مشاركة

บทที่3

last update تاريخ النشر: 2025-11-06 19:27:34

บทที่3

ครึกครื้น...

หลังจากฝ่ามือแกร่งตบลงบนกลไก พื้นห้องตรงที่ทั้งสี่ชีวิตก็เลื่อนออกเปิดเป็นช่องทางลับ ทั้งหมดจึงตกลงไปในหลุมดังกล่าวโดยที่ทั้งสามชีวิตนั้นรู้แจ้งอยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดอันใดขึ้นมีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ทันรู้ตัวก็ต้องดิ่งลงที่ต่ำก็คือหลัวเฟยเฟิ่งเท่านั้น

ตุ๊บ! อึ้ก!

ทว่าที่ยิ่งกว่าหลัวเฟยเฟิ่งจะมิคาดมากกว่าก็คือตนจะถูกหลีเซี่ยงหลิ่วพลิกเอาร่างของนางเป็นเบาะรองรับเรือนกายแกร่งของบุรุษวัยฉกรรจ์แสนจะบึกบึนเต็มกายที่น้ำหนักไม่น้อยของเขาเข้าเสียได้!

"ไป!"

"ยิง!"

เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว

หลีเซี่ยงหลิ่วตะโกนขึ้นมาเกือบจะพร้อมกันกับหลีซือหลางร้องสั่งการทหารให้ยิ่งลูกธนูออกไปซึ่งพุ่งเฉียดใบหน้าของหลัวเฟยเฟิ่งเพียงเส้นผมกั้นขวางแต่นางไม่มีเวลาเสียขวัญเพราะมัวแต่แตกตื่นต่อให้นางทั้งจุกทั้งเจ็บและยังไม่ทันต่อว่าอีกฝ่ายที่ใช้ตนเองเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกก็พลันถูกกระชากลากถูให้ตามติดเพื่อหลบหนีทหารของฝ่ายองค์ชายใหญ่และบิดาของนางที่พุ่งลงมาชนิดกระชั้นชิดแบบกายใจจ่อท้ายทอยกันเลยทีเดียว

ตึก! ตึก! ตึก!

เหนื่อยแทบขาดใจเป็นเช่นไรหลัวเฟยเฟิ่งเพิ่งประจักษ์กระจ่างใจตนเอง แต่จะเหน็ดเหนื่อยเพียงในนางก็หยุดวิ่งไม่ได้ นางมีแต่ต้องวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังตามแรงฉุดดึงของหลีเซี่ยงหลิ่วเท่านั้น โดยที่ด้านหลังของนางกับหลีเซี่ยงหลิ่วมีจูอิงและฉงหลินคอยคุ้มกันปกป้องให้

ไม่นานหลีเซี่ยงหลิ่วก็พานางวิ่งลัดเลาะไปตามซอกหลืบซึ่งถูกขุดเอาไว้จนทหารของอีกฝ่ายห่างออกไปทุกขณะ ไม่นานทหารเหล่านั้นก็หายไปจนหมด แต่หลีเซี่ยงหลิ่วนั้นกลับยังไม่หยุดฝีเท้าลง ยังคงวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ จูอิงและฉงหลินนั้นก็ติดตามมาไม่ห่าง ใจแทบจะขาดแต่ไม่กล้าหยุดเพราะกลัวคนขององค์ชายใหญ่จะตามมาทัน

แต่สุดท้ายหลีเซี่ยงหลิ่วก็ชะลอฝีเท้าลงและหยุดลงในที่สุด หลัวเฟยเฟิ่งเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งแปะอยู่กับพื้นอย่างไม่สนใจอีกแล้วว่าตนเองจะแปดเปื้อนหรือไม่ นางรู้เพียงตนเองหมดแรงแล้วจริงๆ เกิดมาจนถึงวันนี้สิบแปดหนาวครั้งนี้นางจึงค่อยซาบซึ้งว่าหนีไม่คิดชีวิตเป็นเช่นนี้นี่เอง

"ต้องไปต่อแล้ว หากเจ้าไม่ไปต่อจะรอความตายอยู่ตรงนี้ก็ตามสะดวก"

เสียงของหลีเซี่ยงหลิ่วดังลอยมาจากด้านบนศีรษะ ฟังแล้วหลัวเฟยเฟิ่งจึงถอนหายใจแรงดังพรืด แต่ก็ลุกขึ้นโดยไม่พูดไม่จา จากนั้นก็เดินตามหลังบุรุษนิสัยต่ำทรามไปอย่างจนปัญญาเพราะบัดนี้หากนางไม่ตามเขาไปก็ไม่ทราบว่าตนเองจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไรจึงจำใจต้องเดินตามเขาไปเท่านั้น

