LOGINหญิงสาวหันไปมองตามเสียง ก็พบคุณชายใหญ่ซ่งนั่งรอเธอใต้ตึก ข้างๆกันนั้นก็มีสาวกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมเขาอยู่ ไหนบอกว่าเขายุ่งมาก แล้วทำไมถึงมีเวลามานั่งจีบสาวที่มหาวิทยาลัยของเธอได้ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ ปรายตามองเขาครู่หนึ่งแล้วก็เดินหนีไป
“เด็กนิสัยเสีย ปล่อยผู้ใหญ่นั่งรอตั้งนาน” พอเห็นว่าอีกฝ่ายงอนจริงเลยต้องวิ่งตามไป ก่อนหน้านี้เขาสั่งลุงเหมาคนขับรถของตระกูลเวินให้กลับไปแล้ว เพราะว่าเขาจะไปส่งคุณหนูใหญ่กลับบ้านเอง
“ใครใช้ให้รอ” เหยาเหยารีบเดิน แต่จนใจที่มองหาเท่าไหร่ก็ยังหาลุงเหมาไม่เจอ
“ลุงเหมาไงบอกว่าท้องเสียเลยฝากให้ฉันอยู่รอรับเธอ” คนเจ้าแผนการพูดขึ้น
“ขอบคุณต้าเกอ แต่ไม่จำเป็น” เธอยิ้มเสแสร้งส่งกลับไปให้เขา แล้วก็ตีหน้านิ่งเดินหนีไปอีกทาง
“ยุ่งยากชะมัด” พูดจบก็อุ้มเด็กดื้อกลับเข้าไปในรถ ดีที่เขาไม่ได้ขับรถเอง เพราะตั้งใจจะเอาใจโดยการพาเธอไปซื้อของที่พูดจาไม่ดีไปเมื่อเช้า
“นี่ จะทำอะไรปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ” เธอตกใจกับการกระทำของผู้ชายบ้าระห่ำคนนี้
ชื่อเสียงของเขาเธอได้ยินมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าชาติที่แล้วเขาไม่ได้มาวุ่นวายกับเธอเหมือนชาตินี้ นั่นทำให้เธอตั้งรับไม่ทัน
“เด็กดื้อก็ต้องโดนแบบนี้แหละ ขอเตือนไว้ก่อนนะถ้าร้องดังกว่านี้คนได้แห่มาดูทั้งมหาวิทยาลัยแน่” ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเมื่อเห็นขาขาวๆ ระยะเผาขน “ให้ตายเถอะ ฉันจะเอาชุดนี้ของเธอไปเผา” พูดจบก็แย่งเสื้อคลุมในมือของอีกฝ่ายมาคลุมก่อนที่ผู้ชายแถวนั้นจะตาถลนออกมาเสียก่อน
“มองหามารดาเหรอ” คนขี้หวงสบถใส่กลุ่มผู้ชายที่กำลังจ้องขาเรียว
“คนเลว” เสียงก่นด่า พร้อมทั้งหยิกแผ่นหลังเขามั่วซั่ว จนกระทั่งถูกยัดเข้าไปในรถ ตามมาด้วยร่างสูงใหญ่ที่เบียดเข้ามาข้างในรถด้วย
“หึ”
เข้ามาข้างในรถแล้วก็ขยับไปชิดประตูอีกฝั่ง นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา นั่นเป็นเพราะว่าเธอกำลังเวียนหัวอยู่ เลยยังพูดอะไรไม่ได้
ซ่งจื้อหมิงเห็นเธอนั่งนิ่งก็ไม่ได้พูดอะไร เงียบปากไปบ้างก็ดี เขาไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองวุ่นวายเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต จัดการกับคู่แข่งยังไม่ยุ่งยากเท่าผู้หญิงเอาแต่ใจคนนี้เลย
“ไปห้างฝรั่ง” ชายหนุ่มสั่งเสียงเรียบ พร้อมทั้งมองลูกน้องตาเขียวที่มองอีกคนผ่านกระจกหลัง ลูกน้องเห็นท่าไม่ดีเลยหลบสายตา ทำเป็นมองออกไปข้างนอก
“ฉันจะกลับบ้าน” เหยาเหยาที่นั่งนิ่งกลับพูดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินว่าจุดหมายคือห้างสรรพสินค้า
“ไปกินข้าวก่อนแล้วฉันจะไปส่ง”
“ฉันไม่หิว” เห็นไปมองหน้าคนข้างๆ อย่างเอาเรื่อง
“แต่ฉันหิว”
