เข้าสู่ระบบเสียงจานกระทบกันในร้านข้าวต้มเล็ก ๆ ริมถนนเปียกฝน กลิ่นควันข้าวต้มกับเสียงคนสับกระเทียมคละเคล้าเป็นฉากหลังที่มิล่าคุ้นเคยที่สุดแต่คืนนี้ทุกอย่างกลับดูไกลตัวอย่างประหลาดหลังเหตุการณ์ในคาสิโนมือเล็กของเธอยังสั่นไม่หยุดเพราะคำสั่งของรูสยังก้องอยู่ในหัวเหมือนเสียงสะกด
‘ถ้าอยากให้แม่เธอยังมีชีวิตอยู่ รู้ใช่ไหมว่าควรทำตัวยังไง’ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมายืนล้างจานได้ยังไงในตอนนี้ ความร้อนบนแก้มยังไม่จางความเย็นในสายตาเขายังไม่ลืม มิล่าใช้หลังมือแตะแก้มตัวเองแผ่ว ๆ เหมือนจะลบลมหายใจของผู้ชายคนนั้นออก แต่ยิ่งลูบยิ่งจำชัด มิล่าก้มหน้าล้างจานต่อทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บไปหมดเพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าเธอจะไป แต่ไม่ใช่เพราะอยากไปแต่เพราะชีวิตแม่ของเธออยู่ในกำมือของผู้ชายคนนั้นเพียงเพราะผีพนันเข้าสิงพ่อเลี้ยงของเธอ พนักงานในร้านมองมิล่าอย่างแปลกใจปกติมิล่ามาทำงานพร้อมกระเป๋าผ้าใบเล็กที่มีหนังสือเรียน แต่วันนี้เธอกลับมาแค่ตัวเปล่า “มิล่า วันนี้ไม่ได้เข้ามหาลัยเหรอ?” พนักงานในร้านด้วยกันถามพลางเช็ดโต๊ะ มิล่าสะดุ้งตัวเบาจนจานที่ถือเกือบหลุดมือ เธอพยายามยิ้มแต่ริมฝีปากก็ตึงเกินกว่าจะทำเหมือนปกติ “ค่ะ มะ แม่ไม่ค่อยสบาย วันนี้เลยไม่ได้เข้ามหาลัย” พนักงานในร้านด้วยกันมองร่่างเล็กซักพัก เหมือนจะจับได้ว่ามีเรื่องอะไรรึเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถามต่อก่อนมิล่าล้างมือเช็ดออกด้วยผ้าเก่า ๆ แล้วหันไปมองนาฬิกาเก่าในร้านตอนนี้เวลาเกือบจะสี่ทุ่ม หัวใจดวงน้อย ๆ ของเธอหล่นวูบลง เขาบอกเธอไว้ว่าต้องถึงที่นั่นก่อนสี่ทุ่มครึ่ง หากเธอสายแม้เพียงนาทีเดียวเธอรู้ดีว่าคนอย่างเวกเตอร์ไม่ชอบให้ใครผิดคำสั่ง! มิล่าก้าวออกจากหลังร้านฝนหลงฤดูโปรยลงมาบางเบา แต่ลมหนาวทำให้เหมือนโดนสาดด้วยน้ำแข็งทั้งตัวและในวินาทีที่เธอเหยียบพื้นนอกร้าน รถคันหนึ่งก็จอดสนิทตรงหน้า โรลส์รอยซ์สีดำเงาสะท้อนแสงไฟร้านข้าวต้มจนเหมือนมันไม่ควรปรากฏในซอยแคบ ๆ หลังร้านแห่งนี้เลยสักนิด เสียงพนักงานคุยในร้านเงียบสนิททุกคนหันมามอง จนกระทั่งพนักงานที่สนิทกับมิล่าหยุดกลางท่าเช็ดโต๊ะแม้แต่เจ้าของร้านยังโผล่หน้าออกมาดู กระจกลดลงอย่างแผ่วเบาเผยให้เห็นลูกน้องชุดดำของเวกเตอร์หน้าตาเรียบสนิทไร้อารมณ์ “มิล่าใช่ไหม?” “ค ค่ะ” คนตัวเล็กกลืนน้ำลาย ก่อนชายคนนั้นเปิดประตูรถอย่างสุภาพ แต่บรรยากาศกลับเย็นจนขนลุก “นายให้มารับ” “มิล่า… นั่นใคร? จะไปไหน?” เมย์เจ้าร้านรีบเข้ามาจับแขนเธอเบา ๆ มิล่ายิ้มสั่น ๆ ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ที่แบบไหนเช่นกัน “หนูจะกลับบ้านค่ะ พี่เมย์ไม่ต้องห่วงนะ” แต่เธอรู้มันไม่ใช่คำว่ากลับบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว สองเท้าเล็กเข้าไปในรถโดยไม่หันกลับมามองเจ้าของร้านเพราะถ้ามองอาจจะเดินไม่ออก ทันทีที่ก้นแตะเบาะประตูรถปิดดัง! เสียงที่เหมือนปิดผนึกชะตาของเธอไว้ในทันที รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากซอย ขณะที่มิล่ากุมมือกันแน่นจนเหงื่อชื้น เสียงหัวใจเต้นดังจนเหมือนรถเงียบมากกว่าปกติ “คืนนี้ต้องฟังทุกอย่างที่นายสั่ง อย่าลองดี เชื่อฉัน” ชายชุดดำมองเธอผ่านกระจกหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบราวกับย้ำเตือนเธอ “เพราะถ้าทำพลาด คนที่เจ็บจะไม่ใช่ใครที่ไหน” มิล่าชะงักเลือดในกายเย็นวาบในทันที ‘แม่’ เธอกัดริมฝีปากถึงกับเลือดซึม รถแล่นออกจากซอยเปียกฝน ตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างเร็วแสงไฟระยิบระยับของถนนใหญ่ไม่ทำให้เธออุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย คืนนี้เธอกำลังไปพบกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้อีกครั้ง ไฟริมถนนวิ่งสะท้อนบนกระจกหน้ารถหรูราวกับเส้นแสงกำลังพาเธอเข้าสู่โลกอีกใบ โลกที่ไม่มีทางขัดขืนอะไรได้ มิล่ากุมมือแน่นจนเล็บทิ่มฝ่ามือ ความกลัวปะปนกับความร้อนแปลก ๆ จากคำขู่ของเวกเตอร์ ทำให้เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังหวาดหรือกำลังตกหลุมอะไรบางอย่างที่ไม่ควรตก รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่เงียบขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตึกสูงสีดำด้านตั้งตระหง่านขึ้นตรงหน้า ตึกนั้นไร้ป้ายไร้ชื่อมีเพียงประตูอัตโนมัติที่เปิดออกเหมือนกำลังกลืนรถคันนี้เข้าไปทั้งคัน “ถึงแล้ว ลงไปได้เลย” ลูกน้องเวกเตอร์หันมา บอกน้ำเสียงนิ่งจนเหมือนพูดกับของที่ไม่มีชีวิต หัวใจมิล่าหล่นวูบลงไปถึงพื้นรองเท้าเพราะทันทีที่รถหยุดลง ประตูด้านซ้ายก็ถูกเปิดออกจากด้านนอกราวกับมีคนเฝ้ารออยู่แล้ว ลมเย็นตีหน้าเธอหันไปร่างสูงยืนอยู่ตรงนั้นเองสูทสีดำสนิทมือข้างหนึ่งซุกกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือบุหรี่คีบบาง ๆ ปลายมวนยังโชติช่วงจากไฟที่เขาพ่นออกเมื่อครู่ ควันสีเงินลอยผ่านปลายคางคมสันของเขาอย่างช้า ๆ และที่ทำให้ขามิล่าแทบทรุดคือ ‘เขามองเธอเหมือนกำลังเห็นสิ่งที่เป็นของตัวเองตั้งแต่แรก’ มิล่าไม่กล้าขยับ แต่เวกเตอร์ก็ไม่รอให้เธอทำอะไร เขาก้าวเข้ามาเปิดประตูรถจนสุดด้วยปลายนิ้วเดียว แล้วโน้มตัวต่ำเล็กน้อย ร่างสูงบดบังแสงด้านหลังจนเธอเหมือนถูกขังอยู่ในเงาของเขา “มาตรงเวลาดี” เขามองนาฬิกาบนข้อมือแล้วเลื่อนสายตามากดเธอไว้กับเบาะ ก่อนเขาจะดับบุหรี่ลงในถาดข้างผนังโดยไม่ละสายตาจากร่างเล็กแม้เสี้ยววินาที