تسجيل الدخولเสียงของมู่หรงอู่งึมงำในลำคอจนนางได้ยินไม่ถนัด ครั้นตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี ก็ถูกขัดจังหวะขึ้นมาด้วยเสียงของใครบางคน
“ข้าหิวข้าว”
หลิวฟางซวงเลิกคิ้ว ดวงตาสีอำพันเบนไปยังเจ้าของเสียงแหบเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องนอนซึ่งอยู่ใกล้สุด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อประสานสายตาเข้ากับเด็กชายในชุดสีดำสนิท ขับผิวสีขาวและดวงตาสีมรกต
อี้เฟิงหลงมองดูรอยยิ้มงดงามของเทพธิดาอย่างหวาดระแวง รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างประหลาด “ยิ้มทำไม”
“ก็เจ้ามิได้เป็นใบ้แล้ว ข้าย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา”
“หึ!” บุตรชายเทพมังกรเชิดคอสูงก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากถ้ำไป
ท่านผู้เฒ่าพาพวกเขามาอยู่ในสุดแดนพงไพรก็จริงอยู่ ทว่าหากเดินเลยถ้ำแห่งนี้ไปทางทิศทักษิณเพียงครึ่งลี้[1] ก็จะพบกับแปลงผักและสวนผลไม้มากมายที่ผู้เฒ่าจางกั๋วเหล่าปลูกไว้ให้พวกเขาได้เก็บเกี่ยวเอามากินได้
“ท่านอาซวง...” เด็กน้อยร้องครางเมื่อถูกหญิงสาวละความสนใจไปชั่วขณะหนึ่ง
พอเจ้าของดวงหน้างามรู้สึกตัวก็หันหน้ากลับมา “มู่หรงอู่ เจ้าหิวแล้วหรือยัง”
คำถามของหลิวฟางซวงเรียกให้มู่หรงอู่เบนสายตาไปมองผลส้มที่ตกอยู่ที่พื้นอย่างแสนเสียดาย
“ข้า...”
โครกๆๆ...
นางได้ยินเข้าก็หัวเราะเสียงใส ดูท่าท้องของเด็กน้อยจะตอบคำถามแทนเจ้าตัวเสียแล้ว
“หิวแล้วขอรับ” ร่างเล็กกล่าวเสียงอ่อนก่อนจะเดินเข้ามาหานาง ใจคิดอยากเอื้อมมือขึ้นไปจับมือของหญิงสาว ทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะจับชายแขนเสื้อยาวสีครามของนางแทน
หญิงสาวมองสีหน้าขัดเขินไม่ประสีประสาของเด็กน้อยก็เอียงคอมอง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งคล้ายพยายามทำความเข้าใจ
ผู้ที่ถือกำเนิดจากน้ำค้างเช่นนางไม่เคยผ่านการเป็นมนุษย์มาก่อน ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ที่แตกต่างของมนุษย์มากนัก แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกันระหว่างเด็กชายทั้งสาม มู่หรงอู่ก็ดูจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายที่สุดแล้ว
“ข้าเองก็หิวแล้วเช่นกัน”
หลิวฟางซวงย่นคิ้วทันทีเมื่อเสียงเล็กที่ดูร่าเริงจนเกินเหตุดังออกมาจากห้องนอนของตน เด็กชายข้างกายถึงกับตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ ดวงตาคู่งามของเทพธิดาเข้มขึ้นกว่าเดิม
นางหันไปยังผู้ที่เพิ่งตื่น “อย่างเจ้าน่ะไม่ต้องกิน!”
“ไม่ได้นะ” เด็กชายเรือนผมสีขาวที่ห่อด้วยผ้าห่มสีน้ำเงินกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้อง ดวงตาสีน้ำเงินเบิกโพลงอย่างแตกตื่น “ท่านอาพูดจริงรึ!”