“หิวก็ไปกินสิเกี่ยวอะไรกับฉันเล่า” เธอเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“อ้อ หรือว่าเธออยากจะไปกินกับเฉวียนเกอของเธอล่ะ แต่ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าป่านนี้เขาคงไปกินที่โรงพยาบาลแล้ว”
“เกี่ยวอะไร” เธอหันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากมองหน้าผู้ชายหน้าเหม็นคนนี้
“ความจริงฉันก็ไม่อยากเกี่ยวเท่าไหร่หรอก แต่ว่าสงสารแมวน้อยมัน วันนี้ตี้ตีของฉันรับบทลูกเขยที่แสนดีพาแม่ยายไปตรวจร่างกาย แล้วพอดีว่ามีคนรับบทลูกสาวที่แสนดีขาดเรียนครึ่งวันไปเป็นเพื่อน ครั้งนี้ยัยนั่นได้คะแนนไปคนเดียวเต็มๆ ไม่แบ่งใคร”
เหยาเหยาได้ยินแบบนั้นก็นั่งนิ่ง ชาติที่แล้วเธอยอมขาดสอบไปหนึ่งวิชา เพื่อที่จะไปให้ทันพาแม่เวินไปตรวจร่างกาย แต่ก็ยังช้ากว่าเวินฉีฉีไปหนึ่งก้าว สุดท้ายพวกเขาก็พาแม่เวินไปโรงพยาบาลกันสองคน
“นายพูดถูก ฉันอยู่ที่นั่นมา 19 ปีแล้ว ถึงเวลาที่หล่อนจะทำหน้าที่บ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร” พูดจบก็ฟุบหน้าลงข้างประตูรถ เหม่อมองออกไปข้างนอกแทน
คนปากร้ายหันไปมองทำท่าเหมือนจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่พูด ปล่อยให้บรรยากาศภายในรถอึมครึม ลูกน้องไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง จนกระทั่งถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดัง
เหยาเหยาแปลกใจเมื่อมาถึงร้านอาหารร้านโปรดของเธอที่ชอบมากินเป็นประจำ แน่นอนว่าร้านนี้จะต้องจองก่อนถึงจะได้เข้ามาใช้บริการ
“รสนิยมใช้ได้” เธอพยักหน้าพอใจที่เขาพามานั่งห้องส่วนตัว
“หึ เธอสั่งแล้วกันฉันมันเป็นพวกกินไม่เลือกอยู่แล้ว” เขาโยนเมนูอาหารให้กับเธอเมื่อพนักงานสาวจงใจเอานมมาถูแขนขณะที่ส่งเมนูอาหารให้
“จิ๊ ไม่มีมารยาท” หญิงสาวจิ๊ปากไม่พอใจที่เขาโยนเมนูอาหารมา แต่สายตาเหลือบไปเห็นพี่สาวทรงโตที่ยืนชงชาข้างๆ ไม่ห่างก็เข้าใจเรื่องราวทันที
“ไม่สู้ให้พี่สาวคนนี้สั่งให้ดีหรือเปล่า หล่อนน่าจะรู้ใจนายมากกว่าฉัน” เธอมองไปที่พี่ทรงโตแล้วยิ้มท้าทาย
“ได้ค่ะ ฉันจำได้ว่าคุณชายใหญ่งซ่งชอบทานอะไร” หญิงสาวรีบเสนอตัวทันที
“ออกไป” แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ดูแล กลับถูกชายหนุ่มไล่แบบไม่เหลือเยื่อใย
“คุณชาย” หญิงสาวทำหน้าจะร้องไห้ ไม่ง่ายเลยกว่าที่เธอจะได้มาดูแลแขกกระเป๋าหนักแบบนี้ เพื่อนร่วมงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณชายใหญ่ซ่งมือหนัก
เหยาเหยาไม่สนใจ กดเรียกพนักงานคนใหม่มาสั่งอาหาร ปล่อยให้ซ่งจื้อหมิงจัดการกับผู้หญิงของเขาไป ยังไงเขาก็ขึ้นชื่อว่าไข่ไปทั่วอยู่แล้ว
หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ เขาก็ทำตามที่บอกกับเธอเมื่อตอนเช้าว่าจะพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ชุดที่คุณย่าสั่งตัดใหม่ไม่ค่อยถูกใจเธอเท่าไหร่ หญิงสาวเลยอาศัยโอกาสนี้กอบโกย โละเสื้อผ้าใหม่ เปลี่ยนมาเป็นชุดฤดูใบไม้ผลิทั้งหมด
