INICIAR SESIÓNห้องพักบอดี้การ์ดชั้นล่างสุดของตึกแดง
ก๊อก...ก๊อก... "คุณอาคะ" แกร๊ก... บานประตูถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กของน้ำตาล หญิงสาวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส ในมือหอบแซนด์วิชไว้หลายชิ้น "แซนด์วิชค่ะ" แต่ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปเต็มตัว รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆ ชะงักเมื่อบรรยากาศในห้องเงียบผิดปกติ บอดี้การ์ดเกือบสิบคนยืนเรียงกันนิ่งราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา ไม่มีใครแม้แต่จะกะพริบตา ความอึดอัดแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องเสียจนคนที่เพิ่งเดินเข้ามายังสัมผัสได้ "...เกิด...อะไรขึ้นเหรอคะ" ไม่มีเสียงตอบกลับ น้ำตาลจึงมองผ่านแผ่นหลังของทุกคนไปยังโซฟาตัวใหญ่ ศิลานั่งอยู่ตรงนั้นพอดี ชายหนุ่มเอนหลังพิงโซฟา หายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมแรง เม็ดเหงื่อเกาะเต็มหน้าผากและลำคออย่างกับเพิ่งวิ่งมาราธอนมา จังหวะนั้นเอง แอ๊ด... ประตูห้องน้ำด้านข้างเปิดออก บอดี้การ์ดคนหนึ่งเดินเช็ดผมออกมาพลางฮัมเพลงอารมณ์ดี พอเห็นน้ำตาลยืนถือแซนด์วิชเต็มมือก็ยิ้มกว้าง "โอ้ วันนี้ลาภปากอีกแล้วแฮะ!" เขาเดินตรงเข้ามาตามความเคยชิน เพราะเรื่องเด็กเลี้ยงซื้อขนมหรือของกินมาให้แฟนที่เป็นบอดี้การ์ดนั้นถือเป็นภาพปกติของตึกแดง "ให้ใครครับ" "ให้พี่หินค่ะ" "..." ชายหนุ่มขมวดคิ้ว หิน? ใครวะ เขาหันมองไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับศิลาที่นั่งอยู่บนโซฟา เหี้ย...พ่อเลี้ยง! เจย์รีบพุ่งเข้ามาประกบด้านหลังทันที ก่อนกระซิบเสียงลอดไรฟัน "รับไป แล้วเล่นตามน้ำ ไม่งั้นมึงงานเข้าแน่" ได้ยินแค่นั้น คนที่เพิ่งออกจากห้องน้ำก็หน้าซีดเป็นไก่ต้ม รีบรับแซนด์วิชมาไว้ในมือ ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าศิลา "เอ่อ...นี่แซนด์วิชของมะ มึง..." เขาอ้าปากอยู่หลายครั้ง พอถึงคำที่เป็นชื่อเล่นของพ่อเลี้ยง เสียงกลับหายลงคอซะนี่ "ไอ้...ไอ้..." เจย์ที่ยืนลุ้นอยู่ข้างหลังเริ่มหน้าเสีย สุดท้ายทนไม่ไหวจึงกระทุ้งศอกเข้าเอวอีกฝ่ายเต็มแรง "ไอ้หิน!" คำสุดท้ายหลุดพรวดออกมาจนเจ้าตัวรีบหลับตาปี๋ ทั้งห้องพลอยหลับตาตามกันเป็นแถว ทว่าศิลากลับเพียงยื่นมือรับแซนด์วิชไป สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "อือ ขอบใจ" ร่างสูงเหงื่อท่วมตัวลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนหันมาหาน้ำตาล "ตามฉันออกมาหน่อย" พูดจบก็จับข้อมือเล็กไว้หลวม ๆ แล้วพาเดินออกจากห้อง ทันทีที่ประตูปิดลงเพียงเสี้ยววินาที พรืด! บอดี้การ์ดหลายคนทรุดนั่งกับพื้นพร้อมกัน บางคนถึงกับเอาหัวโขกกำแพงเบา ๆ "โอย...