เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมายกันไว้ก่อนออกปฏิบัติภารกิจ ซิงเยี่ยนและองครักษ์คู่กายออกจากที่ซ่อนตัว ตลอดเวลาที่รอไม่ได้ยินเสียงนกหวีดไม้ นั่นก็เท่ากับว่าทั้งสองคนได้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ เขาทั้งสองจึงมุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยมทันที
“เป็นเช่นไรบ้าง เรียบร้อยหรือไม่” ทันทีที่มาถึงซิงเยี่ยนถามถึงความคืบหน้า ทั้งก่อนออกมาเขาก็ทันได้เห็นอำมาตย์โส่วฮุ่ย คนทั้งสองจะต้องรู้จักกันเป็นแน่มิเช่นนั้นจะมาปรากฏตัวอยู่ในงานเลี้ยงได้อย่างไร
“เรียบร้อยขอรับ ของมีค่าพวกเราเอาออกมาหมดแล้ว ตอนนี้ของที่คณะทูตมีอยู่เป็นเพียงของปลอม ยกเว้นก็แต่ของจำพวกพืช สมุนไพรยังคงเป็นของเดิม พวกเราไม่ได้นำกลับมาด้วยขอรับ คราวนี้นอกจากจะถ่วงเวลาได้แล้ว เราก็ยังทำให้พวกมันเสียหน้าได้อีก”
“ของปลอมหรือ พวกเจ้าทำเช่นไรถึงได้มีของปลอมสับเปลี่ยน” ว่าด้วยเรื่องนำของทั้งหมดออกมาได้แปลกแล้ว การมีของปลอมด้วยนั้นยิ่งไม่อยากจะเชื่อเข้าไปใหญ่
สีหน้าไม่เชื่อของซิงเยี่ยน ทำเอาไป๋เหลียนต้องแสดงให้เห็นว่าหลี่มู่กวาพูดความจริง หญิงสาวทำทีล้วงกระเป๋าผ้าคู่กาย แล้วนำไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่ส่งให้ท่านอ๋อง เพื่อยืนยันว่าพวกตนไม่ได้โกหกแต่อย่างใด
“ไข่มุกราตรีเจ้าค่ะ”
“เป็นไปได้หรือนี่ ช่างวิเศษนัก ข้าก็อยากจะถามเจ้าหรอกนะว่าทำได้อย่างไร แต่เจ้าบอกเป็นความลับถึงจะคาใจอยู่มาก แต่ก็ขอบคุณเจ้ามากไป๋เหลียน”
จิ้งกังที่อยู่ด้านหลังก็เอาแต่ยิ้มไม่หุบ เรื่องที่ทำให้หนักใจกันมาหลายเดือนบัดนี้มีทางออกเสียที นับว่ายังมีโอกาสปกป้องแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานได้อยู่สืบไป
“มู่กวาข้าเห็นอำมาตย์โส่วมาที่จวนนายอำเภอ เจ้าว่าเรื่องนี้จะแปลกไปหรือไม่”
“ท่านอ๋องไว้ใจคนผู้นี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
ยังไม่ทันที่แม่ทัพหนุ่มจะเอ่ยปาก ไป๋เหลียนกลับทะลุกลางปล้อง โส่วฮุ่ยนี่แหละตัวดีเป็นคนของแคว้นฉู่ตั้งแต่แรก คอยยุยงเชื้อพระวงศ์ให้แตกคอกัน และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้อีกด้วย
“เจ้ารู้อะไรมาเช่นนั้นหรือ” หลี่มู่กวาถึงกับหันขวับจ้องคนข้างกายไม่วางตา วันนี้นางยังมีเรื่องให้เขาประหลาดใจไม่พออีกหรือ “เจ้ามีเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้บอกพี่”
“นั่นสิข้าก็อยากรู้เช่นกัน”
“ข้าด้วยขอรับ ฮูหยินพูดเหมือนรู้ทุกอย่างมาก่อนแล้วเลยนะขอรับ”
