Masukนางถูกครอบครัวบีบบังคับให้แต่งงานกับเซี่ยเหวินหลางอัครเสนาบดีผู้เหี้ยมโหดที่ฆ่าคนเป็นผักปลา ทรราชของแคว้นอวิ๋น ฮวาจื่อชิงจึงคิดจะหลบหนีการแต่งงานด้วยการหนีตามบุรุษไป เพียงแต่นางไม่มีบุรุษให้หนีตามไปด้วย ญาติผู้พี่ของนางจึงออกหน้ารับอาสาว่าจะหาบุรุษให้นางด้วยตนเอง คิดไม่ถึงว่าบุรุษที่เขาหามาจะเป็นทรราชเซี่ยที่นางกำลังคิดจะหลบหนีนั่นเอง เพราะความโง่เขลาทำให้นางล่วงเกินเขา เขาเคยสาบานเอาไว้ว่าจะต้องแก้แค้นนางให้ได้ หลังจากนั้นนางจึงทำได้แค่เพียงพาลูกทั้งสองคนที่นางคลอดออกมาอย่างยากลำบากหนีเขาไปให้ไกลแสนไกลเพียงเท่านั้น
Lihat lebih banyakแคว้นอวิ๋นอันรุ่งเรืองถูกปกครองด้วยขุนนางโฉดสกุลเซี่ย ยุวกษัตริย์อย่างหลี่คังยังเล็กนักทำได้แค่เพียงเป็นหุ่นเชิดให้แก่ท่านน้าต่างสกุลของเขาอย่างเซี่ยเหวินหลางเพียงเท่านั้น การเข้าแทรกแซงอำนาจการบริหารแผ่นดินของอัครเสนาบดีเซี่ย ทำให้เกิดเหตุการณ์กบฏเพื่อต่อต้านเขาอยู่หลายครั้ง
ทุกครั้งที่เขาปราบปรามกบฏล้วนลงมืออย่างเหี้ยมโหด เขามักจะนำศีรษะของกบฏและครอบครัวไปแขวนที่หน้าประตูเมืองเพื่อข่มขวัญผู้คน สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวเมืองแคว้นอวิ๋นยิ่งนัก ชาวบ้านบางคนต่างพูดกันว่าไม่ใช่แค่เพียงแขวนศีรษะของกบฏเอาไว้ที่ประตูเมืองให้แร้งกากิน แต่เซี่ยเหวินหลางผู้นี้ยังเชือดเนื้อเถือหนังกบฏเหล่านั้นเพื่อเอาไปกินเป็นอาหารอีกด้วย
“ท่านพ่อ เรื่องสัญญาการแต่งงานระหว่างสองสกุลก็ให้แล้วกันไปเถิด ในราชสำนักท่านพ่อขัดแย้งกับอัครเสนาบดีเซี่ยถึงขนาดนี้ยังคิดจะเกี่ยวดองกับเขาด้วยการแต่งงานอีกหรือ” ฮวาเฉินเอ่ยกับบิดาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
บิดาของเขาคือราชครูฮวาเหลียงผู้เป็นที่นับหน้าถือตาของบรรดาขุนนางและประชาชนแคว้นอวิ๋น ราชครูฮวาเหลียงผู้นี้คือผู้ที่คอยอบรมสั่งสอนฮ่องเต้น้อยหลี่คัง อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของเหล่าบัณฑิตในสำนักราชบัณฑิตอีกด้วย เซี่ยโหว ผู้มีนามว่าเซี่ยจ้งหวายคือสหายรักของเขา พวกเขาเคยทำหนังสือสัญญาหมั้นหมายกันว่าจะให้ลูกหลานแต่งงานผูกสัมพันธ์กันตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเคยเสี่ยงชีวิตเพื่อบ้านเมืองด้วยกัน แต่จนแล้วจนรอดการแต่งงานระหว่างสองสกุลก็ยังไม่เกิดขึ้น
