LOGIN
“ตั้งใจฟัง! และใช้สมอง” เสียงเขาต่ำอันตรายและดิบจนลมหายใจเธอสะดุด
“ฉันไม่ต้องการแค่ร่างกายที่เป็นของชดใช้แล้วจบ” เขาก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบแตะกัน “ฉันต้องการ ร่างที่เรียนรู้ ฉันทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องสั่งซ้ำ ให้รู้หน้าที่!!” นิ้วโป้งของเขาปาดผ่านริมฝีปากล่างเธอแรงพอให้เธอสะดุ้งร่างหด ก่อนจะจัดการถอดเสื้อคลุมของมิล่าออกรวมถึงเสื้อยอดตัวบาง “รีบถอด ก่อนฉันจะหมดความอดทนกับนิสัยหุ่นยางแบบเธอ!” มิล่าไม่พูดอะไร เธอรีบจัดการชุดของเธอออกหมดตามที่ร่างสูงสั่ง ไม่นานร่างเล็กผิวขาวเนียนราวกับสาวลูกครึ่งก็เปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้ารูส ดวงตาคมปลายตามองเหมือนเสื้อที่กำลังมองเหยื่อ ผิวมิล่าดีกว่าที่เขาเคยผ่านหญิงอื่นมาและไม่รอช้าร่างสูงก็ผลักร่างเล็กให้นอนหงายลงเตียง “อะ อ๊ะ!” ร่่างเล็กที่ถูกผลักลงเตียงเผลอร้องออกมาเบา ๆ กับความเจ็บปวดที่เพิ่งโดนเขาจัดการเธอมาไม่กี่ชั่วโมงและตอนนี้เขากำลังจะซ้ำมันรอบสองด้วยความโมโหในความช้าของเธอ เวกเตอร์ยืดตัวขึ้นนิ้วเขาเลื่อนขึ้นไปที่กระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำของตัวเองกระดุมถูกปลดลงทีละเม็ดจนกระทั่งแผงอกล่ำแน่นของเขาปรากฏชัดต่อหน้า รอยกล้ามลีนแน่นเส้นเอ็นใต้ผิวที่ขึ้นชัดตอนเขาใช้แรง หน้าท้องแผ่นแข็งที่เรียงเป็นลอนแสงส้มจากไฟเพดานสะท้อนเงากล้ามเนื้อเขาให้เด่นเหมือนรูปสลักปีศาจ ไม่เพียงแค่นั้นเขายังจัดการถอดกางเกงราคาแพงของเขาอีกด้วย เมื่อเสร็จเขาแทรกตัวเข้าหว่างขาก้มลงหามิล่าที่นอนหงายอยู่บนเตียงช้า ๆ จนเงาของเขาปิดเธอทั้งตัวอีกครั้ง ก่อนใช้มือหนาทั้งสองข้างเท้าข้างลำตัวเธอบนเตียงกั้นไม่ให้เธอขยับไปไหนได้ “อ้าขาให้มากกว่านี้!” เขาสั่งพลางปลายตามองกลีบกุหลาบที่มันยังแดงแจ๋ไม่เป็นช่อก่อนจะหยิบถุงป้องกันเข้ามาสวมใส่ท่อนเนื้อชูชัน ซึ่งแน่นอนว่าคนที่นอนหงายอยู่ก็อ้าขาออกให้อย่างว่าง่ายแม้ยังเจ็บแสบกลีบกุหลาบอยู่มาก มิล่าอ้าขาออกกว้างจนคนที่อยู่ข้างบนเห็นกลีบกุหลายไม่จับช่อได้ชัด แต่เวกเตอร์ไม่พูดอะไรเขาเลือกที่จะจับท่อนเนื้อร้อนของเขาจ่อกลีบนั้นด้วยความดิบเถื่อนอย่างไม่ปราณี “อ๊า อ๊ะ!!! จะ เจ็บ” … ปัจจุบัน… เสียงฝนซัดกระจกดังเปาะแปะ เหมือนตอกย้ำความโกลาหลในหัวของ ‘มิล่า’ เด็กสาววัยยี่สิบเอ็ดปีที่ตอนนี้ทำได้เพียงยืนตัวแข็งอยู่กลางห้องรับรองส่วนตัวของคาสิโนใต้ดินที่ลือกันว่าไม่มีใครติดหนี้ที่นี่แล้วออกอย่างปลอดภัยได้ กลิ่นควันบุหรี่เจือกลิ่นเหล้าราคาแพงปะปนในอากาศ เสียงชิปคาสิโนกระทบกันเบา ๆ จากชั้นล่างส่งมาถึงห้องนี้ แต่ในใจมิล่าเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดกว่าอะไรทั้งหมด