LOGINย้อนไปเมื่อตอนซูยวนยังไม่แต่งจินซื่อเป็นภรรยา เขากับเถียนเฉิงนับว่าเป็นสหายร่วมเรียนกัน มักจะออกไปเที่ยวเล่นล่าสัตว์ ประชันบทกลอนกับคุณชายผู้อื่นในเมืองหลวง
พวกเขาร่วมกลุ่มไปล่าสัตว์ที่ป่านอกเมือง ระหว่างทางที่กลับพบเจอโจรป่าเข้า องครักษ์ที่พาไปของแต่ละจวนต่างก็เข้าต่อสู้กันสุดชีวิต คุณชายทั้งหมดต่างก็ร่ำเรียนวรยุทธ์มาเช่นกัน จึงได้เข้าร่วมต่อสู้ด้วย ซูยวนที่กำลังพลาดพลั้งได้เถียนเฉิงช่วยรับดาบเอาไว้แทน ยังดีที่บาดแผลไม่เข้าจุดสำคัญแต่ก็ทำให้ต้องรักษาตัวอยู่หลายเดือน
นับจากนั้นทั้งสองก็กลายเป็นสหายรักกัน จนเถียนเฉิงแต่ง กงซีหว่าน ญาติผู้น้องฝั่งมารดาของซูยวนไปเป็นภรรยา ความสัมพันธ์จึงยิ่งแน่นหนาขึ้นอีก พอเกิดเรื่องกับเถียนเฉิงและภรรยา เขาจึงเห็นด้วยกับมารดาที่จะรับเถียนฟางซินเข้ามาดูแลในจวน
“มิใช่ว่านางเสแสร้งอีกเล่า” ซูหมิงเยว่เบ้ปากอย่างไม่เชื่อ
“ไปดูก็รู้” ซูเหยี่ยนจื้อกดยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา
เมื่อครู่เขาและท่านแม่ถูกท่านพ่อเรียกมาตำหนิ เรื่องที่ไม่ออกหน้าปกป้องฟางซินที่ตระกูลหลี่สักนิด ความสัมพันธ์ของท่านพ่อกับเถียนเฉิงเขารู้ดี แต่จะให้เอ็นดูฟางซินที่เป็นตัวก่อเรื่องอยู่หลายหนทำใจไม่ลงจริงๆ
จินซื่อพาบุตรทั้งสองนั่งเกี้ยวไปที่เรือนพักของฟางซิน ภายในเรือนวุ่นวายไม่น้อย สาวใช้ต่างยกน้ำเข้าออกเพื่อเช็ดตัวลดไข้ให้ฟางซิน
ซูหมิงเยว่ที่ก่อนหน้านี้พูดเอาไว้ว่าฟางซินเสแสร้งก็เกิดความรู้สึกผิดขึ้นในใจ จินซื่อเดินเข้าไปในห้องอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นฟางซินใบหน้าแดงก่ำ ปากแห้งแตกกำลังเพ้อพูดไม่รู้เรื่อง ก็อดจะตำหนิสาวใช้ไม่ได้
ฟางซินนางไม่รู้ตัวเลยว่ายามนี้กำลังเพ้อเพราะพิษไข้ ตัวนางหลับฝันเห็นภาพครอบครัวในโลกเดิมของนาง กำลังยื่นมือมาหานางพร้อมทั้งเรียกนางให้กลับไป
“พาหนูไปด้วย หนูอยากกลับบ้าน” นางสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ มือทั้งสองข้างไขว่คว้าคุณพ่อคุณแม่อย่างสุดชีวิต
จินซื่อที่นั่งอยู่ข้างเตียง รวบมือของฟางซินที่กำลังไขว่คว้าสิ่งใดไม่รู้อยู่กลางอากาศเอาไว้ นางได้ยินเสียงพึมพำหลุดออกมาว่าอยากกลับบ้าน ให้พานางไปด้วย ใจก็กระตุกทันที
“ไปเร่งหมอมาเร็วเข้า!!!”
ซูหมิงเยว่เองก็ตกใจไม่น้อย นางยืนอยู่ข้างจินซื่อย่อมจะได้ยินว่าฟางซินเอ่ยพูดว่าเช่นใด ซูเหยี่ยนจื้อได้ยินเสียงที่ร้อนรนของมารดาก็เดินเข้ามาดูเหตุการณ์ภายในห้อง เขาเห็นฟางซินที่หลับตาสนิท จับมือของมารดาเอาไว้แน่น นางกำลังร้องไห้ขอร้องให้รับตัวนางกลับไปไม่ขาดปาก เขาอดที่จะเม้มปากแน่นไม่ได้ เพิ่งจะรู้วันนี้ว่าคำพูดของฮูหยินหลี่ทำให้นางสะเทือนใจจนอยากจะไปอยู่กับบิดามารดา
หมอที่ตามมาดูอาการส่ายหน้าเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้อาการของคุณหนูเถียนถูกดึงกลับมาจากบ่อน้ำเหลืองได้แล้ว แต่เหตุใดถึงได้เป็นหนักถึงเพียงนี้ ยังมีอาการกระทบกระเทือนจิตใจจนธาตุไฟเข้าแทรก หากตามข้ามาช้ากว่านี้ แม้แต่หมอเทวดาก็ไม่อาจช่วยนางกลับมาได้”
คำพูดของท่านหมอ ทำให้ใบหน้าของสามคนแม่ลูกซีดขาวทันที ไม่คิดว่าฟางซินนางจะเก็บคำพูดของฮูหยินหลี่เอาไว้จนธาตุไฟเข้าแทรก
“ซินซิน ข้ายอมให้เจ้าอาละวาดออกมายังดีเสียกว่า” จินซื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างรู้สึกผิด เห็นนางนิ่งเงียบตลอดเวลาก็คิดว่านางรู้ความมากขึ้นแล้ว
“ใช่แล้วซินซิน ต่อไปข้าจะยอมให้เจ้าสองส่วน เจ้าอย่าเป็นอันใดไปเล่า” ซูหมิงเยว่เดินเข้ามาเขย่าตัวนางเบาๆ
เสี่ยวชิงรีบต้มยาตามที่หมอสั่งเข้ามา จินซื่อรับไปป้อนให้ฟางซินด้วยตัวเอง ยาที่ขมจนแทบจะกลืนไม่ลง ทำให้ฟางซินคายออกมาไม่น้อย
ซูเหยี่ยนจื้อเหมือนจะทนมองไม่ได้ เขาเดินเข้ามาแล้วบีบคางของนางให้อ้าออก พอจินซื่อป้อนยาลงไป เขาก็บังคับปิดปากของนางไม่ให้คายออกมาอีก
ฟางซินดิ้นอย่างไม่พอใจ จนซูหมิงเยว่ต้องเข้ามาช่วยอีกคน กว่าจะป้อนยาจนเสร็จทำเล่นเอาสามคนแม่ลูกเหนื่อยไม่น้อย ตัวต้นเรื่องพึมพำออกมาเบาๆ อีกประโยคก็หลับสนิท “ทำไมถึงไม่พากลับไปด้วย”
เสียงพูดที่ปนสะอื้นของนางช่างทำให้คนได้ยินปวดใจ แต่ก็โล่งใจที่บิดามารดาของฟางซินคงไม่พาตัวนางไปด้วยแล้ว
“เฝ้าคุณหนูของเจ้าเอาไว้ให้ดี หากเกิดเรื่องใดขึ้นอีกรีบไปแจ้งข้า” จินซื่อเหนื่อยไม่น้อยเลย นางจึงกลับเรือนพักไปพร้อมบุตรทั้งสอง
ฟางซินนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงถึงสองวันเต็ม นางไม่รู้เลยว่าเสี่ยวชิงต้องโดนทำโทษ ด้วยเรื่องที่ไม่ยอมไปแจ้งว่านางไข้ขึ้น
“คุณหนูท่านฟื้นแล้ว” ด้านข้างเตียงยามนี้มิใช่เสี่ยวชิงแล้ว แต่เป็นหญิงวัยกลางคนที่มองมาทางนางพร้อมทั้งน้ำตาเต็มใบหน้า
“บ่าว แม่นมของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ เสี่ยวชิงบอกบ่าวแล้วว่าคุณหนูไร้ซึ่งความทรงจำเดิม” ระหว่างที่พูดน้ำตาของนางก็ไหลไปด้วย “บ่าวผิดต่อนายท่านและฮูหยินที่อยู่ในหลุมยิ่งนัก ที่ปล่อยให้คุณหนูล้มป่วยหนักเพียงนี้”