ฮวาเหลียงไม่มีบุตรสาวเลยสักคนส่วนบุตรชายทั้งสองก็ล้วนตกแต่งหญิงงามชาติสกุลดีเข้าจวนมาแล้วทั้งคู่ ทางด้านเซี่ยจ้งหวายนั้นบุตรสาวของเขาได้แต่งเข้าวังไปเป็นฮองเฮา ส่วนบุตรชายทั้งสองของเขานั้นล้วนสิ้นชีพในสนามรบไปแล้วทั้งคู่ เหลือแค่เพียงบุตรชายคนเล็กที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเซี่ยจ้งหวายจึงไม่เคยให้ลูกชายคนเล็กผู้นี้ติดตามเขาเข้าสู่สนามรบเลยสักครั้ง เพราะยามนี้สกุลเซี่ยเหลือแค่เพียงเซี่ยเหวินหลางเป็นทายาทเพียงคนเดียวของสกุล
ส่วนสกุลฮวานั้นมีแต่บุตรชาย ฮวาเฉินเป็นบุตรชายคนโตเขากับฮูหยินมีบุตรชายด้วยกันอีกสามคน ส่วนฮวาฉือมีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน บุตรสาวของฮวาฉือจึงถูกจับตามองจากคนสกุลเซี่ยเป็นพิเศษ ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในวังหลวง หลี่ไท่หลงฮ่องเต้และเซี่ยฮองเฮาล้วนสิ้นชีพไปด้วยกัน เหลือแค่เพียงพระโอรสองค์น้อยแค่เพียงพระองค์เดียว เซี่ยเหวินหลางปกป้องและคุ้มครองพระโอรสองค์น้อยอย่างสุดกำลังและผลักดันให้องค์ชายน้อยขึ้นนั่งในราชบัลลังก์ได้ในที่สุด
ความดุดันและเหี้ยมโหดจนกลายเป็นที่กล่าวขานของเซี่ยเหวินหลางทำให้เซี่ยโหวผู้เป็นบิดากังวลว่าวันหน้าบุตรชายของเขาอาจจะไม่ได้แต่งงาน เขาจึงได้นำหนังสือสัญญาที่เคยทำร่วมกันมาบีบบังคับฮวาเหลียงผู้เป็นสหายให้ยกหลานสาวให้แต่งงานกับบุตรชายของเขา ต่อให้ฮวาจื่อชิงยังไม่ถึงวัยปักปิ่นสกุลเซี่ยของพวกเขาก็ยินดีจะรอ เพราะเห็นแก่ความจริงใจของสหายฮวาเหลียงจึงได้ตอบรับหนังสือสัญญาหมั้นหมายนี้และให้คำมั่นกับเซี่ยโหวว่าขอเพียงหลานสาวของเขาผ่านพ้นวัยปักปิ่นก็ให้สกุลเซี่ยส่งเกี้ยวเจ้าสาวมารับได้เลย
“พวกเราใช้เรื่องการไว้ทุกข์ให้น้องสะใภ้ของเจ้า ผัดผ่อนเรื่องการแต่งงานมาแล้วสามปี หลังจากนี้หากผัดผ่อนหรือล้มเลิกการแต่งงานอีกสหายเซี่ยของข้าคงได้ยกทัพมาถล่มสกุลฮวาของพวกเราโดยไม่สนใจความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนแน่ ยามนี้เซี่ยเหวินหลางมีอายุจะย่างเข้า 27 ปีแล้วแต่กลับยังไม่ได้แต่งงานเพราะรอหลานสาวของเจ้า แล้วเจ้ายังคิดอยากจะให้ข้าบิดพลิ้วสัญญาอีกหรือ” ฮวาเหลียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจนใจ
แม้ว่าเขาจะไม่ชอบการกระทำของเซี่ยเหวินหลางในราชสำนักมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่กล้าขัดแย้งกับสหายของตนอย่างเซี่ยโหว อีกทั้งเซี่ยเหวินหลางก็ยินยอมรอหลานสาวของเขาจนตนเองผ่านพ้นวัยแต่งงานมานานมากถึงขนาดนี้ หากเขากล้าผิดคำสัญญาอีกไม่เพียงความสัมพันธ์ฉันสหายจะขาดสะบั้น แต่สกุลฮวาคงได้ถูกทัพสกุลเซี่ยถล่มจนราบเป็นหน้ากลองแน่
