Share

ตอนที่ 1

Author: Selena
last update publish date: 2026-10-02 00:38:54

1

แสงอรุณแรกของวันยังไม่ทันพ้นขอบฟ้า ท้องฟ้าเบื้องนอกยังคงมืดสลัว ทว่าภายในห้องโถงใหญ่แห่งท้องพระโรงไท่ฮวากลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เหล่าขุนนางทุกระดับชั้นต่างพากันยืนหาวหวอดๆ เรียงรายกันแน่นขนัดด้วยความเหนื่อยล้า เนื่องจากได้รับโองการด่วนพิเศษสั่งให้ทุกคนเดินทางเข้าเฝ้าตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง

ทว่าบรรยากาศความง่วงงุนพลันเลือนหายไปในเสี้ยววินาที... ยามที่สายตาทุกคู่ทอดมองขึ้นไปเบื้องบน

มู่หลิงเชียวประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำอันแสนสง่างามและเกรียงไกร ใบหน้าคมคายดุจรูปสลักของพระองค์เรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยยิ้มหรือความรู้สึกใดๆ ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยขัตติยอำนาจอันหนักอึ้งดุจขุนเขา นัยน์ตาหงส์คู่คมปลาบกวาดมองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตาที่ทำให้ผู้ถูกมองต้องขนลุกซู่ บรรดาขุนนางที่เผลอมองสบสายตาต่างพากันรีบก้มหน้าหลบตากันเป็นแถบๆ ด้วยความหวาดเกรงในบารมี

ท่ามกลางความเงียบสงัดและอึมครึมที่ครอบคลุมไปทั่วท้องพระโรง...

เสนาบดีจางจงหยวน ผู้เป็นตัวแทนของขุนนางฝ่ายขวา ก้าวออกมาเบื้องหน้า เขายกมือขึ้นประสาน น้อมกายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและถือดีในคารม

"เรียนฝ่าบาท... การที่ทรงออกโองการด่วนเรียกพวกกระหม่อมข้าราชบริพารเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้ามืดเช่นนี้ ไม่ทราบว่ามีเหตุเภทภัยอันใดเกิดขึ้นในแผ่นดินหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

มู่หลิงเชียวกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาหงส์สบมองเสนาบดีจางตรงๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้อง

"สาเหตุที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาแต่เช้ามืด..." มู่หลิงเชียวเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ก็เพราะเมื่อคืนนี้... มีโจรชั่วใจกล้าบุกเข้ามาหมายจะปลิดชีพข้าถึงในห้องบรรทม!"

คำพูดนั้นทำเอาขุนนางเบื้องล่างฮือฮากันเซ็งแซ่!

"กวนเฟิง... นำตัวมันเข้ามา!" ฮ่องเต้หนุ่มสั่งการเสียงเข้ม

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"

ประตูท้องพระโรงถูกเปิดออก กวนเฟิง พร้อมด้วยทหารองครักษ์คุมตัวชายคนหนึ่งเดินเข้ามาด้านใน ทว่า... ชายคนที่ถูกลากตัวเข้ามานั้น แม้จะแต่งกายด้วยชุดดำคล้ายคลึงกับนักฆ่าเมื่อคืนทุกประการ แต่ใบหน้าและรูปร่างกลับเป็น ชายอีกคนหนึ่ง โดยสิ้นเชิง!

มู่หลิงเชียวกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ยามทอดพระเนตรปฏิกิริยาของเสนาบดีจาง

ในวินาทีที่เสนาบดีจางได้เห็นใบหน้าของชายผู้นั้น... หัวใจของจิ้งจอกเฒ่าพลัน ตกวูบ ลงไปถึงตาตุ่ม!

‘ไม่จริง... ชายผู้นี้ไม่ใช่คนของข้า! นักฆ่าที่ข้าจ้างไปเมื่อคืนไม่ใช่คนผู้นี้!’ เสนาบดีจางคิดในใจด้วยความตระหนกตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ร่างของนักฆ่ากำมะลอถูกผลักให้นั่งลงกับพื้นหินอ่อนกลางห้องโถงใหญ่ เหล่าขุนนางต่างหันซ้ายหันขวาปรึกษาหารือกันด้วยความแตกตื่นเกี่ยวกับนักฆ่าผู้หาญกล้า ทุกคนดูหวาดกลัวต่อความเดียดแค้นของฮ่องเต้ ไม่เว้นแม้กระทั่ง องค์ชายสอง มู่หยางเหวิน