ทุกคนต่างรู้สึกคลางแคลงใจไม่น้อย ไป๋เหลียนผู้นี้เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดา ภูมิหลังของนางพวกเขารู้หมดแล้ว ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจหรือแม้แต่ศัตรูฝ่ายตรงข้าม แล้วเหตุใดนางจึงได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ เสียยิ่งกว่าพวกเขาที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“คือ...คือว่า ทุกท่านลองคิดดูสิเจ้าคะ อำมาตย์โส่วฮุ่ยเป็นเพียงผู้ช่วยในการเตรียมงานต้อนรับคณะทูตแคว้นฉู่ แต่ว่าเขามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ก่อนเวลา ทั้งยังมีท่าทีสนิทสนมกับฝ่ายนั้นด้วย ทั้งที่อำมาตย์โส่วไม่เคยรู้จักกับคนแคว้นฉู่แท้ ๆ ใครก็เดาออกว่าไม่น่าไว้ใจเจ้าค่ะ” เรียกได้ว่านางแถเสียจนสีข้างถลอกไปหมดแล้ว ทว่าไป๋เหลียนกลับไม่รู้ตัวเลยว่ากิริยาล่อกแล่กของตน ยิ่งชวนให้ไม่น่าเชื่อถือ
“แม่นางไป๋เหลียน เจ้าเห็นว่าข้าผู้เป็นถึงชินอ๋องเป็นคนโง่เขลาเช่นนั้นหรือ ข้ายังไม่เคยพูดเลยว่าพวกเขามีท่าทีสนิทสนมกัน ถ้าเจ้ายังไม่ยอมบอกความจริงเราก็คงปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้” คราวนี้ซิงเยี่ยนเปลี่ยนท่าทีไปโดยปริยาย ข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องที่แม้แต่พวกเขาก็เพิ่งจะทราบไม่กี่วัน แต่ไฉนไป๋เหลียนจึงได้พูดมันออกมาเป็นฉาก ๆ ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังมีหลายสิ่งที่นางเข้ามามีส่วนร่วมในหลายเหตุการณ์เข้าพอดี มีความเสี่ยงอย่างมากที่นางจะกลายเป็นสายลับให้กับฝั่งนั้น
“คือข้า... คือว่าข้า”
“น้องหญิงเจ้าพูดความจริงมาเถอะ พวกเราจะไม่ทำอะไรเจ้าทั้งนั้น ขอเพียงแค่เจ้าพูดความจริงออกมา เรื่องความสามารถของเจ้าพวกเราจะไม่บังคับให้เจ้าพูด แต่เรื่องที่เจ้ารู้มันสำคัญยิ่ง”
“ท่านพี่ ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยนะเจ้าคะ ข้ากลัวบอกพวกท่านไปแล้วจะหัวเราะเยาะไม่เชื่อเจ้าค่ะ กลัวจะคิดว่าข้าเป็นสตรีบ้าเหมือนคนในหมู่บ้านชอบล้อกัน” ไป๋เหลียนทำหน้าหงอย บอกไปใครจะเชื่อว่านี่คือโลกของนิยายเล่า มิใช่เป็นเรื่องตลกขบขันหรอกหรือ
“เจ้าพูดมาเถอะ ใครกล้าหัวเราะเจ้าข้าจะเป็นคนตบปากมันเอง” หลี่มู่กวาปรายตาไปที่จิ้งกัง ในที่นี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เส้นตื้น คนผู้นี้หากไม่เพราะฝีมือดีทำงานรวดเร็วไม่มีวันได้อยู่ข้างกายท่านอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้