กูนึกว่าจะไม่ได้กลับบ้านแล้ว" "พ่อเลี้ยงศิลามาตึกแดง...ใครจะไปคิดวะ!" "หัวใจกูเกือบหยุดเต้น" ส่วนเจ้าของประโยค "ไอ้หิน" ยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าซีดเหมือนคนใกล้หมดสติ เขาค่อย ๆ ยกมือประนมเหนือศีรษะในท่าคล้ายขอขมาฟ้าดิน "สิ่งศักดิ์สิทธิช่วยผมสักครั้งเถอะนะ ผมยังต้องส่งเงินให้พ่อกับแม่ทุกเดือน...ผมยังตายตอนนี้ไม่ได้" สะพานไม้กลางไร่กุหลาบด้านหลังตึกแดงเงียบสงบ ท่ามกลางสายลมอ่อนที่พัดให้ดอกกุหลาบนับพันดอกไหวเอนราวกับคลื่นสีแดงสด ศิลาในชุดบอดี้การ์ดนอนหนุนตักน้ำตาลที่นั่งห้อยขาอยู่ปลายสะพานไม้ ร่างใหญ่กอดมือข้างหนึ่งของเธอขึ้นมาสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ก่อนวางทาบไว้บนอก ขณะที่มือน้อยอีกข้างค่อย ๆ สางปลายนิ้วผ่านเส้นผมสีดำของเขาอย่างแผ่วเบา "เก็บของหรือยัง" เสียงทุ้มเอ่ยถามทั้งที่ยังหลับตา "เก็บแล้วค่ะ ว่าแต่...เราจะไปอยู่ที่ไหนคะ" ในเมื่อบ้านพักของหัวหน้าบอดี้การ์ดก็อยู่ในเรือนรับรองภายในรั้วคฤหาสน์ "ถ้าลำบากกว่าอยู่ที่นี่ เธอยังจะไปกับฉันไหม" น้ำตาลก้มมองใบหน้าคมที่ยังหนุนตักตัวเองอยู่ ก่อนคลี่ยิ้มบางอย่างอ่อนโยน "ไปสิคะ หนูรักคุณ ลำบากกว่านี้หนูก็อยู่ได้" คำตอบนั้นทำให้มุมปากของศิลาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอบอุ่น "ถ้าเป็นเรื่องเงิน ฉันไม่มีวันปล่อยให้เมียตัวเองอดมื้อกินมื้อหรอก" เขาชันกายลุกขึ้นนั่ง หันมาสบตาหญิงสาว ก่อนประกาศด้วยสีหน้ามั่นใจ "ฉันรวยนะ ฉันเลี้ยงเธอได้สบาย" คำพูดขี้โม้ของเขาทำเอาน้ำตาลยื่นปากนิด ๆ อย่างไม่ค่อยเชื่อนัก เงินเดือนหัวหน้าบอดี้การ์ดคงมากพอให้มีเงินเก็บจนไถ่ตัวเธอออกจากตึกแดงได้ก็จริง แต่หลังจากนี้...ชีวิตคงไม่ได้สบายเหมือนเดิม ถึงอย่างนั้น สำหรับเธอ แค่ได้ออกไปจากที่นี่ ต่อให้ต้องเริ่มต้นใหม่ หรือต้องลำบากกว่านี้ ก็ยินดี "วันนี้มีอะไรหรือเปล่าคะ...สีหน้าดูเหนื่อย ๆ" พูดจบ เธอก็ขยับตัวมานั่งด้านหลัง ก่อนใช้สองมือนวดบีบต้นคอและหัวไหล่กว้างอย่างเบามือ ศิลาหลับตาพริ้ม ปล่อยตัวไปกับสัมผัสอ่อนโยนที่ช่วยคลายความเมื่อยล้าลงทีละน้อย "อืม...ที่ทำงานมีเรื่องนิดหน่อย" "ดูแลตัวเองด้วยสิคะ ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กิน พ่อเลี้ยงอะไรนั่นใช้งานแฟนหนูหนักเกินไปแล้ว" เธอบ่นงึมงำ ก่อนเลื่อนปลายนิ้วไปนวดคลึงขมับให้เบา ๆ "ดีขึ้นไหมคะ" ศิลาค่อย ๆ หันหน้ามาสบดวงตาคู่หวานที่กำลังมองเขาด้วยความเป็นห่วง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่ดี..." สิ้นคำตอบ เขาก็โน้มตัวเข้าไปแตะจูบริมฝีปากนุ่มของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว แล้วผละออกพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "แบบนี้...