LOGIN"แล้วซินอี๋เล่า... นางอยู่ที่ใด"
มู่หลิงเชียวยกพัดในหัตถ์ขึ้นปิดบังใบหน้าส่วนล่าง พลางเอียงพระพักตร์เอ่ยถามกวนเฟิงด้วยน้ำเสียงอึดอัด สถานที่ซึ่งควรจะมอบความเพลิดเพลินบันเทิงใจ บัดนี้กลับทำให้ฮ่องเต้หนุ่มรู้สึกตึงเครียดและกระอักกระอ่วนอย่างที่สุด พระองค์กวาดสายตามองซ้ายมองขวาเพื่อค้นหาสตรีผู้เป็นเจ้าของแผนการ ทว่าไม่ว่าจะหันไปทางใด ก็พบเจอแต่ภาพบุรุษมากตัณหากำลังตระกองกอดเหล่าคณิกา บ้างถูกโอบไหล่ บ้างถูกตักเตือนป้อนสุราอย่างใกล้ชิดบนตัก จนมู่หลิงเชียวต้องเบือนพระพักตร์หนีด้วยความอนาถใจเกินจะมองต่อ กวนเฟิงเองก็พยายามสอดส่องสายตามองหาไม่แพ้กัน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง พลางกระซิบตอบเสียงเบา "ฝ่าบาท... หอกระเยว่แห่งนี้เป็นสถานที่อโคจร ห้ามสตรีชนชั้นสูงเข้าออกโดยเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ หากคุณหนูหกคิดจะเข้ามา ย่อมต้องแอบปลอมตัวเป็นบุรุษ หรือไม่ก็..." กวนเฟิงชะงักคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ดวงตาทั้งสองข้างพลันขยายกว้าง จ้องมองไปยังเวทีร่ายรำกลางลานอย่างตาค้าง มู่หลิงเชียวเมื่อเห็นองครักษ์ข้างกายเงียบเสียงไปอย่างผิดปกติ จึงหันกลับมาหมายจะเอ่ยถาม "กวนเฟิง มีสิ่งใดหรือ" เมื่อไร้ซึ่งคำตอบจากองครักษ์หนุ่ม ฮ่องเต้หนุ่มจึงทอดพระเนตรมองตามสายตาของกวนเฟิงไป... แลเห็นดนตรีบรรเลงปรับเปลี่ยนจังหวะเป็นเย้ายวนดึงดูดใจ หญิงงามนางหนึ่งก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่าแช่มช้อยพริ้วไหว นางสวมชุดระบำสีแดงชาดตัดกับผิวพรรณขาวราวกับหิมะแรกฤดู รูปร่างอรชรอ้อนแอ่นโอนอ่อนไปตามท่วงท่าการร่ายรำ อาภรณ์เนื้อบางเบาพลิ้วสะบัดเผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนละเอียดและเอวคอดกิ่ว ใบหน้าของนางถูกปกปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยผ้าแพรซีทรูบางเบา ทว่านัยน์ตาหงส์ที่แฝงไปด้วยความลึกลับเย้ายวนนั้นกลับมีเสน่ห์บาดลึก สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่งดุจต้องมนตร์สะกด ความงดงามเลอโฉมอันทรงเสน่ห์นั้น ทำเอาองค์จักรพรรดิหนุ่มผู้เย็นชาถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ พระองค์ทอดพระเนตรจดจ่ออยู่ที่นางโดยไม่อาจละสายตาได้แม้เพียงเสี้ยววินาที จังหวะการร่ายรำค่อยๆ ขยับย้าย... หญิงงามนางนั้นเคลื่อนกายลงจากเวที เยื้องกรายเข้ามาใกล้โต๊ะของมู่หลิงเชียวอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนตักของพระองค์ด้วยท่วงท่าออดอ้อนเย้ายวนใจ กลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้ป่าพลันปะทะเข้ากับจมูก สัญชาตญาณของบุรุษเพศทำให้มู่หลิงเชียวเผลอยกหัตถ์ขึ้นโอบกอดเรือนร่างบางระหงนั้นไว้โดยไม่รู้ตัว