ซ่งจื้อหมิงคิดถูกแล้วที่พาลูกน้องมาด้วย เพราะขนาดพวกเขาสองคนสี่แขนก็ยังถือของให้คุณหนูซ่งไม่หมด ต้องให้ลูกน้องเอาของส่วนหนึ่งกลับไปเก็บที่รถก่อน
“ฉันเชื่อแล้วว่าเธอเป็นคุณหนูตกกระป๋องจริงๆ” ชายหนุ่มพูดประชดเมื่อหญิงสาวเปลี่ยนจากร้านเสื้อผ้า มาเป็นร้านเครื่องสำอางแทน
“ขอยืมแขนหน่อย” เหยาเหยากำลังเพลิดเพลินกับการเลือกเครื่องสำอาง กิจกรรมที่ทำให้ผู้หญิงอารมณ์ดีคือซื้อเสื้อผ้าแล้วก็เครื่องสำอาง
“เอาไปทำอะไร” ถึงปกจะถามแต่ก็ยอมถอดเสื้อสูทราคาแพงออกแล้วมาคลุมให้เธอแทน จากนั้นก็ยื่นแขนข้างหนึ่งไปให้
เหยาเหยาไม่รอช้า รีบปลดกระดุมแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวออกแล้วดึงแขนเสื้อของเขาขึ้น เผยให้เห็นผิวข้างในว่าขาวกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังเห็นเส้นเลือดชัดเจน
ไหนใครบอกว่าคุณชายใหญ่ซ่งเป็นผู้ชายอ่อนแอ เท่าที่เธอเห็นเขาแข็งแรงไม่ต่างจากซ่งเฉวียนเลยสักนิด
ชายหนุ่มมองการกระทำของหญิงสาวอยู่เงียบๆ รอดูว่าเธอจะทำอะไร มุมปากเล็กเผยอขึ้นนิดๆ ทำให้เขาเผลอยิ้มตามไปด้วย แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อมีลิปสติกมาทาลงบนแขน เขากำลังจะชักแขนกลับ แต่มือเรียวสวยกลับดึงไว้
“ผิวของต้าเกอขาวพอๆ กับฉันเลยยืมลองหน่อยนะ”
“เรื่องอะไรแขนเธอก็มี” ถึงปากจะบอกแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ยืนนิ่งให้เธอละเลงแขนเขาเล่น
“ไม่เอาอ่ะ ฉันไม่ชอบให้แขนเลอะ” ใบหน้าสวยหน้าเบาๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ครู่ต่อมาเขาถึงรู้ว่าทำไมเธอถึงยิ้มชอบใจได้ขนาดนั้น
ต่างจากเขาที่ตอนนี้ปั้นหน้ายาก เมื่อต้องเดินเปิดแขนข้างหนึ่งที่เต็มไปด้วยลิปสติกสีต่างๆ เดินทั่วห้าง
“ซื้อมาหมดทุกสีก็สิ้นเรื่อง” เขาพูดขณะที่เดินตามเธอเข้าร้านนั้นออกร้านนี้แต่ไม่ยอมซื้ออะไรเพิ่ม
“ไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าสีนั้นเข้ากับเราหรือเปล่า ซื้อไปก็ไม่ได้ใช้ คนใช้เงินแก้ปัญหาแบบนายไม่เข้าใจหรอก” พูดแล้วก็หันหน้าไปอีกทาง
“แล้วต้องรออีกนานแค่ไหน ฉันอายคน” เขามองซ้ายขวา สาวๆ มองมาทางเขาแล้วก็หันไปซุบซิบกันยิ้มๆ
“เอาล่ะ ฉันตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกสีไหน”
ซ่งจื้อหมิงถึงกับเส้นเลือกข้างขมับปูดออกมา เมื่อเธอกลับมาเลือกซื้อลิปสติก ดูจากสีที่แขนเขาแล้วมีไม่ต่ำกว่าสิบสี ทว่าเจ้าหล่อนกลับเลือกลิปมันบำรุงริมฝีปาก
“ต้าเกอขอโทษนะ ฉันเพิ่งนึกได้ว่าสีพวกนั้นมีหมดแล้ว ขาดก็แต่ลิปมันที่หมด” เหยาเหยาพูดจบก็เดินตัวปลิว ทิ้งให้เขาจ่ายเงินแล้วถือของเดินตามหลังมา