องค์ชายสองยืนเหงื่อตก หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกเปิดโปง ถึงเขาจะร่วมมือกับเสนาบดีจาง แต่เขากลับไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของนักฆ่าจริงมาก่อน ต่างจากเสนาบดีจางที่เป็นคนว่าจ้างด้วยตนเอง จึงทำให้นายทหารและเสนาบดีเฒ่าตกอยู่ในสภาวะที่ต่างกันสิ้นเชิง... เสนาบดีจางจำต้องยืนนิ่งสงบ กลบเกลื่อนความตระหนกเอาไว้ใต้ผิวหน้าอันเรียบตึง

จางจงหยวนเริ่มรู้ตัวแล้วว่า... ฮ่องเต้องค์ใหม่ผู้นี้ช่างร้ายกาจ ซับซ้อน และรับมือยากเย็นยิ่งนัก! มู่หลิงเชียวในวันนี้แปรเปลี่ยนไปจาก 'องค์ชายสาม' ในวันวานอย่างสิ้นเชิง องค์ชายสามยามอยู่ในสนามรบแม้น่ากลัว ทว่ายามก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้ พระองค์กลับเปี่ยมไปด้วยพิษสงอันเยือกเย็นและโหดเหี้ยม... ไม่ต่างจาก งูพิษร้ายที่พึ่งลอกคราบ พร้อมจะฉีดพิษสังหารศัตรูได้ทุกเมื่อ!

มู่หลิงเชียวที่มองเห็นความตระหนกที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาของเสนาบดีจางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พลันระบายรอยยิ้มออกมาด้วยความสะใจอย่างถึงที่สุด นัยน์ตาหงส์ที่จ้องมองลงมายังเสนาบดีเฒ่าเต็มไปด้วยประกายแห่งชัยชนะและความเย้ยหยัน

มู่หลิงเชียวที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำทอดพระเนตรความสับสนของข้าราชบริพารเบื้องล่างด้วยสายตาเยียบเย็น ก่อนจะเริ่มเปิดโอษฐ์ตรัสขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานไปทั่วโถงใหญ่

พระองค์ทอดสายตามองสบตาเสนาบดีจางตรงๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความเจ้าเล่ห์และท้าทาย

"เสนาบดีจาง... ท่านรู้จักชายผู้นี้หรือไม่"

และก็เป็นไปตามที่ทรงคาดการณ์ไว้ เสนาบดีจางยังคงรักษาความสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด เขาประสานมือโค้งกายลงปฏิเสธแทบจะทันทีโดยไร้ซึ่งความลุกลี้ลุกลน

"เรียนฝ่าบาท... กระหม่อมไม่เคยพบเห็นหน้าชายผู้นี้มาก่อนพ่ะย่ะค่ะ"

มู่หลิงเชียวเห็นว่าเสนาบดีเฒ่าผู้นี้มีความยับยั้งชั่งใจและสงบนิ่งเกินกว่าจะปั่นประสาทให้หลุดเผยความจริงออกมาได้ง่ายๆ พระองค์จึงเบือนพระพักตร์ หันไปเรียกองค์ชายสองที่ยืนอยู่ฝั่งพระญาติ ซึ่งบัดนี้กำลังยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด

"พี่รอง..."

ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยเรียกเรียบๆ

"แล้วท่านเล่า... รู้จักนักฆ่าผู้นี้หรือไม่"

มู่หยางเหวินสะดุ้งโหยง เขาค่อยๆ หันไปจ้องมองหน้านักฆ่ากำมะลอกลางโถงด้วยสายตาสั่นระริก ก่อนจะรีบปฏิเสธออกมาเสียงแข็งละล่ำละลัก

"กระหม่อม... กระหม่อมไม่รู้จักพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท! ไม่เคยเห็นหน้ามันมาก่อนจริงๆ!"

ท่าทางและน้ำเสียงอันสั่นเทาที่แสดงออกถึงความขี้ขลาดอย่างเด่นชัดขององค์ชายสอง ทำเอาเสนาบดีจางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องแอบถอนหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความหนักอกหนักใจ...

'ลูกเขยผู้นี้ แม้จะมีสายเลือดกษัตริย์อันสูงส่ง ทว่ากลับขี้ขลาดและไร้ความเด็ดเดี่ยวจนไม่อาจเทียบชั้นฮ่องเต้บนบัลลังก์ได้เลยแม้น้อยนิด'

มู่หลิงเชียวหัวเราะในลำคอเบาๆ นัยน์ตาหงส์ฉายประกายอำมหิต ยามได้เห็นความหวาดกลัวของพี่ชายต่างมารดาและยามเห็นรอยร้าวในใจของเสนาบดีเฒ่า บัดนี้... ถึงเวลาที่พระองค์จะงัด 'ไม้ตาย' ออกมาเผช็จศึกแล้ว

"กวนเฟิง..."