หัวใจในอกข้างซ้ายพลันเต้นระรัวดังก้อง ยามเมื่อได้สบสายตากับนัยน์ตาคู่สวยใต้ผ้าแพรบางเบาในระยะกระชั้นชิด ทว่าในวินาทีถัดมา ฮ่องเต้หนุ่มก็ต้องพลันได้สติขวับ เมื่อหญิงงามบนตักเอียงกายเข้ามาแนบชิด แล้วกระซิบข้างพระกรรณด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี... "หม่อมฉันเองเพคะ ฝ่าบาท..." ความตกใจทำให้มู่หลิงเชียวเบิ่งตาโต ทำท่าจะออกแรงผลักร่างบางบนตักให้ออกไปไกลๆ ด้วยความตื่นตระหนกทว่าซินอี๋รู้ทันความคิดนั้น นางอาศัยจังหวะรวดเร็วตระกองโอบแขนเรียวเล็กรัดรอบคอของพระองค์ไว้แน่น เพื่อมิให้พระองค์ผลักนางออกได้ พร้อมกับกระซิบเร่งรัดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อย่าเพิ่งผลักหม่อมฉันเพคะ รีบอุ้มหม่อมฉันขึ้นไปบนห้องส่วนตัวชั้นสามเร็วเข้า... ยามนี้พวกท่านพ่อและพวกขุนนางกำลังประชุมลับกันอยู่บนนั้น!" เมื่อได้ฟังเบาะแสสำคัญ มู่หลิงเชียวมิรอช้า เพลิงโทสะและสติปัญญากลับคืนสู่ร่างในทันใด พระองค์ปรับสีหน้าให้กลายเป็นคุณชายเสเพลเจ้าเล่ห์ได้อย่างแยบยล รวบร่างบางของซินอี๋ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างชำนาญ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นเดินตรงไปยังบันไดขึ้นสู่ชั้นสามอย่างสง่างาม โดยมีกวนเฟิงคอยก้าวตามคุมเชิงอยู่ด้านหลัง กระทั่งย่างก้าวขึ้นมาถึงโถงทางเดินอันเงียบสงบบนชั้นสาม มู่หลิงเชียวก็วางร่างของซินอี๋ลงกับพื้น ซินอี๋มิรอช้า ดึงผ้าปิดหน้าออกพลางถอนหายใจยาว ก่อนจะย่องเท้าเบาๆ ไปตามโถงทางเดิน แนบหูกับประตูห้องหับต่างๆ อย่างตั้งใจ เพื่อสืบดูว่าห้องใดกันแน่ที่เป็นสถานที่ประชุมลับของเหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายและท่านพ่อของนาง ในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินหาห้องลับกันอยู่นั้น จู่ๆ สายตาอันเฉียบคมของกวนเฟิงก็แวบไปเห็นชายชุดดำท่าทางมีพิรุธกำลังเดินเลี่ยงออกไปทางบันไดหนีไฟอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว กวนเฟิงขยับเข้ามาชิดแล้วกระซิบเสียงเบา "ฝ่าบาท... กระหม่อมเห็นคนของฝ่ายโน้นมีท่าทีสงสัย อาจจะเป็นสายสืบ กระหม่อมขอปลีกตัวไปตามดูคนผู้นั้นก่อนพ่ะย่ะค่ะ" "ระวังตัวด้วย" หลิงเชียวกระซิบตอบเบาๆ ก่อนที่กวนเฟิงจะรีบเร้นกายติดตามชายชุดดำผู้นั้นไปในเงามืดอย่างเงียบเชียบ ยามนี้จึงเหลือเพียงฮ่องเต้หนุ่มและซินอี๋ที่เดินสำรวจต่อกันสองคน ทั้งคู่ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่งซึ่งอยู่เกือบสุดทางเดิน ภายในบานประตูดั่งเดิมนั้น มีเสียงอันคุ้นเคยของเสนาบดีจางจงหยวนและเหล่าขุนนางดังเล็ดลอดออกมาอย่างชัดเจน เท้าทั้งสองคู่ชะงักกึกพร้อมกัน