เดินลัดเลาะได้ราวครึ่งชั่วยามทั้งสี่ชีวิตก็มาโผล่ยังตีนเขาที่อยู่นอกกำแพงวังหลวงมาทางทิศตะวันออกสังเกตได้จากดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็ยังยากจะวางใจว่าปลอดแล้วจริงๆ แต่บาดแผลของหลีเซี่ยงหลิ่วต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างจริงจังแล้วหลังจากที่หลัวเฟยเฟิ่งใช้วิชาแพทย์ของตนเองห้ามเลือดของเขาไปบ้างระหว่างหลบหนีออกมาเมื่อครูไปบ้างแล้ว

เหตุใดเจ้ายังเอาซากแมวมาด้วย”

เมื่อพอจะมีแสงจันทร์ให้ความสว่างได้บ้างหลีเซี่ยงหลิ่วจึงเพิ่งเห็นว่าหลัวเฟยเฟิ่งนั้นยังคงอุ้มซากแมวสีขาวตัวนั้นมาด้วยจนถึงบัดนี้ทั้งที่ต่างหนีตายกันมาโดยแท้

ไป๋ลู่คือแมวที่น้องสาวคนเล็กของข้ารักมันมาก แต่เพราะต่างต้องแยกจากกันไปไกลแล้วทิ้งหม่อมฉันเอาไว้เพียงลำพัง เจ้าเสี่ยวลู่คือสหายเพียงหนึ่งเดียวที่นางทิ้งเอาไว้แทนตนเอง ดังนั้นต่อให้มันตายแล้วแต่หม่อมฉันก็ต้องพามันมาหาที่ฝังให้ดีเพคะจึงไม่รู้สึกผิดต่อน้องสาวและเสี่ยวลู่”

หลีเซี่ยงหลิ่วทำเสียง'หึ!'แต่ไม่กล่าวอันใดออกมาอีก หลัวเฟยเฟิ่งจึงวางซากของไป๋ลู่แล้วห้ามเลือดให้อีกฝ่ายในความมืดอย่างจริงจัง เพราะมิอาจก่อกองไฟให้ทหารของฝ่ายตรงข้ามติดตามมาเอาชีวิตได้

"ขณะนี้คงทำได้เท่านี้ก่อนนะเพคะ หม่อมฉันไม่มีทั้งยาและเครื่องมือ ทุกสิ่งล้วนอยู่ในจวนสกุลหลัวส่วนหนึ่งกับอีกส่วนหม่อมฉันฝากไว้ด้านนอกเพราะมิอาจนำเอายาสมุนไพรเข้าไปในตำหนักบูรพาได้ตั้งแต่แรกเพคะ"

ฟังแล้วหลีเซี่ยงหลิ่วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

"แต่เจ้าเป็นท่านหมอ ท่านหมอทุกคนไม่ใช่ว่าต้องพกเครื่องมือและยาสมุนไพรติดกายอยู่เสมอหรอกหรือ ถึงตำหนักบูรพามีข้อห้าม ทว่าหากเจ้าใช้คำว่า'สินเดิม'ก็สามารถยกเว้นได้แล้ว"

หลีเซี่ยงหลิ่วเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยจริงจัง

"กราบทูลไท่จื่อตามจริง หนึ่งหม่อมฉันคิดจากไปตั้งแต่แรก ที่ห้องหอช่วงหัวค่ำที่หม่อมฉันขวาง ไท่จื่อไม่ใช้ต้องการจะเข้าหอแต่หม่อมฉันต้องการเจรจาตกลงกับไท่จื่อเพคะ กับสอง เรื่องสินเดิมนั้นหม่อมฉันไม่ทราบ เฟยเมี่ยวกับนายท่านหลัวบอกแก่หม่อมฉันว่าทางตำหนักบูรพามีข้อห้ามเด็ดขาดเรื่องเครื่องมือกับยาสมุนไพรหากหม่อมฉันไม่ใช่หมอหลวงมิอาจนำสิ่งเหล่านั้นติดกายเข้าวังหลวงได้อย่าว่าแต่ตำหนักบูรพาเลย"

หลีเซี่ยงหลิ่วนั้นไม่อยากจะเชื่อ ทว่าหลายสิ่งก็บอกแก่เขาว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้โกหก เพราะไม่เช่นนั้นนางจะหนีตามเขามาด้วยเหตุอันใดกัน เพราะเมื่อครู่ฝ่ายเขาเช่นไรก็โอกาสตายมากกว่ารอด

"เอาละพวกเราคงพักนานกว่านี้ไม่ได้แล้วหม่อมฉันเตรียมรถม้าเอาไว้หนึ่งคันที่นอกเมืองกับฝากเครื่องมือแพทย์และตัวยาที่จำเป็นบางส่วนฝากเอาไว้ที่โรงเตี๊ยมยังนอกเมืองหลวง ดูจากดวงดาวขณะนี้ก็พอจะเดินมุ่งหน้าไปได้เช่นไรพวกเราไปต่อกันเถอะ"

คราวนี้เป็นหลัวเฟยเฟิ่งบ้างแล้วที่แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะเดินนำหน้าบุรุษทั้งสามที่หนึ่งบาดเจ็บอีกหนึ่งช่วยประคองกับอีกหนึ่งคุ้มกันท้ายแถว

