แชร์

ตอนที่ 2

ผู้เขียน: Selena
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-02 00:39:30

2

ภายในห้องทรงพระอักษร เสียงหัวเราะแผ่วเบาทว่าเปี่ยมด้วยความพึงใจดังก้องอย่างผ่อนคลาย มู่หลิงเชียวประทับนั่งบนพระเก้าอี้มังกร รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ยามคิดถึงชัยชนะที่อยู่แค่อีกก้าวเดียว ในที่สุดเขาก็กำจัดเสนาบดีจางลงได้สำเร็จ หลักฐานป้ายหยกประจำตระกูลที่มัดตัวมืดแปดด้านเช่นนี้ ต่อให้จิ้งจอกเฒ่าจะมีร้อยสติปัญญา ก็ยากที่จะดิ้นหลุดรอดไปได้

กวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างกายทอดสายตามองผู้เป็นนายด้วยความเคารพยำเกรงจากหัวใจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมเชยในพระสติปัญญาอันเฉียบแหลม ดังเช่นที่เขาเคยถวายการรับใช้มาตลอดหลายปี... องค์ชายสามผู้นี้เมื่อครั้งมีพระชนมายุเพียงสิบเก้าพรรษา ก็เคยเหี้ยมเกรียมถึงขั้นวางแผนสังหารพระเชษฐาต่างมารดาได้อย่างเด็ดเดี่ยว มาบัดนี้ทรงเติบใหญ่เป็นถึงองค์อธิปัตย์แห่งแคว้น การจะรับมือกับพระองค์จึงมิใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะทำได้เลย

ทว่า... แผนการที่คิดว่าแยบยลและไร้ร่องรอย กลับถูกฉีกสะบั้นลงต่อหน้าต่อตา!

"รายงานฝ่าบาท!"

นายทหารองครักษ์วิ่งลุกลี้ลุกลนเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์

"เรียนฝ่าบาท... ยามนี้จับตัวคนร้ายที่แท้จริงได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

รอยยิ้มมั่นพระทัยบนพระพักตร์ของมู่หลิงเชียวสลายวูบไปในทันใด นัยน์ตาหงส์หรี่แคบ เบือนพระพักตร์มองกวนเฟิงด้วยสายตาไม่อยากเชื่อหู

"คนร้ายที่แท้จริงงั้นหรือ?"

มู่หลิงเชียวเอ่ยเสียงเย็น

"พ่ะย่ะค่ะ..."

ทหารรายงานต่อด้วยเสียงสั่นเทา "คนร้ายสารภาพว่าเป็น คุณหนูหกแห่งจวนเสนาบดีจาง นางทำไปเพราะความแค้นส่วนตัวเพื่อหวังจะใส่ร้ายบิดาตนเอง พร้อมทั้งมอบหนังสือสารภาพผิดลงตราประทับเลือดไว้เป็นหลักฐาน และเนื่องจากมีทั้งตัวคนร้ายและหนังสือสารภาพผิดครบถ้วน... ทางกรมราชทัณฑ์จึงจำเป็นต้องปล่อยตัวเสนาบดีจางออกจากคุกหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

ความร้อนใจและความโกรธาพุ่งขึ้นสูงถึงขีดสุด มู่หลิงเชียวฉวยหนังสือสารภาพผิดจากมือนายทหารมาคลี่อ่าน พระหัตถ์หนากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ นัยน์ตาฉายประกายจิตสังหารน่ากลัว

แกร๊ง!

มู่หลิงเชียวชักกระบี่ออกจากฝักข้างกายของกวนเฟิงด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะก้าวสับเท้าด้วยไฟโทสะ มุ่งตรงสู่คุกหลวงใต้ดินทันที รังสีแห่งความอาฆาตแผ่ออกมาจากพระวรกายจนบ่าวทหารตลอดทางต่างสยดสยองคุกเข่าลงกราบไหว้ด้วยความหวาดกลัว

บรรยากาศภายในคุกหลวงอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นสนิมเหล็ก เสียงหยดน้ำดัง ติ๋ง... ติ๋ง... สลับกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญของนักโทษที่ดังก้องตามทางเดินอันมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากโคมน้ำมันริบหรี่ที่กระทบกับกำแพงหินเย็นเชียบ ให้ความรู้สึกหดหู่ดุจขุมนรกบนดิน

