LOGINหลิวฟางซวงได้สติ นัยน์ตาสีอำพันเบนไปยังผู้เรียก “ศิษย์พี่ใหญ่”ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงชะลูดเข้ามาเดินอยู่ข้างๆ นาง ในเมื่อพวกเขาเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมอาจารย์ ผู้อื่นจึงมองว่าการสนิทสนมกันจึงเป็นเรื่องปกติเซี่ยโหยวฮว้าซึ่งอยู่ในชุดเกราะเต็มยศมีสีหน้าเคร่งขรึม “เมื่อคืนข้าฟังเรื่องราวของ ‘ผู้รักษา’ มาจากท่านพ่อ” เขาเว้นจังหวะพลางยกมือกอดอก “หากจอมมารสูญสลาย เจ้าเองก็จะสูญสลายด้วย ถูกหรือไม่”เทพธิดาสาวพยักหน้ารับด้วยท่าทีสงบ ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องราวของตนเอง“เจ้าอย่าทำตัวแบบนี้” เซี่ยโหยวฮว้าดุนาง “ศิษย์น้องสาม เจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นศิษย์น้องของข้าก่อนจะเป็นผู้รักษา” หลิวฟางซวงช้อนมองเขา “แล้วอย่างไร” “เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกภาระทั้งหมดไว้บนบ่า ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้าไม่ใช่คนไร้ความสามารถ เรียนรู้ที่จะพึ่งพาพวกเราเสียบ้าง” นางกลายเป็น ‘ผู้รักษา’ แล้วอย่างไร นางยกสถานะตนเองไปแล้วอย่างไร ในสายตาของเขา หลิวฟางซวงก็ยังเป็นเทพธิดาสุดเกียจคร้านคนเดิมที่ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น คราวก่อนที่นางช่วยเหลือคนจนโดนลงโทษ นางก็ทำไ
เซียนค้างคาวเผือกเรียกบางสิ่งออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะส่งต่อมันให้แก่นาง “นี่เป็นชุดที่พระแม่ซิหวังหมู่ประธานให้แก่เจ้า” หลิวฟางซวงจ้องมองอาภรณ์สีชมพูอ่อนสีกลีบบัวที่ประดับด้วยไข่มุกเม็ดใสราวกับน้ำค้างด้วยแววตาเหม่อลอย “ทรง...ให้อภัยข้าแล้วใช่หรือไม่” เสียงของนางสั่นนิดๆ “เด็กโง่เอ๋ย” เขาส่ายหน้า “หากเทียบกับเรื่องที่เจ้าทำผิด การยอมสละตนเองเผื่อสามภพภูมิย่อมยิ่งใหญ่กว่า” เรื่องนี้ทั้งหลิวฟางซวงและจางกั๋วเหล่าต่างไม่เคยบอกแก่คนทั้งสาม สาเหตุที่ทำให้หลิวฟางซวงถูกทำโทษให้ลงมายังโลกมนุษย์เป็นเพราะนางช่วยเทพธิดาตนหนึ่งแหกออกจากคุก สาเหตุก็เพราะเทพธิดาผู้นั้นหลงรักกับมาร และนางก็ตั้งครรภ์ จากสงครามเมื่อสี่พันกว่าปีก่อน เผ่ามารกำเริบเสิบสานอยากครอบครองสามภพ ทว่าหลังจากที่สงครามยุติลง เผ่ามารต่างก็อยู่กันอย่างสงบเสงี่ยมเพราะไร้ซึ่งผู้นำ แต่ถึงกระนั้น เผ่าสวรรค์ก็มิอาจให้อภัยต่อผู้ที่เข่นฆ่าพวกพ้อง มันเป็นความแค้นที่ฝังลึกอยู่ในใจของใครหลายๆ คน ดังนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับศักดิ
“แต่ข้าไม่...” หลิวฟางซวงกล่าวออกมาได้เพียงครึ่งหนึ่งก็เงียบไป หลังจากคิดไตร่ตรองอยู่ครึ่งหนึ่งก็เอ่ยถามอีกครั้ง “หากข้าสามารถพิสูจน์ได้ เจ้าจะยอมตัดใจจากข้าใช่หรือไม่” “ใช่” โฉมสะคราญพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นก็ได้” อี้เฟิงหลงเป็นคนหัวรั้น ในเมื่อเป็นข้อเสนอของเขา อีกฝ่ายคงไม่มีทางบิดพลิ้วหากนางสามารถพิสูจน์ตนเองได้ หลิวฟางซวงคิดไปทางหนึ่ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าอี้เฟิงหลงไม่เคยคิดที่จะทำตามที่พูด