"อ๋อ หลังจากนี้หม่อมฉันไม่ใช่หลัวเฟยเฟิ่งแล้วนะเพคะ หม่อมฉันคือท่านหมอจาง'จางเยี่ยนจื่อ'ตามใบผ่านทางที่ทางการออกให้ รบกวนไท่จื่อและอีกสองท่านเข้าใจตรงกันด้วยมิใช่อันใดแต่เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคน"

หลีเซี่ยงหลิ่วจึงยิ่งกระจ่างว่าเด็กสาวที่กำลังมุ่งหน้าไปด้านประตูเมืองทิศใต้นั้นคงเตรียมการจะไปจากเขาตั้งแต่แรกจริงไม่ได้กล่าวโกหกให้ตนเองดูเป็นคนที่น่าวางใจเท่านั้น หาไม่นางคงไม่เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ใหม่เช่นนี้ ชั่วขณะนั้นเขาก็บังเกิดความคิดขึ้นมาหนึ่งสาย

'ฉงหลิน ต่อไปเจ้าคือ'ฉางเฉี่ยน' ส่วนเจ้าจูอิง นับจากนี้คือ'จงเจิ้ง' ส่วนข้าต่อไปมีแซ่ว่า'เซียว'ส่วนนามนั้นคือ...อู๋เกอ ต่อไปพวกเจ้าคือญาติผู้พี่ของข้าใช้แซ่เซียวเช่นกัน"

หลัวเฟยเฟิ่งหรือต่อไปนับจากนี้นางคือ'จางเยี่ยนจื่อ'ตามหนังสือผ่านทางที่นางใช้แผ่นทองถึงสิบแผ่นแลกมาฟังคำของไท่จื่อตกอับพูดคุยกับคนสนิทก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายก็ไม่นับด้อยสติปัญญาเท่าใด แต่คิดไปคิดมาเยี่ยนจื่อก็คิดว่าตนเองเหมือนจะลำบากแล้วเพราะดันไปรับปากว่าจะให้การสนับสนุนอีกฝ่ายเปลี่ยนตัวตนใหม่จะหนังสือผ่านทางอีกตั้งสามคน

คิดแล้วก็ใจหาย แผ่นทองที่สะสมมาคล้ายจะลอยหายไปสามในแปดส่วนแล้วจริงๆ นางต้องไปรักษาคนรวยมาช่วยไท่จื่อตกยากอีกกี่คนจึงจะได้แผ่นทองคืนกระเป๋าได้เท่าเดิมกันเล่ายิ่งคิดก็ยิ่งมองเห็นความยากจนชัดเจนอยู่ในครรลองสายตาขึ้นทุกขณะ ดังนั้นแล้วเมื่อพ้นจากเมืองหลวงนางจะต้องหาทางสลัดทั้งสามคนนี้ทิ้งไปโดยเร็ว!

ฝ่ายขององค์ชายใหญ่หลีซือหลางนั้นเมื่อทราบว่าน้องชายหนีรอดไปได้ก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่เขากลับกล่าวกับหัวหน้าองครักษ์ที่รับใช้ตนเองเพียงแค่ 'ไม่เป็นอันใดเราค่อยๆ สืบหาต่อไป'เพียงเท่านั้น

"แต่ฝ่าบาทเพคะ ปล่อยเสือบาดเจ็บเข้าป่าไปเช่นนี้จะดีหรือ?"

หลัวเฟยเมี่ยวนั้นกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันควันเมื่อทราบว่าหลีเซี่ยงหลิ่วกับพี่สาวของตนเองหนีรอดไปได้ เพราะสนิทสนมกับไท่จื่อมาถึงสี่หนาวนางย่อมรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดานัก

"ทหารของเรามีตั้งเท่าไหร่ อีกสิ่งในเมื่อหลวงนี้ก็แทบไม่มีคนที่เซี่ยงหลิ่วจะไปพึ่งพาได้ มีเพียงมันกลับไปถึงแคว้นจิ้งโจวที่มู่หยางอ๋องซึ่งเป็นท่านลุงของมันปกครองอยู่จึงน่ากังวล แต่เมืองหลวงกับแคว้นจิ้งโจวนั้นห่างกับถึงแปดร้อยลี้เราจึงยิ่งกว่ามั่นใจว่าคนของเรามากพอที่จะกำจัดมันได้ก่อนที่มันจะเดินทางไปถึง ส่วนทหารของหลีเซี่ยงหลิ่วเองนั้นก็อยู่ห่างไกลไปคนละทิศละทางมันแค่เพียงสามคนกับการถูกเจ้าแทงจุดตายไป ป่านนี้ก็ไม่แน่ว่ามันอาจจะตายแล้วก็เป็นไปได้

หรือต่อให้เซี่ยงหลิ่วมีปีกบินได้ก็ยากจะรอดพ้นคนของพวกเราไปได้หรือเจ้าไม่เชื่อใจคนของข้าเล่าเมี่ยวเอ๋อร์?"

