LOGINเช้าวันต่อมา เสิ่นอวี๋ซินตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสที่หาได้ยากยิ่ง นางรีบรุดไปที่ครัวด้วยตนเอง ไม่ยอมหยิบยืมมือสาวใช้คนใด แม้แต่ฉ่งเอ๋อร์ก็ทำได้เพียงช่วยเตรียมฟืนและน้ำสะอาดเท่านั้น
ร่างบางที่มัดผมมวยทรงซาลาเปาในชุดลำลองสีเขียวอ่อนขยับกายอย่างคล่องแคล่ว นางบรรจงนวดแป้งอย่างใจเย็น ใส่ใจในทุกสัดส่วนเพื่อให้ได้เนื้อขนมที่นุ่มนวลที่สุด ทุกครั้งที่ลงแรงกด นางจะเผลอยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าของหลี่หานสือยามที่ได้ลิ้มรสขนมของนาง
“คุณหนูพักบ้างเถอะเจ้าค่ะ เหงื่อซึมเต็มหน้าผากหมดแล้ว” ฉ่งเอ๋อร์เอ่ยด้วยความเป็นห่วง พลางยื่นผ้าเช็ดหน้าซับหน้าผากให้
“ไม่ได้หรอกฉ่งเอ๋อร์ พี่หานสือเป็นคนปากหนัก หากข้าทำไม่อร่อยจริง เขาคงไม่เอ่ยปากขอเป็นรอบที่สอง” เด็กสาวปาดเหงื่อพลางยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ขนมกุ้ยฮวาที่ทำเสร็จถูกจัดวางลงในกล่องไม้อย่างประณีต นางตรวจสอบไม่ให้มีข้อผิดพลาดใด จากนั้นเสิ่นอวี๋ซินก็รีบมุ่งหน้าไปยังจวนเฉิงโหวของสกุลหลี่ทันที
ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตูใหญ่ ทหารยามกลับยืนขวางไว้ด้วยท่าทีขึงขัง
“ซื่อจื่อสั่งไว้ว่าวันนี้ห้ามผู้ใดเข้าพบ โดยเฉพาะ...” ทหารยามชะงักคำพูดพลางเหลือบมองนางด้วยสายตากระอักกระอ่วน
“โดยเฉพาะคุณหนูสกุลเสิ่นขอรับ ท่านซื่อจื่อกำลังหารือธุระสำคัญกับท่านโหว รู้ว่าคุณหนูจะมาส่งขนมจึงให้บ่าวในเรือนรับเอาไว้แทน” พูดจบเขาก็พยักพเยิดไปทางบ่าวผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
ความผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เสิ่นอวี๋ซินเม้มริมฝีปากแน่นพยายามไม่แสดงความเสียใจออกมา นางยื่นกล่องขนมให้บ่าวรับใช้ที่คุ้นหน้ากันดีด้วยมือที่สั่นน้อยๆ
“เช่นนั้นข้าฝากสิ่งนี้ให้ซื่อจื่อด้วย บอกเขาว่าข้าตั้งใจทำมาให้ตามสัญญา ฝากด้วยนะ”
นางยืนรอจนเห็นกล่องขนมหายเข้าไปหลังประตูบานใหญ่ จึงยอมหันหลังกลับจวนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เมื่อกลับถึงเรือนสกุลเสิ่น คุณหนูสามเสิ่นถูกเรียกตัวไปยังห้องโถงเพื่อเรียนเย็บปักถักร้อยกับจางลู่หรง มารดาของนาง บรรยากาศในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเข็มกระทบผ้าดังเบาๆ ตามจังหวะลงเข็ม
“อวี๋ซิน มือของเจ้าสั่นเกินไปแล้ว ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเช่นนี้จะปักผ้าให้งดงามได้อย่างไร” จางลู่หรงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“ช่วงนี้เจ้าออกนอกเรือนบ่อยเกินไปแล้วนะ อีกไม่ถึงเดือนเจ้าจะผ่านพิธีปักปิ่น กลายเป็นสตรีที่เติบโตเต็มตัว เลิกทำตัวเป็นเด็กวิ่งเล่นไปทั่วเสียที” นางวางมือจากผืนผ้าแล้วจ้องมองบุตรสาว