ค่อยดีขึ้นหน่อย" "คุณอา" "น้ำตาล... จริง ๆ แล้วฉันเป็น..." ยังไม่ทันพูดจบ นิ้วเรียวก็ยื่นมาแตะริมฝีปากของเขาเบา ๆ "ชู่ว... ส้มอยู่ข้างบนค่ะ" น้ำตาลรีบดึงแขนศิลาให้ก้มลงหลบหลังม้านั่ง ขณะสายตาของส้มที่ชะโงกออกมาจากหน้าต่างชั้นสามของตึกแดงกำลังสอดส่องลงมายังสวนด้านล่าง "ส้มอีกแล้วเหรอ?" ศิลาถามทั้งที่ยังปล่อยให้หญิงสาวกดตัวเขาไว้ "ค่ะ... ส้มเกรดซิลเวอร์ คอยจับผิดเราตลอดเลย เรื่องวันนั้นในห้องผ้าก็เป็นฝีมือส้มค่ะ" ศิลาหัวเราะในลำคออย่างไม่ทุกข์ร้อน "งั้นฉันคงต้องให้รางวัลส้ม เรื่องห้องผ้านั่น" คำพูดนั้นทำให้น้ำตาลหน้าแดงจัด ก่อนจะยกมือทุบหัวไหล่เขาเบา ๆ "นี่แนะ! ไม่ตลกนะคะ ถ้าส้มจับได้ขึ้นมา คุณอาจะเดือดร้อน" หากความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกเปิดเผย เธอคงถูกลดชั้นไปเป็นเด็กเลี้ยงเกรดซิลเวอร์ ต้องไปนั่งบริการเสี่ยในตู้โชว์ ส่วนคุณอา... ได้ยินว่าคู่ล่าสุดที่ถูกจับได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แค่คิด... หัวใจก็หวาดกลัวจนบีบรัด "พ่อเลี้ยงศิลาอะไรนั่น ยังมีความเป็นคนอยู่ไหม ทำไมถึงทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ได้หน้าตาเฉย" น้ำตาลเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ "หนูเกลียดคนประเภทนี้ที่สุดเลย" คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงกลางอกของศิลา รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหาย แววตาที่เคยอบอุ่นหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด คำสารภาพที่เตรียมไว้ ว่าแท้จริงแล้วเขาคือพ่อเลี้ยงศิลา สุดท้ายก็ถูกกลืนกลับลงคอ เจ็ดวันผ่านไป... วันที่เฝ้ารอคอยกลับค่อย ๆ กลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความลังเล ศิลาเริ่มไม่มาตามนัดเหมือนเคย ช่องทางเดียวที่พอจะติดต่อได้คือโทรศัพท์มือถือ แต่บางครั้งเขาก็รับ บางครั้งก็ปล่อยให้สายดังจนตัดไป แม้วันที่รับสายก็คุยได้เพียงไม่กี่คำ อ้างว่างานยุ่งบ้าง ไม่สะดวกบ้าง ก่อนจะรีบวาง น้ำตาลไม่กล้ารบกวนมากนัก กลัวเขาจะรำคาญ จึงได้แต่ส่งข้อความไปหาเป็นระยะ (งานเยอะมากเหรอคะ อย่าลืมหาอะไรทานด้วยนะคะ หนูเป็นห่วง) เธอกดส่งข้อความออกไป ก่อนเฝ้ามองหน้าจออยู่พักใหญ่ แต่ครั้งนี้ไม่มีแม้แต่สถานะว่าอ่านแล้ว หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนวางโทรศัพท์ลงข้างหมอน "อย่างน้อย... กดอ่านก็ยังดี" เธอเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นความน้อยใจเอาไว้ "คนอะไรใจดำที่สุด" ความหวั่นไหวค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก จนสุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก อย่าตีโพยตีพายไปในทางร้าย แต่เสียงซุบซิบของรุ่นพี่เด็กเลี้ยงเกรดเดียวกันยังคงดังก้องอยู่ในหัวไม่ยอมหาย