ท่าทางเรียบง่ายแต่เซ็กซี่จนเลือดวิ่งขึ้นหน้าเธอแบบไม่ปรานีเลย มือหนายื่นมาตรงหน้าฝ่ามืออุ่นนิ้วเรียวยาวคำสั่งแฝงในท่าทีโดยที่เขาไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว มิล่าลังเลเธอกลัวจนมือสั่นแต่เมื่อคิดถึงแม่ ภาพที่แม่โดนลูกน้องเวกเตอร์ซ้อมเหมือนไม่ใช่คน มือแกร่งดึงมิล่าออกจากรถ ร่างเล็กเซล้มเล็กน้อยเพราะยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนเขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอเสียงต่ำจนขนลุกทั้งตัว “ห้องเชือดของฉันอยู่ชั้นบนสุด” มิล่าชะงักแผ่นหลังเกร็งจนหายใจไม่ออก เวกเตอร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มของคนที่กำลังสนุกกับความกลัวของเธอ “ชื่อมันฟังน่ากลัว แต่เธอจะไม่ตายหรอก” เขาก้มลงใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มมิล่า “แค่จะจำมันไปทั้งชีวิต” มืออีกข้างเขาเลื่อนมาจับท้ายทอยคนตัวเล็กแผ่วเบา แต่ความร้อนจากมือเขากลับทำให้เข่ามิล่าอ่อนจนแทบทรุด “เดินตามฉันขึ้นมา” เสียงเวกเตอร์เย็นแต่แฝงความร้อนที่เธอยังไม่เข้าใจ “หรืออยากให้ฉันอุ้มขึ้นไป?” “…” มิล่าไม่ตอบ แต่หน้าร้อนวาบก่อนเธอส่ายหน้าเร็วจนผมสะบัด “หึ!” เวกเตอร์หัวเราะหึในลำคออย่างเยือกเย็นจนเลือด ประตูหน้าตึกเปิดเองอีกครั้ง ลานโถงของตึกสูงเงียบสงบราวกับสถานที่สำหรับพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ไฟติดเองเป็นเส้นทางยาวไปถึงลิฟต์ด้านใน เวกเตอร์ปล่อยมือจากเอวมิล่าเพียงเพื่อจะยื่นมือไปประคองหลังเธอแทนดันให้เธอก้าวเข้าไปก่อน ราวกับต้องการให้เธอรู้ว่าเขาคุมทุกลมหายใจของเธออยู่ในมือแล้ว ลิฟต์ปิดลง ช่องว่างแคบ ๆ ทำให้มิล่าได้กลิ่นน้ำหอมของคนตัวสูงชัดขึ้นและยิ่งลิฟต์สูงขึ้นขาของเธอก็สั่นมากขึ้น เวกเตอร์ยืนพิงผนังลิฟต์ มือหนึ่งเสียบกระเป๋า กางเกงส่วนอีกมือจับปกเสื้อคลายออกเล็กน้อย เขามองมิล่าไม่กระพริบไม่หลบราวกับมองเหยื่อที่กำลังถูกป้อนถึงปากเขาเอง “จากนี้ไป” เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย เสียงต่ำจนลมหายใจสั่นไปทั้งตัว “ทุกคืนของเธอขึ้นอยู่กับคำว่าความต้องการของฉันคนเดียว” ติ๊ง! เสียงถึงชั้นบนสุดดังขึ้นพอดี มิล่าหันขวับ แต่เวกเตอร์เอื้อมมือมาจับคางเธอไว้เบา ๆ ไม่ให้หนีสายตาเขา “จำกฎข้อแรกไว้ให้ดี” เขากดนิ้วโป้งลงริมฝีปากล่างเธอแผ่ว ๆ น้ำเสียงทั้งเย็นทั้งร้อนในเวลาเดียวกันจนหัวใจมิล่าเต้นแรงสุดชีวิต “อย่าคิดหนีไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเธอ” ******************************* ตอนที่ 2 แล้ว ขอบคุณพี่ ๆ นักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ ฝากเป็นกำลังใจให้มิล่าด้วยน๊าเวกเตอร์ใจเย็นกับน้องนะสงสารน้องหน่อย น้องยังเด็ก Next Episode