มู่หลิงเชียวก้าวลงมาถึงหน้าห้องขังลึกสุด พระหัตถ์สะบัดตวัดปลายกระบี่พุ่งเจาะตรงไปที่คอหอยของคุณหนูหกในเสี้ยววินาที คมเหล็กเงาวับจ่อชิดติดผิวเนื้อเพื่อระบายความคับแค้นที่นางกล้ามาทำลายหมากกระดานสำคัญของพระองค์

"เจ้าสารเลว..."

มู่หลิงเชียวตวาดเสียงต่ำดุดัน

"กล้าดีอย่างไรมาปั่นหัวข้า! พูดความจริงมาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะตัดหัวเจ้าเสียตรงนี้!"

ทว่า... ยามที่คุณหนูหกค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองสบสายตา...

ดวงตาของมู่หลิงเชียวพลันฉายแววตกตะลึงไปชั่วครู่ ใบหน้าซูบซีดของคุณหนูหกเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำ รอยแผลแตกที่มุมปาก และคราบเลือดแห้งกรัง เรือนผมยุ่งเหยิงรุ่ยร่าย บ่งบอกว่าผ่านการถูกตบตีสั่งสอนมาอย่างทารุณ แวบหนึ่งในพระทัยเกิดความประหลาดใจ ไม่คิดว่าทหารกรมราชทัณฑ์จะกล้าลงมือทำร้ายสตรีจนบอบช้ำเพียงนี้

หากแต่ไฟแห่งความโกรธก็ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มเลือกที่จะมองผ่านแผลเหล่านั้นไป พระองค์ดันปลายกระบี่ขู่เค้นเข้าใกล้คอหอยของนางยิ่งขึ้น

"เอ่ยความจริงมา! ใครสั่งให้เจ้าทำ!"

มู่หลิงเชียวคิดว่าสตรีตัวเล็กๆ ตรงหน้าจะตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวตาย... ทว่าผิดคาด จางซินอี๋กลับขยับกายโถมเข้ามาเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว คมกระบี่แทงเฉียดผิวคอของนางจนเลือดไหลซึม แต่นางกลับ ยกมือขึ้นกำใบกระบี่เหล็กกล้าไว้แน่น ด้วยมือเปล่า

เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกจากฝ่ามือบาง หยดลงสู่พื้นหินทีละหยด... มู่หลิงเชียวชะงักงัน ด้วยความตระหนก พระองค์พยายามจะชากกระบี่กลับ แต่ก็มิกล้าเคลื่อนไหวแรง เพราะเกรงว่าความคมของใบดาบจะตัดบาดจนมือของนางขาดวิ่น

"ฮ่าๆๆ... ฮ่าๆๆๆ!"

จางซินอี๋ที่บัดนี้ไร้ซึ่งความหวัง หัวใจแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี ร้องหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งดุจคนเสียสตินัยน์ตาคู่งามฉายแววเจ็บปวดลึกล้ำทว่าแฝงความเหี้ยมเกรียมและน่ากลัว

จริงอยู่ที่นางอยากหนีออกไปจากจวนนรกแห่งนี้... นางยอมตายได้ หากการตายนั้นจะช่วยให้นางหลุดพ้นจากตรวนพันธนาการของตระกูลจาง ทว่าการตายของนาง... ต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้พวกคนชั่วเหล่านั้นเด็ดขาด

ซินอี๋จ้องมองใบหน้าของฮ่องเต้หนุ่มตรงๆ โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว ฮ่องเต้ปีศาจที่ใครๆ ต่างก็เกรงขาม หากเป็นเมื่อก่อนนางคงจะสั่นสะท้านลงไปกราบไหว้ ทว่าในเวลานี้... นางไม่มีสิ่งใดต้องเสีย และไม่มีสิ่งใดต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว!

"ฝ่าบาท..."