เขาไม่เชื่อหรอกว่าหญิงสาวจะไม่มีใจให้เขา จากการกระทำทุกอย่างที่แล้วมาก็สามารถพิสูจน์ได้ แต่ในเมื่อเป็นนางที่ดื้อรั้นอยากให้เขาตัดใจ เช่นนั้นเขาจะทำให้นางเห็นเองว่า คำพูดเพียงลมปากกับสิ่งที่ทำได้จริงนั้นมันต่างกัน! ทันทีที่นางรับปาก อี้เฟิงหลงก็เคลื่อนฝีปากเข้าหาอย่างอ่อนโยน แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองจะทะเลาะกัน แต่เขาก็ไม่คิดจะใช้ข้ออ้างนั้นทำร้ายความรู้สึกของนาง ชายหนุ่มมองว่าการจุมพิตเป็นสิ่งพิเศษ และผู้ที่จะได้รับมันจากเขามีเพียงแค่นางคนเดียวเท่านั้น... มังกรหนุ่มพยายามถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองผ
ผู้ที่ถูกยอกย้อนเอียงคอมองคนสูงกว่า อดไม่ได้ที่จะใช้ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากอีกฝ่ายอย่างหยอกเย้า“อี้เฟิงหลง” จู่ๆ นัยน์ตาสีอำพันของหลิวฟางซวงก็ไหววูบ รอยยิ้มงามบนใบหน้าพลันหมองเศร้า “เราไม่ควรถลำลึกไปมากกว่านี้แล้ว”ร่างสูงโปร่งนิ่งค้างเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว นัยน์ตาสีมรกตคู่คมเบิกกว้างขึ้นหลิวฟางซวงถอนหายใจขณะที่ลดมือลง นึกไม่ถึงว่าข้อมือเรียวของตนจะถูกคนตัวสูงคว้าเอาไว้“ท่านหมายความว่าอย่างไร”เขาคิดว่าตนเองไม่ใช่เด็กน้อยที่ฟังคำไม่รู้ความ แต่ประโยคที่หญิงสาวกล่าวมาเมื่อครู่ เขากลับไม่เข้าใจมันเลยสักนิดอะไรคือ ‘ไม่ควรถลำลึกไปมากกว่านี้’นางไม่ได้มีใจให้เขาหรอกหรือ?ใบหน้าหล่อเหลาของเทพมังกรซึ่งมีสายเลือดมนุษย์ไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเผยความเจ็บปวดหลิวฟางซวงพลันใจหาย นางไม่เคยเห็นอี้เฟิงหลงแสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน มันช่างสร้างความรู้สึกรวดร้าวและอึดอัดจนนางแทบหายใจไม่ออกตามเขาไปด้วย “ข้า... ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับเจ้า”บรรยากาศหวานละมุนระหว่างคนทั้งคู่สลายไปในพริบตา“ไม่” เขาไม่ได้รัดข้อมือบางเสียจนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ หากมันก็แน่นหนาพอที่จะทำให้นางสะบัดไม่หลุด “ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะ
ทว่าหลังจากที่ถ่ายทอดพลังทั้งหมดให้แก่หลิวฟางซวง ชายชราก็สามารถปล่อยวางความรู้สึกผิดหวังที่สมมานานหลายหมื่นปีได้สำเร็จถึงหลิวฟางซวงจะเป็นเศษเสี้ยวพลังและวิญญาณของคนผู้นั้น แต่นางก็มิใช่เฉินว่านเซิงนางมองมู่หรงอู่ด้วยสายตาของผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก มิใช่สายตาของสตรีที่มองบุรุษผู้หนึ่งด้วยความเสน่หา สองศิษย์อาจารย์ผลัดกันเดินหมากโดยมีเฉียนอวี่เป็นผู้นับคะแนน กว่าเหอเหยาจวงจะดึงตนเองออกมาจากห้วงอดีตอันไกลโพ้น เขาก็พบว่ากระดานหมากนี้ใกล้จะจบลงเสียแล้ว เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ชายชรารู้สึกว่าปลายนิ้วของตนเองเริ่มอ่อนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มจางลงเรื่อยๆ จนแทบกลายเป็นสีขาวโพลน ในที่สุด... เขาก็จะได้พบกับเฉินว่านเซิงเสียที กริ๊ก! หมากสีขาวจากมือเหี่ยวย่นตกลงสู่พื้น ชายชราหลับตาลงอย่างเชื่องช้า มุมปากยกยิ้มนิดๆ ใบหน้าผ่องใสแลดูสงบประหนึ่งว่าเขาเพียงแค่นอนหลับไปเท่านั้น สองพี่น้องฝาแฝดรีบปาดความเปียกชื้นที่หางตาทิ้ง คุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกับทำความเคารพขั้นสูงสุด “...น้อมส่งท่านอาจารย์” แม้จ