หลัวเฟยเมี่ยวฟังแล้วก็คิดตาม จึงพบว่าหลีซือหลางกล่าวมานั้นมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย นางจึงค่อยสบายใจส่วนหลัวเฟยเฟิ่งนางยิ่งไม่กังวล เพราะพี่สาวผู้นั้นก็เพียงคนไม่มีวรยุทธ์ มีแค่วิชาแพทย์พรรคพวกก็ไม่มีอำนาจยิ่งไม่มีคนเช่นนั้นไม่คู่ควรให้นางต้องกังวลแม้แต่น้อย

"แม่ทัพเนี่ยปิดประกาศออกไปให้ทั่วว่าหลีเซี่ยงหลิ่วสังหารองค์ชายรองกับองค์ชายสามไม่พอยังปลงพระชนม์ฝ่าบาทพบเจอที่ใดให้ประหารได้ทันที"

ต่อให้ข้อกล่าวหานี้จะถูกสงสัยเพียงใดแต่ด้วยกำลังของตนเองมากกว่าหลีซือหลางจึงไม่กังวล เมื่อออกคำสั่งไปแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินทางเข้าไปภายในวังหลังซึ่งมีเหวินกุ้ยเฟยกับอัครเสนาบดีเหวินรออยู่ก่อนแล้ว ซึ่งตรงลานกว้างของอุทยานหลวงนั้นมีเหล่าพระสนมกับเหล่าองค์หญิงและองค์ชายที่ยังอยู่ในวัยเยาว์กับนางกำนัลและขันทีอาจมากถึงพันกว่าชีวิตถูก'ควบคุม'มารวมกันเอาไว้รอให้เขาตัดสินอยู่อีกด้วย

"ซือหลางคิดการใหญ่ใจต้องเหี้ยม"

อัครมหาเสนาบดีเหวินผู้เป็นท่านตาของเขาเอ่ยขึ้นเมื่อกายแกร่งทรุดลงนั่งบนเก้าอี้เรียบร้อย ชายหนุ่มจึงกดยิ้มอ่อนโยนส่งไปให้กับทุกชีวิตที่กำลังกรีดร้องวิงวอนขอความเมตตาอยู่ยังลานกว้างหนึ่งสาย ก่อนจะโบกข้อมือส่งสัญญาณให้กับทหารองครักษ์ที่ควบคุมกลุ่มคนกลุ่มใหญ่

พวกเขาเหล่านั้นจึงต้องก้มหน้าทำตาคำสั่ง ทั้งที่มันแสนจะโหดร้ายเพราะที่พวกเขาต้องลงมือสังหารนั้นเป็นเด็กและสตรีเสียเป็นส่วนใหญ่เรียกว่ามีบุรุษซึ่งเป็นขันทีเพียงสองในสิบส่วนเพียงเท่านั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้อง เสียงคมดาบตัดเอาเลือดเนื้อ กลิ่นคาวโลหิตฟุ้งกระจาย

เพราะโลหิตนั้นพุ่งออกจากลำคอที่ถูกตัดแยกออกจากศีรษะซากศพเพิ่มขึ้นจนกองเป็นภูเขาขนาดย่อม ซากศพมากมายยังไม่สะเทือนใจได้เท่าน้ำในบึงบัวขนาดใหญ่เนื้อที่ดินอาจมากกว่าสองร้อยหมู่นั้นขณะนี้กลายเป็นสีแดงเลือดนกจากโลหิตของคนกว่าสามพันกว่าชีวิตที่ต้องตายสังเวยความกระหายอำนาจของบุรุษที่ดูภายนอกเป็นคนสุขุมใจดีมีเมตตาเช่นหลีซือหลางเพียงเท่านั้น

"ตรวจดูให้ละเอียดอีกครั้งแม้แต่เด็กแรกคลอดก็ห้ามละเว้น!"

ก่อนจะกลับไปยังตำหนักส่วนหน้า หลีซือหลางยังกำชับหัวหน้าองครักษ์อีกครั้ง แล้วเขาจึงก้าวนำหน้าท่านตาและมารดาตรงไปยังตำหนักหลงจิ่งที่เป็นตำหนักส่วนตัวผู้เป็นฮ่องเต้ด้วยใบหน้าซึ่งยังคงแต้มด้วยรอยยิ้มแสนจะอ่อนโยนเอาไว้ไม่วางทั้งที่เพิ่งจะดูชมและเป็นผู้ออกคำสั่งปลิดชีพคนหลายพันกว่าชีวิตมาโดยแท้

