Masukหลิวฟางซวงไม่ได้กลัวว่าตนเองอาจต้องสละชีพเพื่อช่วยเหลือสามภพภูมิ แต่นางกำลังกลัวว่าพลังวารีพิสุทธิ์ในตัวที่ตื่นขึ้นจะทำให้ตนเปลี่ยนไปนางกลัวที่จะสูญเสียการเป็น ‘หลิวฟางซวง’ และกลายเป็น ‘เฉินว่านซิง’ เทพธิดาหมื่นดาราที่ก่อนหน้านี้แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน ร่างระหงที่อยู่เบื้องหน้าเขากำลังสับสน ท่าทีที่มักจะเอื่อยเฉื่อยถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่น กายหอมกรุ่นสั่นนิดๆ ราวกับลูกนกตัวน้อยที่กำลังเสียขวัญฉับพลันความรู้สึกหวงแหนอยากปกป้องก็เอ่อท้นจนล้นปรี่หากเขาสามารถแบ่งรับความเจ็บปวดให้นางทั้งหมดได้จะดีเพียงไร? ร่างกายของมังกรหนุ่มเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าความคิด มือแข็งกร้านรวบตัวหลิวฟางซวงเข้าสู่อ้อมแขน พร้อมกับตระกอดกองนางอย่างอ่อนโยน หลิวฟางซวงดูจะตกใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายนางก็ผ่ายแพ้ให้แก่ความอบอุ่นที่โอบล้อมตนเอาไว้ “ท่านอาซวง ท่านเป็นคนที่พิเศษและโชคดีมาก” มือใหญ่บรรจงลูบไล้เส้นผมนุ่มสลวยอย่างเบามือ ขณะที่น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นแทบจะทำให้น้ำตาของนางหลั่งไหลออกมาจากดวงตา “ท่านจะเป็นสตรีเพียงคนแรกและเพียงคนเดียวที่ข้า อี้เฟิงหลง จะยอมปลอบด้วยตนเอง”
“ท่านอาซวง ข้าจะพาท่านไปพบอาจารย์ของท่าน” ชายหนุ่มที่แม้จะอายุสองหมื่นกว่าปีแต่ยังคงรูปร่างเสมือนหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ กล่าวเทพธิดาสาวพยักหน้ารับ นัยน์ตาสีอำพันทอดมองอี้เฟิงหลงเป็นครั้งสุดท้าย ตัดใจเดินตามมู่หรงอู่ที่พานางไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งนางจำได้ว่ามันเป็นทางเดินที่มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บศัตราวุธ ทางด้านอี้เฟิงหลง เขาเพิ่งได้ทราบข้อมูลจากเผ่าสวรรค์หลังจากจางกั๋วเหล่าเพิ่งเดินทางกลับมาถึงหลังจากจอมมารทำลายผนึกได้สำเร็จก็ล่าถอยกลับไปยังแดนมาร คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะอ่อนเพลียจากการใช้พลังทำหมดเพื่อทำลายที่กักขัง ถ้าหากพวกเขากำจัดโอวหยางเฮยทิ้งเพื่อยุติการสูญเสีย ช่วงเวลาที่พลังของจอมมารยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่คงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้วหากเหอเหยาจวงถ่ายทอดพลังลมปราณทั้งหมดให้แก่หลิวฟางซวงเสร็จเมื่อไร พวกเขาทั้งหมดจะหน้ากับจอมมารโอวหยางเฮยด้วยกันแผนการเบื้องต้นเป็นเช่นนี้ ทว่ามันก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่หลิวฟางซวงได้ทราบความจริงจากอาจารย์และทำการตัดสินใจครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าคมสันก็เบนไปยังเรือนของหญิงสาว บานประตูที่เปิดอ้าเอาไว้กับมู่หรงอู่ที่หายตัวไปเ