มู่หลิงเชียวเอ่ยสั่งเสียงเรียบ

"นำสิ่งนั้นออกมาให้ทุกคนได้ดู"

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"

กวนเฟิงก้าวออกมาเบื้องหน้า ชู 'ป้ายตราหยกประจำตระกูลจาง' ขึ้นสูงเหนือศีรษะ แสงแดดรุ่งอรุณที่ส่องผ่านประตูท้องพระโรงสะท้อนลงบนเนื้อหยกแกะสลักลวดลายตระกูลเสนาบดีฝ่ายขวาอย่างเด่นชัด

ฮือฮา~ฮือฮา~

เสียงขุนนางทั้งท้องพระโรงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความตื่นตะลึง ต่างพากันหันไปมองเสนาบดีจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

เสนาบดีจางที่เคยสงบนิ่งมาโดยตลอด ถึงกับ ขาสั่นทรุดกายคุกเข่า ลงกับพื้นหินอ่อนทันที นัยน์ตาของจิ้งจอกเฒ่าเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงลาน... เขารู้อยู่เต็มอกว่าฮ่องเต้หนุ่มต้องการหาเรื่องเอาผิดและลากเขาลงจากตำแหน่ง ทว่าเขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า ป้ายตราหยกประจำตระกูลอันทรงเกียรติชิ้นนี้ เล็ดลอดไปตกอยู่ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ได้อย่างไร!

"ฝ่าบาท! กระหม่อมโดนใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!"

เสนาบดีจางรีบละล่ำละลักโขกศีรษะร้องขอความเป็นธรรม

"ป้ายหยกนี้เป็นป้ายประจำตระกูลของกระหม่อมจริง แต่กระหม่อมไม่ทราบเลยว่ามันไปตกอยู่ในมือของนักฆ่าได้อย่างไร! โปรดฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"

เสนาบดีจางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่สามารถพูดสิ่งใดเพื่อแก้มือได้มากกว่านี้เลย เพราะหากโต้แย้งมากเกินไป ก็อาจเปิดช่องโหว่ให้ถูกต้อนจนมุม

ยามทอดพระเนตรเห็นเสนาบดีเฒ่าสยบลงเบื้องพระพักตร์ ฮ่องเต้หนุ่มที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำก็แสร้งทำเป็น ทรงพระโกรธจัด!

ปัง!

พระหัตถ์ใหญ่ตบลงบนโต๊ะทรงพระอักษรเสียงดังสนั่นไปทั่วท้องพระโรง! มู่หลิงเชียวผุดลุกขึ้นประทับยืน นัยน์ตาหงส์วาวโรจน์ด้วยแววตาเคืองแค้นและดุดันดุจพญายม เพื่อแสดงละครข่มขวัญขุนนางทุกคน...

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว... ป้ายหยกประจำตระกูลจางชิ้นนั้น คือสิ่งที่มู่หลิงเชียว แอบส่งกวนเฟิงให้ลอบเข้าไปขโมยมาจากห้องหนังสือในจวนตระกูลจางเมื่อคืนนี้เอง!

"เสนาบดีจาง!"

มู่หลิงเชียวตวาดเสียงดังสนั่นดุจอสนีบาต

"หลักฐานคาตาถึงเพียงนี้ เจ้ายินยอมรับว่าป้ายหยกนี้เป็นของตระกูลเจ้า แต่กลับบอกว่าโดนใส่ร้ายงั้นหรือ?! โจรชั่วที่บุกเข้าห้องบรรทมข้า พกป้ายประจำตระกูลของเสนาบดีฝ่ายขวาติดตัวไว้เช่นนี้ เจ้าจะให้ข้าคิดเป็นอื่นได้อย่างไร!"

ฮ่องเต้หนุ่มเหยียดยิ้มเย็นชาลึกข้างมุมโอษฐ์ จ้องมองเสนาบดีจางที่นอนคุดคู้โขกศีรษะอยู่บนพื้นด้วยความสะใจลึกล้ำ

"จับตัวเสนาบดีจางไปคุมขังไว้ที่กรมราชทัณฑ์! รอการสอบสวนข้อหากบฏและลอบปลงพระชนม์!"

คำสั่งแห่งโอรสสวรรค์เปรียบประดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางท้องพระโรง ย่อมมิอาจมีผู้ใดฝ่าฝืนได้!