“แต่สกุลฮวาของพวกเรามีชิงชิงเป็นหลานสาวแค่เพียงคนเดียว ท่านพ่อจะตัดใจยกนางให้แต่งงานกับเซี่ยเหวินหลางได้หรือ” เมื่อฮวาเฉินเอ่ยเช่นนี้ฮวาเหลียงก็ทอดถอนใจออกมา
“บิดาแท้ๆ ของนางยังไม่ร้อนใจ เจ้าเป็นแค่ลุงของนางจะร้อนใจไปทำไม” คำถามของฮวาเหลียงทำให้ฮวาเฉินพ่นลมหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจ
“น้องชายของข้าเคยร้อนใจเรื่องของนางที่ไหน เขาสนใจแต่อนุผู้นั้นและบุตรชายของนาง น้องสะใภ้ตรอมใจจนตายเขาก็ยังไม่ยอมเหลียวแล ชิงชิงของข้าช่างอาภัพยิ่งนัก” คำพูดของฮวาเฉินทำให้ฮวาเหลียงทอดถอนใจออกมา
“ชิงชิง เข้มแข็งกว่าที่พวกเราคิด เจ้าล้มเลิกความคิดที่จะยกเลิกสัญญาการหมั้นหมายเสียเถิด อีกไม่กี่วันเกี้ยวรับเจ้าสาวของสกุลเซี่ยก็จะมารับเจ้าสาวแล้ว เจ้าที่เป็นลุงของนางจงเตรียมการเรื่องการจัดงานและการจัดเตรียมสินเดิมเจ้าสาวให้ดี จงจำเอาไว้ว่าสินเดิมของชิงชิงต้องมากสักหน่อย เซี่ยเหวินหลางเหี้ยมโหดถึงเพียงนั้นนางควรจะมีเงินทองติดตัวเอาไว้ วันหน้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นนางจะได้ไม่ลำบาก หากเจ้าแค้นใจเจ้ารองนักก็จงไปรีดไถทรัพย์สินจากเขามาให้หมดแล้วเอามาใส่ในหีบสินเดิมของชิงชิงเสีย" เมื่อบิดาเอ่ยเช่นนี้ฮวาเหลียงก็รีบตอบรับในทันที
“ขอท่านพ่อโปรดวางใจ ต่งซื่อจัดเตรียมเรื่องงานแต่งเอาไว้แล้ว สินเดิมของชิงชิงนางก็เตรียมการเอาไว้นานแล้ว หลายปีมานี้นางเลี้ยงดูชิงชิงดุจบุตรสาวเรื่องสินเดิมของชิงชิงนางไม่ยอมให้น้อยหน้าผู้ใดแน่ ส่วนเรื่องรีดไถทรัพย์สินของน้องรองมาให้ชิงชิง วันนี้ข้าจะออกหน้าจัดการเอง” คำพูดของฮวาเฉินทำให้ฮวาเหลียงยิ้มออกมา
“เช่นนั้นก็จงไปจัดการเถิด อย่าเอะอะโวยวายนักเล่าประเดี๋ยวจวนราชครูของข้าจะกลายเป็นขี้ปากของผู้อื่น” เมื่อบิดาเอ่ยเช่นนี้ฮวาเฉินก็ขานรับแล้วรีบออกไปดำเนินการในทันที
หลังจากนั้นบ้านใหญ่และบ้านรองก็มีปากมีเสียงกัน ฮูหยินใหญ่ของบ้านใหญ่อย่าต่งฟางหรูสั่งให้คนลงมือตบตีอนุของบ้านรองโทษฐานที่ล่วงเกินนาง เรื่องนี้ทำให้ฮวาฉือมีปากมีเสียงกับพี่ใหญ่ของตนจนถึงขั้นพูดถึงเรื่องจะแยกบ้าน ผลสุดท้ายก็เป็นฮวาเหลียงออกหน้าไกล่เกลี่ยด้วยการสั่งให้ฮวาฉือยอมรับผิดที่หลงใหลอนุจนล่วงเกินพี่ใหญ่ของตน
“แต่ท่านพ่อ พี่ใหญ่ก็หลงใหลพี่สะใภ้จนมารังแกคนในครอบครัวของข้าเช่นเดียวกัน” คำพูดประโยคนี้ของฮวาฉือทำให้ฮวาเฉินร้อง เฮอะ! ออกมา