“แม่นม ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ทุกสิ่งล้วนแต่เกิดจากความดื้อรั้นของข้า ต่อไปนี้ข้าจะไม่ก่อเรื่องให้ท่านเสียใจอีกแล้ว เสี่ยวชิงเล่า” เสียงแหบเบาของฟางซินยิ่งทำให้แม่นมปวดใจมากกว่าเดิม
“เสี่ยวชิงโดนฮูหยินผู้เฒ่าโบยยี่สิบไม้ ตอนนี้บ่าวให้นางรักษาแผลให้หายดีก่อนเจ้าค่ะ”
“ตะ ตี ตีทำไม” ฟางซินตกใจไม่น้อย ที่รู้ว่าเสี่ยวชิงถูกลงโทษ
แม่นมเหยาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนให้ฟางซินฟัง นางเองก็ไม่คิดว่าการที่ไม่อยากรบกวนผู้อื่นจะทำให้สาวใช้ของนางถูกลงโทษหนักเพียงนี้
“ตามหมอมาดูเสี่ยวชิงแล้วหรือยัง”
“จะตามเพื่ออันใดเจ้าค่ะ บ่าวหนังหนาอย่างเสี่ยวชิงอีกไม่กี่วันก็หาย นางเกือบทำให้คุณหนูต้อง...โดนโบยให้รู้สำนึกบ้างก็ดีเจ้าค่ะ”
“ข้าสั่งนางไว้เอง จะไปโทษนางได้อย่างไร แม่นมไม่ตามหมอก็ได้ แต่มียารักษาให้เสี่ยวชิงหรือไม่”
แม่นมพยักหน้านับปากว่าจะหายาดูแลเสี่ยวชิงให้อย่างดี ฟางซินจึงยอมกินข้าวกินยาอย่างว่าง่าย
ล้มป่วยครั้งนี้ ฟางซินเป็นหนักไม่น้อย ก่อนหน้าร่างกายก็แช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน มาล้มป่วยด้วยเรื่องทางใจอีก นางจึงได้แต่นอนรักษาตัวอยู่ในเรือนอย่างเดียวเกือบสิบวัน
ระหว่างนี้จินซื่อกับซูหมิงเยว่มาดูอาการของฟางซินทุกวัน ฟางซินเห็นหมิงเยว่รุ่นเดียวกับเจ้าของร่างเดิมก็พูดคุยกับนางอย่างสนิทสนม ก่อนหน้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์เป็นเช่นใด แต่ยามนี้นับว่าดีขึ้นไม่น้อย ถึงแม้หมิงเยว่นางจะยังมีถ้วยคำถากถางหลุดออกมาให้ฟางซินได้เห็นอยู่นิดหน่อย
หลางซื่อก็พาบุตรสาวคนเล็กของนางมาเยี่ยมฟางซินเช่นกัน หมิงม่านวันเจ็ดหนาว เป็นเด็กช่างพูดชวนให้คนพบเห็นรู้สึกเอ็นดูนางไม่น้อยเลย
วันนี้หมิงเยว่ก็พาหมิงม่านมาพูดคุยกับฟางซิน ทั้งสองเห็นว่าฟางซินเอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในเรือน จึงได้ชวนกันไปนั่งรับลมที่ศาลาริมน้ำ ที่ฟางซินนางตกลงไปเมื่อครั้งก่อน หลังจากรับมื้อเช้าพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว
“พี่หญิงซิน เหอเปา (ถุงเงิน) ใบนี้ท่านให้ข้าจริงหรือ” หมิงม่านถือถุงเหอเปาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ใช่แล้ว ข้าให้เจ้าเลือกก่อนเลยนะ ลูกหมูสามตัวนี้น่ารักเหมือนเจ้าเลยว่าจริงหรือไม่พี่หญิงเยว่”
“หึหึ เจ้าช่างวาดออกมาได้เหมือนม่านเออร์นัก” หมิงเยว่เองก็หัวเราะขบขันไปด้วย