ประตูสีดำเปิดออกอย่างแผ่วเบาแต่สัมผัสแรกที่มิล่ารู้สึกไม่ใช่เสียงแต่มันคือแรงกดดันบางอย่างเหมือนอากาศทั้งห้องหนักขึ้นทันทีที่คน ๆ หนึ่งก้าวเข้าขามา ‘เวกเตอร์ รูส’ ร่างสูงในสูทดำสนิท เดินผ่านแสงไฟสลัวเข้ามาอย่างเงียบงัน แต่ทุกก้าวกลับทำให้หัวใจมิล่าบีบรัดทีละนิด ใบหน้าคมจัดแบบลูกครึ่ง ดวงตาเย็นจนเหมือนมองทะลุทุกอย่าง เขาไม่ต้องพูดอะไร มิล่าก็รู้ว่านี่คือคนที่ทั้งคาสิโนกลัวที่สุด เธอไม่เคยเห็นเขาใกล้ขนาดนี้มากก่อนและไม่คิดเลยว่าคนคนนี้จะกลายเป็นผู้กำหนดชะตาของเธอกับแม่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป บนโต๊ะวางสมุดบัญชีหนี้ของ ‘พ่อเลี้ยง’ ของเธอตัวเลขที่เห็นทำให้ขามิล่าแทบทรุด มันมากเกินกว่าที่เด็กสาวนักศึกษารับล้างจานร้านข้าวต้มหลังเลิกคลาสอย่างเธอจะหาได้ทั้งชีวิต เวกเตอร์หยุดยืนต่อหน้ามิล่าเงาของเขาทาบลงบนตัวเธอจนแทบหายใจไม่ออก “ฉันไม่เคยอยากคุยกับลูกหนี้ที่ไม่มีค่าอะไร” “…” มิล่ากัดริมฝีปากจนสั่นเมื่อได้ยินคำพูดที่แสนเยือกเย็นเปล่งออกมาจากริมฝีปากหนา “แต่พ่อของเธอทำอะไรไว้หลายอย่างกับฉันเกินกว่าจะปล่อยไปเฉย ๆ” เขาพูดต่อน้ำเสียงเยือกเย็น ด้านมิล่าเมื่อได้ยินจึงพยายามตั้งสติแล้วโค้งศีรษะ “ฉะ ฉันจะหามาใช้คืนให้ค่ะ แม่ฉันไม่รู้เรื่อง ช่วยเห็นใจแม่ฉันด้วยนะคะ อย่าทำอะไรแม่ฉันอีกเลยฉันจะยอมทำทุกอย่าง” มือแกร่งจนเห็นเส้นเลือดชัดยกตัดประโยคเธอทันที การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ กลับทำให้มิล่าชะงักเหมือนถูกสั่งให้หยุดหายใจ “ทุกอย่าง?” เขาถามช้า ๆ เหมือนอยากให้เธอตระหนักว่าพูดคำนี้กับใครอยู่ มิล่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแต่เธอต้องรักษาแม่ให้ปลอดภัย “ค่ะ ทุกอย่างขอแค่ไว้ชีวิตแม่ฉัน” ร่างเล็กพยักหน้าพยายามให้อีกคนเห็นใจ เวกเตอร์มองหน้าเธอประเมินอย่างเฉียบคมเหมือนเขากำลังชั่งน้ำหนักอยู่ในหัวว่าเด็กสาวตรงหน้ามีค่ามากพอจะนำไปไว้ใน ‘ห้องเชือด’ ของเขาหรือไม่ ร่างสูงก้มลงมาใกล้จนลมหายใจแทบปะทะแก้มเธอ มิล่าเผลอถอยหลังแต่หลังเธอก็ชนโต๊ะทันที ก่อนเวกเตอร์จะกระซิบช้า ๆ เหมือนตอกตรึงลงบนผิวหนังเธอ “งั้นตั้งแต่คืนนี้ไป” เขาหยุดหนึ่งจังหวะมุมปากยกขึ้นน้อยมากแต่ชัดเจนว่าเขาพอใจคำพูดของตัวเอง “เธอต้องใช้หนี้ฉัน แทนพ่อของเธอ” “…” หัวใจมิล่าสั่นแรงเหมือนกำลังถูกบีบไว้ “เงินฉันไม่ต้องการ เธอต้องชดใช้ฉันด้วยร่างกาย” ปลายนิ้วของเขายกคางเธอขึ้นเบา ๆ แต่เฉียบจนเธอสะดุ้ง “ฉันจะเรียกเธอเมื่อไหร่ เธอก็ต้องมา ไม่ว่าเวลาไหน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน” “และเธอจะอยู่ในฐานะคนชดใช้ของฉันจนกว่าฉันจะเบื่อ” โลกทั้งใบของมิล่าเหมือนหยุดหมุน