พวกบอดี้การ์ดล่าแต้ม มันชอบหลอกเปิดซิงเด็กเกรดเรา ขายฝันว่าจะพาออกจากที่นี่ แต่พอถึงวันตรวจร่างกายก็ทำตีมึน ไม่รู้ไม่ชี้ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัวมัน เลวจะตาย "ไม่หรอก" น้ำตาลส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับกำลังพูดกับตัวเอง "คุณอาไม่ใช่คนแบบนั้น" เขาเป็นถึงหัวหน้าบอดี้การ์ด เป็นคนที่คอยปกป้องเธอเสมอ ที่สำคัญ เธอเชื่อในแววตาคู่นั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ยกมือปาดน้ำตาออกจากแก้ม ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วหลับตาลง อีกเพียงสิบวันก็จะถึงวันตรวจร่างกาย และเธอยังคงเชื่อมั่นว่าพี่หิน หัวหน้าบอดี้การ์ดสุดหล่อคนนั้น จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอรถลีมูซีนสีดำคันหรูเคลื่อนตัวอย่างนุ่มนวล ก่อนจะจอดสนิทหน้าอาคารคณะอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของภาควิชาภาษาจีนความโดดเด่นของรถราคาแพงทำให้บรรดานักศึกษาที่กำลังเดินเข้าเรียนต่างหันมามองเป็นสายตาเดียว ทั้งผู้หญิงและผู้ชายพากันชะลอฝีเท้า แอบซุบซิบด้วยความสงสัยว่าเจ้าของรถคือใครภายในห้องโดยสารด้านหลัง น้ำตาลนั่งกอดกระเป๋าแน่น ดวงตากลมเหลือบมองผู้คนด้านนอก ไม่ยอมเปิดประตูลงจากรถเสียที ศิลาที่นั่งอยู่ข้างกันปรายตามอง"ไม่ลงเหรอ?" ชายหนุ่มเลิกคิ้ว "หรือกำลังรอกู๊ดบายคิส(จูบลา)""ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ"น้ำตาลรีบปฏิเสธ แต่ก็อดกดเสียงให้เบาลงไม่ได้ เพราะเกรงว่าคนขับจะได้ยิน ศิลาชำเลืองมองฉากกั้นระหว่างห้องคนขับกับห้องโดยสาร ก่อนกดปุ่มสั่งงานฉากกั้นกระจกค่อย ๆ เลื่อนขึ้นปิด แยกพื้นที่ด้านหน้าออกจากห้องโดยสารด้านหลังจนมิด เขาหันกลับมามองหญิงสาว ก่อนพูดด้วยสีหน้าระรื่น"ตอนนี้มีแค่เราสองคนแล้ว"รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นเล็กน้อย"อยากทำอะไรก็ทำสิ"พูดจบ ศิลาก็หลับตาลง ราวกับกำลังเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่มก่อ
"อื้อ..."เสียงประท้วงแผ่วเบาหลุดออกจากลำคอ เมื่อริมฝีปากของศิลาทาบทับลงมาอย่างไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ตั้งตัวน้ำตาลพยายามเบือนหน้าหนี มือทั้งสองยกขึ้นดันแผงอกกว้างไว้สุดแรง แต่เขากลับตรึงข้อมือเธอไว้ทั้งสองข้าง กักเธอให้อยู่ในอ้อมแขนแน่นหนาร่างสูงใช้ลำตัวแยกขาเรียวให้กางออก ก่อนจงใจกดสะโพกบดเบียดดุ้นแข็งเขื่องที่กำลังขยายตัวเต็มที่ให้เสียดสีกับเนินอวบไปมา ในขณะที่ริมฝีปากหยักยังคงบดจูบเรียวปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ทั้งยังสอดลิ้นกวาดเข้าไปชิมรสหวานในโพรงปากสลับไปมา "อื้อ..."