ซึ่งพอไปถึงตำหนักหลงจิ่งก็มีขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊มารอเข้าเฝ้าอีกร่วมสามร้อยกว่าชีวิตซึ่งแน่นอนคนพวกนี้ส่วนหนึ่งคือคนของฝ่ายเขาส่วนอีกส่วนคือพวกที่พร้อมจะเปลี่ยนฝั่งขอเพียงตนเองได้ประโยชน์ ส่วนขุนนางที่สนับสนุนอดีตฮ่องเต้และไท่จื่อหลีเซี่ยงหลิ่วเกือบแปดร้อยชีวิตล้วนตายลงไปหมดแล้วภายในตำหนักบูรพา

ที่อัครมหาเสนาบดีเหวินนั้นกล่าวแนะนำหลานชายของตนเมื่อครู่ว่า'คิดการใหญ่ใจต้องเหี้ยม'นั้นอีกฝ่ายถูกมารดาสั่งสอนมาตั้งแต่จำความได้ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายป้ายสีซ่งฮองเฮานั้นย่อมเป็นเหวินกุ้ยเฟยกับอัครมหาเสนาบดีเหวินผู้เป็นบิดาของนางอยู่แล้วเรียกว่ามารดาสวมหน้ากากเก่งเท่าใดบุตรชายเช่นองค์ชายใหญ่กลับเก่งกาจยิ่งกว่าหลายพันเท่านัก!

"ขุนนางที่รัก วันนี้เรารู้สึกอ่อนล้าอย่างยิ่งพรุ่งนี้จึงค่อยมาประชุมที่ท้องพระโรงใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตาเถิด"

เรือนกายแกร่งหันมาเผชิญหน้ากับขุนนางทั้งหลายแล้วยิ้มอ่อนส่งให้ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนขุนนางทั้งหลายอดจะเคลิบเคลิ้มกับกิริยาขององค์ชายใหญ่หลีซือหลางไปถ้วนหน้า ซึ่งภาพมารยาเหล่านี้องค์ชายใหญ่นั้นสวมมันมาจนวันนี้ก็แยกไม่ออกแล้วว่าอันใดคือตัวตนแท้จริงหรืออันใดคือเขาปั้นแต่งมันขึ้นมา

เมื่อเหลือเพียงคนกันเองแล้วหลีซือหลางจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้มังกรของบิดาที่เขาสังหารเองกับมือแล้วยกมุมปากพึงใจ

"ขอทรงอายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี"

ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เหวินกุ้ยเฟยต่างก็คุกเข่าลงแล้วกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงใบหน้าอบอุ่นจึงยิ่งยิ้มอ่อนโยนเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

"ทุกคนลุกขึ้นเถิด เสด็จแม่ลุกขึ้นๆ"

ความอ่อนโยนนี้ไม่มียกเว้นผู้ใดหลีซือหลางลุกขึ้นจากเก้าอี้มังกรภายในตำหนักตรงไปประคองมารดาที่ยังงดงามราวกับเป็นพี่สาวมากกว่าจะเป็นมารดาของบุรุษหนุ่มวัยยี่สิบห้าหนาวเช่นนี้ให้นางลุกขึ้นไปนั่งเก้าอี้สำหรับฮองเฮาที่ตลอดชีวิตของเหวินอี๋เซียงใฝ่ฝันต้องการจะนั่งมาตลอดแต่กลับไม่เคยได้สัมผัส

แต่วันนี้นางไม่ใช่เพียงฮองเฮาแล้วแต่กำลังจะได้เป็นไท่เฮา เป็นใหญ่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องก้มศีรษะให้กับนางนับว่าที่อดทนมาร่วมสามสิบหนาวนั้นไม่เสียแรงเปล่าแล้วจริงๆ

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ของหวงจอมทมิฬ   ตอนพิเศษ

    ตอนพิเศษหลังจากผ่านเรื่องราววุ่นวายทั้งร้ายและดีร่วมกันมาถึงสิบเอ็ดเดือนนับจากวันที่บุกเข้าจู่โจมและยึดคืนราชบัลลังก์ บัดนี้ต้าเว่ยกลับมาสงบสุขอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีครองราชย์หลีเซี่ยงหลิ่วก็ขึ้นเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ โดยมีนามว่าเซียวอู๋ตี้ฮ่องเต้และมีจางเยี่ยนจื่อเป็นฮองเฮาเคียงข้างที่ชาวต้าเว่ยและขุนนางทั้งหลายมิได้คัดค้านหรือไม่พึงใจเพราะเซียวอู๋ตี้ฮ่องเต้นั้นประกาศถึงคุณงามความดีของจางฮองเฮาว่านางคือสตรีเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาในยามยากช่วยชีวิตจนเขาผ่านพ้นปรโลกมาได้ฝ่ายของจางเยี่ยนจื่อนั้นที่นางเลือกจะใช้แซ่จางต่อไปไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แซ่เดิมของมารดาก็เพราะนางอยากจะยกย่องนางจางซื่อที่เลี้ยงดูตนเองมาแต่สุดท้ายกลับต้องมาจบชีวิตลงเพราะพี่ชายของตนเองซึ่งแน่นอนว่าหลีเซี่ยงหลิ่วนั้นตามใจนางอยู่แล้วและวันนี้นางก็มายืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพขนาดเล็กที่สลักคำว่า'ไป๋ลู่'เอาไว้ด้วยแผ่นหินอย่างดี ซึ่งมันตั้งอยู่ที่ท้ายตำหนักหนิงเฟิ่งของและสามีด้วยฝีมือการขนย้ายของฉางเฉี่ยนกับจงเจิ้งที่จัดการมาให้ตามคำสั่งของเซียวอู๋ตี้ผู้เป็นนาย"ความจริงข้าอยากจะย้ายเอาไปไว้ที่สุสานของนางจางซื่อและหลัวเฟยล