แต่ในสายตาของเวกเตอร์นี่เป็นแค่การเล่นสนุกกับร่างกายของสาวสวย มิล่าพยักหน้าทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนหน้าอกขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาขมเหลือบตามองจังหวะหอบเบาภายใต้เสื้อผ้าบาง ๆ แล้วหัวเราะหึในลำคออย่างเย็น “พูดให้ง่าย” ริมฝีปากหนากระซิบปลายนิ้วไล้ขึ้นมาตามท่อนแขนขาวเนียนของมิล่าช้า ๆ เหมือนเขากำลังสำรวจ ‘ของที่ได้มา’ ทีละนิ้ว มิล่าหายใจสะดุด ชีพจรเต้นอยู่ปลายผิวแทบไม่รู้จะซ่อนตรงไหน เวกเตอร์กดเธอให้นั่งลงบนขอบโต๊ะอย่างแนบเนียนตัวเขายืนอยู่ตรงกลางระหว่างขาเธอระยะห่างไม่มีเหลือแม้เศษอากาศเดียว ก่อนเขาจะกดตัวมิล่าให้เอนลงนิดเดียวบนขอบโต๊ะ จนความใกล้ชิดบีบอากาศรอบตัวเหมือนทั้งห้องแคบลงอย่างฉับพลัน กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากเขากับไอร้อนที่แผ่ออกมาจากลมหายใจทำให้มิล่าหน้าแดงวูบขึ้นทันที ดวงตาคู่นั้นก้มลงสบเธออย่างไม่รีบ ไม่เร่งแต่คมจนเหมือนลากปลายเล็บลงกลางหัวใจมิล่า “กลัว?” เขาถามเบาๆ น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่น้ำหนักของมันหนักจนถึงสันหลัง “…” มิล่ากัดริมฝีปาก ส่ายศีรษะนิดเดียว ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา ก่อนร่างสูงจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มเธอ ความอบอุ่นนั้นทำให้ลมหายใจเธอสะดุดอีกครั้ง “ต่อจากนี้ ฉันเรียกตอนไหนก็ต้องรีบมา” ปลายนิ้วเขาแตะแน่วแน่ที่ช่วงเอวของมิล่าไม่หยาบคายแต่หนักแน่นพอให้รู้ว่าเขามีอำนาจเหนือทุกลมหายใจเธอจริง ๆ มิล่าขยับขาเล็กน้อยเพราะความประหม่า แต่จังหวะนั้นทำให้เวกเตอร์เลื่อนมือมาจับสะโพกเธออย่างมั่นคงไม่ให้เธอหนีไปไหน “อย่าขยับ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันสั่ง” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่ร้อนจนเธอหน้าชา มิล่ารู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าสู่เกมที่เธอไม่เคยเล่นมาก่อน เขาใกล้เสียจนเธอแทบลืมหายใจ ใกล้จนรู้ว่าความเย็นชาของเขาอันตรายยิ่งกว่าเปลวไฟ “คืนนี้ เธอไปที่คอนโด” เขาย้ำช้า ๆ “ตั้งแต่ประตูปิดลง เธอจะไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามใด ๆ ทั้งนั้น” มิล่าพยักหน้า ทั้งที่ร่างกายสั่นจนรู้สึกถึงตัวเอง เวกเตอร์ก้มลงมาใกล้กว่านั้นอีกนิดจนความอบอุ่นจากริมฝีปากเขาเฉียดขมับเธอ “ถ้าอยากให้แม่เธอยังมีชีวิตอยู่ รู้ใช่ไหมว่าควรทำตัวยังไง” เสียงเขาแผ่วต่อ ก่อนมือเขาปล่อยจากเอวมิล่าช้า ๆ แต่ก่อนจะผละออกเขาเลื่อนปลายนิ้วลากตามท่อนแขนเธออย่างตั้งใจทีละนิ้วสัมผัสอ่อน ๆ แต่กระทบลึกจนมิล่าตัวแข็งไปชั่วขณะ “ส่วนเรื่องอื่นต่อให้เธอบอกว่าไม่เดือด ฉันก็มีวิธีทำให้เธอเดือดเองอยู่ดี” แววตาเขาในวินาทีนั้น ทั้งอันตรายทั้งเย้ายวนและไม่มีทางที่มิล่าจะเดินออกจากห้องนี้เหมือนเดิมได้อีกต่อไป มิล่าหายใจถี่หน้าแดงจัดทั้งที่เขายังไม่ได้แตะอะไรมากไปกว่าแค่ ‘ปลายนิ้ว’ เวกเตอร์เห็นหมดทุกอย่างและยิ่งเห็นเขายิ่งยิ้มมุมปากอย่างพึงใจ ร่างสูงหันหลังให้ร่างเล็ก เดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์มุมห้อง เสียงส้นรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นเงียบ ๆ แต่หนักพอให้หัวใจเธอสั่นตามทุกย่างก้าว เขาหยิบกล่องบุหรี่สีดำด้าน หรูเรียบแบบเจ้าของ ก่อนเขาจะดึงบุหรี่ออกหนึ่งมวนคาหน้าปากแล้วเอียงศีรษะนิดเดียวขณะจุดไฟ ไฟแช็กกระทบปลายบุหรี่ แสงไฟวาบสะท้อนบนดวงตาเย็นของเขา ก่อนเขาจะสูดควันเข้าช้า ๆ แผ่วลึก ราวกับทุกอากาศในห้องเป็นของเขาเพียงคนเดียว มิล่าเผลอกลั้นหายใจ ไม่รู้ว่ากลัวหรือถูกดึงดูดอย่างไม่มีทางควบคุม ริมฝีปากหนาพ่นควันออกช้า ๆ ควันสีเทาลอยพริ้วผ่านแสงไฟสลัวทำให้ภาพของเขาดูทั้งร้ายทั้งลึกลับจนเกินมนุษย์ “ดีกว่าที่คิดเยอะ เด็กดี” เขาพูดทั้งที่ยังมองออกไปด้านนอก ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองมิล่า แต่ทุกคำเหมือนจงใจแทงเข้ากลางใจเธอมิล่าสะดุ้ง “…” ร่างสูงยังไม่หันกลับมา เขาพ่นควันอีกครั้งแล้วใช้สองนิ้วคีบบุหรี่ไว้ข้างลำตัว ขณะสายตาคมยังคงมองผ่านกระจกสะท้อนเงาของมิล่าอยู่ด้านหลัง “ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะทำอะไรตอนนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่มีรอยยิ้มที่อันตรายที่สุดผุดขึ้นบนใบหน้า “ถ้าฉันจะเอาเธอตอนนี้ เธอจะไม่มีแรงแม้แต่จะยืนตัวสั่นแบบนั้นหรอก” หัวใจมิล่ากระตุกแรงจนเธอเผลอกำมือเข้าหากันแน่น เวกเตอร์หรี่ตาเล็กน้อยก่อนถามเสียงต่ำทุ้มและเซ็กซี่เกินจะทน “มองอะไร? หรือกำลังอยากให้ฉันเดินกลับไปหาเธอต่อ?” “มะ ไม่ค่ะ” มิล่ารีบก้มหน้าความร้อนจากแก้มลามถึงลำคอจนเธออยากหนีแต่ขาเธอไม่ขยับสักนิด “หึ!” เวกเตอร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นทั้งน่ากลัวทั้งเซ็กซี่ทั้งทำให้มิล่าขนลุกไปพร้อมกัน เขายกบุหรี่ขึ้นจ่อริมฝีปากสูดอีกครั้งก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเสียจนอันตราย “คืนนี้ฉันจะเริ่มคำสั่งแรกของให้เธอ” มิล่าชะงักเหมือนหัวใจหล่นไปอยู่ที่พื้น เวกเตอร์หันกลับมามองเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผละออกดวงตาของเขาทั้งเย็นทั้งคมและทั้งร้อนเกินกว่าผู้ชายธรรมดาจะเป็นได้ “อย่ามาสาย ฉันไม่ชอบรออะไรนาน ๆ”5 ปีผ่านไป…แสงไฟหัวเตียงสีอุ่นส่องกระทบผ้าห่มลายดาวดวงเล็ก ๆ ในห้องนอนที่เงียบสงบเวกเตอร์นั่งอยู่ข้างเตียง เด็กชายตัวน้อยนอนตะแคงหันมาทางเขา ดวงตากลมใสจ้องมองหนังสือนิทานในมือแดดดี้อย่างตั้งใจ“วันนี้อ่านเรื่องเจ้าหมีอีกไหมครับแดดดี้” เสียงใสเอ่ยถามก่อนจะหาวเบา ๆเวกเตอร์ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นในโลกของเขา“อืม…เรื่องเดิมก็ได้ แพนเตอร์ชอบใช่ไหมครับ”เด็กชายพยักหน้าแรง ๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ มือเล็กคว้าปลายนิ้วแดดดี้ไว้แน่นเวกเตอร์เปิดหนังสือหน้าเดิม เสียงทุ้มต่ำอ่านช้า ๆ ชัดเจน เหมือนกลัวว่าถ้าเร่งเกินไป เด็กน้อยจะพลาดแม้แต่คำเดียวระหว่างบรรทัดของนิทาน ไม่มีคำว่าอำนาจ ไม่มีโลกสีเทา ไม่มีความรุนแรง มีเพียงแดดดี้คนหนึ่ง ที่ตั้งใจอ่านทุกประโยคและลูกชายวัยสี่ขวบชื่อ ‘แพนเตอร์’ ที่หลับตาลงอย่างสบายใจ เพราะรู้ว่ามีใครบางคนคอยอยู่ตรงนี้เสมอเมื่อเสียงอ่านเงียบลง เวกเตอร์ก้มลงจูบหน้าผากเล็กเบา ๆ มือหนาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอย่างทะนุถนอม“ฝันดีนะครับแพนเตอร์ ลูกชายแดดดี้”เด็กชายยิ้มมุมปากในยามหลับ เหมือนฝันถึงโลกที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต ไฟหัวเตียงดับลงช้า ๆ แต่หัวใจของเวกเต
เวกเตอร์ไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงก้มลง แขนแข็งแรงสอดเข้าที่หลังเข่าและแผ่นหลังของมิล่าอย่างเป็นธรรมชาติ“เวกเตอร์…” เธอเผลอเรียกชื่อเขาเบา ๆ มือเล็กเกาะเสื้อเขาไว้ตามสัญชาตญาณ หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ และมิล่ารู้ดีว่าเวกเตอร์จะทำอะไรแผ่นหลังเล็กสัมผัสลงบนเตียวนอนนุ่มสีชมพูอ่อนอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังวางของที่เปราะบางที่สุดในชีวิตลงตรงหน้าเวกเตอร์ไม่รีบถอยออกไป สายตาคมมองร่างเล็กใกล้ ๆ ชัดเจนเกินกว่าจะหลบหนีได้ ลมหายใจของทั้งคู่ทับซ้อนกันในระยะที่ไม่มีคำพูดใดจำเป็นอีกต่อไป“ฉันรักเธอมิล่า” มือหนาเอื้อมขึ้นแตะแก้มมิล่าเบา ๆดวงตากลมใสจ้องมองคนตรงหน้าสั่นนิด ๆ มิล่ากลืนน้ำลายลงคอช้า ๆ หัวใจยังคงเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น“ฉัน…” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ริมฝีปากหนาก็ประกบลงอย่างดูดดื่มมิล่าหลับตาพริ้ม ก่อนที่ปลายนิ้วจะเผลอจิกเสื้อเขาแน่นขึ้น ร่างเล็กยอมรับจูบนั้นอย่างไม่ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะหลงไปกับอารมณ์ แต่เพราะเธอเลือกแล้วเวกเตอร์ใช้สองมือประคองใบหน้าสวย เขาป้อนจูบแสนหวานให้กับมิล่าราวกับรอคอยวันนี้มานาน วันที่เธอกลับมาหาเขา ทั้ง ๆ ที่เคยหมดหวังมาแล้วหนหนึ่งทั้งคู่จูบกันอยู่นาน
