Mag-log in“หลังจากจอมมารถอยทัพ ท่านพ่อก็ตามท่านเทพเอ้อหลางขึ้นไปประชุมบนสวรรค์” ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ “ข้าเองก็ต้องไปรายงานเช่นเดียวกัน” “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเป็นห่วงท่านอาจารย์กับศิษย์น้อง เมื่อท่านเสร็จสิ้นธุระแล้ว รบกวนท่านไปที่หุบเขาไกลภพได้หรือไม่” ยิ่งหลี่ลู่พูดคุยกับชายหนุ่มมากเท่าไร อาการที่เขาเก็บซ่อนไว้ก็เริ่มแสดงออมามากขึ้น ช่วงที่เขาสูญเสียดวงตา กิเลนหนุ่มยังถูกโจมตีด้วยฝ่ามือและพลังวัตรอันแข็งแกร่งจากเผ่ามารไปหลายต่อหลายครั้ง ความจริงแล้วเขาบาดเจ็บภายในสาหัส แต่เพื่อมิให้คนในเผ่าต้องเป็นกังวลและเสียขวัญ ชายหนุ่มจึงต้องข่มความรู้สึกเจ็บไว้จนใบหน้าซีดขาว เซี่ยโหยวฮว้าเติบโตมาพร้อมกับหลี่ลู่ มีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่“ข้าเองก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น”ร่างในเสื้อเกราะกล่าวเสร็จก็เรียกกระปุกยาออกมาจากความว่างเปล่าแล้วยื่นส่งให้คนที่ทำหน้ามึน “นี่เป็นยาที่ข้านำมาจากแดนเทพ หากเจ้าไม่อยากหมดสติไปตรงนี้ก็รีบกินเสีย”หลี่ลู่ขมวดคิ้ว แต่ก็รีบส่งเม็ดโอสถเข้าปากอย่างไม่เกี่ยงงอน “นี่ข้าติดหนี้คงขี้งกหรอกหรือนี่”เซี่ยโหยวฮ
“อาวุธที่ว่านี้จำเป็นต่อการรับพลังจากท่านหรือไม่” “เจ้าสามวางใจเถิด ข้าจะไม่ดึงอาวุธออกมาจากร่างของเขา” เหอเหยาจวงทราบดีว่าการนำอาวุธออกจากร่างของมู่หรงอู่นั่นหมายถึงการเป็นอมตะของอีกฝ่ายจะสิ้นสุด ร่างของชายหนุ่มผู้นี้จะแหลกสลายกลายเป็นผุยผง เพราะเขาควรเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อหลายหมื่นปีก่อน หลิวฟางซวงได้ฟังเช่นนั้นก็มีสีหน้าโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ชายชราจึงเริ่มอธิบายต่อ “เนื่องจากพลังของเจ้ากับข้ามีธาตุบางส่วนที่แตกต่างกัน การถ่ายทอดพลังทั้งหมดให้แก่เจ้าอาจมีเหตุทำให้การโคจรพลังติดขัด ลมปราณแตกซ่าน แหวนหมื่นดาราจะช่วยปรับสมดุลให้ได้” “แล้วมู่หรงอู่จะได้รับอันตรายหรือไม่” “หากจิตใจของเขาสงบ เขาก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่ถ้าหากภาชนะไม่เสถียร ทั้งเจ้าและข้า... รวมถึงตัวเขาเองอาจได้รับอันตราย” “เช่นนั้น...” เทพธิดาสาวตั้งใจเสนอให้มู่หรงอู่ไปรอด้านนอก แต่ความไวของนางก็ยังพ่ายแพ้แก่บุรุษหน้าหวานที่ร้องขึ้น “ข้าเต็มใจจะช่วยเหลือพวกท่าน” มู่หรงอู่กล่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่นจริงจัง “มู่หรงอู่
第二十一章ท่านอากับอาวุธศักดิ์สิทธิ์“สงบใจลงบ้างหรือยัง”ผู้ซึ่งเป็นทั้งเจ้าสำนักและอาจารย์เอ่ยถามหลังจากเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยเดินผ่านประตูเข้ามาในห้องเก็บศาสตราวุธ...บานประตูซึ่งก่อนหน้านี้นางเคยหันหลังเดินจากไปแล้วครั้งหนึ่งหลิวฟางซวงก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยเข้ามาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายชราที่นั่งถัดสมาธิอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยศาสตราวุธอันทรงพลังมากมาย“ศิษย์ช่างอกตัญญูยิ่งนักที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องเป็นห่วง” น้ำเสียงของนางดูหนักแน่นกว่าเก่า “ที่ผ่านมาแม้ศิษย์จะมีหน้าที่อันใหญ่หลวงแต่กลับทำตัวเหลวไหล หากท่านก็ยังเมตตาและไม่เคยต่อว่า ความผิดพลาดและความไม่เอาไหนที่ผ่านมานั้น ท่านอาจารย์ได้โปรดให้อภัยศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องผู้นี้ด้วย”“หากศิษย์ผิดและสำนักตนได้ ก็คงไม่มีอาจารย์คนใดมิให้อภัยแก่ศิษย์ผู้นั้น” สายตาของปรามจารย์แห่งยุคทอดมองนางอย่างเมตตาและเข้าใจ “เจ้าสาม อาจารย์นั้นก็เปรียบเสมือนบิดามารดา สิ่งที่ทำให้เจ้าไม่มีความสุข ข้าก็ไม่อยากให้เข้าฝืนทำ หน้าที่นี้ถูกยัดเยียดให้ หากเจ้าไม่เต็มใจทำจริงๆ ก็ไร้ความหมาย”พลังวารีพิสุทธิ์เกิดจากพลังของจิตใจ หากหลิวฟางซวงมิได้มีความมุ่งมั่นอยากทำจ
หลิวฟางซวงไม่ได้กลัวว่าตนเองอาจต้องสละชีพเพื่อช่วยเหลือสามภพภูมิ แต่นางกำลังกลัวว่าพลังวารีพิสุทธิ์ในตัวที่ตื่นขึ้นจะทำให้ตนเปลี่ยนไปนางกลัวที่จะสูญเสียการเป็น ‘หลิวฟางซวง’ และกลายเป็น ‘เฉินว่านซิง’ เทพธิดาหมื่นดาราที่ก่อนหน้านี้แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน ร่างระหงที่อยู่เบื้องหน้าเขากำลังสับสน ท่าทีที่มักจะเอื่อยเฉื่อยถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่น กายหอมกรุ่นสั่นนิดๆ ราวกับลูกนกตัวน้อยที่กำลังเสียขวัญฉับพลันความรู้สึกหวงแหนอยากปกป้องก็เอ่อท้นจนล้นปรี่หากเขาสามารถแบ่งรับความเจ็บปวดให้นางทั้งหมดได้จะดีเพียงไร? ร่างกายของมังกรหนุ่มเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าความคิด มือแข็งกร้านรวบตัวหลิวฟางซวงเข้าสู่อ้อมแขน พร้อมกับตระกอดกองนางอย่างอ่อนโยน หลิวฟางซวงดูจะตกใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายนางก็ผ่ายแพ้ให้แก่ความอบอุ่นที่โอบล้อมตนเอาไว้ “ท่านอาซวง ท่านเป็นคนที่พิเศษและโชคดีมาก” มือใหญ่บรรจงลูบไล้เส้นผมนุ่มสลวยอย่างเบามือ ขณะที่น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นแทบจะทำให้น้ำตาของนางหลั่งไหลออกมาจากดวงตา “ท่านจะเป็นสตรีเพียงคนแรกและเพียงคนเดียวที่ข้า อี้เฟิงหลง จะยอมปลอบด้วยตนเอง”
“ท่านอาซวง ข้าจะพาท่านไปพบอาจารย์ของท่าน” ชายหนุ่มที่แม้จะอายุสองหมื่นกว่าปีแต่ยังคงรูปร่างเสมือนหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ กล่าวเทพธิดาสาวพยักหน้ารับ นัยน์ตาสีอำพันทอดมองอี้เฟิงหลงเป็นครั้งสุดท้าย ตัดใจเดินตามมู่หรงอู่ที่พานางไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งนางจำได้ว่ามันเป็นทางเดินที่มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บศัตราวุธ ทางด้านอี้เฟิงหลง เขาเพิ่งได้ทราบข้อมูลจากเผ่าสวรรค์หลังจากจางกั๋วเหล่าเพิ่งเดินทางกลับมาถึงหลังจากจอมมารทำลายผนึกได้สำเร็จก็ล่าถอยกลับไปยังแดนมาร คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะอ่อนเพลียจากการใช้พลังทำหมดเพื่อทำลายที่กักขัง ถ้าหากพวกเขากำจัดโอวหยางเฮยทิ้งเพื่อยุติการสูญเสีย ช่วงเวลาที่พลังของจอมมารยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่คงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้วหากเหอเหยาจวงถ่ายทอดพลังลมปราณทั้งหมดให้แก่หลิวฟางซวงเสร็จเมื่อไร พวกเขาทั้งหมดจะหน้ากับจอมมารโอวหยางเฮยด้วยกันแผนการเบื้องต้นเป็นเช่นนี้ ทว่ามันก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่หลิวฟางซวงได้ทราบความจริงจากอาจารย์และทำการตัดสินใจครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าคมสันก็เบนไปยังเรือนของหญิงสาว บานประตูที่เปิดอ้าเอาไว้กับมู่หรงอู่ที่หายตัวไปเ