น้ำตาลรีบเบือนหน้าหนีจากจูบ ก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แก้มแดงจัดทั้งเพราะความตกใจและความโกรธ"อยู่นิ่ง ๆ!"ศิลาเอ่ยเสียงเข้ม พลางเปลี่ยนมารวบข้อมือทั้งสองของหญิงสาวไว้เหนือหมอนด้วยมือเดียว อีกมือกลับดึงสายบราให้เลื่อนหลุดจากไหล่ลงมา ทำให้น้ำตาลสะดุ้งสุดตัว รีบห่อไหล่เข้าหากันด้วยความอับอาย"อร๊าย! น่ารังเกียจที่สุด!""แค่นี้ก็รังเกียจแล้วเหรอ ยังหรอก ยังมีอีกเยอะ!"ในเมื่อชวนคุยดี ๆ แล้วเธอไม่ยอมฟัง งั้นก็อย่าหาว่าเขาใจร้า
เสียงเคาะประตูดังถี่รัวกลางดึกก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!น้ำตาลที่กำลังนอนอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่น รีบลุกเดินไปเปิดประตู ก่อนจะพบโรเซ่ในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง สีหน้าบึ้งตึงเพราะถูกขัดจังหวะการนอน"ไปทำอะไรมาเนี่ยฮะ ไปทำผิดอะไรมา"คำถามนั้นทำเอาน้ำตาลขมวดคิ้วงุนงง"คะ?"เธอชะโงกมองข้ามไหล่ของโรเซ่ ก่อนจะเห็นร่างคุ้นตาของเจย์ยืนอยู่ด้านหลัง"พี่เจย์?"แต่สิ่งที่ทำให้เธอชะงักยิ่งกว่าคือ ชายร่างสูงในชุดลำลองอีกสี่คนที่ยืนเรียงอยู่ด้านหลัง ทุกคนมีท่าทางนิ่งขรึม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเหล่าเพื่อนบอดี้การ์ด"มีอะไรหรือเปล่าคะ?"เจย์มองหน้าเธอ ก่อนตอบสั้น ๆ"พ่อเลี้ยงเรียกให้ไปพบครับ"น้ำตาลนิ่งไปชั่วครู่ ดึกดื่นป่านนี้จะเรียกเธอไปทำไมกัน!"ดึกมากแล้ว ตาลมีเรียนเช้าค่ะ คงไม่สะดวก"โรเซ่หันมองเด็กสาวตาโตอย่างตกใจ นี่เธอกล้าขัดคำสั่งพ่อเลี้ยงเลยเหรอ! แต่น้ำตาลกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อดึง นาทีนี้ต่อให้เอาช้างมาฉุดเธอก็ไม่ไป! คนชอบใช้อำนาจแบบนี้เธอเกลียดที่สุดเลยเจย์ถอนห
2 ชั่วโมงก่อน"พูดอะไรออกไปรู้ตัวบ้างไหม วาริน!"ศิลาเอ่ยถามด้วยสีหน้าหงุดหงิด หลังจากเธอเพิ่งตอบตกลงว่าจะไปกับ 'มู่เฉิน' มาเฟียเชื้อสายฮ่องกงที่ดีลธุรกิจล็อตใหญ่แต่กลับขอเด็กเลี้ยงนอกตัวเลือกความโกรธเดือดพล่านจนแทบควบคุมสติไม่อยู่ก็จริง หากสิ่งที่ตีวนอยู่ในอกกลับเป็นความไม่เข้าใจมากกว่า เพราะตลอดเวลาที่อยู่ตึกแดง วารินไม่เคยยอมใครง่าย ๆ แบบนี้ ไม่ว่าแขกจะเสนอเงินมากแค่ไหน เธอก็ปฏิเสธมาตลอดแล้ววันนี้ทำไมถึงยอมผู้ชายคนนั้น ทั้งที่อีกฝ่ายก็ทำหน้าตากวนประสาท ยียวนเสียจนเขาอยากต่อยให้หน้าหงายศิลาจ้องหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้านิ่ง ก่อนถอนหายใจแรง ๆ แล้วเดินไปเปิดลิ้นชักราวกับตัดสินใจบางอย่างได้ มือหนาหยิบปืนพกขึ้นมา ขึ้นลำกระสุนเสียงดัง แกร๊ก"อยู่ในนี้ ห้ามออกไปไหน เดี๋ยวเฮียจัดการเอง""ปล่อยรินไปเถอะนะคะ"คำอ้อนวอนที่หลุดออกจากปากคนแสนดื้อรั้น ทำให้มือที่กำกระบอกปืนชะงักค้าง เขาค่อย ๆ หันกลับมามอง ดวงตาที่เคยลุกโชนด้วยโทสะนิ่งแข็งราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน"พูดเพ้อเจ้ออะไร""รินอยากใช