หลังจากออกจากห้องตรวจ เวกเตอร์เดินเคียงข้างมิล่ามาตลอดทาง จนถึงลานจอดรถ เขาหยิบกุญแจขึ้นมากดปลดล็อก ก่อนจะหันมามองร่างเล็กเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง“ไปกินข้าวกัน” ร่างสูงพูดเหมือนสรุปแผน ไม่ได้ถาม“ไม่ค่ะ” เสียงเธอเรียบ แต่ชัดเจน “ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”เวกเตอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้คะยั้นคะยอ เขาเพียงพยักหน้าหนึ่งครั้ง เหมือนรับคำตามตรง“โอเค”คำตอบนั้นง่ายเกินไปจนมิล่าชะงัก เธอเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย เหมือนเผื่อว่าจะมีประโยคต่อท้าย แต่ไม่มีเวกเตอร์เปิดประตูรถให้เธอเหมือนเดิม รอจนเธอนั่งเรียบร้อยแล้วจึงอ้อมไปฝั่งคนขับ รถแล่นออกจากโรงพยาบาลอย่างเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนา ไม่มีแรงกดดันจนกระทั่ง…“งั้น… กลับถึงบ้าน” เวกเตอร์เอ่ยขึ้นระหว่างที่สายตายังจับอยู่บนถนน“ช่วยทำแผลให้หน่อยได้ไหม”มิล่าหันขวับมองทันที“อะไรนะคะ?”เวกเตอร์เหลือบมองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะมองกลับไปข้างหน้า“แผลที่แขนไง วันนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนผ้าก๊อซเลย”“แต่เราเพิ่งไปโรงพยาบาลมานะคะ!” เธอเผลอขึ้นเสียงนิดเดียว “จะให้หมอทำก็ได้”“ก็อยากให้แฟนทำให้นี่นา”มิล่าชะงักไปทั้งตัวคำว่าแฟนหลุดออกมาจากปากเ
“แผลยังต้องดูต่ออีกสองสามวันนะคะ”มิล่าพูดตัดบทตามหน้าที่ น้ำเสียงกลับมาเรียบเหมือนเดิม“ถ้ามันปวดมากกว่านี้ คุณต้องบอกนะคะ”“ครับผม” เวกเตอร์ตอบทันที คำว่า ‘ครับ’ หลุดออกมาแบบไม่ต้องคิด สุภาพเกินไป นุ่มเกินไปและไม่ใช่ภาษาของเวกเตอร์ที่ใครในโลกนี้คุ้นเคย“กลับได้แล้วค่ะ ทำแผลเสร็จแล้ว” มิล่าพูดเหมือนบอกขั้นตอนสุดท้ายของงาน ไม่มีน้ำเสียงอื่นแทรกเวกเตอร์พยักหน้า รับคำอย่างว่าง่ายผิดวิสัย ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่รีบไป มือหนาขยับจัดแขนเสื้อเชิ้ต กลบผ้าก๊อซอย่างระวัง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังมี แผลที่ต้องถนอม“โอเค งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ”“ไว้ตอนเย็นจะแวะมาใหม่”มิล่าเงยหน้าขึ้นมองทันที สายตานิ่ง คิ้วขยับเพียงนิดเดียว“ไม่ต้องมาบ่อยก็ได้ค่ะ”เวกเตอร์ชะงัก เสี้ยววินาทีเดียว ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างคนที่ ควบคุมหน้าไม่อยู่“ก็คนมันคิดถึง” เขาพูดตรง ๆ ไม่ลดเสียง ไม่เล่นคำ เหมือนโยนไพ่ใบใหญ่ลงกลางโต๊ะโดยไม่แคร์ผลลัพธ์มิล่ามองเขานิ่งขึ้นกว่าเดิม ตาแข็งชัดเจน“พอพูดแบบนี้ได้ก็พูดใหญ่เลยนะคะ”ประโยคนั้นไม่ได้ดุ แต่ หยุดเขาอยู่หมัด เวกเตอร์หัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงขำ เป็นเสีย