หลิงเชียวและซินอี๋ค่อยๆ ขยับเข้าไปเอาใบหูแนบบานไม้เพื่อดักฟังความลับภายในห้อง ทว่ายังไม่ทันที่จะจับใจความสิ่งใดได้... เสียงเท้าหนักๆ ของยามอารักขาประจำตัวเสนาบดีจางที่คอยเดินตรวจตราอยู่รอบนอกก็ดังขึ้นจากโค้งทางเดินอีกฝั่งชายผู้นั้นหันมาเห็นเงาร่างคนสองคนยืนอยู่หน้าห้องพอดี จึงตวาดถามเสียงห้วน "นั่นใครน่ะ" ดวงตาของหลิงเชียวและซินอี๋เบิ่งกว้าง มองสบตากันด้วยความตกใจสุดขีดพวกเขายืนนิ่งเกร็ง ในขณะที่ยามผู้นั้นชักดาบออกจากฝักและกำลังก้าวตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ด้วยความสงสัย หากถูกจับได้ตรงนี้ ไม่เพียงแต่แผนล่ม ทว่าชีวิตของทั้งสองและพระเกียรติของฮ่องเต้คงต้องจบสิ้นลงทันที ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย สติปัญญาอันชาญฉลาดของซินอี๋ก็เค้นแผนการเฉพาะหน้าออกมาได้ ทว่าแผนนี้... อาจจะทำให้นางถูกฮ่องเต้บั่นศีรษะพรุ่งนี้ก็เป็นได้ แต่การโดนตัดหัวพรุ่งนี้ ย่อมดีกว่าการถูกจับได้และตายลงในวันนี้ ซินอี๋ช้อนสายตามองหลิงเชียว ด้วยแววตาอ้อนวอนน่าสงสาร นางเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "ฝ่าบาทเพคะ... ได้โปรดอย่าถือโทษหม่อมฉันเลยนะเพคะ" "เจ้าจะทำอะ.." ยังไม่ทันที่หลิงเชียวจะทันเอ่ยถาม ซินอี๋ก็ใช้มือทั้งสองข้างเกี่ยวรัดรอบคอขององค์จักรพรรดิ ดึงพระพักตร์ลงมาแล้วโน้มริมฝีปากเข้าประกบจูบอย่างแนบแน่นทันที จังหวะเดียวกับที่ยามผู้นั้นเดินมาถึงโค้งทางเดินพอดี ภาพที่เห็นจึงเป็นเพียงคู่รักคุณชายเสเพลและหญิงงามกำลังตอดรัดนัวเนียกันด้วยความคลั่งรัก ซินอี๋ใช้โอกาสที่ยามกำลังชะงัก ต้อนและดันแผ่นหลังของหลิงเชียวให้ถอยหลังผลักประตูเข้าไปในห้องพักว่างข้างๆ อย่างแยบยล เมื่อประตูห้องเปิดออก นางก็ผลักร่างสูงของฮ่องเต้ลงกับเตียงนอนนุ่ม แล้วทาบทับโถมกายลงไปจูบแสดงละครต่ออย่างต่อเนื่อง ยามด้านนอกที่เดินตามมาติดๆ ไม่ละความสงสัย เขายืนแอบฟังอยู่หน้าประตูห้องพักนั้นเพื่อดูให้แน่ใจ หลิงเชียวที่ในตอนแรกตกใจและพยายามขัดขืน ดิ้นรนจะดันร่างบางออก เริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากด้านนอก ซินอี๋จึงละริมฝีปากออกเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเยิ้มยั่วยวนดังก้องห้อง "คุณชายขา... ใจร้อนจริงเชียว อย่ารุนแรงนักสิเจ้าคะ~" พร้อมกันนั้น นางก็ส่งสายตาให้หลิงเชียวหันไปมองที่ช่องประตู ยามนี้ยามอารักขาภายนอกได้ใช้นิ้วเจาะรูบานกระดาษ ประตู เพื่อสอดส่องสายตาเข้ามาแอบดูภายในห้อง เสียงลมหายใจของคนด้านนอกเงียบลงไปแล้ว ทว่าสถานการณ์ภายในห้องกลับทวีความเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ หลิงเชียวที่พลิกตัวขึ้นมากดร่างของซินอี๋ไว้ใต้เรือนกาย