
แม้บุตรชายจะพูดเพียงแค่ว่า ‘แม้นางจะเกิดจากความผิดพลาดของข้า กับมารดาของนาง แต่หลันเอ๋อ์คือของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับข้า’ แต่สำหรับสกุลลู่แล้ว หลันฮวายิ่งกว่าของขวัญล้ำค่า เพราะนางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียว ของจวนแม่ทัพแดนใต้ ที่มีเขาเป็นประมุขถ้าเป็นลูกหลานของพี่ชายน้องชายของเขานั้น เขามินับว่าสำคัญเพรา


![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