ชายหนุ่มในร่างโตเต็มวัยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็เร่งรุดออกจากห้องโถงเพื่อไปพบเทพธิดาที่นอนหลับพักผ่อนอยู่อีกห้องหนึ่ง จังหวะนั้นเองที่เฉียนอวี่ก็เดินสวนเข้ามาในห้องโถงเพื่อพบกับอาจารย์ของตน“ทุกอย่างเตรียมการเรียบร้อยแล้ว”แม้จะมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยจากการเตรียมการหลายๆ สิ่งในระยะเวลาอันกระชั้นนิด ทว่าหญิงสาวผมสั้นประบ่ากลับไม่บ่นออกมาแม้แต่คำเดียวเหอเหยาจวงพยักหน้าอย่างไม่รีบร้อนพลางหยัดกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า กลิ่นอายรอบกายยังเปี่ยมไปด้วยรัศมีผุดผ่องอันน่าเลื่อมใสแม้ช่วงเวลาดับสูญของตนใกล้เข้ามาทุกที“ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของข้า คงมีเพียงเจ้าที่ยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย”จิ้งจอกสาวพ่นลมหายใจเสียงดังเมื่อได้ฟังคำพูดที่มิรู้จะตีค่าเป็นคมชมหรือคำตำหนิจากผู้เป็นอาจารย์“ข้ารักและเคารพท่านอาจารย์มาก มากประดุจบิดามารดา แต่ถ้าหากให้ข้าเลือกระหว่างท่านอาจารย์กับสามพิภพหกดินแดน ข้าย่อมเลือกอย่างหลัง” นี่คือคำตอบของเฉียนอวี่ เหอเหยาจวงคลี่ยิ้มไปถึงแววตา มือเหี่ยวย่นวางลงบนไหล่บางของจิ้งจอกสาว ออกแรงบีบเบาๆ คล้ายกำลังชมเชยจิตใจที่เข้มแข็งและความคิดความอ่านที่เด็ดขา
“ฮึ!” คู่สนทนาพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขากำลังไม่พอใจแต่ไม่พอใจแล้วทำอย่างไรได้ วันนี้เขาไม่มีอารมณ์จะสู้สักเท่าไร ก่อนหน้านี้ที่ร่างกายของเขาเปลี่ยนเป็นร่างชายหนุ่มขึ้นมาอย่างฉับพลันยังสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้แก่ร่างกายไม่หาย“เจ้ามังกร อย่าลืมนะว่าเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน
ไม่น่าเลย...ร่างเล็กในชุดสีดำนอนตะแคงคิดพลางถอนหายใจเสียงดัง อากาศคืนนี้เดิมทีค่อนข้างหนาว ทว่าเมื่อมีร่างสี่ร่างนอนเบียดเสียดกันอยู่บนเตียงใหญ่ กลับทำให้มันอบอุ่นขึ้นทันตาเห็นอบอุ่นมาก... อบอุ่นจนเหงื่อแตก“นี่เจ้า... เขยิบออกไปหน่อยสิ ข้าอึดอัด”“กะ...ก็เจ้าชอบบ่นว่าขี้หนาวนักมิใช่รึ”หงหยางจูก
第二章ท่านอานอนละเมอกลิ่นอาหารหอมฉุยปลุกให้ผู้ที่แอบงีบหลับบนตั่งยาวสูดหายใจเข้าลึก ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นร่างสามร่างซึ่งผูกผ้ากันเปื้อนไว้ครึ่งตัวกำลังง่วนกันอยู่ในครัว พวกเขาล้วนต้องใช้เก้าอี้ต่อขายืนเรียงกันไปเพื่อเพิ่มความสูง แลดูน่าขันและน่าเอ็นดูไปในเวลาเดียวกันความจริงเด็กเหล่านี้ก็น่ารั
เสียงของมู่หรงอู่งึมงำในลำคอจนนางได้ยินไม่ถนัด ครั้นตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี ก็ถูกขัดจังหวะขึ้นมาด้วยเสียงของใครบางคน“ข้าหิวข้าว”หลิวฟางซวงเลิกคิ้ว ดวงตาสีอำพันเบนไปยังเจ้าของเสียงแหบเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องนอนซึ่งอยู่ใกล้สุด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อประสานสายตาเข้ากับเด็กชายในชุดสีด