“ยื่นแขนมาหน่อยค่ะ”เสียงของมิล่าเรียบ มีระยะชัดเจนวางอยู่ระหว่างคำพูดเวกเตอร์ขยับแขนตามที่เธอบอกอย่างเงียบ ๆ เขานั่งหลังตรง มือวางบนหน้าขา อีกข้างยื่นมาให้โดยไม่ถาม ไม่แซว ไม่พูดอะไรเกินจำเป็น ราวกับเข้าใจดีว่าตอนนี้ คำพูด คือสิ่งที่ไม่ควรมีมากที่สุดมิล่าหยิบสำลีชุบน้ำเกลือบิดเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ แตะลงบนผิวแขนที่ยังแดงจาง ๆ ปลายนิ้วเธอสัมผัสเขาอย่างระวังไม่ใช่เพราะกลัวแผล แต่เพราะกลัวอย่างอื่นมากกว่าเวกเตอร์สะดุ้งเล็กน้อยจากความเย็น“เจ็บไหมคะ” เธอถามตามหน้าที่ ไม่ได้เงยหน้ามอง“นิดหน่อย”มิล่าเงียบ เธอเพียงขยับมือให้มั่นคงขึ้น เปลี่ยนสำลีก้อนใหม่ แล้วเช็ดรอบผิวที่แดงนั้นต่ออย่างเงียบ ๆความเงียบระหว่างคนสองคนแน่นขึ้น แต่ไม่อึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่ว ๆ กับเสียงสำลีเสียดผิวเบา ๆมิล่าก้มมองแขนเขาอยู่นานกว่าที่จำเป็นเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เธอขยับแขนเขานิดหนึ่งเพื่อดูมุมแผลให้ชัดขึ้น แล้วพึมพำออกมาเบา ๆ ราวกับลืมไปว่ามีคนฟังอยู่ตรงนั้น“จะพองไหมเนี่ย”น้ำเสียงนั้นไม่ใช่น้ำเสียงของคนตั้งกำแพง แต่เป็นเสียงของความกังวลจริง ๆเวกเตอร์ได้ยินชัด คำพึมพำนั้นเบากว่าลมหา
มยุรีหัวเราะเบา ๆ อย่างคนถูกแซวถูกจุด แต่ไม่ได้รีบปฏิเสธ“แม่เห็นแค่แวบเดียวเอง” เธอพูดพลางจัดหมอนให้ลูกสาว“แต่ก็ดูสุภาพดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ ไม่วุ่นวาย”“เห็นไหม ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่คิด” พายหันกลับมามองมิล่าทันที ดวงตาเป็นประกายแบบคนได้ของเล่นใหม่“พาย” มิล่าเรียกชื่อเพื่อนเสียงต่ำ เป็นเชิงเตือนมากกว่าดุ“อะไรเล่า” พายยักไหล่“ฉันแค่พูดตามที่เห็น โลกมันกลมเกินไปหน่อยไหม แกไปเจอเขาที่งานแต่งฉัน แถมยังเจ็บข้อเท้า แล้วเขาก็พาไปโรงพยาบาล ไปส่งถึงบ้าน” เธอหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก“นี่มันพล็อตนิยายชัด ๆ”“มันไม่ใช่แบบนั้น” มิล่าพูด“ยังไม่ใช่” พายแก้คำให้“แต่ก็ไม่ใช่บังเอิญธรรมดาแล้วล่ะ”มยุรีไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอแค่ฟัง และสังเกตสายตาคนเป็นแม่มองเห็นอย่างหนึ่งชัดเจนลูกสาวเธอไม่ได้ปิดใจ แต่กำลังระวังอะไรบางอย่าง“แม่รู้ไหมคะ คนนี้เขาเคยให้ทุนมิล่าตอนปีสามที่มิล่าสอบได้”มยุรีชะงักไปเล็กน้อย มือที่กำลังจัดผลไม้ใส่ตระกร้าหยุดค้าง“ให้ทุน?”“จริงเหรอ ทำไมมิล่าไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลย”“เฮ้ออ หิวข้าวแล้วอ่า แม่คะมีไรกินบ้าง” พูดจบร่างเล็ก ก็เอนหลังพิงโซฟาทันที เหมือนตั้งใจตัดบทแบบไม่เปิดช่องให้