มกราคม1989ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล อาการป่วยของหยงจวิ้นเจี๋ยดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเขายังต้องกายภาพทุกวันและอยู่ในความดูแลของนักกายภาพ คุณย่าหยงกับพ่อหยงก็กลับเซินเจิ้นไปได้สักพักแล้วเสียงถอนหายใจแรงของคนป่วย เขาออกจากโรงพยาบาลได้เกือบเดือนแล้ว อาการป่วยภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แผลถลอกตามตัวตกสะเก็ดและหายเกือบหมดแล้ว จะมีก็แต่ที่หลังที่ได้รับการผ่าตัดถึงสองครั้ง“โถ่เว้ย” เสียงสบถของคนป่วยดังขึ้นวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ที่นักกายภาพและพยาบาลส่วนตัวจะมาช่วยเขากายภาพ ฝึกเดิน เพราะตอนนี้เขายังต้องนั่งรถเข็นอยู่ อีกทั้งที่เอวยังต้องใส่ที่ช่วยพยุงหลังเพราะยังมีเหล็กดามหลังอยู่“เกิดอะไรขึ้นคะ” เหยาเหยาที่กำลังจะออกไปตรวจงานเหมือนทุกวัน ได้ยินเสียงสามีก็รีบวิ่งออกมาดู“คะ คุณนาย” พยาบาลสาวเห็นเหยาเหยาเดินเข้ามาก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พวกเธอไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากท่านนายพลหนุ่มคนนี้ได้ เขาโหดเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว“ไปเตรียมยาเถอะ ฉันจัดการเอง”ไม่ใช่ครั้งแรกที่จวิ้นเจี๋ยใส่อารมณ์ และทุกครั้งก็จะเป็นเธอที่เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ แต่ว่าครั้งนี้ต่างออกไป คนป่วยนั่งบนรถเข็น สีหน้าเรียบเฉย ต่า
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลทหาร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและบรรยากาศอันตึงเครียดปกคลุมไปทั่วโถงทางเดิน เหยาเหยาเดินตรงไปยังหน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจที่บีบคั้นเจ้าหน้าที่ให้เธอเซ็นเอกสารสำหรับการรักษา ทั้งนี้ก็เพื่อหาเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น เธอจะไม่เรียกร้องหรือเอาผิดกับทางโรงพยาบาล ในใจของเธอตอนนี้ขอแค่แพทย์และพยาบาลรักษาสามีอย่างเต็มที่ก็พอแล้วเหยาเหยานั่งรอหน้าห้องผ่าตัดไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน แม้ว่าเถาฮวากับถิงโจวจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอนอนพัก เพราะการผ่าตัดตอนนี้ใช้เวลาไปนานเกือบ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ค่ำจนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ“เจี๋ย พูดอะไรหน่อยสิครับ” ถิงโจวตาแดงก่ำ มองพี่สาวที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่ยอมพูดจา แต่น้ำตากลับไหลอาบสองแก้มไม่หยุด เขาเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ“คุณหนู อย่าเป็นแบบนี้เลยนะคะ พี่ใจจะขาดอยู่แล้ว” เถาฮวาร้องไห้ยิ่งกว่าเจ้านายของเธอเสียอีก เวลาที่คุยกันไม่มีคนอื่น ทั้งสองจะพูดคุยเสมือนเป็นพี่น้องกันไม่มีผิด“….”เหยาเหยาอ้าปาก พยายามเค้นเสียงออกจากลำคอ แต่ก็จนใจที่เธอจุกจนพูดไม่ออก อาการเบื้องต้นที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบนั้นแทบไม่มีหวังว่าสามีจะกลับมาได้ คง