องค์ชายใหญ่วัยสิบสองหนาว กลายเป็นสหายของซูเฉิงหานด้วยมีความชอบที่คล้ายกัน องค์ชายรองกับสนิทสนมกับเถียนฮวนซูถึงแม้จะเรียกได้ว่าองค์ชายทั้งสองสนิทสนมกับฝาแฝด แต่น้อยครั้งนักที่จะได้เข้ามาเที่ยวเล่นในตำหนักเล่อฝูกงจู่ ด้วยบุตรสาวคนโตของซูเหยี่ยนจื้อ นับเป็นสาวงามไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ด้วยใบหน้าที่คล้ายฟางซินทำให้ซูเหยี่ยนจื้อหวงบุตรสาวคนโตของตนยิ่งนักซูเจียวหว่าน วัยเพียงหกหนาว ผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงอิ่ม ดวงตากลมโตสว่างราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็อดที่จะหลงรักไม่ได้ จ้าวอินเถาเองก็มักจะเรียกให้นางเข้าไปพบในวังหลวง แต่ก็น้อยครั้งนัก ซูเหยี่ยนจื้อมักจะอ้างว่าบุตรีคนโตของตนร่างกายอ่อนแอ จึงมิให้ออกจากตำหนักแต่บ่าวไพร่ในจวนต่างก็รู้ดีว่าหว่านวานน้อยคนนี้มีร่างกายอ่อนแอเสียที่ไหน นางติดซูเฉิงหานยิ่งกว่าพี่ชายฝาแฝดของนางเสียอีก หากซูเฉิงหานปีนต้นไม้ นางก็ปีนตามองค์ชายรอง เยี่ยจวิน มาหาเถียนฮวนซูที่จวนเพื่อสอบถามเรื่องบทกลอน ทั้งสองจึงพากันมาสนทนาที่ศาลาริมน้ำในสวนดอกไม้ตุบ “โอ๊ยยย” เสียงร้องของเด็กสาวตัวน้อยดังขึ้น เถียนฮวนซูรู้ได้ทันทีว่าเป็นน้องสาวของตนจึงได้รีบวิ่งไป
ผ่านมาสามปี เด็กแฝดทั้งสองเติบโตขึ้นจนรู้ความ ฟางซินก็เริ่มตั้งครรภ์อีกครั้ง สี่คนพ่อแม่ลูกยังคงสลับไปพักระหว่างสองจวนอย่างเสมอเด็กแฝด พอเริ่มรู้ความ จึงพบความแตกต่างของตนเอง เหตุใดทั้งสองจึงใช้แซ่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งเหตุใดท่านพ่อถึงไม่ได้พักอยู่ในตระกูลซู แต่มาอยู่ในตำหนักกงจู่ของท่านฟางซินจึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เข้าใจง่ายให้ทั้งสองได้รับรู้ หลังจากที่ซูเฉิงหานได้รู้ว่าต่อไป ตนเองจะต้องไปอยู่ตระกูลซูก็เริ่มไม่สดใสร่าเริงเช่นเดิม“หานเออร์ ไม่รักท่านปู่ท่านย่าหรือ เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ต่อไปต้องปกป้องน้องๆ ทุกคน ซูเออร์เป็นน้องชายของเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะใช้คนละแซ่กับเจ้า แต่ก็เกิดจากข้าและท่านแม่ของเจ้าเหมือนกัน ยามนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องให้เจ้าสองพี่น้องใช้ต่างแซ่ แต่ต่อไปเจ้าจะเข้าใจพ่อและแม่” ซูเหยี่ยนจื้อค่อยๆ พูดสอนสองพี่น้อง ที่ดูจะมึนงง ยังไม่เข้าใจเรื่องราวกระจ่างนัก“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าใช้แซ่ซูหรือแซ่เถียนไม่สำคัญ แต่ท่านจะไม่ทิ้งข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ฟางซินมองบุตรชายอย่างรักใคร่ ก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามาสวมกอด“แม่กับพ่อจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร หานเออร์ ใช้แซ่