นัยน์ตาหงส์ที่เคยเย็นชามาตลอดนับสิบปีบัดนี้ลุกโชนไปด้วยเพลิงอารมณ์อันยากจะอธิบาย จากการแสดงเพื่อเอาชีวิตรอด บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังเมื่อสัมผัสได้ถึงผิวกายเนียนนุ่มและกลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้ป่าที่กรุ่นออกจากตัวนาง พระองค์ก้มลงประทับริมฝีปากลงไปอีกครั้ง คราวนี้มิใช่เพียงการบดเบียดบังหน้า ทว่าเป็นการครอบครองอย่างหนักแน่นและลึกซึ้งสัมผัสที่ดุดันแฝงความเรียกร้องดึงดูดเอาลมหายใจของซินอี๋ไปจนหมดสิ้น ลิ้นหนาแทรกซึมเข้าลิ้มรสความหวานอย่างเอาแต่ใจ ราวกับฮ่องเต้ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครกำลังตีตราจองหมากตัวนี้ด้วยพระองค์เอง ซินอี๋เบิ่งตากว้างด้วยความตกใจ มือเรียวเล็กรวมกำลังหมายจะดันแผ่นอกกว้างออกไป ทว่าหลิงเชียวกลับใช้หัตถ์ข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองของนางขึ้นไปกดไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย ส่วนหัตถ์อีกข้างเลื่อนลงสัมผัสแผ่นหลังเนียนละเอียดผ่านผ้าแพรเนื้อบาง ลูบไล้ผ่านเอวคอดกิ่วอย่างจงใจ ปลุกเร้าให้เรือนร่างของสตรีใต้ร่างสั่นสะท้านไปทั่วทั้งกาย "อื้อ..." เสียงครางแผ่วเบาในลำคอของซินอี๋ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ขององค์จักรพรรดิหนุ่มได้ดี จูบที่เร่าร้อนบดเบียดสลับหนักเบาอยู่นานนับครึ่งก้านพลู ความช่ำชองและแรงอารมณ์ของบุรุษวัยเบญจเพสทำให้ซินอี๋เริ่มอ่อนระทวย ร่างกายสูญเสียแรงขัดขืน สมองพร่ามัวจนไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีก ได้แต่ปล่อยให้ฮ่องเต้หนุ่มตักตวงความหวานจากเรียวปากอวบอิ่มไปครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่เจอกัน พระองค์เคยใช้แต่มีดจ่อคอ นำความตายไปมอบให้นางนับครั้งไม่ถ้วน... ทว่ายามนี้ หัตถ์ที่เคยจับด้ามดาบกลับกำลังโอบตระกองกอดนางไว้ด้วยความปรารถนาอันลึกซึ้ง หัวใจในอกข้างซ้ายของฮ่องเต้ผู้เย็นชาเต้นระรัวดังก้องจนรู้สึกได้ถึงแผ่นอกที่ทาบทับกันอยู่ เนิ่นนานจนกระทั่งจังหวะจูบเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลและสวาทหวานที่แทบจะกลืนกินลมหายใจสุดท้ายของนาง ซินอี๋ที่เริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวกำลังจะเลยเถิดไปไกลกว่าบทละคร จึงพยายามรวบรวมสติอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ สู้แรงบดเบียดผละริมฝีปากออกได้เพียงเสี้ยวเดียวเอ่ยเรียกพระนามของพระองค์ด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและกระเส่า "ฝ่า... ฝ่าบาทเพคะ..." ซินอี๋ช้อนสายตามองด้วยแววตาฉ่ำปรือ "ละ... เลิกแอบดูแล้วเพคะ... ฝ่าบาท