“จริงสิ” นางพยักหน้ายืนยัน สีหน้าจริงจังยิ่ง
“แต่... แต่ว่า...” หงหยางจูกลอกตาไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่เขาจะเดินมาเบียดร่างของมู่หรงอู่ให้กระเด็นไปอีกทางแล้วป้องปากกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“มิเช่นนั้นข้าจะบอกพวกเขาว่าท่านนอนกรน”
หลิวฟางซวงขมวดคิ้วทันควัน สีหน้าบ่งบอกว่าไม่เชื่อ “ข้าไม่ได้นอนกรนเสียหน่อย”
เจ้าเด็กผู้นี้คิดจะแกล้งหลอกอำนางหรืออย่างไร
“ท่านไม่เชื่อก็ตามใจ” เด็กน้อยเจ้าเล่ห์ยักไหล่ คลี่ยิ้มกว้างจนเผยเขี้ยวยาวแหลมตามสายเลือด “แต่ข้าก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าพวกเขาอีกสองคนจะเชื่อหรือไม่”
ผู้ฟังหัวเราะในลำคอ โน้มใบหน้าลงมาบีบปลายจมูกอีกฝ่ายเบาๆ “เช่นนั้นข้าก็จะฟ้องผู้เฒ่าว่าเจ้าเลื้อยเข้ามาในห้องนอนของข้าตามใจชอบ”
คราวนี้ดูเหมือนว่านางจะจี้ได้ถูกจุด ใบหน้าที่แต่เดิมขาวซีดอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีก หลิวฟางซวงผายมือออกไปเบื้องหน้า ยักคิ้วส่งให้เขาน้อยๆ ทีหนึ่ง “ตกลงว่าต่างฝ่ายต่างปิดเป็นความลับ?”
“ก็...ได้” หงหยางจูกล่าวเสียงอ่อยก่อนจะตบมือเล็กลงบนมือนางเบาๆ
หญิงสาวยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อข้อตกลงผ่านพ้นไปด้วยดี เมื่อยืนขึ้นเต็มความสูงก็หันไปมองเด็กชายผมดำอีกคนที่นั่งกอดเข่าร้องไห้กระซิกๆ อยู่ที่มุมห้องอย่างน่าสงสาร “หงหยางจู เมื่อครู่นี้เจ้ารังแกมู่หรงอู่” นางเบนสายตากลับมายังคนต้นเหตุที่ยืนหน้านิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้ “ดังนั้นเจ้าก็ต้องปลอบใจเขาอย่างลูกผู้ชาย เดินจูงมือเขาไปที่สวนผักก็แล้วกัน”
“หา!”
คราวนี้มิใช่แค่หงหยางจูเท่านั้นที่ตกใจ มู่หรงอู่เองก็ดีดกายลุกขึ้นมาพร้อมกับร้องถามเสียงหลง “ท่านอาซวง! แล้วท่านล่ะ!”
หลิวฟางซวงโบกมือไปมาในอากาศ “ข้าขี้เกียจ... ขอรอพวกเจ้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
“แต่... แต่ว่า...” เด็กชายพยายามหาเหตุผลเพื่อให้นางไปด้วยกัน นัยน์ตาหวานหยดย้อยดั่งน้ำผึ้งเดือนห้าฉ่ำวาวออดอ้อนสุดฤทธิ์
หงหยางจูมองท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาในลำคอ มือขาวซีดคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อของมู่หรงอู่
“เป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ต้องกล้าหาญหน่อย” กล่าวจบก็ออกแรงดึงลากเด็กชายที่อายุมากกว่า
แม้มู่หรงอู่จะพยายามขืนตัวเต็มที่ แต่ก็มิอาจต่อสู้กับพละกำลังของสายเลือดปีศาจที่วนเวียนอยู่ในตัวของหงหยางจู ครั้นลากไปจนจะพ้นออกจากถ้ำ ก็มีเสียงร้องครวญครางเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากรูปกระจับสีระเรื่อ
“ท่านอา...” มู่หรงอู่ผู้น่าสงสารลากเสียงยาว มองตามนางตาละห้อย จนกระทั่งร่างงดงามหายลับไปจากสายตา
[1] 1 ลี้ มีค่าเท่ากับ 500 เมตรในปัจจุบัน
第八章ท่านอากับความเกลียดชัง บรรยากาศอันคุ้นเคยของสุดแดนพงไพรกลับกลายเป็นบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยขึ้นมาเสียเฉยๆ “เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจยาวนี้คล้ายกับผู้ที่แบกโลกเอาไว้ทั้งใบ “สวรรค์ ข้าหลิวฟางซวงทำผิดมากนักหรือ ท่านอาจารย์... ที่ผ่านมาศิษย์ขอโทษที่ทำให้ท่านหนักใจ บัดนี้ศิษย์รู้แล้วว่าการเลี้ยงเด็กนั้นยากเย็นเพียงใด” หากเป็นผู้อื่นคงไม่มองว่าภารกิจเลี้ยงเด็กนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับสตรีขี้เกียจผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เรื่องนี้นับว่าน่าปวดหัวนัก น่าปวดหัวเหลือเกิน คิดเสร็จก็ถอนหายใจอีกรอบ จนปัญญาจะคิดแล้วจึงล้มตัวลงนอนบนเตียงตามเดิม หากล้มตัวได้ไม่นานก็มีเสียงเล็กราบเรียบดังขึ้นหน้าห้อง “ท่านอาซวง” “อี้เฟิงหลง” นางครางอย่างเกียจคร้าน เปลือกตาลืมขึ้นครึ่งหนึ่งขณะที่ดวงตาสีอำพันเบนไปมองที่มาของเสียง “เข้ามาสิ” เด็กชายเดินเข้ามาตามที่นางบอก สีหน้าราบเรียบเหมือนเช่นเคย“ยามนี้หงหยางจูขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ส่วนมู่หรงอู่กำลังเริ่มเรียนพิณ” “ดีแล้ว” เจ้าของกลิ่นกายหอมกรุ่นผ่อนลมหายใจ “เจ้าดูตัวเ
“อี้เฟิงหลง หงหยางจู พวกเจ้าก็มาด้วยกันสิ” นางหันไปกล่าวกับเด็กชายอีกสองคน ก่อนจะเดินตามทิศทางที่มู่หรงอู่วิ่งไปอย่างเอื่อยเฉื่อย“ฮึ!” ผู้มีสายเลือดปีศาจอยู่ครึ่งหนึ่งยกมือกอดอก เดินเชิดหน้าตามไปโดยมีอี้เฟิงหลงกวาดสายตามองดูรอบๆ เมื่อไม่พบเห็นสิ่งใดผิดสังเกตจึงเดินตามไปหยุดยืนอยู่หน้าศาลา“ไหน ให้ข้าจับมือของเจ้าหน่อย”ชายชราแม้ดวงตามองไม่เห็นแต่หูมิได้บอด ยามได้ยินเสียงฝีเท้าเบาเคลื่อนเข้ามาใกล้ก็เคลื่อนมือจากสายพิณมาผายออกเบื้องหน้า มู่หรงอู่ยื่นมือส่งให้เขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยามที่สองมือสัมผัสกัน คนเฒ่าก็ชะงักไปพักหนึ่ง ต่อมาถึงกล่าวเสียงเนิบนาบ“ผู้จะดีดพิณได้ดีนั้น จำต้องมีนิ้วมือเรียวยาวและยืดหยุ่น ขณะเดียวกันปลายนิ้วต้องแข็งแรงหนักแน่น มือของเจ้า... นับว่าใช้ได้ทีเดียว”หลิวฟางซวงมาถึงในจังหวะที่อีกฝ่ายปล่อยมือจากมือเล็กพอดี “ผู้อาวุโส เขายังเด็กนักจึงอาจจะสนใจเพียงประเดี๋ยวประด๋าว ข้าว่า...”“แม่นาง เจ้าลองดูที่ตาของเด็กผู้นี้” ชายชราตามืดบอดบอกกับนาง “ดูสิว่าแววตาของเขาเป็นเช่นไร”หลิวฟางซวงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะหันมาจับจ้องดวงตาของมู่หรงอู่ดังที่อีกฝ่ายว่าแววตาของเด็กน้อยมุ่