ซินอี๋เค้นยิ้มแฝงความอาฆาต เอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา

"ข้ารับสารภาพ... ข้าเป็นคนทำเองทุกอย่าง"

นางจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาหงส์ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงบาดลึก

"แต่เสนาบดีจาง... บิดาชั่วของข้าผู้นั้น เป็นคนสั่งให้ข้าทำ

หากฝ่าบาทปรารถนาจะสังหารข้าเพื่อลงโทษ... ก็ต้องสั่งประหารเสนาบดีจางไปพร้อมกับข้าด้วย"

คำตอบอันเด็ดเดี่ยวท้าทายความตาย และดวงตาที่ยอมแลกชีวิตเพื่อลากบิดาลงนรก ทำเอาหัวใจของมู่หลิงเชียวกระตุกวูบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนฮ่องเต้หนุ่มจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาอึ้งตะลึง... พระองค์ไม่อาจอ่านความคิดหรือเดาใจสตรีผู้เสนอตนเป็นเหยื่อและหมากสงครามผู้นี้ได้เลยสักกระเบียดนิ้ว

คำตอบของนาง มิใช่การร้องขอชีวิต... แต่เป็นการยอมรับโทษประหาร เพื่อดึงศัตรูร่วมลงนรกไปพร้อมกัน

ความเงียบครอบคลุมห้องขังอันมืดมิดอยู่ครู่ใหญ่... มู่หลิงเชียวนิ่งเงียบไป พระหัตถ์ที่ถือกระบี่ค่อยๆ ลดต่ำลง ก่อนที่พระองค์จะปล่อยมือ ทิ้งกระบี่เล่มนั้นลงบนพื้นหินดัง

เคร้ง!

ฮ่องเต้หนุ่มหมุนพระวรกาย เดินกลับออกไปจากห้องขังด้วยความรู้สึกซับซ้อนทับถมในพระทัย ทว่าก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูคุกหลวง... พระองค์ก็หยุดชะงัก หันไปสั่งการทหารเวรด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

"นำยารักษา... เข้าไปทำแผลให้นางซะ"

"ตั้งแต่กระหม่อมทำงานอารักขาและรับใช้ฝ่าบาทมาหลายปี กระหม่อมยังไม่เคยเจอสตรีใจเด็ดและน่ากลัวเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ..."

เสียงกวนเฟิงที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทรงพระอักษรเอ่ยบ่นพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้ ความเงียบยามดึกครอบคลุมห้องทรงพระอักษร มู่หลิงเชียวนั่งประทับอยู่อย่างเงียบสงบ นัยน์ตาหงส์สับสนและหนักอึ้ง พระองค์มิได้ตรัสตอบคำใดแก่กวนเฟิง เพราะสิ่งที่องครักษ์หนุ่มคิดนั้น... มิได้ต่างไปจากสิ่งที่ประทับอยู่ในพระทัยเลยแม้แต่น้อย

สตรีที่กล้ากำใบกระบี่ด้วยมือเปล่าทั้งรอยยิ้มบ้าคลั่ง แววตาเต็มไปด้วยพิษแค้นที่ยอมแลกแม้กระทั่งชีวิตตนเองเพื่อดึงบิดาลงนรก... สตรีนางนั้นช่างน่ากลัวและยากจะคาดเดายิ่งนัก

ฮ่องเต้หนุ่มประทับนิ่งคิดอยู่นานหลายชั่วยาม จนกระทั่งระบายลมหายใจยาวออกมา แล้วตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบ

"กวนเฟิง... ไปสืบประวัติของคุณหนูหกผู้นี้มาให้ข้าอย่างละเอียด ทุกเรื่องที่นางเคยเจอมาตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้"

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"

กวนเฟิงเร้นกายหายลับไปเกือบครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกลับเข้ามาในห้องทรงพระอักษรพร้อมกับม้วนรายงานข่าวกรองในมือ องครักษ์หนุ่มประสานมือถวายรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เรียนฝ่าบาท... นางคือคุณหนูหกแห่งจวนตระกูลจางนามว่า 'จางซินอี๋' จริงพ่ะย่ะค่ะ ทว่านางเกิดจากมารดาที่เป็นเพียงอนุภรรยาผู้ต่ำต้อย มารดาของนางถูกฮูหยินใหญ่และคนในจวนกลั่นแกล้งทรมานจนสิ้นใจตายตั้งแต่ซินอี๋ยังเยาว์วัย ตัวนางเองเติบโตมาท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยาม ชะตากรรมยากลำบากยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ในเรือนหลังเสียอีกพ่ะย่ะค่ะ"

กวนเฟิงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ

"ส่วนบาดแผลและรอยเขียวช้ำทั่วกายที่ฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นในคุกหลวง... แท้จริงแล้วเกิดจากการที่นางถูกคนตระกูลจางลงมือตบตีทรมานอย่างหนัก โดยคนพวกนั้นอ้างกับทหารว่าทำไปเพราะแค้นเคืองที่นางขโมยป้ายหยกไปใส่ร้ายบิดา... แต่สายข่าวรายงานว่า นางถูกบังคับและจับปั๊มตราเลือดในหนังสือสารภาพผิดพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อได้ฟังคำรายงาน... มู่หลิงเชียวพลันเข้าใจถึงสาเหตุแห่งความอาฆาตแค้นในดวงตาคู่นั้นทันที เหตุใดนางถึงเกลียดตระกูลจางเข้าไส้ เหตุใดนางถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อลากจางจงหยวนลงนรก... และรอยแผลบอบช้ำพวกนั้นก็คือหลักฐานชั้นดีว่านางถูกยัดเยียดให้เป็น 'แพะรับบาป' เพื่อปกป้องตระกูลที่นางเกลียดชัง

ฮ่องเต้หนุ่มตรัสขึ้นด้วยความลังเลใจที่เด่นชัดในน้ำเสียง

"หากเป็นเช่นนั้น... หากข้าสั่งประหารคุณหนูหกข้อหากบฏ เสนาบดีจางก็จะต้องถูกประหารด้วยเช่นกัน เพราะนางยินยอมที่จะเป็นพยานยืนยันว่าเสนาบดีจางเป็นผู้บงการ... หากทำเช่นนี้ แผนการของพวกเราก็ยังคงสำเร็จลุล่วงได้เหมือนเดิมมิใช่หรือ"

กวนเฟิงฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที "ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ! สตรีนางนั้นอยู่ในจวนตระกูลจางก็ไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็น การให้นางตายไปเสียย่อมดีกว่า... และหากนางตายแล้วช่วยให้แผนการล้มตระกูลจางของพระองค์สำเร็จลงได้ ย่อมถือว่าเป็นผลดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ"

ทว่า... คำพูดอย่างไร้ความรู้สึกของกวนเฟิง กลับทำให้มู่หลิงเชียวขมวดพระขนงชักสีหน้าขึ้นมาทันที นัยน์ตาหงส์จ้องมององครักษ์สนิทด้วยความไม่พึงพระทัยอย่างประหลาด

"กวนเฟิง..."

มู่หลิงเชียวเอ่ยถามเสียงเข้ม

"เจ้ากลายเป็นคนจิตใจอำมหิตมืดบอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"

กวนเฟิงที่ได้ยินถึงกับยืนอึ้งตกตะลึง ใบหน้าฉายแววฉงนสงสัยและงงงวยอย่างถึงที่สุด องครักษ์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะรีบประสานมือเถียงกลับไปตรงๆ

"โธ่... ฝ่าบาท! ทั้งหมดนี้ก็เป็นพระองค์มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะที่ทรงสั่งสอนกระหม่อมมาตลอด ว่าการเป็นกษัตริย์ต้องเด็ดขาด ไม่นำความสงสารมาขัดขวางแผนการใหญ่"

ฮ่องเต้หนุ่มได้ฟังคำเถียงของบ่าวสนิทก็ถึงกับพูดไม่ออก พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นนวดพระขนง ถอนพระทัยออกมาเบาๆ พลางทรงส่ายพระเศียรไปมาด้วยความสับสนในพระทัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มู่หลิงเชียวไม่รู้เลยจริงๆ ว่า... พระองค์ควรจะจัดการกับหมากกระดานนี้ และสตรีใจเด็ดนางนั้นอย่างไรดี

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status