Se connecter“ไม่ต่างอย่างไร” หลิวฟางซวงถามย้ำ “เขาเอง... ก็สูญเสียสิ่งที่รักไปเพราะมนุษย์” เสียงราบเรียบของเขาเย็นยะเยือกเกินกว่าจะเป็นคำพูดของเด็กอายุหกขวบ ทว่าเมื่อรูปลักษณ์ภายนอกมันใช่ ประกอบกับฟันหน้าที่หายไปนั่นแล้ว หลิวฟางซวงจึงรู้สึกสับสนกว่าเดิมเล็กน้อย มนุษย์พรากสิ่งที่รักไปหรือ... หญิงสาวทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างปลงๆ “เจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้าเองก็มีสายเลือดมนุษย์อยู่ในตัวเช่นเดียวกัน” “แต่ว่าพวกมัน... พวกมันสังหารมารดาของข้า!” ร่างของหงหยางจูสั่นเทาจนนางได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ผิวสีขาวซีดปรากฏเกล็ดงูลามขึ้นมาตามตัว ใบหน้าของเด็กชายเริ่มเปลี่ยนรูปร่างขณะที่นัยน์ตาสีน้ำเงินเรืองแสงจ้า ภาพที่มารดาซึ่งฝืนกฎสามภพ อยู่กินกับมนุษย์ถูกเผาตายทั้งเป็นยังคงติดตา เหล่ามนุษย์นั้นไม่ต่างจากอสุรกายดีๆ นี่เอง! ‘จูเอ๋อร์หนีไป! หนีไปให้ไกลจากพวกมนุษย์ อย่าได้เข้าใกล้เป็นอันขาด... เชื่อคำแม่ อ้ากๆๆ!’ เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนและความร้อนระอุจากเปลวเพลิง กลิ่นของเนื้อที่ไหม้เกรียมยังคงฉุนอยู่ในจมูก แม้จะผ่านพ้น
ในขณะที่หลี่ลู่พยายามเค้นหาความจริงจากเด็กน้อยทั้งสองอยู่ที่ทุ่งหญ้าที่ไกลออกไป เมื่อหลิวฟางซวงงีบกลางวันเสร็จก็ตื่นขึ้นมาพอดีเจ้าของร่างหอมกรุ่นนอนเต็มอิ่มจึงมีสีหน้าแช่มชื่น ครั้นออกมานอกห้องก็พบว่าบนโต๊ะอาหารมีข้าวสองถ้วยวางอยู่พร้อมกับข้าวที่เหลืออยู่ นางตื่นมาไม่ทันมื้อเที่ยง แล้วยังมีผู้ใดอีกที่ยังไม่ได้กิน อือ... คาดว่าน่าจะเป็นเจ้างูน้อย... หงหยางจู โกรธนางนั้นยังพอให้อภัย แต่ถึงขั้นไม่ยอมกินข้าวมันมากเกินไปหรือไม่ หลิวฟางซวงกวาดมือผ่านอาหารเย็นชืดบนโต๊ะ ให้พลังอุ่นให้ร้อนค่อยไปเรียกเด็กชายที่หน้าห้องอีกครั้ง “หงหยางจู รีบมากินข้าวเถิด” เมื่อยามเช้าตะโกนกลับออกมา พอตกยามบ่าย เจ้าลูกครึ่งปีศาจงูขาวกลับรับบทคนใบ้ เทพธิดาร่างอรชรรับรู้ถึงกลิ่นอายของคนที่ยืนอยู่หลังประตู หงหยางจูได้ยินแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ความ ช่างน่าโมโหเสียจริง! “หากเจ้ายังไม่ออกมา ข้าจะไปจากที่นี่ ชาตินี้ทั้งชาติก็อย่าหวังว่าจะได้พบหน้าข้าอีก” นางไม่ได้พูดเสียงดังโผงผางแบบใส่อารมณ์ แต่น้ำเสียงเรียบนิ่งกลับให้ความรู้สึกน่ากลัวกว่ามาก