“ท่านแม่ ข้าเพียงอยากใช้เวลาช่วงสุดท้ายของวัยเยาว์ให้คุ้มค่าเท่านั้นเจ้าค่ะ” เสิ่นอวี๋ซินก้มหน้าตอบเสียงแผ่วเบา
“เจ้าคิดว่าแม่ไม่รู้หรือว่าเจ้าไปที่ใดมา” มารดาถอนหายใจยาว
“เรื่องพิธีปักปิ่น เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดี การเลือกบุรุษที่จะมาเป็นคู่หมั้นให้นั้นสำคัญที่สุด มันคือการตัดสินอนาคตของเจ้า เจ้าต้องเลือกคนที่จะเห็นคุณค่าในตัวเจ้า ไม่ใช่คนที่เจ้าต้องวิ่งไล่ตามจนลืมศักดิ์ศรีของตนเอง” คำพูดของมารดาแทงใจดำจนเด็กสาวทำหน้าสลดลงทันตา นางมองเข็มในมือที่ค้างอยู่นิ่งๆ ในใจของนางมีเพียงชื่อเดียวที่สลักลึกอยู่ หลี่หานสือ
นางปรารถนาเหลือเกินที่จะให้เขาส่งปิ่นมาหมั้นหมายนางในพิธีเลือกปิ่นปักผม เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าเขาพร้อมจะปกป้องและรับนางเป็นภรรยา ทว่าความเย็นชาที่ได้รับในวันนี้กลับทำให้นางเริ่มไม่แน่ใจ
‘พี่หานสือ ท่านจะยอมมาร่วมงานของข้าในฐานะบุรุษที่อยากหมั้นหมายหรือไม่’
นางอยากจะอ้อนวอนขอให้เขาเข้าร่วมการเลือกคู่ในงานวันปักปิ่น แต่ความกลัวว่าเขาจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยกลับทำให้คำพูดเหล่านั้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความหวังที่เคยเบ่งบานเริ่มเหี่ยวเฉาลงทีละน้อย เหลือเพียงความกังวลที่เกาะกุมหัวใจไว้แน่น
“เหตุใดข้าต้องเลือกคู่ในพิธีปักปิ่นเจ้าคะ เราเพียงปักปิ่นเพื่อแสดงการบรรลุนิติภาวะแบบบ้านอื่นไม่ได้หรือ” นางถามมารดาเสียงอ่อย มันยังเร็วเกินไปที่นางจะเลือกบุรุษมาเป็นคู่ชีวิต อยากมีโอกาสพิชิตใจบุรุษที่ตนเองรัก
“ฟังแม่นะอวี๋ซิน อีกไม่นานลูกก็จะถึงวัยออกเรือนแล้ว เรื่องความรักนะเป็นเรื่องเพ้อฝัน อีกทั้งผู้หญิงอย่างเราแต่งงานกับคนที่รักเรา เขาทำทุกอย่างเพื่อเจ้า เจ้าจึงจะมีความสุข ตรงข้ามหากเจ้ารักเขาเพียงฝ่ายเดียวเจ้าก็จะเป็นฝ่ายทำทุกอย่างเพื่อเขา คนที่เจ็บปวดใจก็จะเป็นเจ้า”
“แต่หากต่างคนต่างรักกันเล่า” นางถามอย่างมีความหวัง ยังคงดึงดันและมีความหวังว่าจะได้ครองคู่กับคนที่นางรัก
“หากเป็นเช่นนั้นก็ดี แต่กับหลี่ซื่อจื่อ คงไม่มีทาง” จางลู่หรงเอ่ยชื่อนั้นออกมาเพื่อให้บุตรียอมรับความจริงให้ได้
แต่เด็กสาวกลับทำเพียงก้มหน้า นางยังมีเวลาและไม่อยากยอมแพ้