Spoiler… “เริ่มกฎข้อสองของเธอ ห้ามพูดคำว่า ‘ไม่’ กับฉัน”5 ปีผ่านไป…แสงไฟหัวเตียงสีอุ่นส่องกระทบผ้าห่มลายดาวดวงเล็ก ๆ ในห้องนอนที่เงียบสงบเวกเตอร์นั่งอยู่ข้างเตียง เด็กชายตัวน้อยนอนตะแคงหันมาทางเขา ดวงตากลมใสจ้องมองหนังสือนิทานในมือแดดดี้อย่างตั้งใจ“วันนี้อ่านเรื่องเจ้าหมีอีกไหมครับแดดดี้” เสียงใสเอ่ยถามก่อนจะหาวเบา ๆเวกเตอร์ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นในโลกของเขา“อืม…เรื่องเดิมก็ได้ แพนเตอร์ชอบใช่ไหมครับ”เด็กชายพยักหน้าแรง ๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ มือเล็กคว้าปลายนิ้วแดดดี้ไว้แน่นเวกเตอร์เปิดหนังสือหน้าเดิม เสียงทุ้มต่ำอ่านช้า ๆ ชัดเจน เหมือนกลัวว่าถ้าเร่งเกินไป เด็กน้อยจะพลาดแม้แต่คำเดียวระหว่างบรรทัดของนิทาน ไม่มีคำว่าอำนาจ ไม่มีโลกสีเทา ไม่มีความรุนแรง มีเพียงแดดดี้คนหนึ่ง ที่ตั้งใจอ่านทุกประโยคและลูกชายวัยสี่ขวบชื่อ ‘แพนเตอร์’ ที่หลับตาลงอย่างสบายใจ เพราะรู้ว่ามีใครบางคนคอยอยู่ตรงนี้เสมอเมื่อเสียงอ่านเงียบลง เวกเตอร์ก้มลงจูบหน้าผากเล็กเบา ๆ มือหนาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอย่างทะนุถนอม“ฝันดีนะครับแพนเตอร์ ลูกชายแดดดี้”เด็กชายยิ้มมุมปากในยามหลับ เหมือนฝันถึงโลกที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต ไฟหัวเตียงดับลงช้า ๆ แต่หัวใจของเวกเต
เวกเตอร์ไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงก้มลง แขนแข็งแรงสอดเข้าที่หลังเข่าและแผ่นหลังของมิล่าอย่างเป็นธรรมชาติ“เวกเตอร์…” เธอเผลอเรียกชื่อเขาเบา ๆ มือเล็กเกาะเสื้อเขาไว้ตามสัญชาตญาณ หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ และมิล่ารู้ดีว่าเวกเตอร์จะทำอะไรแผ่นหลังเล็กสัมผัสลงบนเตียวนอนนุ่มสีชมพูอ่อนอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังวางของที่เปราะบางที่สุดในชีวิตลงตรงหน้าเวกเตอร์ไม่รีบถอยออกไป สายตาคมมองร่างเล็กใกล้ ๆ ชัดเจนเกินกว่าจะหลบหนีได้ ลมหายใจของทั้งคู่ทับซ้อนกันในระยะที่ไม่มีคำพูดใดจำเป็นอีกต่อไป“ฉันรักเธอมิล่า” มือหนาเอื้อมขึ้นแตะแก้มมิล่าเบา ๆดวงตากลมใสจ้องมองคนตรงหน้าสั่นนิด ๆ มิล่ากลืนน้ำลายลงคอช้า ๆ หัวใจยังคงเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น“ฉัน…” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ริมฝีปากหนาก็ประกบลงอย่างดูดดื่มมิล่าหลับตาพริ้ม ก่อนที่ปลายนิ้วจะเผลอจิกเสื้อเขาแน่นขึ้น ร่างเล็กยอมรับจูบนั้นอย่างไม่ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะหลงไปกับอารมณ์ แต่เพราะเธอเลือกแล้วเวกเตอร์ใช้สองมือประคองใบหน้าสวย เขาป้อนจูบแสนหวานให้กับมิล่าราวกับรอคอยวันนี้มานาน วันที่เธอกลับมาหาเขา ทั้ง ๆ ที่เคยหมดหวังมาแล้วหนหนึ่งทั้งคู่จูบกันอยู่นาน