ชายหนุ่มในร่างโตเต็มวัยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็เร่งรุดออกจากห้องโถงเพื่อไปพบเทพธิดาที่นอนหลับพักผ่อนอยู่อีกห้องหนึ่ง จังหวะนั้นเองที่เฉียนอวี่ก็เดินสวนเข้ามาในห้องโถงเพื่อพบกับอาจารย์ของตน“ทุกอย่างเตรียมการเรียบร้อยแล้ว”แม้จะมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยจากการเตรียมการหลายๆ สิ่งในระยะเวลาอันกระชั้นนิด ทว่าหญิงสาวผมสั้นประบ่ากลับไม่บ่นออกมาแม้แต่คำเดียวเหอเหยาจวงพยักหน้าอย่างไม่รีบร้อนพลางหยัดกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า กลิ่นอายรอบกายยังเปี่ยมไปด้วยรัศมีผุดผ่องอันน่าเลื่อมใสแม้ช่วงเวลาดับสูญของตนใกล้เข้ามาทุกที“ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของข้า คงมีเพียงเจ้าที่ยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย”จิ้งจอกสาวพ่นลมหายใจเสียงดังเมื่อได้ฟังคำพูดที่มิรู้จะตีค่าเป็นคมชมหรือคำตำหนิจากผู้เป็นอาจารย์“ข้ารักและเคารพท่านอาจารย์มาก มากประดุจบิดามารดา แต่ถ้าหากให้ข้าเลือกระหว่างท่านอาจารย์กับสามพิภพหกดินแดน ข้าย่อมเลือกอย่างหลัง” นี่คือคำตอบของเฉียนอวี่ เหอเหยาจวงคลี่ยิ้มไปถึงแววตา มือเหี่ยวย่นวางลงบนไหล่บางของจิ้งจอกสาว ออกแรงบีบเบาๆ คล้ายกำลังชมเชยจิตใจที่เข้มแข็งและความคิดความอ่านที่เด็ดขา
第二十章ท่านอากับความเปลี่ยนแปลงความจริงที่รับรู้... กลับไม่สร้างความตกใจให้แก่ผู้ฟังได้มากเท่าไรนักในบรรดาชายหนุ่มทั้งสามมีเพียงมู่หรงอู่ที่อ้าปากค้าง ส่วนหงหยางจูกลับยกมือเท้าคางพลางเลิกคิ้วไม่รู้สิ เขาแค่คิดว่า หากท่านอาเป็นเพียงเทพธิดาทั่วๆ ไปก็คงไม่คู่ควรให้เขาเคารพ ในทางกลับกัน การได้รู้ว่านางเป็น ‘ผู้รักษา’ ที่ว่า เขามองว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้วในใต้หล้านี้ หากมิใช่หลิวฟางซวงก็คงไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่มีสามารถทำให้พวกเขายอมเปิดใจได้ความคิดของปีศาจหนุ่มไม่ได้ถือว่าเกินจริงแม้แต่น้อย และพวกเขาทั้งสามก็รู้ดีอยู่แก่ใจ“ข้ามีคำถามเพียงข้อเดียว” อี้เฟิงหลงซึ่งมีสีหน้าราบเรียบที่สุดในกลุ่มพวกเขากล่าวทำลายความเงียบอันแสนสั้น “เมื่อสงครามครั้งนี้จบลง จะเกิดอะไรขึ้นกับท่านอาซวง”เหอเหยาจวงคาดไม่ถึงว่าคนหนุ่มจะเลือกถามคำถามนี้สิ่งที่ชายชราคาดเดาเอาไว้มีมากมายไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่หลิวฟางซวงกลายเป็นศิษย์ของเขาสาเหตุที่หลิวฟางซวงจำโทษให้อยู่บนโลกมนุษย์หรือแม้กระทั่งสาเหตุที่เผ่าสวรรค์ปิดเรื่องของหลิวฟางซวงไว้เป็นความลับซึ่งน้อยคนจะได้รู้“มีความเป็นไปได้สองทาง” เหอเหยาจวงตอบคำถาม “หนึ่
เด็กชายทั้งสามได้ยินเสียงฉีกขาดของอาภรณ์สีสวมใส่ ครั้นหันมามองหน้ากันอีกครั้งก็ถึงกับผงะ พวกเขากลับคืนสู่ร่างที่แท้จริง ร่างของผู้ใหญ่! มิใช่เพียงเท่านั้น... พลังของพวกเขายังเพิ่มพูนกลับมาเหมือนร่างเดิม ราวกับพวกเขาไม่ได้โดนคำสาปของจอมมารอย่างไรอย่างนั้นเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อยามนี้ไม่มีท่านอาซวงอยู่ใกล้ๆ พวกเขา หรือว่าในป้ายหยกนี้จะมีพลังเดียวกับหญิงสาว พลังวารีพิสุทธิ์ที่แสนหายาก?อี้เฟิงหลง หงหยางจูกับมู่หรงอู่ต่างคิดเห็นไปในทางเดียวกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามเมื่อเหอเหยาจวงผู้มีสีหน้าสงบเรียกผ้าคลุมขึ้นมาห่มร่างของพวกเขาแล้วเอ่ยปากอีกครั้ง “นานมาแล้ว ในช่วงเวลาที่สามพิภพและหกดินแดนเพิ่งถือกำเนิด ทั้งหมดต่างถูกขับเคลื่อนด้วยพลังสามอย่าง นั่นคือผู้สร้าง ผู้รักษาและผู้ทำลาย หลังจากที่ผู้สร้างได้สร้างพิภพทั้งสามเสร็จสิ้นดังที่หวังก็เข้าสู่การหลับใหล ปล่อยให้ผู้รักษาและผู้ทำลายคงสมดุลของพิภพทั้งสาม”ชายชราหยุดพักเพื่อผ่อนลมหายใจ แม้พยายามไม่แสดงออกทางน้ำเสียง ทว่าสีหน้าของเขากลับซีดเซียวลงเรื่อยๆ...เวลาของเขาเหลือน้อยลงทุกทีขอเวลาให้ข้าอีกสักหน่อยเถิด...ผู