“ข้ากับต่งซื่ออยู่ด้วยกันมานานถึงขนาดนี้ใช้คำว่าหลงใหลคงไม่ได้แล้ว ข้ากับนางเรียกว่าคู่ชีวิต ข้าต่อให้จิตใจของข้าเคยหวั่นไหวแต่ข้าก็ไม่เคยพาผู้ใดเข้ามาทำให้นางต้องชอกช้ำระกำใจ” คำว่า “เคยหวั่นไหว” ของฮวาเฉินทำให้ฮวาจื่อชิงและฮวาจื่อเฉิงหันไปสบตากันในทันที ไม่ต้องเอ่ยอันใดออกมาคนทั้งสองก็รู้ดีว่าเมื่อกลับเรือนไปฮวาเฉินจะต้องถูกต่งฟางหรูผู้เป็นฮูหยินเล่นงานอย่างหนักแน่
ข้ามีนามว่าเซี่ยหย่งเป่า เป็นบุตรชายคนที่สองของอดีตอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นอวิ๋นเซี่ยเหวินหลาง มารดาของข้าคือสตรีสกุลฮวามีนามว่าฮวาจื่อชิง ข้ามีพี่ชายและพี่สาวอย่างละหนึ่งคน พี่ชายมีนามว่าเซี่ยหย่งฉี ส่วนพี่สาวของข้ามีนามว่าเซี่ยหย่งหนิงข้ามีหลานชายถึง 4 คน เป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดจากพี่ชายของข้าเซี่ยหย่งฉี และท่านหญิงฉางอู่ผู้เป็นพี่สะใภ้ของข้า ส่วนพี่สาวของข้าแม้ว่านางจะยังไม่มีทายาท แต่ด้วยยาที่ข้าพึ่งจะปรุงให้นางไปทำให้ยามนี้นางกำลังตั้งครรภ์ใกล้จะมีทายาทให้แก่สกุลจี้ซึ่งเป็นสกุลของสามีของนางแล้ว“พี่หญิงตั้งครรภ์แล้วเช่นนี้ จี้ซูหรานก็คงไม่กล้าปากมากพูดจาเสียดสีพี่หญิงแล้วกระมัง” ฮวาเยี่ยนชีเอ่ยพลางเลื่อนจานผลไม้ให้พี่หญิงของข้า ฮวาเยี่ยนชีคือบุตรสาวของท่านลุงรองทางฝั่งสกุลเดิมของมารดาของข้า ตั้งแต่พี่หญิงของข้าตั้งครรภ์ทั้งฮวาเยี่ยนชีและข้าก็ต่างไม่กล้าวางใจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความขัดแย้งในสกุลจี้เพียงลำพัง ดังนั้นช่วงนี้ข้าและฮวาเยี่ยนชีจึงมักจะมาเป็นแขกที่จวนสกุลจี้เป็นประจำ“ต่อให้นางอยากจะพูดจาเสียดสีก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรนางก็ทำอันใดข้าที่เป็นทั้งท่านหญิงหย่งหนิงและพี่สะใภ
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ฮ่าๆ ดูเหมือนว่านายของพวกเจ้าจะให้เกียรติฝีมือของข้ามากเลยนะ จึงได้ส่งพวกเจ้ามาถึงสี่คนเช่นนี้”“ฉีเสี่ยวเสวียนอย่าได้พูดมาก ยินยอมตามพวกข้ากลับไปแต่โดยดีเสียเถิดเจ้าจะได้ไม่ต้องกลายเป็นผีเฝ้าป่าอยู่ที่นี่” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยออกมาพลางพุ่งเข้ามาโจมตีนาง ข้าทนเห็นสตรีผู้หนึ่งถูกรุมโจมตีไม่ไหวจึงออกหน้าช่วยเหลือ เพียงแต่ข้าหาได้ตั้งใจเรียนวิชายุทธ์ดังเช่นน้องชาย สุดท้ายวิชายุทธ์ดุจแมวสามขาของข้าจึงทำได้แค่เพียงทำให้ชายชุดดำเหล่านั้นเสียรูปกระบวนในการโจมตีเพียงเท่านั้นสุดท้ายนางก็กำจัดชายชุดดำได้จนหมดนางมองชายชุดดำสี่คนที่นอนสิ้นชีพอยู่บนพื้นแล้วก็รีบเดินไปสำรวจบริเวณรอบๆ ในทันที ข้าเองก็รีบติดตามนางไปเช่นเดียวกัน บุรุษแต่งกายแบบชาวยุทธ์หลายคนสิ้นชีพอยู่บริเวณนี้ความเศร้าโศกเสียใจของนางทำให้ข้าพึ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วนางหาได้ติดตามข้ามาเพียงลำพัง แต่ยังมีคนของนางติดตามมาด้วยอีกหลายคนและยามนี้คนของนางก็สิ้นชีพไปเสียแล้ว“ท่านช่วยข้าฝังศพคนเหล่านี้ได้ไหม” เมื่อนางเอ่ยถามเช่นนี้ข้าก็จำต้องออกแรงช่วยนางขุดหลุมฝังคนทั้งหมด ข้าและนางใช้เวลาเกือบทั้งคืนในการจัดการศพแล้วหลังจา
ข้าชื่อฮวาจื่อเฉิง เป็นบุตรชายคนที่สองของฮวาเฉินกับต่งฟางหรู ท่านปู่ของข้าคือฮวาเหลียงมหาราชครูผู้ได้รับความนับหน้าถือตาจากบรรดาขุนนางทั้งหลาย ตั้งแต่เด็กข้าเป็นคนที่มีความจำดีมาก มากเสียจนทุกคนในจวนต่างตั้งความหวังว่าข้าจะเก่งกาจมากกว่าพี่ใหญ่ของข้าที่สามารถท่องจำสี่ตํารา ห้าคัมภีร์ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาตั้งความหวังเอาไว้ เพราะข้ากลับไปฝากตัวเป็นศิษย์หมอเทวดาที่มารักษาอาการป่วยให้แก่ท่านปู่ที่จวนของข้าความสามารถทางด้านการรักษาของข้านั้น ข้าสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าหากไม่นับอาจารย์ของข้าเข้ามาด้วยข้าก็ถือว่าเป็นผู้มีฝีมือทางด้านการรักษาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ทั้งการวินิจฉัยโรคและการปรุงยาแม้แต่อาจารย์ยังเคยชมว่าข้าคือลูกศิษย์ที่เขาภูมิใจมากที่สุดข้ามีญาติผู้น้องอยู่ผู้หนึ่ง นางมีนามว่าฮวาจื่อชิงเป็นเด็กสาวที่น่ารักและน่าสงสาร ข้ารักนางเสียยิ่งกว่าน้องสาวแท้ๆ ซึ่งนางมักจะพูดว่าก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะข้าไม่มีน้องสาวร่วมสายเลือดเลยสักคน…ฮวาจื่อชิงมีพละกำลังมหาศาลตรงข้ามกับใบหน้าอันน่ารักและรูปร่างอันบอบบางของนางเป็นอย่างมาก แต่นางและมา
“ความทุกข์ยากและกาลเวลาช่วยพิสูจน์ความจริงใจของคน” ฮวาจื่อชิงได้เห็นแล้วว่าคำพูดประโยคนี้คือความจริง เซี่ยเหวินหลางเป็นทั้งสามีที่ดีและเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ อย่างแท้จริง เขาช่วยนางอบรมเลี้ยงดูลูกๆ จนเติบใหญ่ เขาเป็นกำลังใจในทุกครั้งที่นางต้องเผชิญกับปัญหา ยามที่นางคิดถึงตอนที่ตนเองเคยหนีไปจากเขาขึ้นมา นางก็ได้แต่ขบขันความคิดอันโง่งมของตนเอง แม้ว่าเซี่ยเหวินหลางจะไม่สามารถละทิ้งอำนาจในมือได้ทั้งหมด