ร่างของเสนาบดีจางถูกทหารองครักษ์เสื้อแพรคุมตัวไว้ในทันที ชุดขุนนางตราหงส์อันทรงเกียรติถูกกวักถอดออกกลางโถงใหญ่ เหลือเพียงชุดขาวนักโทษอันน่าเวทนา ก่อนจะถูกลากตัวมุ่งหน้าสู่คุกหลวงเพื่อรอการไต่สวน

ทว่าก่อนที่ร่างของเสนาบดีจางจะถูกลากพ้นธรณีประตู เขาได้ฉวยโอกาสเฉียดผ่านร่างขององค์ชายสองที่ยืนสั่นสะท้าน แล้วกระซิบสั่งการด้วยน้ำเสียงรีบร้อนดุดัน

"เร่งนำข่าวนี้ไปแจ้งฮูหยินที่จวน... สั่งนางให้หา 'แพะรับบาป' มาคนหนึ่ง! เขียนหนังสือสารภาพผิดยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือขโมยป้ายหยกไปใส่ร้ายข้า และบอกในหนังสือว่าเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลจาง!"

องค์ชายสองพยักหน้ารับคำด้วยความตระหนก ส่งม้าเร็วควบออกจากวังหลวงอย่างสุดกำลัง ข่าวร้ายเดินทางไปถึงจวนเสนาบดีจางรวดเร็วยิ่งกว่ากองกำลังทหารราชทัณฑ์!

ยามเมื่อ จางฮูหยิน (ฮูหยินใหญ่) ได้รับแจ้งข่าวร้าย นางถึงกับล้มทั้งยืน หน้าซีดเผือดดุจคนตาย ทว่าจิตวิญญาณแห่งการเอาตัวรอดบังคับให้นางต้องมีสติ เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องเร่งทำตามคำสั่งของสามีโดยเร็วที่สุด!

"แพะรับบาปงั้นหรือ..."

จางฮูหยินพึมพำขณะเดินกวาดสายตาไปทั่วจวนด้วยความกังวลใจอย่างหนัก แต่หันไปทางใดก็ไม่อาจหาใครมารับบาปแทนได้ บ่าวรับใช้หรืออนุภรรยาคนอื่นๆ ล้วนไร้ซึ่งน้ำหนักและเหตุผลจูงใจพอจะทำให้ฮ่องเต้เชื่อถือ

และในระหว่างที่นางกำลังมืดแปดด้านอยู่นั้นเอง... เสียงทะเลาะวิวาทดังกึกก้องก็ดังมาจากเรือนพักด้านหลัง

จางซินอี๋ หรือคุณหนูหก ผู้แสนดื้อรั้นและสู้คน กำลังด่าทอทะเลาะกับ คุณหนูรอง อย่างดุเดือด เนื่องจากนางต้องการจะเก็บข้าวของออกไปเสียให้พ้นจากจวนนรกแห่งนี้

"จางซินอี๋! เจ้าเป็นเพียงลูกอนุต่ำต้อย! จวนตระกูลจางเลี้ยงดูเจ้าจนโตมาได้ขนาดนี้ มีสิทธิ์อะไรมาตะคอกใส่หน้าข้าที่เป็นลูกของฮูหยินใหญ่!"

คุณหนูรองตวาดพร้อมชี้หน้า

"ทวงบุญคุณงั้นหรือ?!"

ซินอี๋ตะโกนสวนกลับ นัยน์ตาฉายแววอาฆาตลึกล้ำ

"ข้าไม่ได้อยากอยู่ที่นี่! และข้าก็ไม่อยากใช้แซ่จางชั่วๆ ของพวกเจ้าแม้แต่วินาทีเดียว! จวนตระกูลจางคือนรก และข้าก็เกลียดพวกเจ้าทุกคนเข้าไส้!"

จางฮูหยินที่ยืนฟังอยู่ไกลๆ พลันนัยน์ตาสว่างวาบขึ้นทันที! แผนการอันเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นในหัวอย่างเปี่ยมเหตุผล!

ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา คุณหนูหกผู้นี้ก่อความวุ่นวายดื้อรั้นสั่งสอนไม่ได้ ทั้งยังเก็บความแค้นเคืองที่เสนาบดีจางทำร้ายมารดาของนางจนตายไว้เต็มอก หากจะกล่าวอ้างว่านางคือผู้ขโมยป้ายประจำตระกูลไปยัดเยียดความผิดให้บิดาแท้ๆ เพราะความแค้นส่วนตัว... ย่อมเป็นเหตุผลที่สมบูรณ์แบบและเข้าท่าที่สุด!