สำนักไร้นามมิได้ยิ่งใหญ่โอ่อ่า มิได้หรูหรางดงาม หากกลับแฝงไปด้วยพลังสูงส่งน่าเลื่อมใสมู่หรงอู่กวาดสายตามองไปรอบๆ มิอาจปกปิดความรู้สึกตื่นเต้นในยามที่ตนเดินตามเด็กชายอีกสองคนไปยังห้องโถงกว้างที่คาดว่าใช้เป็นสถานที่รับแขก“เข้ามาเถิด”เสียงแหบเมตตาดังขึ้นทั้งที่พวกเขายังเดินไปไม่ถึง บานประตูที่ปิดสนิทคล้ายถูกมนตราเสกสรร มันเปิดออกกว้างต้อนรับแขกผู้มาเยือนก่อนจะปิดลงเมื่อคนทั้งสามเดินผ่านเข้าไปภายในห้องโถงที่ปิดกั้นด้วยผ้าม่านสีทึม แสงจากเทียนไขร้อยเล่มส่องสว่างดุจหิ่งห้อยอี้เฟิงหลงเหลือบสายตาเห็นเบาะรองนั่งสามที่ตรงข้ามกับโต๊ะเตี้ยซึ่งอยู่ตรงมุมห้อง ใกล้กับชั้นหนังสือ ร่างของชายชรายืนอยู่มิไกล เขาส่งยิ้มน้อยๆ พร้อมกับผายมือให้พวกเขาอย่างเชื้อเชิญนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้มีสายเลือดมังกรได้พบกับเหอเหยาจวงในสงครามครั้งก่อนเขาเคยได้ยินชื่อและเห็นฝีมือของศิษย์เอกคนแรกของเขาในสนามรบ ประกอบกับการปรากฏตัวของหลี่ลู่ที่มุทะลุดุดัน เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงมีกลิ่นอายน่าเกรงขามและภาคภูมิเหมือนกับบิดาของตนแต่ความจริงมันไม่ใช่เช่นนั้นเลย...ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขายามนี้ดูเป็นชายชราที่ใช้ชีวิตอย่างเร
เสียงของมู่หรงอู่งึมงำในลำคอจนนางได้ยินไม่ถนัด ครั้นตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี ก็ถูกขัดจังหวะขึ้นมาด้วยเสียงของใครบางคน“ข้าหิวข้าว”หลิวฟางซวงเลิกคิ้ว ดวงตาสีอำพันเบนไปยังเจ้าของเสียงแหบเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องนอนซึ่งอยู่ใกล้สุด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อประสานสายตาเข้ากับเด็กชายในชุดสีด
คำถามของหงหยางจูช่างตรงข้ามกับการกระทำโดยสิ้นเชิง แม้เขาจะพูดเหมือนขออนุญาต หากร่างมันวาวที่ห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดขาวยวงสีงาช้างกลับเลื้อยเข้ามานอนขดอยู่ใกล้ๆ ลำคอเจ้าของเตียงอย่างถือวิสสาสะนางกระถดคอหนีเพราะรู้สึกจั๊กจี้ “แล้วมังกรอย่างอี้เฟิงหลงจะหนาวด้วยอีกคนหรือไม่” แม้จะไม่ค่อยอยากถือสาเด็ก ทว่าถ
“อ้อ... เจ้าพูดถึงท่านผู้เฒ่าขึ้นมาก็ดีแล้ว” เสียงหวานปานระฆังแก้วยืดยานกว่าปกติเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความง่วงงุนที่เริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ในจิตใต้สำนึก “ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”“ท่านอาซวงอยากรู้หรือขอรับ” มู่หรงอู่ถาม ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดารานับพันดวงอยู
คิดพลางสะบัดมือเพื่อจุดเทียนไขในห้องให้สว่าง ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แล้วเรียกของสองสามสิ่งขึ้นมากองบนโต๊ะหินเบื้องหน้ามู่หรงอู่ทรุดกายลงนั่งเคียงข้างพร้อมชะเง้อคอมอง “ท่านอาซวงจะทำอันใด”“เย็บผ้า”ผู้ฟังกะพริบตาปริบๆ ปกติเขาเห็นท่านอาเสกโน่นเสกนี่มาโดยตลอด วันนี้ต้องมีวาระโอกาสพิเศษแน่ท่านอาซวง