  • ของหวงจอมทมิฬ   ตอนจบ

    ตอนจบและอีกหนึ่งเดือนต่อมากองทัพของไท่จื่อหลีเซี่ยงหลิ่วก็มาถึงตำบลฝูซานที่ตั้งอยู่นอกประตูเมืองอยู่หนึ่งร้อยลี้ด้วยกำลังทหารที่มากถึงสองแสนเจ็ดหมื่นสามพันคน เรียกว่าเพียงแค่ได้ข่าวถึงจะแค้นแสนแค้นหลัวเหยียนฟ่านก็ยังไม่กล้าเคลื่อนทัพออกมาเอาชีวิตของหลีเซี่ยงหลิ่วเช่นที่เขานั้นเคยลั่นวาจาเอาไว้แม้แต่น้อยภายในเมืองนั้นวุ่นวายไปด้วยครอบครัวขุนนางกังฉินที่ยืนอยู่ฝ่ายหลีซือหลางที่ต่างพากันเคลื่อนย้ายทรัพย์สินและผู้คนเนื่องจากคราวนี้แน่นอนว่าผู้ใดจะชนะแล้วต่อให้ทหารของไท่จื่อหลีเซี่ยงหลิ่วยังไม่ได้เข้าประตูเมืองมา เพราะชาวบ้านชาวเมืองนั้นแค่เพียงทราบข่าวว่าไท่จื่อเคลื่อนทัพมาทวงราชบัลลังก์คืนพวกเขาล้วนต่างยินดีปรีดาเตรียมพร้อมที่จะเปิดประตูเมืองต้อนรับฮ่องเต้ที่พวกเขาพึงใจมากกว่าหลีซือหลางที่เป็นเพียงกบฏอำมหิตสังหารบิดาและพี่น้องจนหมดสิ้นแต่เพียงขบวนหลบหนีของเหล่าขุนนางกังฉินและทหารหนีกองเคลื่อนออกพ้นประตูเมืองก็ถูกคนของหลีเซี่ยงหลิ่วจับกุมเอาไว้ได้ทั้งหมด บุรุษหากเป็นสายรองก็จะถูกส่งไปใช้แรงงานในเหมือง ส่วนสตรีนั้นจะถูกส่งไปทำนาเกลือรวมทั้งเด็กและคนชราส่วนบุรุษสายตรงล้วนถูกตัดสินประหารท

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่40

    บทที่40ดังนั้นในยามสายของอีกวันต่อมาขณะที่จางเยี่ยนจื่อนั้นเตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่อจะติดตามสามีของนางไปทำศึกใหญ่ในฐานะหมอหลวงประจำตัวของแม่ทัพใหญ่เช่นไท่จื่อหลีเซี่ยงหลิ่วอยู่นั่นเอง'ข่าว'ที่ท่านหญิงหยวนข้อมือขวาหายไปในยามถูกควบคุมตัวไปยังวัดบนเขาก็ลอยมาเข้าหูของหญิงสาวเข้าจนได้ครั้งแรกจางเยี่ยนจื่อก็เตรียมจะวางมือจากงานตรงหน้าแล้วไปต่อว่าหลีเซี่ยงหลิ่วที่ไม่รักษาสัญญาหกทบทวนจนถี่ถ้วนก็ค่อยกระจ่างเป็นนางที่ไม่รอบคอบเองเพราะนางเพียงถามเขาเท่านั้นว่า ‘ท่านจะไปเอาความหยวนโม่ซินหรือจะอยู่เอาความกับจื่อจื่อดีเล่า? ‘เท่านั้นนางไม่ได้สั่งห้ามเขาอย่างเด็ดขาดและจริงจังว่าห้ามไปเอาความกับหยวนโม่ซินอีก"มือก็ตัดไปแล้ว ดูแล้วก็คงหลายชั่วยามไปช่วยต่อให้ก็คงไม่ได้ผล เฮ้อ คืนนี้ก็ไม่ต้องเข้ามานอนให้ห้องกับข้าก็แล้วกัน!"ซึ่งจางเยี่ยนจื่อนั้นไม่ได้พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแต่นางจริงจังอย่างยิ่งดังนั้นตกดึกของค่ำคืนนั้นเรือนรับรองฝั่งของมู่หยางอ๋องจึงต้องต้อนรับหลานชายที่เดินหน้าบึ้งตึงราวกับหนังกลองที่แม้แต่อาหารมื้อค่ำก็ยังไม่ได้กิน คิ้วเข้มของหนุ่มใหญ่พลันขมวดไม่เข้าใจว่าเหตุหลีเซี่ยงหลิ่วผู้ไม่