เพี๊ยะ!

จางฮูหยินก้าวเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ตบใบหน้าของคุณหนูหกอย่างแรงจนนางล้มลงไปกองกับพื้น มุมปากแตกเลือดไหลซึม!

"นังคนชั่ว เจ้ามีสิทธิอะไรมาตบข้า!"

ซินอี๋กัดฟัน ยันกายขึ้นทำท่าจะโถมเข้าใส่จางฮูหยินด้วยความโทสะ

"จับตัวนางไว้!"

จางฮูหยินตวาดสั่ง

บรรดาบ่าวชั่วรีบโถมเข้ามาตะลุมบอนจับตัวซินอี๋ไว้แน่น ตบตีสั่งสอนจนซินอี๋บอบช้ำ ใบหน้าสวมสวมสวมสวมสวมสวมสวมสวยเต็มไปด้วยรอยแผล ร่างกายระบม และเรือนผมรุ่ยร่ายยุ่งเหยิง ทว่านัยน์ตาของคุณหนูหกยังคงฉายประกายสู้คน ไม่ยอมก้มหัวให้

"นำกระดาษและพู่กันมา!"

จางฮูหยินสั่งเสียงเข้ม

"จางซินอี๋... เจ้าจงเขียนหนังสือสารภาพผิดซะ ว่าเจ้าเป็นคนขโมยป้ายหยกไปใส่ร้ายเสนาบดีจาง!"

"ข้าไม่เขียน!"

ซินอี๋ถ่มน้ำลายเปื้อนเลือดลงพื้น

"พวกเจ้าจะโดนประหารก็สมควรแล้ว! เหตุใดข้าต้องช่วยพวกเจ้า!"

เมื่อเห็นว่าทหารจากกรมราชทัณฑ์กำลังเดินทางมาถึงและยามเวลาไม่อาจรอช้า... จางฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวรับใช้ที่มีฝีมือเรื่องอักษร เร่งปลอมลายมือ ของซินอี๋ลงบนหนังสือสารภาพผิดทันที

ก่อนที่จางฮูหยินจะคว้ามีดสั้นปอกผลไม้ เดินเข้ามาชักมีดกรีดลงบนนิ้วมือของซินอี๋อย่างเลือดเย็น!

"อึก...!"

ซินอี๋เค้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา จางฮูหยินจับมือของนางกดยกนิ้วปั๊มตราเลือดลงบนหนังสือสารภาพผิดจนสมบูรณ์

ซินอี๋มองดูหนังสือสารภาพผิดและตราประทับเลือดของตนเองด้วยรอยยิ้มแฝงความอนาถใจ น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลซึมผ่านรอยแผลบนใบหน้า ทว่าความแค้นในใจกลับทวีคูณพุ่งขึ้นสูงถึงขีดสุด...

"หึๆ... ฮ่าๆๆ!"

ซินอี๋หัวเราะออกมาอย่างขื่นขม

"พวกเจ้าชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้... สักวันข้าจะลากพวกเจ้าลงนรกไปด้วยกัน!"

ตึง!

บานประตูจวนถูกเตะเปิดออก ทหารราชทัณฑ์ทะลักเข้ามาถึงเรือนหลัง!

จางฮูหยินแสร้งทำสีหน้าโศกเศร้า ร้องไห้น้ำตาไหลพราก รีบวิ่งนำหนังสือสารภาพผิดส่งให้แก่หัวหน้าทหาร พร้อมกับผลักร่างของคุณหนูหกที่ถูกตบตีจนบอบช้ำและมีรอยบาดแผลเต็มตัวออกไปเบื้องหน้า

"ท่านทหาร! ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ท่านเสนาบดีด้วยเจ้าค่ะ!"

จางฮูหยินละล่ำละลักสะอื้น

"แท้จริงแล้วเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของ จางซินอี๋ นังลูกอกตัญญูผู้นี้! นางแค้นเคืองที่ท่านเสนาบดีตักเตือนนางเรื่องกิริยาก้าวร้าว นางจึงขโมยป้ายหยกประจำตระกูลไปใส่ร้ายบิดาตนเอง! นี่คือหนังสือสารภาพผิดและรอยประทับเลือดของนางเจ้าค่ะ!"

หัวหน้าทหารรับหนังสือมาเปิดดู ก่อนจะหันไปทอดสายตามองคุณหนูหกที่นอนบอบช้ำอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง

"นำตัวคุณหนูหกผู้นี้... ไปขึ้นศาลไต่สวนคดีกบฏร่วมกับเสนาบดีจางที่กรมราชทัณฑ์!"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status