พอ... พอได้แล้วเพคะ..." เสียงหวานสั่นพร่านั้นดุจสายน้ำเย็นที่ราดลงบนเพลิงอารมณ์ หลิงเชียวนิ่งชะงักกึก พระองค์ทอดพระเนตรมองสตรีใต้ร่างที่ริมฝีปากแดงเจ่อและบวมเป่งจากการถูกรุกรานอย่างหนัก สายตาฉ่ำปรือและอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจรวยระริน ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มเพิ่งได้สติเต็มร้อยว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดลงไป พระองค์คลายพันธนาการที่ข้อมือของนางออกทันที ก่อนจะรีบผละถอยกายออกห่างอย่างรวดเร็ว ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนขอบเตียงแล้วเบือนพระพักตร์หนี พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในใจอย่างยากลำบาก "...เจ้าพักผ่อนจัดเสื้อผ้าเสีย" หลิงเชียวเอ่ยเสียงต่ำห้าว พยายามปรับน้ำเสียงให้เย็นชาเช่นเดิม ทั้งที่พระทัยยังคงเต้นระทึกไม่เป็นจังหวะ ท่ามกลางบรรยากาศอบอวลด้วยความเร่าร้อนที่พึ่งผ่านพ้นไป ความเงียบกุมขังคนทั้งคู่ไว้จนเกือบจะทำตัวไม่ถูก หลิงเชียวที่เพิ่งผละกายออกไปนั่งขอบเตียงพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ขณะที่ซินอี๋เร่งจัดแจงเสื้อผ้าและผ้าแพรที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย ใบหน้าของนางยังคงร้อนผ่าวด้วยความเขินอายทว่าต้องข่มความรู้สึกไว้ใต้สีหน้าเรียบเฉย ยังไม่ทันที่ความอึดอัดจะกัดกินบรรยากาศไปมากกว่านี้ เสียงพูดคุยจากห้องข้างๆ ก็ดังเล็ดลอดผ่านผนังไม้เข้ามา แม้จะแผ่วเบาแต่ก็ชัดเจนพอจะดึงสติของคนทั้งสองให้กลับคืนสู่ความจริงในทันใด หลิงเชียวและซินอี๋ชะงักกึกพร้อมกัน นัยน์ตาทั้งสองคู่หันมาสบกันในเงามืด ชั่วครู่แห่งความสับสนมลายหายไป เหลือเพียงความตรึงเครียดของแผนการใหญ่ ทั้งคู่พยักหน้าให้กันโดยไร้เสียง ก่อนจะค่อยๆ ขยับกายอย่างเงียบเชียบที่สุดขยับเข้าไปชิดผนังไม้ที่กั้นระหว่างสองห้อง ทั้งสองแนบใบหูกับบานไม้หวังจับใจความ ทว่าเสียงของเสนาบดีจางและเหล่าขุนนางกลับเบาเกินกว่าจะจับประเด็นสำคัญได้ ซินอี๋ขมวดคิ้วแน่นด้วยความขัดใจ นางเหลือบมองหลิงเชียวแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถดกายต่ำลง ดึงปิ่นหงส์เล็กๆ บนเรือนผมออกมา สะกิดเจาะรูเล็กๆ บนบานไม้อย่างแผ่วเบาและระมัดระวัง เพื่อสอดส่องสายตาแอบดูภาพเหตุการณ์ภายในห้องประชุมลับนั้นโดยตรงไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน
แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น
ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่
บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ
ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ
หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า