ภายในห้องกว้างบนชั้นสี่เกรดโกลด์ของตึกแดง เงียบงันเสียจนเสียงสะอื้นของหญิงสาวยิ่งดังก้องไปทั่วห้อง น้ำตาลฟุบหน้าลงกับหมอน ร้องไห้จนตัวโยน ไหล่บางสั่นสะท้านไม่หยุด ลมหายใจขาดเป็นห้วงเพราะแรงสะอื้นที่อัดแน่นอยู่ในอก หัวใจเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก เธอเจ็บ...เจ็บจนอยากกำหมัดทุบอกตัวเองแรง ๆ เจ็บที่โง่ เจ็บที่เชื่อใจคนง่ายเกินไป เธอกำลังเป็นชู้กับผู้ชายของคนที่เธอรักที่สุด ...ผู้ชายของพี่วาริน เพียงแค่คิด น้ำตาก็ยิ่งไหลพรากไม่หยุด หญิงสาวได้แต่ร้องไห้ฟูมฟาย ปากพร่ำพูดซ้ำ ๆ จนแทบจับใจความไม่ได้ "ฮึก... ขอโทษนะคะพี่วาริน... ขอโทษ.. ฮือ... ตาลขอโทษ..." คำขอโทษหลุดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งที่เจ้าของคำพูดเองก็ไม่รู้ว่าจะชดใช้ความผิดนี้ได้อย่างไร ภาพความทรงจำทุกอย่างย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับกำลังเยาะเย้ยเธอ รอยยิ้มอบอุ่นของผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา สายตาที่มองเธออย่างอ่อนโยน ช่วงเวลาที่เขานอนหนุนตักอยู่บนสะพานไม้ สูดกลิ่นจากมือของเธอราวกับทะนุถนอมสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต รวมถึงคำสัญ
หลายวันมานี้ ในทุก ๆ เย็นหลังเลิกเรียน น้ำตาลยังคงเดินมายังสะพานไม้หลังตึกแดงเช่นเคย ในมือเล็กถือถุงกระดาษใบหนึ่ง ภายในเป็นแซนด์วิชที่เธอตื่นเช้ามาทำเอง ตั้งใจว่าจะเอามาให้คนที่ชอบบ่นว่าไม่มีเวลากินข้าว ดวงตาคู่สวยมองไปตามทางเดินเส้นเดิมด้วยความเคยชิน หวังว่าจะได้เห็นร่างสูงเดินตรงเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนทุกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปจนแสงแดดเริ่มอ่อนลง เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหา เสียงเรียกดังอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนสายจะถูกตัดหญิงสาวก้มมองหน้าจออยู่ชั่วอึดใจ ก่อนยกยิ้มให้ตัวเองบาง ๆ"คงกำลังยุ่ง"เธอปลอบใจตัวเองเช่นนั้น ทั้งที่หัวใจกลับแอบรู้สึกวูบไหวอย่างอธิบายไม่ถูก ส่วนข้อความที่ส่งไปก็ยังคงไร้การตอบกลับเช่นเดิมน้ำตาลนั่งรออยู่ตรงนั้นจนฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม ก่อนแสงสุดท้ายจะค่อย ๆ ดับลงพร้อมกับความหวังในหัวใจเธอลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า วางถุงแซนด์วิชไว้บนโต๊ะไม้ตัวเดิม เผื่อว่าหากเขาผ่านมาทีหลัง อย่างน้อยก็ยังมีของรองท้องผ่านไปอีกหนึ่งวัน หญิงสาวเดินกลับมายังสะพานไม้หลังเลิกเรียน สายตากลับสะดุดเข้ากับถุงกระดาษใบเดิมมันยังวางอยู่ตรงนั้น...เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปเปิดดู แซนด์ว