หลังจากออกจากห้องตรวจ เวกเตอร์เดินเคียงข้างมิล่ามาตลอดทาง จนถึงลานจอดรถ เขาหยิบกุญแจขึ้นมากดปลดล็อก ก่อนจะหันมามองร่างเล็กเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง“ไปกินข้าวกัน” ร่างสูงพูดเหมือนสรุปแผน ไม่ได้ถาม“ไม่ค่ะ” เสียงเธอเรียบ แต่ชัดเจน “ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”เวกเตอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้คะยั้นคะยอ เขาเพียงพยักหน้าหนึ่งครั้ง เหมือนรับคำตามตรง“โอเค”คำตอบนั้นง่ายเกินไปจนมิล่าชะงัก เธอเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย เหมือนเผื่อว่าจะมีประโยคต่อท้าย แต่ไม่มีเวกเตอร์เปิดประตูรถให้เธอเหมือนเดิม รอจนเธอนั่งเรียบร้อยแล้วจึงอ้อมไปฝั่งคนขับ รถแล่นออกจากโรงพยาบาลอย่างเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนา ไม่มีแรงกดดันจนกระทั่ง…“งั้น… กลับถึงบ้าน” เวกเตอร์เอ่ยขึ้นระหว่างที่สายตายังจับอยู่บนถนน“ช่วยทำแผลให้หน่อยได้ไหม”มิล่าหันขวับมองทันที“อะไรนะคะ?”เวกเตอร์เหลือบมองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะมองกลับไปข้างหน้า“แผลที่แขนไง วันนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนผ้าก๊อซเลย”“แต่เราเพิ่งไปโรงพยาบาลมานะคะ!” เธอเผลอขึ้นเสียงนิดเดียว “จะให้หมอทำก็ได้”“ก็อยากให้แฟนทำให้นี่นา”มิล่าชะงักไปทั้งตัวคำว่าแฟนหลุดออกมาจากปากเ
“แผลยังต้องดูต่ออีกสองสามวันนะคะ”มิล่าพูดตัดบทตามหน้าที่ น้ำเสียงกลับมาเรียบเหมือนเดิม“ถ้ามันปวดมากกว่านี้ คุณต้องบอกนะคะ”“ครับผม” เวกเตอร์ตอบทันที คำว่า ‘ครับ’ หลุดออกมาแบบไม่ต้องคิด สุภาพเกินไป นุ่มเกินไปและไม่ใช่ภาษาของเวกเตอร์ที่ใครในโลกนี้คุ้นเคย“กลับได้แล้วค่ะ ทำแผลเสร็จแล้ว” มิล่าพูดเหมือนบอกขั้นตอนสุดท้ายของงาน ไม่มีน้ำเสียงอื่นแทรกเวกเตอร์พยักหน้า รับคำอย่างว่าง่ายผิดวิสัย ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่รีบไป มือหนาขยับจัดแขนเสื้อเชิ้ต กลบผ้าก๊อซอย่างระวัง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังมี แผลที่ต้องถนอม“โอเค งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ”“ไว้ตอนเย็นจะแวะมาใหม่”มิล่าเงยหน้าขึ้นมองทันที สายตานิ่ง คิ้วขยับเพียงนิดเดียว“ไม่ต้องมาบ่อยก็ได้ค่ะ”เวกเตอร์ชะงัก เสี้ยววินาทีเดียว ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างคนที่ ควบคุมหน้าไม่อยู่“ก็คนมันคิดถึง” เขาพูดตรง ๆ ไม่ลดเสียง ไม่เล่นคำ เหมือนโยนไพ่ใบใหญ่ลงกลางโต๊ะโดยไม่แคร์ผลลัพธ์มิล่ามองเขานิ่งขึ้นกว่าเดิม ตาแข็งชัดเจน“พอพูดแบบนี้ได้ก็พูดใหญ่เลยนะคะ”ประโยคนั้นไม่ได้ดุ แต่ หยุดเขาอยู่หมัด เวกเตอร์หัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงขำ เป็นเสีย