“ในที่สุดก็ถึงเวลานี้เสียที ซิงเยี่ยนมาหาข้า” หัวหน้าคณะทูตกวาดสายตามองทุกคนพร้อมกับกระตุกยิ้ม ทว่าผู้ที่เขาหมายตาอยากจะแก้แค้นมากที่สุด บังอาจมาหยามหน้าตนต่อธารกำนัลจะไม่เอาคืนได้อย่างไรข้างกายเตี่ยซำฮวงก็ยังมีโส่วฮุ่ยผู้ร่วมขบวนการ อำมาตย์งูพิษยืนทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ ภูมิใจที่ตนมีส่วนช่วยให้งานครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดีเมื่อกายหนาของอ๋องผู้สูงศักดิ์ก้าวออกมาตามคำสั่งด้วยสายตาเหม่อลอย บัดนี้เขาไม่เหมือนคนปกติ ดวงตาเลื่อนลอย เพียงแค่ได้ยินคำสั่งจากเตี่ยซำฮวงก็ไม่อาจขัดขืน ยอมทำตามคำสั่งได้อย่างไม่มีข้อแม้“ข้าหรือก็นึกว่าจะแน่ เจ้าหนูคนอ่อนประสบการณ์เช่นเจ้าจะไปสู้จิ้งจอกอย่างข้าได้หรือ ช่างไม่รู้จักเจียมตัว แล้วข้าจะให้เจ้าเห็นว่าคนจริงเขาทำกันอย่างไร ฮ่า ๆ” ทูตเฒ่าตบเบา ๆ ข้างแก้มอ๋องหนุ่ม ก่อนจะออกคำสั่งอีกครั้ง แล้วชี้ไปที่ปลายเท้าของตน “คุกเข่า”ปึก!เพียงแค่ประโยคเดียวกายหนากลับคุกเข่าลงอย่างว่าง่าย ไม่เหลือคราบอ๋องผู้เกรียงไกรกรำศึกมาทุกสนามรบ การกระทำของซิงเยี่ยนพานทำให้คนทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน ไม่คิดว่าจะจัดการได้ง่ายดายเช่นนี้“ไม่นึกว่าจะง่ายดายเช่นนี้นะขอรับ” โส่วฮุ่ยกล
แม้จะเกิดเรื่องราววุ่นวายหลายอย่าง กระนั้นทุกอย่างกลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างดูฉุกละหุกไปหมดแต่ก็สามารถทำขึ้นมาใหม่ได้ทันเวลา แม้จะไม่หวือหวาเหมือนดั่งตอนแรกแต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว“คณะทูตแคว้นฉู่มาถึงแล้ว”เสียงประกาศจากคนเฝ้าประตูด้านนอก ทำให้คนที่คอยท่าอยู่ในห้องรับรองต่างลุกขึ้นยืนรอต้อนรับเหล่าคณะทูตแคว้นฉู่ต่างพากันเดินเรียงรายเข้ามาถึงโถงด้านใน สองฝ่ายประจันหน้าต่างฝ่ายต่างก็หยั่งเชิงซึ่งกันและกัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากทักทายกัน ยกเว้นก็แต่อำมาตย์โส่วฮุ่ยทั้งนอบน้อมและคอยเอาอกเอาใจฝ่ายตรงข้ามอย่างออกหน้าออกตา“ท่านทูตพวกท่านเดินทางกันมาเหนื่อย ๆ เชิญพักชมการแสดงดื่มกินให้สุขสำราญเถิดขอรับ” อำมาตย์โส่ววิ่งรอกจากตรงนั้นไปตรงนี้ให้วุ่น ไม่แม้แต่จะสนใจบุคคลสำคัญของแคว้นตนเองเลยสักนิด“อืม ดี จัดการได้ดี ไม่นึกว่าแคว้นที่เอาแต่ทำศึกติดต่อกันมานานจะคงมั่งคั่งถึงเพียงนี้ แต่ก็เทียบกับแคว้นฉู่เราไม่ได้ละนะ ของพวกนี้ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น” หัวหน้าคณะทูตแคว้นฉู่ เตี่ยซำฮวง วางท่าโอ้อวดเปรียบเทียบทั้งสองแคว้น มิหนำซ้ำเขายังกล่าวกระทบกระทั่ง คล้ายจะชื่นชมแต่กลับดูแคลนอยู่ในที“งานนี้