น้ำเสียงมุ่งมั่นตั้งใจของอีกฝ่ายส่งผลให้แววตาของผู้ฟังแปรเปลี่ยนไปจากเดิม พึมพำเสียงเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงเสียดสีของต้นหญ้า “ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู...”ยามนี้ท่านอาซวงควรใส่ใจเพียงพวกเขาสามคนก็พอแล้ว หงหยางจูพูดถูก พี่ชายผู้นี้อาจมาดึงความสนใจของท่านอาซวงไปจากพวกเขาได้เด็กชายได้สติรีบสะบัดหน้าไปมา นี่เขาเผลอคิดอะไรเยี่ยงนั้นไปได้อย่างไร!“พี่ชาย ไม่มีสิ่งใดที่ท่านต้องกังวล” เสียงเล็กของเจ้าตัวกล่าวอย่างให้กำลังใจ “ปกติท่านอาไม่ชอบออกจากถ้ำเพื่อออกมาต้อนรับแขก ในเมื่อท่านอาซวงออกจากถ้ำมาพบท่านเมื่อคราวก่อน ย่อมหมายความว่าท่านมีน้ำหนักอยู่ในใจของท่านอาอย่างแน่นอน”หลี่ลู่ชะงักก่อนจะอมยิ้ม อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อก่อนหน้านี้จางหายไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลมพัดผ่าน “จริงรึ เจ้าเองก็สังเกตเห็นว่านางให้ความสำคัญแก่ข้า?”“ขอรับ”คำตอบรับจากร่างเล็กทำให้รอยยิ้มบนใบหน้ากิเลนหนุ่มรูปงามขยายกว้างขึ้น“ช่างเป็นเด็กที่หลักแหลมเหลือเกิน!” เขาหยัดกายยืนขึ้นก่อนจะยื่นมือมาตบบ่าของมู่หรงอู่อย่างเอ็นดู “เอาเป็นว่าข้ายอมรับให้เจ้าอยู่ในความดูแลของซวงซวงได้ก็แล้วกัน”มู่หรงอู่ยกยิ้มยินดี ความรู้สึกที่ได้รับ
ล่วงผ่านมื้อเที่ยงไปชั่วยามกว่า คนชราสอนพิณให้มู่หรงอู่จนเหนื่อยล้า ครั้นกินข้าวเสร็จก็ผล็อยหลับไป แสงตะวันร้อนแรงอาบไล้ทุ่งหญ้าเขียวขจี เหล่าบุปผาสดใสเบ่งบานแซมสีสัน กลุ่มผีเสื้อโผบินมาดมดอมดูดน้ำหวาน ตะล่อมกับสายลมยามบ่ายที่แสนเย็นสบายทว่าผู้ที่กำลังนอนตะแคงอยู่ท่ามกลางความสวยงามเหล่านั้นกลับไม่มีอารมณ์ชื่นชมมันเลยสักนิดที่ผ่านมาเขาดีกับหลิวฟางซวงมากเป็นพิเศษ หรือนางจะไม่รู้... คิดว่าเป็นเพียงความสนิทสนมของศิษย์ร่วมอาจารย์เท่านั้นน่ะหรือหมับ!สัมผัสบางเบาบนศีรษะส่งผลให้หลี่ลู่หันกลับมามองตาขวาง มันผู้ใดหาญกล้าบังอาจแตะหัวของกิเลน ช่างไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเอาเสียเลย!หากความหยิ่งผยองในคราแรกก็สลายหายไปทันควันเมื่อคนที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่คือเด็กชายหน้าหวานคนหนึ่ง“เจ้าแตะไหล่ข้าทำไม” เขาหรี่ตามองมู่หรงอู่ซึ่งชักสีหน้าหวาดกลัว“พี่ชาย ไยท่านจึงมานอนอยู่นี่ ไม่ไปพบท่านอาหรือ”แม้เขาจะเกรงกลัวเพราะรู้ว่าเขามิใช่มนุษย์เหมือนตน แต่หลี่ลู่ก็ยังเป็นแขกของหลิวฟางซวงซึ่งเขาเต็มใจดูแลเต็มที่ท่านอาหญิงใจดีให้เขาได้เรียนดีดพิณ แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่อีกฝ่ายมอบให้ ทว่าพระคุณนี้เป