เมษายน 1988ลมฤดูใบไม้ผลิในเมืองหลวงเริ่มพัดเอาความแห้งแล้งออกไป แทนที่ด้วยกลิ่นอายของดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ในเรือนสี่ประสานบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยแผนการใหญ่ที่ร้อนแรงยิ่งกว่า"ประกาศอย่างเป็นทางการมาแล้วเหรอคะ"“อืม” จวิ้นเจี๋ยวางหนังสือพิมพ์รายวันลงบนโต๊ะ พาดหัวข่าวระบุชัดเจนถึงการยกฐานะไหหลำขึ้นเป็นมณฑล และเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอีกด้วยเหยาเหยาได้รับการยืนยันแล้วก็ดวงตาเป็นประกาย "นี่คือขุมทองที่แท้เลยก็ว่าได้นะคะ ได้ยินที่ปรึกษาหลินบอกว่าต่อไปที่นั่นจะเป็นฮาวายแห่งตะวันออก ใครที่มีที่ดินริมหาดได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะในทศวรรษหน้า"จวิ้นเจี๋ยนิ่งคิด ภรรยาเอ่ยปากออกมาแบบนี้ คงไม่แคล้วต้องไปกว้านที่ที่ดินแถวไหหลำอีกเป็นแน่ เหมือนกับที่หนานซานและเกาะฮ่องกงที่เธอไปมาแล้ว เขารู้ดีว่าการขยับตัวครั้งนี้ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และที่สำคัญต้องมีคนที่ไว้ใจได้"ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ ฉันจะถอนเงินปันผลที่ทำกำไรได้ในเซี่ยงไฮ้ และจะโยกเงินส่วนตัวของฉันอีกสมทบเข้าไป" เหยาเหยาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น "ฉันจะส่งโทรเลขหาคุณพ่อที่เซินเจิ้นก่อน ให้ท่านเป็นธุระล่องใต้ลงไปที่ไหหลำด่วนที่สุด"จ
เวินฉีฉีกับสามีย้ายไปอยู่กับแม่หยางที่บ้าน เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอได้มาเหยียบที่นี่ ซึ่งต้องยอมรับว่าต่างจากที่เธอคิดเอาไว้มาก เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้แม่หยางขึ้นชื่อว่าร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองเป่ย แต่ใครจะไปคิดว่าท่านจะติดดินได้ขนาดนี้“อยู่ได้หรือเปล่า” แม่หยางถามลูกสาวลูกเขย“คุณตารู้หรือเปล่าว่าแม่อยู่บ้านหลังเล็กแบบนี้” เวินฉีฉีถูกความสบายและสวมบทบาทลูกหลานผู้ดีมาหลายปี ทำให้เธอลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกินอยู่ยังไงต่างจากเฉินอวี้ เขาเป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด รสนิยมของเขาเป็นคนสมัยใหม่ แต่เพราะมีลูกค้าหลากหลายอาชีพ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์เขาจึงกว้างกว่าฉีฉีมากแม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูเล็กเมื่อเทียบกับคฤหาสน์ตระกูลเวิน แต่เมื่อเข้ามาข้างในบ้าน ถึงได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเศรษฐีตัวจริง“ผมอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้” ชายหนุ่มรีบพูดเอาใจแม่ยาย“ดี ที่นี่ไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน ต้องทำงานถึงจะมีเงินใช้ มีข้าวกิน โตกันจนอายุปูนนี้แล้วจะอยู่บ้านเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้ว”“ใครจะให้นายมาอยู่ด้วยไม่ทราบ" เวินฉีฉีถลึงตาใส่เฉินอวี้“ยังต้องรอให้ใครอนุญาตอีกเหรอ” แม่หยางถามกลับลูกสาว ทำเอา