มีเพียงชุนมามาที่ยังมีสติ นางอดขำกับท่าทางโง่งมของนายท่านไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มขอบคุณหมอหลวง ก่อนจะพาเดินออกไปส่งด้านนอก และมอบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้อย่างใจกว้าง ชุนมามายังส่งสาวใช้ไปแจ้งที่จวนตระกูลซูและจวนกั๋วกงเรื่องที่ฟางซินนางตั้งครรภ์แล้ว ของที่เตรียมเอาไว้ ก็ให้เสี่ยวชิงเป็นผู้นำไปมอบให้แทนอ้อ...ลืมบอกไป เสี่ยวชิงแต่งงานกับอาต๋าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ทั้งคู่ได้รับสินสอดและสินเดิมจากฟางซินไปไม่น้อย เรียกได้ว่า หากออกไปตั้งตัวก็ทำให้อยู่อย่างสุขสบายได้ เพียงแต่ทั้งคู่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างผู้เป็นนายต่อไปซูเหยี่ยนจื้อก้มมองท้องที่ยังมองไม่ออกของฟางซินอย่างยินดี องค์รัชทายาทได้พระโอรสพระองค์แรกจากจ้าวอินเถา เมื่อห้าเดือนก่อน และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เฟยเมี่ยวตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง หากจะบอกว่าเป็นความชอบของฟางซินก็ย่อมได้ เมื่อนางเขียนสูตรอาหารบำรุงร่างกายให้เฟยเมี่ยวกินดื่มมาหลายเดือน“ข้าเป็นอันใดไป” ฟางซินรู้สึกมึนหัวจนไม่อาจลุกขึ้นนั่งได้“เจ้าตั้งครรภ์แล้วซินซิน” ซูเหยี่ยนจื้อล้มตัวลงนอนด้านข้างของนาง พร้อมทั้งดึงตัวนางเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ด้วยกลัวว่าจะโดนท้อง
สองสามีภรรยาคู่ใหม่ ยกน้ำชาคารวะผู้อาวุโสทุกคนในจวนตระกูลซู ผู้อาวุโสมอบของขวัญให้ทั้งคู่ ก่อนจะลุกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง และเริ่มนำของที่เตรียมมามอบให้ทุกคนในตระกูลซูซูเหวินและหลางซื่อสีหน้าเหมือนกลืนหวงเหลียนอย่างไรอย่างนั้น ข้าวของที่ฟางซินนำมามอบให้ ห้าคันรถ บ้ารองได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับหมิงม่านนางได้เครื่องประดับ ผ้าไหมเนื้อดี ของเล่นที่ฟางซินนางเลือกมีอีกหนึ่งหีบใหญ่“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านไม่ลืมน้องสาวเช่นข้าแน่นอน” หมิงม่านถือกำไลสีเลือดไว้ในมืออย่างชอบใจ ตอนนี้นางอายุใกล้เก้าหนาวแล้ว ย่อมต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร หากไม่มีสิ่งใดทำ ไว้ไปค้างที่ตำหนักของข้าหลายวันๆ ก็แล้วกัน”“จริงนะเจ้าคะ พี่ใหญ่ท่านอย่าห้ามข้าเล่า” หมิงม่านยกมือห้ามซูเหยี่ยนจื้อที่เหมือนอยากจะห้ามไม่ให้นางไป“หึ พูดมากเกินไปแล้ว เจ้าจะไปทำไม ไม่ต้องเรียนกับอาจารย์หญิงหรืออย่างไร” ซูเหยี่ยนจื้อปรายตามองหมิงม่าน จนนางต้องหุบปากและนั่งเล่นกำไลในมือไปแทนหลังจากกินมื้อเข้าร่วมกับทุกคน ซูเหยี่ยนจื้อแยกตัวไปพูดคุยกับซูยวนที่ห้องตำรา หลางซื่อที่ไม่รู้จ