หลิวฟางซวงมองประตูหน้าห้องนอนของหงหยางจูเป็นครั้งสุดท้าย ในเมื่อนางไม่มีวิธีดีๆ ที่จะรับมือกับเรื่องตรงหน้าได้ ก็ควรให้เป็นหน้าที่ของบุรุษที่น่าจะเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของกันและกันมากกว่า หลังจากแยกจากอาจารย์ที่ทะเลสาบจันทราจม หลี่ลู่ก็มุ่งหน้าตรงมายังสุดแดนพงไพร ยามมาถึงหน้าถ้ำก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นหนึ่งเด็กน้อยในอุปการะของหลิวฟางซวงฝึกดีดพิณกับมนุษย์ชราแปลกหน้าตรงเพิงเล็กตรงข้ามกับถ้ำ หากยังมิทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ร่างอรชรในอาภรณ์สีฟ้าครามก็ก้าวออกมาจากถ้ำเสียก่อน “ซวงซวง” ครั้นทักเสร็จก็เลิกคิ้วประหลาดใจ “เจ้า... นำอะไรมาด้วยน่ะ” หญิงสาวหันหลังกลับไปมอง พบว่าหมอนกับผ้านวมตามนางมาด้วย “อ้อ” อุทานเสร็จก็สั่งให้ของรักกลับไปยังห้องนอนตามเดิม ส่วนนางก็หย่อนกายลงนั่งบนผืนหญ้า ฟังเสียงดีดพิณที่ค่อนข้างเงอะงะของมู่หรงอู่ซึ่งกำลังฝึกฝนกับชายชราตาบอดไปด้วย แน่นอนว่าการพูดคุยของพวกเขาอยู่ภายใต้ม่านพลังที่นางสร้างขึ้น “ท่านมาช้ากว่าที่คิด” หลิวฟางซวงกล่าวเสียงเนิบนาบ “ที่หุบเขาไกลภพเกินเรื่องขึ้นรึ” “ข้าเพ
ในที่สุดเด็กชายก็เริ่มมีการตอบสนอง ขมวดคิ้วส่งให้เป็นอันดับแรก “เกรงว่าคงไม่เหมาะกระมัง” “ไม่เหมาะอย่างไร” นางเลิกคิ้วถามกลับ อยากฟังความเห็นของคนตัวเล็กที่ดูสุขุมเกินวัย “ท่านเป็นสตรี ไม่ควรไปห้องบุรุษตามลำพัง” หลิวฟางซวงหลุดหัวเราะออกมาพรืดใหญ่ “เจ้าล้อเล่นรึ เป็นเด็กเป็นเล็กไยแก่แดดแก่ลม คิดเล็กคิดน้อย” อีกฝ่ายเพียงยกมือกอดอก เชิดหน้ามองนางแต่มิยอมโต้ตอบหญิงสาวหรี่ตามอง คิดจะมาไม้นี้ใช่หรือไม่ “คราวก่อนพวกเจ้ามาที่ห้องข้า นอนร่วมเตียงเดียวกับข้าก็เคยทำมาแล้ว พวกเจ้าเปลือยกายก็เห็นมาแล้ว เคอะเขินอันใดกัน” คำพูดของคนไม่คิดมากส่งผลให้อี้เฟิงหลงเลื่อนมือมาปิดจุดกึ่งกลางลำตัวโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าขึ้นสีนิดๆ “มะ...ไม่ได้เปลือยหมดเสียหน่อย” คืนนั้นเขาทะเลาะกับหงหยางจูจนเผลอเปลี่ยนร่างต่อสู้กัน เขามิได้ตั้งใจเปลือยกายให้นางดูเสียหน่อย!“หือ?” มุมปากของผู้พูดยกขึ้น ร่างอรชรสาวเท้าเข้ามาใกล้ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูแหลม “ก้นขาวๆ ของเจ้า แผ่นหลังเนียนที่มีรอยแผลเป็นของเจ้า...”“คนลามก!” อี้เฟิงหลงหน้าตึง ใบหูแหลมอมนุษย์เ