เฉินอวี้เหมือนคนจนตรอก เขาสูญเสียทุกอย่างไปก็เพราะเวินฉีฉี เพราะฉะนั้นจะให้เขาปล่อยหล่อนไปมีความสุข แล้วตัวเองต้องใช้ชีวิตแบบตกต่ำก็คงจะเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจมาหาเธอที่เมืองเป่ยการที่เขาจะหาว่าบ้านของผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ที่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะเข้าไปถึงตัวของคนเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมียามเฝ้าหน้าประตูอย่างแน่นหนา เขาไม่มีมีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นด้วยซ้ำว่าประตูบ้านของพวกเขาสีอะไรแต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความพยายาม เมื่อรถยนต์คันหรูกำลังขับออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ นั่นก็คือเวินถิงโจว เขาเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านและกำลังจะขับรถกลับเมืองหลวง ทว่ากลับมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งขวางหน้ารถเขาเอาไว้เสียก่อนอยู่ที่เมืองหลวง ถิงโจวมักจะไปฝากท้องที่เรือนสี่ประสานของพี่สาว แล้วก็เล่นกับหลานสาวอยู่บ่อยๆ ได้ยินชื่อเฉินอวี้อยู่บ่อยครั้ง แล้วก็รู้ด้วยว่าเขากำลังคบกับเวินฉีฉีอยู่เสียงรถยนต์เบรกเสียงดัง ทำเอายามเฝ้าหน้าประตูตกใจ รีบปรี่เข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยังดีที่ถิงโจวเบรกได้ทัน ไม่อย่างนั้นเฉินอวี้อาจจะถูกเขาชนไปแล้ว“อยากตายหรือไง” ประโยคนี้ถิงโจวไม่ได้เป็นคนพูด แต่กลั
ทางด้านพ่อเวินแม้ปากจะบอกว่ายกให้คุณย่าเวินจัดการ แต่ถึงยังไงท่านก็ยังอยากได้ที่ดินกลับคืนมา แต่จะเอาเงินจากไหนมากมายขนาดนั้น“ลองไปให้แม่ของหล่อนช่วยดีไหมคะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน” คุณนายเวินบอกกับสามีพ่อเวินได้ยินก็ชะงักไป นึกถึงใบหน้าอ่อนหวานของอดีตภรรยาแล้วก็พลอยทำให้หัวใจเต้นแรง ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าอยากจะไปเยี่ยม แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปในฐานะอะไร ครั้งนี้มีโอกาสแล้วท่านจึงรีบคว้าเอาไว้“อืม คุณพูดมีเหตุผล”“งั้นฉันจะไปเป็นเพื่อน”“ไม่ต้องหรอก” พ่อเวินรีบปฏิเสธ แต่พอเห็นหน้าจับผิดของภรรยาเด็กก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกอย่างเรากำลังจะไปขอความช่วยเหลือ ถ้าเกิดหล่อนเห็นหน้าคุณที่เป็นภรรยาใหม่ ก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ช่วย”“ทำไมละคะ ในเมื่อตอนนั้นหล่อนหย่ากับคุณไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาหึงหวงคุณอีก” สามีไปเจออดีตภรรยา ใครจะทำใจกว้างได้บ้าง“ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่คิดว่าเรากำลังจะไปเอาจากเขา ก็ควรทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายพอใจมากที่สุด วางใจเถอะ ทั้งแก่แล้วก็พิการ ผมไม่มีทางกลับไปกินของเก่าแน่นอน”ก่อนไปพ่อเวินก็ทำให้ภรรยาเด็กมั่นใจเสียก่อน ว่าท่านจะไม่วอกแวก