第二十二章ท่านอากับความรู้สึกที่มิอาจหลบหนี ครั้นการจัดตั้งตำแหน่งหน้าที่ครบถ้วนเรียบร้อย การประชุมบนเผ่าสวรรค์ก็เป็นอันสิ้นสุด ทว่าน่าแปลกนักที่ครานี้ปรามจารย์แห่งสำนักไร้นามกลับไม่มาร่วมด้วย มีหลายคนสงสัย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากถาม คาดว่าในเมื่อหลิวฟางซวงปรากฏกายขึ้นแล้ว ผู้ที่ปิดบังฐานะที่แท้จริงของนางอย่างเหอเหยาจวงคงกลัวความผิดจนไม่ยอมมาสู้หน้า ...หากความจริงมันมิใช่อย่างนั้นแม้แต่น้อย ครั้นเฉียนอวี่เก็บกวาดภายในห้องศาสตราวุธเสร็จเรียบร้อย นางก็ทำตามคำสั่งของท่านอาจารย์โดยการไปเรียกตัวผู้ที่ถูกกักบริเวณให้ออกมาพบ เฉียนเสวี่ยทั้งประหลาดใจทั้งกังวล จิ้งจอกหนุ่มรีบมุ่งหน้าไปยังห้องโถงด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก ในเมื่อท่านอาจารย์ถ่ายทอดพลังปราณให้หลิวฟางซวงจนหมดสิ้น เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเวลาของเขา... ความคิดของชายหนุ่มสะดุดลงเมื่อเขาและน้องสาวฝาแฝดเดินทางมาถึงสถานที่อันคุ้นเคย กลิ่นอายสูงส่งที่มักจะเป็นสัญญาณบอกกล่าวพวกเขาถึงตัวตนของเหอเหยาจวงกลับว่างเปล่า ร่างที่ปกติมักจะนั
ผู้ฟังนิ่งไปพักหนึ่ง มองใบหน้าของทั้งสองสลับกันไปมา เริ่มคาดเดาอะไรได้บางส่วน “พวกเจ้าทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้?”หงหยางจูยักคิ้วพลางป้องปากคล้ายกระซิบกับหญิงสาว “เจ้ามังกรหวงภาพพจน์อย่างกับอะไรดี...”“แล้วเหตุใดจึงกลับกันมาในสภาพเช่นนี้ได้” นางหมายถึงการเดินตัวเปล่ากลับมาที่นี่ทั้งที่เป็นช่วงชุนเทียน
หลิวฟางซวงเห็นสภาพดังกล่าวก็เลิกคิ้วขึ้นมาข้างหนึ่ง…ผู้ใดสั่งสอนให้เดินแก้ผ้ามาเยี่ยงนี้!มู่หรงอู่วิ่งไปหลบอยู่หลังร่างอรชรด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ การต่อสู้อันดุเดือดยังสร้างความขนลุกขนพองให้เขาไม่สร่างซาการกระทำของเด็กมนุษย์ผิดกับหลิวฟางซวงที่กะพริบตาปริบๆ มองร่างที่กำลังย่ำเดินตรงมาหานางด้วยส
第一章ท่านอาเป็นสตรีผู้เกียจคร้าน การนอนหลับอย่างเต็มอิ่มส่งผลให้ผู้ตื่นนอนมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส ท้องฟ้ายามเย็นแต่งแต้มด้วยฝูงวิหคโผบินกลับรังเสมือนภาพวาด หวนให้นึกถึงความสุขสงบของบ้านที่จากมา หลิวฟางซวงยืดแขนบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า ดวงหน้างามพริ้มดั่งหญิงสาววัยสิบแ
序言ภพชาติที่หนึ่ง เทพธิดาผู้แสนเกียจคร้าน“อาซวง...” เสียงเล็กที่ร้องเรียกมาพร้อมกับแรงสะกิดบนไหล่บาง ปลุกให้ผู้ที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขกดหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีเปลือกลี่จือ[1] ขยับพลางครางออกมาอย่างขัดใจ “อื้อ...” “ท่านอาซวง ท่านอาซวง” คร