“ยื่นแขนมาหน่อยค่ะ”เสียงของมิล่าเรียบ มีระยะชัดเจนวางอยู่ระหว่างคำพูดเวกเตอร์ขยับแขนตามที่เธอบอกอย่างเงียบ ๆ เขานั่งหลังตรง มือวางบนหน้าขา อีกข้างยื่นมาให้โดยไม่ถาม ไม่แซว ไม่พูดอะไรเกินจำเป็น ราวกับเข้าใจดีว่าตอนนี้ คำพูด คือสิ่งที่ไม่ควรมีมากที่สุดมิล่าหยิบสำลีชุบน้ำเกลือบิดเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ แตะลงบนผิวแขนที่ยังแดงจาง ๆ ปลายนิ้วเธอสัมผัสเขาอย่างระวังไม่ใช่เพราะกลัวแผล แต่เพราะกลัวอย่างอื่นมากกว่าเวกเตอร์สะดุ้งเล็กน้อยจากความเย็น“เจ็บไหมคะ” เธอถามตามหน้าที่ ไม่ได้เงยหน้ามอง“นิดหน่อย”มิล่าเงียบ เธอเพียงขยับมือให้มั่นคงขึ้น เปลี่ยนสำลีก้อนใหม่ แล้วเช็ดรอบผิวที่แดงนั้นต่ออย่างเงียบ ๆความเงียบระหว่างคนสองคนแน่นขึ้น แต่ไม่อึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่ว ๆ กับเสียงสำลีเสียดผิวเบา ๆมิล่าก้มมองแขนเขาอยู่นานกว่าที่จำเป็นเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เธอขยับแขนเขานิดหนึ่งเพื่อดูมุมแผลให้ชัดขึ้น แล้วพึมพำออกมาเบา ๆ ราวกับลืมไปว่ามีคนฟังอยู่ตรงนั้น“จะพองไหมเนี่ย”น้ำเสียงนั้นไม่ใช่น้ำเสียงของคนตั้งกำแพง แต่เป็นเสียงของความกังวลจริง ๆเวกเตอร์ได้ยินชัด คำพึมพำนั้นเบากว่าลมหา
มยุรีหัวเราะเบา ๆ อย่างคนถูกแซวถูกจุด แต่ไม่ได้รีบปฏิเสธ“แม่เห็นแค่แวบเดียวเอง” เธอพูดพลางจัดหมอนให้ลูกสาว“แต่ก็ดูสุภาพดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ ไม่วุ่นวาย”“เห็นไหม ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่คิด” พายหันกลับมามองมิล่าทันที ดวงตาเป็นประกายแบบคนได้ของเล่นใหม่“พาย” มิล่าเรียกชื่อเพื่อนเสียงต่ำ เป็นเชิงเตือนมากกว่าดุ“อะไรเล่า” พายยักไหล่“ฉันแค่พูดตามที่เห็น โลกมันกลมเกินไปหน่อยไหม แกไปเจอเขาที่งานแต่งฉัน แถมยังเจ็บข้อเท้า แล้วเขาก็พาไปโรงพยาบาล ไปส่งถึงบ้าน” เธอหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก“นี่มันพล็อตนิยายชัด ๆ”“มันไม่ใช่แบบนั้น” มิล่าพูด“ยังไม่ใช่” พายแก้คำให้“แต่ก็ไม่ใช่บังเอิญธรรมดาแล้วล่ะ”มยุรีไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอแค่ฟัง และสังเกตสายตาคนเป็นแม่มองเห็นอย่างหนึ่งชัดเจนลูกสาวเธอไม่ได้ปิดใจ แต่กำลังระวังอะไรบางอย่าง“แม่รู้ไหมคะ คนนี้เขาเคยให้ทุนมิล่าตอนปีสามที่มิล่าสอบได้”มยุรีชะงักไปเล็กน้อย มือที่กำลังจัดผลไม้ใส่ตระกร้าหยุดค้าง“ให้ทุน?”“จริงเหรอ ทำไมมิล่าไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลย”“เฮ้ออ หิวข้าวแล้วอ่า แม่คะมีไรกินบ้าง” พูดจบร่างเล็ก ก็เอนหลังพิงโซฟาทันที เหมือนตั้งใจตัดบทแบบไม่เปิดช่องให้