************************
ในจวนเฉิงโหวสกุลหลี่ ขณะที่หลี่ซื่อจื่อกำลังจมอยู่ในความคิดที่ว้าวุ่น บ่าวอีกคนก็ก้มหน้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พร้อมชูซองจดหมายสีนวลในมือ“ซื่อจื่อ มีจดหมายมาถึงท่านขอรับ”หลี่หานสือลุกพรวดขึ้นทันที เขารีบฉวยจดหมายฉบับนั้นมาด้วยความรวดเร็ว หัวใจที่เคยกดทับด้วยความขุ่นมัวพองโตขึ้นวูบหนึ่ง เขาคิดว่าในที่สุดนางก็ยอมสยบ แต่เมื่อฉีกซองออกแล้วกวาดสายตาอ่าน แววตาที่สุกใสกลับมืดหม่นลงกว่าเดิมจดหมายฉบับนั้นหาได้มาจากสกุลเสิ่น แต่เป็นจดหมายจากไป๋ซู่อิง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพ่นออกมาอย่างแรงจนไหล่หนาสั่นกระเพื่อม จดหมายในมือถูกกำจนยับย่น“เตรียมรถม้า” เขาตะโกนสั่งเสียงดังลั่นจนบ่าวรับใช้สะดุ้งสุดตัวอินเหยาบ่าวรับใช้คนสนิทที่คอยสังเกตอาการของเจ้านายมาตลอด รีบก้าวเข้ามาถามด้วยความฉงน“ซื่อจื่อจะไปที่ใดหรือขอรับ หากจะไปจวนสกุลเสิ่นตอนนี้”“ใครบอกว่าข้าจะไปที่นั่น” หลี่หานสือสวนกลับทันควัน แววตาแข็งกร้าวทว่าแฝงไปด้วยความรุ่มร้อนใจ“ข้าจะไปจวนสกุลไป๋” เขาเดินสะบัดชายอาภรณ์ออกไปจากห้องด้วยท่าทางขัดเคืองใจอย่างยิ่งอินเหยามองตามหลังเจ้านายแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจยาว เขาสัมผัสได้ถึงความสับสนวุ่นวาย
สามวันก่อนถึงพิธีปักปิ่น บรรยากาศภายในจวนเฉิงโหวของสกุลหลี่กลับดูอึดอัดอย่างประหลาดหลี่หานสือนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ มือหนึ่งถือตำรา ทว่าสายตาของเขากลับไม่ได้จับจ้องที่ตัวอักษรแม้แต่น้อยเขาลอบมองไปยังประตูรั้วจวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังรอคอยเงาร่างของใครบางคน หรืออย่างน้อยก็เทียบเชิญที่ส่งมาให้เขา“หานสือ เจ้าดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ” หวังเจี๋ยที่นั่งดื่มสุราอยู่ข้างๆ เอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะกล่าวประโยคที่หยอกเย้าให้อารมณ์ของอีกฝ่ายยิ่งขุ่นมัว“เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันสำคัญของคุณหนูเสิ่นแล้ว จวนข้าได้รับเทียบเชิญ น้องสาวของข้าเป็นสหายของนาง แล้วเจ้าได้รับเทียบเชิญหรือยัง”หลี่หานสือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งพลิกหน้าตำราด้วยท่าทีเรียบเฉย“ยัง และข้าก็ไม่ได้คาดหวังจะได้รับมัน”“จริงหรือ” หวังเจี๋ยเลิกคิ้วสูง ก่อนจะเย้าแหย่ต่อ“ปกติคุณหนูเสิ่นจะวิ่งโร่มาหาเจ้าล่วงหน้าเป็นสิบวัน แต่นี่เงียบกริบไปเลย หรือว่านางจะถอดใจเพราะวาจาเชือดเฉือนของเจ้าที่โรงน้ำชาวันนั้นเสียแล้ว”“หากนางถอดใจได้จริงก็นับว่าเป็นเรื่องดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงความวุ่นวาย” หลี่หานส