“เจ้าเข้ามาวุ่นวายอะไรที่นี่ ท่านแม่ทัพมิได้บอกหรือว่านี่คือเขตหวงห้ามคนนอกห้ามเข้าน่ะ” โส่วฮุ่ยไม่คิดจะให้เกียรติสตรีตรงหน้า เขามองว่าก็แค่สตรีชาวบ้านไร้ชาติตระกูล ยกตนขึ้นมาเป็นฮูหยินแม่ทัพได้คงไม่พ้นใช้เรือนร่าง ไม่มีค่าอะไรให้เขาต้องใส่ใจ“ข้าก็แค่เห็นว่าพวกนางแต่งกายงามนัก จึงอยากจะเข้ามาชื่นชมสักหน่อยเจ้าค่ะ”“เฮอะ! สตรีบ้านนอกไร้ชาติตระกูลก็เช่นนี้ ออกไปได้แล้ว อย่าได้มาก่อความวุ่นวายให้คนอื่น”“อย่างไรเสียท่านผู้นี้คือฮูหยินท่านแม่ทัพนะเจ้าคะ อย่างไรก็ควรให้ความเคารพกันบ้าง” หลิวซือซือทนไม่ได้กับความไร้มารยาทของอีกฝ่าย อย่างไรแม่นางไป๋เหลียนก็เป็นถึงฮูหยินท่านแม่ทัพก็ควรจะให้เกียรติกันบ้าง“พอเถอะซือซือ” หญิงสาวรีบปรามไม่ให้หลิวซือซือ ยามนี้ไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ “ต้องขออภัยที่ข้าถือวิสาสะเข้ามาเอง เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว”“แต่ว่าฮูหยิน เราจะยอมง่าย ๆ เช่นนี้หรือเจ้าคะ”“ช่างเถอะข้าไม่ได้สนใจ” ที่นางมิได้ใส่ใจคำตำหนิ ก็เพราะตัวนางเองก็มิได้มีชาติตระกูลจริง ทั้งตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาต่อปากต่อคำไร้สาระ เรื่องถุงหอมมีพิษสำคัญกว่า“ก็แค่สตรีที่เอาเรือนร่างเข้าแลก มีค่าอะไร
พักอยู่เมืองหน้าด่านมาก็หลายวัน ในที่สุดก็ถึงวันที่คณะราชทูตแคว้นฉู่เดินทางมาถึงเมืองหน้าด่าน ขบวนของพวกเขานั้นยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา สมกับเป็นแคว้นที่กำลังรุ่งเรืองในเรื่องการค้า แม้จะขึ้นชื่อเรื่องการค้าทว่ากลับอ่อนด้านฝีมือทหาร ที่ยืนหยัดมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะความมากเล่ห์ จึงไม่แปลกที่แคว้นฉู่มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าตนเองจะต้องเป็นต่อแคว้นเป่ยแคว้นฉู่จึงใช้การแลกเปลี่ยนเพื่อหวังจะได้เปรียบไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง พวกเขาเสนอของมีค่ามากมายเพื่อทำข้อตกลงในการใช้เส้นทางสายไหมของแคว้นเป่ยส่งสินค้า แคว้นเป่ยที่ขาดทรัพย์เพื่อมาฟื้นฟูแว่นแคว้นจึงได้ตกปากรับคำ โดยลดค่าผ่านทางให้แคว้นฉู่หนึ่งในสามส่วนที่ต้องจ่ายในแต่ละปีดังนั้นของที่อยู่บนเกวียนม้ากว่าสามสิบคันรถ พร้อมกับคนคุ้มกันห้าร้อยนายกำลังเคลื่อนขบวนสู่ประตูเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นของมีค่ามหาศาล ชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันตื่นเต้น ดีอกดีใจที่พวกเขาจะไม่ต้องอดตายในยามศึกสงครามเช่นนี้บัดนี้จวนแม่ทัพกำลังยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมต้อนรับเป็นการใหญ่ คนในเรือนคึกคักตื่นเต้นที่ได้รับโอกาสจัดงานใหญ่ครั้งแรก มีเพียงไป๋เหลียนที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย นา