สหายคนอื่นต่างก็ทยอยเข้ามาคารวะสุราซูเหยี่ยนจื้อ องค์รัชทายาทรั้งอยู่หลังจากหานตงฉางถูกพาออกไปแล้วอีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ด้วยเห็นสายตาของสหายที่มองมาอย่างขอความเห็นใจ หากองค์รัชทายาทยังไม่เสด็จกลับ ซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่อาจปลีกตัวหลบหนีเข้าห้องหอได้ซูเหยี่ยนจื้อเดินวนคารวะสุรามงคลทุกคนครบหนึ่งรอบก็แอบหนีเข้าห้องหอไปแล้ว ฟางซินหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนาหลายชั้นออก ชุนมามาก็นำอาหารเข้ามาให้นางรองท้องก่อน ยังทานไม่เรียบร้อย ซูเหยี่ยนจื้อก็เดินโซเซเข้ามาในห้องหอ โดยมีอาต๋าและเสี่ยวไฉช่วยประคองเข้ามา“บ่าวจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาให้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเหลือบมองอาต๋าอย่างเขินอายก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป“ท่านกินอะไรมาหรือยัง” ฟางซินถลึงตามองซูเหยี่ยนจื้อที่จ้องมองนางราวกับอยากจะกลืนกินลงไปตอนนี้เสีย ทั้งที่ผ่านในห้องยังมีคนอยู่ไม่น้อยเลย“ไม่กินแล้ว พวกเจ้าออกไปเถิด” ซูเหยี่ยนจื้อส่งสายตาให้ชุนมามาพาสาวใช้ภายในห้องออกไป“เจ้าค่ะ” ชุนมามาอมยิ้มก่อนจะโบกมือให้สาวใช้พาออกไป ดูท่าน้ำแกงสร่างเมาคงไม่ต้องดื่มแล้วซูเหยี่ยนจื้อยิ้มกรุ้มกริ่มมองฟางซินที่เริ่มจะระแวงแล้ว “ทะ ท่าน ท่านจะอาบน้ำก่อนหร
ซูเหยี่ยนจื้อที่โดนถากถางกับมีสีหน้าระรื่นยิ้มรับเรื่องสนุกที่เกิดขึ้น “พระองค์มิทรงอยากมาอยู่กับกระหม่อม เหตุใดถึงไม่กลับไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“เหอะ” องค์รัชทายาทจะกลับได้อย่างไร ทั้งเฟยเมี่ยวและจ้าวอินเถา ต่างรบเร้าให้เขาช่วยออกหน้ามาอยู่ที่จวนตระกูลซู เพื่อแสดงให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นว่า องค์รัชทายาทเห็นด้วยที่ซูเหยี่ยนจื้อแต่งเข้าตำหนักกงจู่ และให้ความสำคัญกับทั้งสองคนมากเพียงใดหานตงฉางเองก็มาร่วมด้วยเช่นกัน ภรรยาของตนมิอาจกลับมาช่วยเหลืองานที่บ้านเดิมได้ และซูเหยี่ยนจื้อเองก็เป็นสหายของเขา ตอนที่เขาเองจึงต้องมานั่งเบื่อไม่ต่างจากองค์รัชทายาทหานตงฉางอดจะถากถางออกมาไม่ได้ “เจ้านี่มัน...ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาไม่จบสิ้นเสียจริง แต่งช้ากว่าสหายคนอื่น ทั้งยังไม่ต้องช่วยผู้ใดออกสินสอด แต่พวกข้าต้องนำของมาช่วยเติมสินเจ้าบ่าวให้เจ้า”“เจ้าเปลี่ยนมาแต่งเข้าตระกูลซูดีหรือไม่ ข้าจะได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าดูแลแทน”“พอเลย!!! ท่านพ่อ ท่านแม่ข้ามิได้พูดง่ายเช่นเจ้า อีกอย่างข้ายังต้องสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต่อจากบิดา จะยอมยกให้เจ้ารองผู้โง่เขลาได้อย่างไร” แต่ละจวนก็มีเรื่องภายในจวนที่แตกต่างออกไป จวนกั๋ว