ประเสริฐยิ่งนัก คงไม่มีเทพธิดาตนใดบนสรวงสวรรค์ที่หลับตาเดินเหินดังเช่นหลิวฟางซวงอีกแล้ว!ทว่า... หากยอมรับว่าสิ่งที่อี้เฟิงหลงพูดเป็นความจริง ก็มิเท่ากับว่าเขาเสียหน้าหรอกหรือ!ครุ่นคิดอย่างคุกรุ่นอยู่ในใจ ศักดิ์ศรีที่มีมันค้ำคอสั้นๆ ของร่างน้อย เจ้าตัวทนไม่ไหวรีบเดินเข้าไปเขย่าขาโฉมสะคราญ“ท่านอาซวงๆ” เขาร้องเรียก “ท่านอาซวงลืมตามองข้าหน่อย ข้าไม่มั่นใจว่ามนุษย์เหล่านั้นมองข้าเพราะเห็นผ่านม่านมนตราของท่านหรือไม่”และแล้วก็ได้ผลเมื่อหลิวฟางซวงลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า “ไม่... หรอก” นางตอบเสียงเอื่อยเฉื่อยก่อนจะหันไปมองรอบๆ “ถึงตลาดแล้วหรือ”ชาวบ้านทั้งหลายเห็นภาพดังกล่าวแล้วพากันผงะ เมื่อครู่นี้หญิงสาวเดินหลับมาเอง มิได้ตาบอดหรอกหรือ!คราแรกยอมเปิดทางเพราะเห็นแก่คนพิการที่ต้องใช้เด็กจูง สุดท้ายพอรู้สึกว่าโดนหลอก ผู้คนทั้งหลายจึงสมัครใจกันกรูเข้ามาเดินเบียดเสียด ปิดกั้นเส้นทางพร้อมกับจับจ่ายข้าวของกันอย่างเนืองแน่นเหมือนเดิมอี้เฟิงหลงขมวดคิ้วมองหงหยางจู “พอใจแล้วหรือยัง”เจ้างูยักไหล่ ไม่สนใจว่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน “ก็นิดนึง”เสียงที่พูดออกมาได้ไม่ชัดเจนเพราะฟันหน้าที่หายไปส่งผลให้
“เจ้าลงจากเขาครานี้ก็คงหวังไปเยี่ยมเยือนนาง ฝากความคิดถึงของข้าถึงนางด้วย”“แล้วเรื่องทะเลสาบ...” กิเลนหนุ่มยังคงมิอาจเบาใจได้ จึงไต่ถามขึ้นมาอีกคราผู้อาวุโสหลับตาลงอย่างเชื่องช้า “ข้ารับรองว่าช่วงนี้ผนึกยังมิเสียหาย” “เช่นนั้นศิษย์ก็วางใจแล้ว” หลี่ลู่ร่ำลาผู้เป็นอาจารย์อีกสองสามประโยค จากนั้นก็แปลงกายเป็นกิเลนมุ่งหน้าเข้าสู่กลีบเมฆที่หนาทึบ ประเดี๋ยวอีกไม่นานคงมีพิรุณโปรยปรายลงมา เหอเหยาจวงลุกขึ้นจากโขดหินพลางเดินเอื่อยเฉื่อยไปที่ริมผา แววตาหยั่งลึกเก็บงำเรื่องราวมากมายความลับของสรวงสวรรค์ ผู้ใดเล่าเป็นผู้กำหนด “จางกั๋วเหล่า เรื่องนี้ข้าคงช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้” ชายชรายกมือไพล่หลัง มองผืนฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสียามตะวันใกล้ลับจากขอบฟ้า “เวลาเหลือไม่มากแล้ว...”สายลมพัดผ่านพาเอาใบไม้สีฉี่จื่อ[1] พลิ้วโชยไปยังที่ไกลแสนไกล นำพาเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงก้องสู่ใต้หล้าสรรพสิ่งในสามพิภพล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ยินยอมหรือไม่ ดึงดันหรือไม่ ล้วนไร้ความหมาย...ท้องตลาดยามเช้าคับคั่งไปด้วยอาหาร ของสด ของคาว ของหวาน วางเรียงอย่างสวยงามอยู่บนโต๊ะและเพิง