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่39

    บทที่39หลังจากตัดสินคดีความเรียบร้อยจางเยี่ยนจื่อนั้นก็แยกตัวไปรักษาอาการให้กับหยวนโม่ซินส่วนอดีตพระชายาเหลียงก็เป็นหน้าที่ของหมอหลวงประจำตำหนักเหลียงอ๋องไป ส่วนมู่หยางอ๋องนั้นก็มีตัวของซื่อจื่อน้อยไปเป็นภาระอีกหนึ่งคนมีเพียงหลีเซี่ยงหลิ่วที่ว่างแล้วเขาจึงติดตามภรรยาของตนเองไปทว่า..."รักษาด้วยการแช่น้ำสมุนไพรและฝังเข็มต้องปลดอาภรณ์ออกทั้งหมด ท่านจะไปช่วยอยู่หรือไม่?"จางเยี่ยนจื่อนั้นหันกลับมาถามอีกฝ่ายเสียงสงบ ทำเอาบุรุษตัวโตราวกับหมียักษ์ถึงกับยิ้มเจื่อนไม่กล้าขยับขาก้าวตามภรรยาตัวน้อยไปอีก"เช่นนั้นเจ้ารีบกลับนะ ข้าจะรอนอนพร้อมกับเจ้า""ดวงตาของเราใช้ร่วมกันหรือ?""ไม่ได้ใช้ร่วมกัน""เช่นนั้นจะรอหม่อมฉันด้วยเหตุอันใด ไปนอนเพคะ"จางเยี่ยนจื่อกล่าวแล้วก็ไม่ใส่ใจบุรุษผู้เป็นสามีของตนเองอีก ปล่อยให้หลีเซี่ยงหลิ่วหน้าตาบิดเบี้ยวเพราะรู้สึกขัดใจแต่จะทำสิ่งใดได้อยู่อีกนอกจากหันหลังกลับไปยังเรือนรับรองไปนอนดังที่ภรรยาออกคำสั่งด้วยกิริยากระฟัดกระเฟียดชวนขบขันยิ่งนักในสายตาขององครักษ์ทั้งสามชีวิตที่ติดตามองค์ไท่จื่อแห่งต้าเว่ยเช่นจงเจิ้ง หย่งเซิ่งและเกาเหิงยิ่งนัก"ข้าไม่ได้กลัวนางนะ ข้าแค

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่38

    บทที่38ฝ่ายของซ่งฉู่เหอที่รับมอบหมายหน้าที่จากหลานชายให้มาชำระความกับเหลียงอ๋องและพระชายาของอีกฝ่ายบัดนี้เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของเหลียงอ๋องนั้นใช้ว่าราชการประจำโดยมีเหลียงอ๋องหยวนโม่เซียวกับพระชายาเอกและคนของเขาถูกทหารองครักษ์ของไท่จื่อกับของมู่หยางอ๋องควบคุมให้นั่งอยู่บนพื้นหน้าโถงทางเดินของท้องพระโรงด้วยใบหน้าสลดหดหู่ ส่วนขุนนางกับซื่อจื่อนั้นยืนร่วมเป็นพยานอยู่สองข้างของท้องพระโรงว่าราชการด้วยสีหน้าแตกตื่นกันถ้วนหน้า"เหลียงอ๋องหยวนโม่เซียวและพระชายาเหลียงคงรู้ความผิดของตนเองดีแล้วใช่หรือไม่"ขุนนางที่แต่เดิมเหลียงอ๋องนั้นตั้งใจเชิญมาเป็นพยานให้ตนเองกับบุตรสาวมิคาดบัดนี้กลับต้องมาเป็นพยานให้ฝ่ายของมู่หยางอ๋องแทนต่างก็เหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผิดกับซื่อจื่อหยวนโม่หวายวัยสิบห้าหนาวที่พยายามห้ามปรามทั้งพี่สาว มารดาและบิดาแล้วแต่กลับไม่มีผู้ใดหยุดฟังเขาเลยแม้แต่คนเดียวที่ยืนหน้าถอดสีมองตรงไปยังมู่หยางอ๋องด้วยความกังวลใจถึงเก้าส่วนว่าอาจได้รับโทษหนักอย่างแสนสาหัสเพียงใดก็ยากจะรู้แจ้งถึงความคิดของไท่จื่อหนุ่มนั้นจะตัดสินเช่นไร"หรือเหลียงอ๋องยังมีสิ่งใดอยากจะกล่าวแก้ตัวก็กล่าวออกมา