แต่เขาก็สามารถทำให้นางและลูกรู้สึกว่าตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขายามนี้นางไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดข่มขู่เขาอีกต่อไปแล้วว่าถ้าหากเขาทำไม่ดีต่อนางหรือว่านำสตรีอื่นเข้ามาเป็นคู่ร่วมชีวิต นางก็จะพาลูกๆ หนีไปจากเขา เพราะตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกันมาจนกลายเป็นท่านปูและท่านย่า เขาก็ไม่เคยทำให้นางอยากจะหนีไปจากเขาอีกเลย“กำลังคิดอะไรอยู่ ฟ้ามืดแล้วอากาศก็เริ่มจะหนาวเย็นขึ้นมาแล้วนะ” เซี่ยเหวินหลางเอ่ยพลางถอดเสื้อคลุมของตนเองมาคลุมให้นาง“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนที่ข้าเคยทำโง่ๆ อย่างเช่นการคิดว่าตนเองจะสามารถหนีการแต่งงานกับท่านไปได้” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้เซี่ยเหวินหลางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
กู้เฉียวตายแล้ว และคนของเขาก็ถูกคนของเซี่ยเหวินหลางปราบปรามได้แล้วเช่นเดียวกัน ฮวาจื่อชิงรู้ดีว่ายามนี้นางตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่นไปแล้วแต่นางหาได้สนใจสายตาของคนเหล่านั้น ยามนี้นางสนใจก็แค่เพียงเซี่ยเหวินหลางผู้เป็นสามีของนางเพียงเท่านั้น“ข้าปล่อยให้คนของกู้เฉียวเข้าไปในจวนก็เพราะเขาบอกว่าท่านได้
ฮวาจื่อชิงตัดสินใจส่งคนไปเชิญให้กู้ฉิงเข้าจวนมา โดยที่นางออกไปรอต้อนรับสตรีผู้นั้นที่โถงศาลารับลมกลางสวน ยามที่กู้ฉิงเดินเข้าไปในศาลารับลมก็ได้เห็นว่าฮวาจื่อชิงที่ในวันนี้ตั้งใจแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นพิเศษกำลังนั่งชงชารอนางอยู่ในศาลารับลมแล้ว“เชิญคุณหนูใหญ่กู้นั่งลงก่อนเถิด” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางรินน้ำช
หลังจากหลี่คังฮ่องเต้เสวยมื้อค่ำที่จวนสกุลเซี่ยแล้วก็ยังรั้งอยู่ที่จวนสกุลเซี่ยอยู่ครู่ใหญ่ จนผลสุดท้ายเซี่ยเหวินหลางทนไม่ไหวตวาดออกมา ทำให้หลี่คังฮ่องเต้หวาดกลัวว่าตนเองจะถูกลงโทษอย่างที่เคยได้รับเป็นประจำจึงรีบอำลาเซี่ยจ้งหวายและฉีเหม่ยเจินเพื่อจะได้เดินทางกลับวัง“เจ้าพาลูกเข้านอนก่อนเถิด ข้ารู้
ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้ฮวาจื่อชิงหลับหูหลับตาร้องไห้ออกมา แล้วก็เป็นฮวาจื่อเฉิงที่เอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ชิงชิง เจ้าเก็บแรงเอาไว้ก่อนพอท่านหมอจีบอกให้เจ้าเบ่งเจ้าจึงค่อยออกแรงเบ่งนะ”“แต่พี่รองข้าปวดท้องมากเลย” นางเอ่ยพลางร้องไห้ออกมาเซี่ยเหวินหลางยื่นมือไปจับมือของนางเอาไว้แล้วเอ่ยถามฮวา












Ulasan-ulasan