เหอเหยาจวงสีหน้าเคร่งขรึม ยกมือขึ้นมาทาบชิดริมฝีปากเจ้าศิษย์ที่ริอ่านส่งเสียงดัง “ชู่ๆๆ อย่าเสียดัง ประเดี๋ยวก็ครบแล้ว ไม่เกินวันสองวันนี้ บิดาของเจ้าต้องขึ้นไปรายงาน”“หมายความว่าต้องรออีก?”“ใช่ รอก่อน” น้ำเสียงของผู้กล่าวสงบเยือกเย็น ผิดกับอีกฝ่ายที่ร้อนดังไฟแผดเผา“ท่านอาจารย์ เรื่องใหญ่เช่นนี้จะใจเย็นได้อย่างไร หาก...” หลี่ลู่พูดเพียงเท่านั้นก็หุบปากพร้อมกับตรงมาทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นเบื้องหน้าผู้ที่อบรมสั่งสอนตนมาหลายพันปี ยามที่สายตาของเหอเหยาจวงมองมาตรงๆ เขาก็มักจะเกรงใจและสำนึกได้ว่าตนเองเผลอทำตัวเสียมารยาทไปเสียแล้วเหอเหยาจวงยกยิ้มนิดๆ ที่มุมปากคล้ายพึงพอใจ ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขาหาใช่มีฐานะเป็นเพียงศิษย์ แต่เขายังเป็นอนาคตของเผ่ากิเลน เป็นคลื่นลูกต่อไปของสามพิภพหกดินแดน หากเยือกเย็นและสุขุมมากขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเขาและผู้อื่นในภายภาคหน้า“ท่านอาจารย์ ท่านยังไม่บอกศิษย์เลยว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” ในที่สุดชายหนุ่มก็ระงับความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่เหอเหยาจวงเหม่อมองผืนฟ้า “เจ้าสี่”ดวงตาของหลี่ลู่เบิกกว้างมากขึ้น สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาฉับพลัน “หมายความว่าศิษย์น้องสี่มีคำทำนาย
หงหยางจูพูดพลางเดินตรงเข้ามาหาหญิงสาวคนเดียวในที่นี้ และด้วยความเคยชินก็ใช้ตัวกระแทกร่างอ่อนปวกเปียกของเด็กน้อยที่เกะกะอยู่ก่อนหน้านี้ออกไป นึกไม่ถึงว่าจะกะจังหวะพลาดเมื่อคนที่ถูกชนออกไปสะบัดข้อมือตามการตอบสนองของร่างกายอึก!มู่หรงอู่หน้าซีดขาว ผิดพลาดไปแล้ว เขาไม่ได้ตั้งใจ!หลังมือของเจ้าของใบหน้าหวานกระแทกโดนปากของเด็กชายประเดี๋ยวเดียว วัตถุสีขาวสะอาดก็พุ่งกระเด็นออกมาจากปากของหงหยางจูหล่นตุ้บลงบนพื้นผู้มีประสบการณ์มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รู้สึกว่าวันนี้ฟ้าได้เข้าข้างเขาเสียทีฟันหลอแล้ว... ในที่สุดก็ถึงคราวของเจ้าปีศาจงูบ้างที่ต้องถูกเยาะเย้ย!อี้เฟิงหลงแสยะยิ้มทันควัน “ไหน ข้ามีประสบการณ์มาก่อน เจ้าอ้าปากให้ข้าดูหน่อย ต้องห้ามเลือดที่ไหลก่อนนะ”เด็กชายเจ้าของเรือนผมสีขาวรีบยกมือขึ้นมาตะครุบปาก ถลึงตาใส่ผู้กล่าวอย่างเคียดแค้น“อุบอากเอี๋ยวอี้!” ...หุบปากเดี๋ยวนี้!“พูดจาภาษาอันใด ฟังไม่รู้ความ” บุตรชายเทพมังกรเงี่ยหูทรงแหลมเข้ามาใกล้ “ไหน พูดอีกทีสิ”ก่อนหน้านี้หงหยางจูล้อเลียนเรื่องที่เขาฟันหลอมาก็มาก หากมีโอกาสเอาคืน มีหรือที่จะไม่เอาคืน!“อากไอ้อ่อนเออะ!” ...ฝากไว้ก่อนเถอะ