ในสายตาของแม่ทัพหนุ่มตอนนี้ ไม่มีสตรีใดเข้ามาแทนที่ไป๋เหลียนในใจเขาได้อีกแล้ว และยิ่งได้รู้ว่าคนที่มีสัมพันธ์กับตนในคืนนั้นก็คือนาง เพียงเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันทั้งนั้นการกระทำของไป๋เหลียนคนก่อนเขาจะให้อภัย แม้ความผิดนางมากนักทว่าความดีที่ทำให้เขาได้พบรักแท้ ถือว่าทุกอย่างลบล้างกันได้ก๊อก ๆ ระหว่างที่คนทั้งคู่กำลังหวานชื่นกันนั้น กลับมีคนเคาะประตูขัดจังหวะเข้าพอดี สองร่างดีดตัวออกห่างกันอย่างรวดเร็ว ได้แต่นึกเสียดายที่มีคนมาขัดช่วงเวลาสำคัญ“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพ ข้านำของว่างมาให้เจ้าค่ะ”“เข้ามาได้” เสียงคนด้านนอกช่างคุ้นหูนัก ทว่าเมื่อประตูถูกเปิดออกไป๋เหลียนจึงกระจ่างแล้วว่าน้ำเสียงอันคุ้นหูคือผู้ใดหลิวซือซือพร้อมหญิงรับใช้อีกสองคนยกของเข้ามาในห้อง นางเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นผู้มีพระคุณ การได้มาอยู่ที่นี่คือวาสนาของนางแล้ว ทั้งสะดวกสบายและมีคนให้เกียรติ ราวกับเป็นโลกใบใหม่ที่เพิ่งได้เคยสัมผัส“ซือซือเป็นเช่นไรบ้าง เจ้าอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่”“สบายดีเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเหมือนได้รับชีวิตใหม่เลยเจ้าค่ะ ข้าอยากตอบแทนบุญคุณท่านทั้งสอง ได้โปรดให้ข้า
หลังจากพักอยู่เมืองเจียงเป่ยหนึ่งคืน รุ่งสางคนทั้งสี่ก็ได้ออกเดินทางกลับเมืองหน้าด่านฉู่เจียงทันที เมื่อรู้แล้วว่าผู้ใดคือหนอนบ่อนไส้ คอยแฝงตัวได้อย่างแนบเนียน เรื่องนี้สำคัญมากซิงเยี่ยนจึงสั่งให้จิ้งกังเป็นผู้ส่งสารให้ถึงมือฝ่าบาทด้วยตนเองอนึ่งเพื่อให้ฝ่าบาทได้วางแผนตั้งรับได้ทันท่วงที พร้อมกับเสนอให้แสร้งทำเป็นเห็นดีเห็นงาม เมื่อได้โอกาสจึงค่อยตลบหลังพวกแคว้นฉู่ในตอนที่พวกมันชะล่าใจหลังจากจิ้งกังตะบึงม้าแยกตัวมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง คนที่เหลือจึงกลับไปรอที่เมืองหน้าด่าน ทว่ากว่าจะไปถึงไป๋เหลียนก็ถึงกับโอดครวญ เป็นครั้งแรกที่นางอยู่บนหลังม้ากว่าครึ่งค่อนวัน ร้าวระบมไปหมดโดยเฉพาะก้นของนาง ที่ต้องกระแทกกับอานม้าเป็นเวลานานดีที่การเดินทางครั้งนี้นางอ้อนขอให้หลี่มู่กวาสอนขี่ม้า เพื่อว่าในภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องคอยเป็นภาระผู้อื่น ซิงเยี่ยนเห็นว่ายังพอมีเวลาไม่ต้องเร่งรีบ จึงอนุญาตให้สหายสอนภรรยาขี่ม้าตามต้องการ ด้วยทั้งสองเมืองห่างกันไม่ไกลนัก หากปล่อยม้าเดินเอื่อย ๆ อย่างมากก็ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม หรือถ้าวิ่งเหยาะ ๆ ก็คงถึงเมืองหน้าด่านค่ำพอดีเมื่อมาถึงเมืองหน้าด่านฉู่เจียง ทุกคนต่างแยกย้า