  • ของหวงจอมทมิฬ   บท37

    บทที่37ระหว่างทางที่ต้องเดินกลับเรือนรับรองมีหลายครั้งที่หลีเซี่ยงหลิ่วควบคุมตนเองไม่ได้พยายามจะจับเรือนร่างอรชรของจางเยี่ยนจื่อนั้นกดลงพื้นอยู่หลายครั้งจนจงเจิ้งนั้นต้องพุ่งเข้ามาแยกเขาคนตัวโตออกไปประคับประคองด้วยตนเองแทน จางเยี่ยนจื่อจึงใช้โอกาสนั้นล่วงหน้าไปเตรียมห้องอาบน้ำรอเอาไว้ก่อนเมื่อไท่จื่อหนุ่มไปถึงจะได้เริ่มแช่น้ำสมุนไพรได้เลย"ทรงมีสติก่อนพ่ะย่ะค่ะไท่จื่อ"จงเจิ้งถูกลวนลามหนักเข้าเขาก็จำต้องเอ่ยปากกรามอีกฝ่ายที่เป็นบุรุษตัวโตไม่ต่างจากตนเองเช่นกันให้เขาตั้งสติสักหน่อย หลีเซี่ยงหลิ่วจึงสะดุ้งคืนสติกลับมา ความทรมานที่ตนเองได้รับคราวนี้ชายหนุ่มจะขอจดจำเอาไว้เลยว่าสตรีนั้นอันตรายเพียงใดโดยเฉพาะสตรีสาวน้อยที่ดูบอบบางอ่อนหวานนั้นร้ายกาจกว่าสตรีที่ตรงไปตรงมาเช่นนางเยี่ยนจื่อมากนัก"พาเขามาทางนี้เลยข้าเตรียมทุกสิ่งเสร็จเรียบร้อยพอดี"พอไปถึงเรือนรับรอง จางเยี่ยนจื่อก็ออกมารอรับหลีเซี่ยงหลิ่วด้วยตนเอง ภายในห้องอาบน้ำไร้เงาของนางกำนัล พอจงเจิ้งประคองเรือนกายสูงใหญ่ของผู้เป็นนายมาส่งจนถึงหน้าบ่ออาบน้ำขนาดใหญ่ที่บัดนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรหาใช่ดอกไม้หอมเช่นปกติแล้วจึงถอยออกไปรอด้านนอกเช

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่9

    บทที่9ผ่านไปอีกสองวันอาการของคุณชายเซียวก็ดีขึ้นเป็นลำดับจน หย่งเซิ่ง หยุนเปียว กวนเหิง จงเจิ้ง และฉางเฉี่ยนนั้นอดจะยอมรับจากใจเสียมิได้ว่า จางฮองเฮามีฝีมือแพทย์ไม่ธรรมดาจริงๆ ส่วนสองผู้เฒ่าเจ้าสองกระท่อมนั้นรู้แจ้งมาสักพักแล้ว จึงไม่แปลกใจ พอห้าวันคุณชายเซียวของทุกคนก็ลุกออกมาเดินรอบข้างกระท่อมเป

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่4

    บทที่4ฝ่ายของคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนไม่เหลือความดีเช่นหลีเซี่ยงหลิ่วหรือบัดนี้คือ'เซียวอู๋เกอ'แล้วนั้นกำลังถูกจูอิงหรือจงเจิ้งแบกขึ้นหลังโดยมีจางเยี่ยนจื่อนำหน้าและฉางเฉี่ยน ปิดท้ายคอยคุ้มกันเดินลัดเลาะอยู่บนเขาเพราะต้องหลบทหารของหลีซือหลางทำให้จนป่านนี้เยี่ยนจื่อก็มิอาจลงไปยังชายเขาได้ทั้งที่แดดเ

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่2

    บทที่2หลังจากลงมือกระชากขวัญของสตรีไร้ยางอายเช่นคุณหนูรองหลัว หลัวเฟยเฟิ่งแล้ว หลีเซี่ยงหลิ่วก็ตรงมายังตำหนักหงส์ทองซึ่งนับจากนี้จะเป็นตำหนักที่พักอาศัยของหลัวเฟยเมี่ยวสตรีที่เขารักและจริงใจด้วยเพียงผู้เดียวจนกว่าเขาจะขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นบิดา เท้าแกร่งของบุรุษวัยเพิ่งเต็มยี่สิบสองก้าวมั่นคง ใ

  • ของหวงจอมทมิฬ   บทที่1

    บทที่1ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวมาถึงยังตำหนักบูรพาตามฤกษ์มงคล คราวนี้ผู้คนมาก แขกผู้มีเกียรติมีฐานะล้วนมากล้นหลัวเฟยเมี่ยวย่อมต้องแสดงงิ้วบทน้องสาวรักใคร่กลมเกลียวผู้เป็นพี่สาวที่อายุมากกว่าตนเองเพียงสามเดือนขึ้นมาทันที"ไท่จื่อเพคะ ขอเมี่ยวเอ๋อร์ไปรับพี่สาวมาเดินไปพร้อมกันนะเพคะ"ดังนั้นเมื่อหลีเซี่ยงหลิ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status