สิบวันก่อนพิธีปักปิ่น เสิ่นอวี๋ซินพาหัวใจที่บอบช้ำมายืนดักรอหลี่หานสือที่โรงน้ำชาแห่งเดิม ดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสบัดนี้ดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา นางจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เข้าไปร้องขอเพื่อสนทนากับเขาเป็นการส่วนตัวที่ห้องดื่มชาที่เงียบสงัดของชั้นสอง“พี่หานสือ อีกสิบวันจะถึงงานปักปิ่นขอข้าแล้วนะเจ้าคะ ข้า...”“หากจะพูดเรื่องไร้สาระก็จงหยุดเสีย” หลี่หานสือพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงตวาดกร้าว ใบหน้าคมคายฉายแววหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง“ข้ามาที่นี่เพื่อพักผ่อน อย่าได้นำเรื่องหยุมหยิมของเจ้ามาขัดความสุนทรีย์ของข้า รีบพูดเข้าเรื่องมาเสียทีว่าเจ้ามีธุระอันใด” ประโยคนั้นทำให้เสิ่นอวี๋ซินสะดุ้งสุดตัว ไหล่บางสั่นเทา นางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำที่เก็บไว้ในส่วนลึกที่สุดของใจ“อวี๋ซินมีใจให้ท่านเจ้าค่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าทุ่มเททุกอย่างก็เพื่อท่าน ข้าอยากขอร้องในวันปักปิ่นนี้ ท่านช่วยส่งปิ่นมาหมั้นหมายข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”เมื่อสิ้นประโยค หลี่หานสือพลันก้าวถอยห่างออกไป เขารีบขยับกายหลบเลี่ยงไม่ยอมให้นางเข้าใกล้แม้เพียงชายอาภรณ์ เพราะลึกๆ ในใจเขายังห่ว
ท่ามกลางย่านการค้ากลางเมืองหลวงที่คึกคัก เสิ่นอวี๋ซินบังเอิญพบกับไป๋ซู่อิงอีกครั้ง คุณหนูผู้สูงศักดิ์ยิ้มให้ด้วยความอ่อนโยนพลางเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน“คุณหนูเสิ่น ขนมกุ้ยฮวาที่เจ้าทำรสชาติดียิ่งนัก ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ ที่ลำบากทำมาให้”“ท่านได้ชิมขนมนั้นด้วยหรือเจ้าค่ะ” เสิ่นอวี๋ซินชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ“อืม หลี่ซื่อจื่อบอกว่าเจ้าตั้งใจทำมาเพื่อข้า เขาเห็นว่าข้าชอบขนมนี้จึงไหว้วานให้เจ้าช่วยจัดการให้ ครั้งก่อนที่เจ้าไปส่งให้ เขาก็นำมาให้ข้าถึงจวน ครั้งนี้เขาก็สั่งให้บ่าวรีบนำมาส่งให้ข้าทันทีที่เจ้าเอาไปให้ที่จวนเฉิงโหว” ไป๋ซู่อิงเอ่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้งจากใจจริง มิใช่การโอ้อวด โดยไม่เห็นเลยว่าใบหน้าของคนฟังซีดเผือดลงจนไร้สีเลือดหยาดน้ำตาแทบจะร่วงหล่นลงมาในวินาทีนั้น ขนมที่นางตื่นแต่เช้ามานวดแป้งด้วยความรัก ขนมที่นางเฝ้าถนอมทุกขั้นตอนเพื่อให้เขาได้ลิ้มรส แท้จริงแล้วเขามองมันเป็นเพียงเครื่องมือเอาอกเอาใจสตรีอื่นที่เขาพึงใจ เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองความตั้งใจของนางเลยแม้แต่นิดเดียวนางเดินใจลอยกลับเรือนราวกับคนไร้วิญญาณ ฝีเท้าหนักอึ้งจนฉ่งเอ๋อร์ต้องคอยประคอง เมื่อเดินผ่านหน้าโรงน้ำชาท
เช้าวันต่อมา เสิ่นอวี๋ซินตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสที่หาได้ยากยิ่ง นางรีบรุดไปที่ครัวด้วยตนเอง ไม่ยอมหยิบยืมมือสาวใช้คนใด แม้แต่ฉ่งเอ๋อร์ก็ทำได้เพียงช่วยเตรียมฟืนและน้ำสะอาดเท่านั้นร่างบางที่มัดผมมวยทรงซาลาเปาในชุดลำลองสีเขียวอ่อนขยับกายอย่างคล่องแคล่ว นางบรรจงนวดแป้งอย่างใจเย็น ใส่ใจในทุกสัดส่วนเพื่อให้ได้เนื้อขนมที่นุ่มนวลที่สุด ทุกครั้งที่ลงแรงกด นางจะเผลอยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าของหลี่หานสือยามที่ได้ลิ้มรสขนมของนาง“คุณหนูพักบ้างเถอะเจ้าค่ะ เหงื่อซึมเต็มหน้าผากหมดแล้ว” ฉ่งเอ๋อร์เอ่ยด้วยความเป็นห่วง พลางยื่นผ้าเช็ดหน้าซับหน้าผากให้“ไม่ได้หรอกฉ่งเอ๋อร์ พี่หานสือเป็นคนปากหนัก หากข้าทำไม่อร่อยจริง เขาคงไม่เอ่ยปากขอเป็นรอบที่สอง” เด็กสาวปาดเหงื่อพลางยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นขนมกุ้ยฮวาที่ทำเสร็จถูกจัดวางลงในกล่องไม้อย่างประณีต นางตรวจสอบไม่ให้มีข้อผิดพลาดใด จากนั้นเสิ่นอวี๋ซินก็รีบมุ่งหน้าไปยังจวนเฉิงโหวของสกุลหลี่ทันทีทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตูใหญ่ ทหารยามกลับยืนขวางไว้ด้วยท่าทีขึงขัง“ซื่อจื่อสั่งไว้ว่าวันนี้ห้ามผู้ใดเข้าพบ โดยเฉพาะ...” ทหารยามชะงักคำพูดพลางเห
ภายในห้องโถงกว้างของเรือนสกุลเสิ่น ช่างอาภรณ์ฝีมือดีที่สุดในเมืองหลวงกำลังบรรจงทาบแถบผ้าไหมลงบนกายระหงของเสิ่นอวี๋ซินอย่างระมัดระวัง“คุณหนูสามเสิ่นช่างมีวาสนา รูปร่างของท่านช่างรับกับอาภรณ์ยิ่งนัก เอวบางคอดกิ่ว ช่วงไหล่ตั้งตรงงดงาม หากสวมชุดสีแดงในวันปักปิ่น ข้าเชื่อเหลือเกินว่าแม้แต่บุปผาทั้งเมืองหลวงก็ต้องหลบรัศมีให้แก่ความงามล่มเมืองของท่าน” ช่างอาภรณ์เอ่ยชมจากใจจริง พลางจดบันทึกสัดส่วนที่ไร้ที่ติลงในสมุดเสิ่นอวี๋ซินเพียงแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตเป็นประกายความสุขประดับอยู่บนใบหน้าจิ้มลิ้ม คำชมเหล่านั้นหาได้ทำให้นางลำพองใจ แต่นางกลับนึกไปถึงใบหน้าคมคายของใครบางคน หากเขามองว่านางงดงามและเติบโตเป็นสตรีเต็มตัวแล้ว เขาจะเลิกมองว่านางน่ารำคาญบ้างหรือไม่‘แต่ถึงตอนนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใด หากท่านไร้ใจ ข้าก็ต้องทำตามกฎตระกูล เลือกผู้อื่นมาเป็นคู่หมาย’ นางได้แต่คิดอย่างโศกเศร้าเมื่อการวัดตัวเสร็จสิ้น เสิ่นอวี๋ซินก็มิอาจเก็บกักความตื่นเต้นไว้ได้ นางรีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วชวนสาวใช้คนสนิทออกไปนอกเรือนทันที“คุณหนูจะไปที่โรงน้ำชาอีกแล้วหรือเจ้าคะ” ฉ่งเอ๋อร์ถามพลางเร่งฝีเท้าตามเจ้านาย“ข้าเ







